LOGINพัชสิกา คิวมิกส์และเปรมสิรินั่งรอเรียนคลาสต่อไปที่ห้องว่างของคณะ เมื่อไม่มีอะไรจะคุยกันเปรมสิริจึงใช้จังหวะนี้ถามเรื่องภาคินกับเพื่อนสาวด้วยความอยากรู้อีกทั้งยังสงสัยมานาน
“พัช”
“หึ”
“คุณภาคินกับแกมันยังไงๆกันน่ะ”
“ก็เป็นเพื่อนที่ดีต่อกันไง” พัชสิกาพูดตามความเป็นจริง
“ไม่ใช่...ฉันหมายถึง เขาดีกับแกขนาดนั้น แกไม่เปิดใจให้เขาบ้างเลยเหรอ”
“ไม่อ่ะ ฉันไม่ได้ชอบเขา”
“ทำไมไม่ลองคุยๆกันไปก่อนล่ะ เวลาอาจจะช่วยทำให้แกรู้ใจตัวเองมากขึ้นก็ได้นะ”
“ไม่เอาหรอก อยู่โสดๆแบบนี้ดีกว่า” พัชสิกาไหวไหล่อย่างมั่นอกมั่นใจ ชีวิตแบบโสดๆมันก็ดีอยู่แล้วจะไปหาเรื่องอื่นมาทำให้ปวดหัวอีกทำไม
“คุณภาคินออกจะดีแสนดีขนาดนั้น ก็ควรคว้าเอาไว้ก่อนไหม” คิวมิกส์ชายใจหญิงเห็นดีเห็นงามตามไปด้วย อยากให้เพื่อนสาวคนสวยเป็นฝั่งเป็นฝาสักที ด้านเปรมสิริก็พยักหน้าเห็นตาม
“ไว้วันที่พร้อมนู่นแหละ ตอนนี้ขออยู่แบบนี้ไปดีกว่า” พัชสิกาปฏิเสธท่าเดียวจนเพื่อนทั้งสองถอดใจ
“อ่ะเค๊ คาดคั้นไปก็เท่านั้นแหละ” เปรมสิริทำหน้าเซ็งๆจนพัชสิกาต้องสั่งสอนสักหน่อย
“เอาเวลานินทาเรื่องผู้ชายไปตั้งใจเรียนดีไหมคะ”
“แรงส์” เปรมสิริทำหน้าบึ้งๆก่อนจะตั้งคำถามต่อมา “แล้วแกไม่มีใครทำให้แกหวั่นไหวบ้างเลยเหรอ”
“นั่นสิ” คิวมิกส์ก็อยากจะรู้เหมือนกัน
“ก็...” พัชสิกาเริ่มสับสนกับคำถาม เหมือนจะมีแต่ก็ไม่เชิง “ไม่มีหรอก คนอย่างฉันไม่สนใจเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว”
“อืม...ก็ได้ เห้ย เพื่อนในคลาสเริ่มทยอยกันมาแล้วเตรียมสมุดเตรียมหนังสือเร็ว” เปรมสิริเห็นเพื่อนร่วมคลาสเริ่มทยอยเข้ามาในห้องจึงรีบทักเพื่อนและจัดการนำของสำคัญในการเรียนขึ้นมา
“รอบนี้ตั้งใจเลยนะ เทอมสุดท้ายแล้ว” คิวมิกส์ยื่นหน้าเข้าไปพูดกับเปรมสิริเพราะทั้งเขาและเธอต่างก็เกเร ส่วนคนที่มักจะเอาตัวรอดในด้านการเรียนจะเห็นก็แต่พัชสิกา
“ย่ะ” เปรมสิริถลึงตามองคิวมิกส์
พฤติกรรมด่ากันทุกวันถือว่าปกติมากสำหรับเปรมสิริและคิวมิกส์
***********************************************
แสงประกายวาววับโลดแล่นไปทั่วห้องผับ ภายในผับแห่งนี้มีผู้คนมาใช้บริการมากมายตามประสาวัยคึกคะนอง แพนนีญาร์ยกแก้วเบียร์ขึ้นมาดื่มรวดเดียวหมดก่อนจะมีคำถามที่เกิดจากเพื่อนสาวตามมา
“เรื่องแกกับพี่คิมไปถึงไหนแล้ววะ” แพนนีญาร์ถึงกับสำลักเบียร์เมื่อพิมมี่ถามถึงผู้ชายคนนี้
“เหมือนเดิมนั่นแหละ” แพนนีญาร์รู้สึกเซ็งขึ้นมาทันที ซึ่งเพื่อนก็ยังไม่หยุดตั้งคำถาม
“พี่เขาดูใจแข็งขนาดนั้นเลยเหรอ มีผู้หญิงสาวๆสวยๆมาจีบทั้งที ทำไมไม่จัดว่ะ” นานะเป็นฝ่ายถามพลางยกเบียร์ขึ้นดื่มรวดเดียว
“จะใจแข็งได้นานขนาดไหนกันเชียว ฉันออกจะเพอร์เฟคกว่าผู้หญิงทั่วไปด้วยซ้ำ ถ้าสุดท้ายไม่เอาฉันไปทำเมียก็คงถือว่าเป็นผู้ชายที่โง่ที่สุดเท่าที่เคยพบมาแล้วแหละ” แพนนีญาร์พูดแล้วหัวเราะ ยังไงเธอก็ดีกว่าผู้หญิงที่คิมหันต์เคยผ่านหน้าผ่านตามาอยู่แล้วและเธอก็ดีกว่าเพื่อนสองคนนี้อีกด้วย
พิมมี่แสยะยิ้มก่อนจะมีข้อเสนอบางอย่างมาล่อซึ่งแน่นอนว่าเธอก็คงไม่ปฏิเสธแน่นอน
“แกจะปล่อยให้ตัวเองลอยชายอยู่แบบนี้เหรอ ถ้าเป็นฉันคงเหงาแย่”
“แกหมายความว่าไง”
พิมมี่หัวเราะสั้นก่อนจะบอกอย่างตรงไปตรงมา “แกก็หาใครสักคนมาไว้แก้เหงาสิ เมื่อได้พี่คิมสมใจอยากแกก็ค่อยเขี่ยทิ้งไว้เป็นของตาย”
“ความคิดเลวมากกก คิดได้ไง” นานะหันมาพูดกับพิมมี่ ซึ่งเป็นปกติที่จะหยอกกันแรงๆอยู่แล้ว
“แล้วมันไม่ดีเหรอ” พิมมี่หันมาคุยกับนานะก่อนจะเปลี่ยนไปพูดกับแพนนีญาร์ต่อ “ฉันเคยทำมาแล้ว รับรองว่าได้ขึ้นสวรรค์เก้าชั้นแน่นอน”
“ความคิดก็ไม่เลวเลยนะ ช่วงนี้ฉันเหงาๆอยู่พอดี” แพนนีญาร์มองว่าถ้าทำแบบนี้ก็ไม่เสียหายอะไร ถ้าคนนั้นมีดีมากพออาจจะช่วยทดแทนคิมหันต์ได้
“ฉันมีคนมาแนะนำนะ โปรไฟล์ดีพอๆกับพี่คิมเลยแหละ” แพนนีญาร์ขมวดคิ้วมองพิมมี่จากนั้นไม่นานเบื้องหน้าของเธอก็พลันปรากฎร่างของชายคนหนึ่งเข้า
รูปร่างสูงสง่า ใบหน้าหล่อเหลา แต่งตัวดูดีและดูออกจะอินเตอร์นิดหน่อย ถ้าจะให้เดาก็น่าจะลูกครึ่งไทย อังกฤษชัวร์
“เขาชื่อชนัฐธร พึ่งกลับมาจากอังกฤษ เป็นเพื่อนฉันเอง”
“สวัสดีครับ ฝากเนื้อด้วยตัวด้วยนะครับ คุณ...” เขามองแพนนีญาร์ด้วยแววตาเป็นประกาย
“ฉันแพนค่ะ ยินดีที่ได้รู้จัก” แพนนีญาร์ยื่นมือหวังไปทำความรู้จักซึ่งชายดังกล่าวก็ไม่รอช้าที่จะทำตามนั้น
“ฝากตัวเป็นคนสนิทอีกคนด้วยนะครับ ผมไม่ได้มาอยู่ไทยนาน อาจจะยังไม่มีใครให้สนิทมากสักเท่าไหร่” เขาแสยะยิ้มสายตาไม่เปลี่ยนไปจากเดิม
“ได้เสมอค่ะ” แพนนีญาร์ยกยิ้มอย่างชอบใจ หล่อขนาดนี้ใครมันจะไม่อยากได้ล่ะ ขณะนั้นพิมมี่ผู้ที่เป็นฝ่ายหาผู้ชายมาให้ก็ยกยิ้มร้ายชำเลืองมองชนัฐธรอย่างคนมีแผน
“เร็วๆลูก” คิมหันต์ยืนอ้าแขนรอรับลูกฟุตบอลจากลูกชายวัยห้าขวบหน้าประตูตาข่ายขนาดกลางด้วยความสนุกสนานและเต็มไปด้วยความสุขสนามหญ้าแห่งนี้เดิมทีเคยทำเป็นสวนหย่อมไว้ปลูกพันธุ์ไม้ในยามว่าง เมื่อกฤษกับสุวรรณรัตน์รู้ว่าตนจะได้หลานเป็นผู้ชายและแน่นอนว่าผู้ชายจะต้องชอบกิจกรรมกลางแจ้งแน่ๆ ปู่กับย่าของแกก็เลยจ้างคนสวนมาย้ายกระถางดอกไม้ไปไว้ที่อื่น ซึ่งขณะเดียวกันก็ทำเป็นสนามฟุตบอลไปด้วยเลย‘เด็กชายกัปตัน คีริน บริพัฒน์สาธร’ สมาชิกใหม่ของบ้านใช้เท้าเล็กๆเขี่ยบอลไปมาจากนั้นก็เตะส่งไปให้พ่อทว่ากลับเด้งออกนอกประตูจนได้“โห้ กัปตัน” จักรพรรดิที่อยู่ทีมเดียวกับหลานสบถออกมาด้วยความหัวเสีย กะว่าจะเอาชนะเพื่อนสะหน่อย“สอนหลานให้รู้จักแพ้รู้จักชนะบ้างสิวะ ทำอย่างกับจะให้หลานไปอยู่ในแก๊งมาเฟียเหมือนตัวเองงั้นแหละ” ภาคินถือลูกฟุตบอลเข้ามาในสนาม จากนั้นก็ย่อตัวลงอุ้มเจ้าคีรินน้อยขึ้นมาฝังจมูกที่แก้มข้างซ้าย“ไม่ดีเหรอ หลานจะได้มีคนนับหน้าถือตาแถมยังไม่มีใครกล้ารังแกด้วย”“กัปตันจะเป็นมาเฟียเหมือนคุณยุงคั๊บ” ทั้งสามหนุ่มหัวเราะออกมาให้กับสิ่งที่หลานพูด“ปะป๊าว่ามาเป็นท่านประธานที่มีลูกน้องคอยรับใช้เหมือนปาป๊า
“เดินไปเดินมากูเริ่มจะเวียนหัวแล้วนะมึง” จักรพรรดิทักเมื่อเห็นคิมหันต์เอาแต่เดินวนไปวนมาหน้าห้องคลอด ท่าทางดูตื่นเต้นกว่าใครๆ“เอาน่า พ่อลูกอ่อนพึ่งมีลูกเป็นตัวเป็นตน” ภาคินที่นั่งอยู่ข้างๆพูดขึ้น“นิลก็อยากเห็นหน้าหลานเหมือนกัน ได้ข่าวว่าเป็นลูกชายคงจะหล่อเหมือนพ่อแน่ๆ” เปรมสิริพูดด้วยท่าทางตื่นเต้น เพราะคิมหันต์เคยบอกไว้ตอนพาภรรยาไปอัลตราซาวด์มาแล้ว“นี่ ไม่คิดอยากจะมีบ้างเหรอ” จักรพรรดิหันไปคุยกับภาคินพร้อมชี้ไปทางคนรักของเจ้าตัว เปรมสิริได้แต่ยิ้มบางๆแฝงไปด้วยความรู้สึกมากมายหลายอย่าง “เราก็พึ่งอยู่ในช่วงคบหาดูใจกันไปก่อนน่ะค่ะ ส่วนเรื่องแต่งคงต้องรอโอกาสที่เหมาะสม” ถึงจะรู้สึกไม่ค่อยดีแต่เธอก็อยากจะให้เกียรติภาคินในฐานะอธิการบดีด้วยภาคินหันไปส่งยิ้มพร้อมจับมือเธอไว้อย่างอ่อนโยน “เราจะมีวันนั้นแน่ ถ้าเราไม่ปล่อยมือกัน”เปรมสิริมองเขาด้วยแววตาเต็มไปด้วยความหวังหวังว่าเขาจะจับมือเธอไปนานๆจริงๆ“คุณหมอเมียกับลูกผมเป็นยังไงบ้างครับ” ทุกคนหันมาทางประตูห้องคลอดเป็นตาเดียวเมื่อได้ยินคิมหันต์คุยกับคุณหมอทำคลอด“ปลอดภัยทั้งแม่ทั้งลูกนะคะ คุณพ่อจะเข้าไปดูเลยไหมคะ”“ไปครับๆ” เขาบอกหมอด้วยค
หลายเดือนต่อมา“ระวังๆนะครับ” คิมหันต์ค่อยๆประคองภรรยาที่ตอนนี้ท้องโตใกล้คลอดแล้ว เมื่อภรรยาสาวนั่งลงที่เก้าอี้เขาก็ถือโจ๊กที่วางอยู่บนเคาน์เตอร์ครัวมาวางไว้ด้านหน้าเพื่อที่จะป้อนให้เธอ“อุ่นๆอยู่เลย” เขาพูดหลังจากเป่าโจ๊กให้เธอ“ขอบคุณค่ะ” เมื่อป้อนโจ๊กให้เธอไปสองสามคำเขาก็วางโจ๊กลงตรงหน้าเหมือนเดิม จากนั้นก็โน้มใบหน้าไปจ่อตรงบริเวณหน้าท้องที่มีลูกน้อยอาศัยอยู่“อร่อยไหมค้าบลูก” มือหนาลูบบริเวณหน้าท้องอย่างอ่อนโยน พัชสิกาได้แต่ยิ้มให้กับภาพความอบอุ่นนั้น“อุ๊ย ลูกดิ้น” เขาเงยหน้าขึ้นมาคุยกับภรรยา“สงสัยคุยกับพ่อแล้วสนุกมั้งคะ” คิมหันต์เปลี่ยนมามองหน้าท้องภรรยาอีกครั้ง “หรือเพราะโจ๊กฝีมือพ่ออร่อยกันนะ เดี๋ยวกินต่อนะ จะได้แข็งแรงทั้งแม่ทั้งลูก” เขานั่งตัวตรงป้อนโจ๊กให้เธอต่อเมื่อพาพัชสิกาทานข้าวเช้าเสร็จเขาก็พาออกมาเดินเล่นที่สวนหย่อมชมบรรยากาศในยามเช้า“ไอ้คิมมมม” เสียงทุ้มของใครบางคนลอยมาแต่ใกล้คิมหันต์และพัชสิกาหันไปมองก็พบว่าเป็นจักรพรรดิ“เอ้า มึงกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่วะ”“พี่จักรบอกจะกลับมาตอนพัชคลอดเลยไม่ใช่เหรอคะ” พัชสิกาก็สงสัยเหมือนกัน“ก็เดือนหน้าเริ่มไม่ว่างแล้วน่ะสิ ก็เลย
หนึ่งเดือนแล้วกับการที่ได้ใช้ชีวิตด้วยกันในฐานะสามีภรรยาและวันนี้ก็เป็นวันที่เธอกับเขามาฮันนีมูนที่เกาะล้านในจังหวัดชลบุรี โดยจองรีสอร์ตแบบส่วนตัวให้เห็นวิวทะเลสีสวยในยามเย็นพัชสิกานอนซบที่แขนซ้ายของสามีบนเตียงนอนพลันเปิดอ่านไดอารี่บรรยายคำว่ารักให้เขาฟัง เมื่ออ่านมาได้ครึ่งหน้าเธอก็ปิดลงแล้วดีดตัวขึ้น“เอ๊า พี่ยังอยากฟังต่ออยู่เลย” คิมหันต์มองตามก่อนจะค่อยๆลุกขึ้นนั่ง ตั้งแต่อยู่ด้วยกันมาเขาติดเธอมาก ชอบกอด ชอบหอมตลอดเวลา แม้กระทั่งสายตายังมีให้แค่เธอคนเดียว“พี่คิมอ่านไปแล้วไม่ใช่เหรอคะ” หลายรอบแล้วด้วยซ้ำ คิมหันต์ขยับเข้ามากอดเธอแน่นกว่าเดิมก่อนจะหอมแก้มเธอเพื่อแสดงถึงความรัก“พี่อยากให้พัชอ่านให้พี่ฟังและอยากฟังหลายๆรอบทุกๆวันเลย” หญิงสาวยิ้มแล้วจับปลายคางเขาส่ายไปมา “พัชรักพี่คิมๆๆๆๆๆๆ รักแค่คนเดียว รักมากที่สุดเลยด้วย”ไม่นานมือหนาก็จับท้ายทอยของเธอเข้ามาประกบปากอวบอิ่ม“พี่ก็รักพัชมากที่สุด” เขาปล่อยริมฝีปากได้ไม่นานก็ดึงเธอเข้าไปจูบใหม่และบดขยี้หนักกว่าเดิม หญิงสาวรีบดันตัวเขาออกไปก่อนซึ่งเขาก็ปล่อยอย่างว่าง่าย“ยังก่อนค่ะ”“ยังมีเวลาเหลือๆ”“แต่ตอนนี้...” เธอมองไปนอกหน้าต่าง
“คุณแพนเป็นไงบ้าง” จักรพรรดิกำลังจัดการเก็บเสื้อผ้าเตรียมขึ้นเครื่องไปไต้หวันในเช้าวันพรุ่งนี้ ขณะนั้นเขาหันไปเห็นจอมพลเดินเข้ามาในบ้านพอดีจึงถามไปพลางๆ เนื่องจากเจ้าตัวแจ้งไว้แล้วว่าจะไปเยี่ยมแพนนีญาร์ที่เรือนจำ“เขาสบายดีครับนาย” จักรพรรดิพยักหน้าเบาๆก่อนจะเปลี่ยนเรื่องคุย“มึงจะไม่ไปทำงานกับกูต่อที่ไต้หวันจริงเหรอวะ” ก่อนหน้านั้นเขาได้ถามจอมพลแล้วว่าจะไปทำงานต่อกับเขาหรือจะลาออกปักหลักอยู่ที่ไทยแทน ซึ่งค่าตอบแทนที่จะได้ก็คือเงินเดือนที่เพิ่มมาเป็นสองเท่าทว่าจอมพลดันเลือกอยู่ไทยแทนที่จะเลือกความสบายก่อน“ไม่ครับ ผมอยู่ที่นี่ก็สบายดี”จักรพรรดิมองยิ้มๆก่อนจะเดินเข้ามาตบไหล่ลูกน้องที่อยู่กันมานานผูกพันราวกับเป็นคนในครอบครัว “ยังไงกูก็ต้องขอบคุณมึงมากนะที่จงรักภักดีต่อกูมาตลอด กูขอให้เส้นทางใหม่ของมึงสวยงามตามที่มึงปรารถนา”จอมพลโค้งศีรษะก่อนจักรพรรดิจะพูดอะไรบางอย่างอีกครั้ง “กูให้เงินเพิ่มไปตั้งตัวนะ สิบล้านพอไหม”“หึ” จอมพลได้แต่หัวเราะออกมาสั้นๆ “ไม่หรอกครับ”“ทำไมวะ”“ผมมองว่ามันไม่จำเป็นสำหรับผม ไว้ถ้าผมไม่มีผมขอกลับไปทำงานร่วมกับคุณในอนาคตแล้วกันนะ” จักรพรรดิได้แต่ขมวดคิ้วมอง
“คุณสบายดีไหม อยู่ในนี้ได้ไหม” จอมพลเอ่ยถามผ่านกระจกกั้น อีกฝั่งจะเป็นแพนนีญาร์ที่ถูกจำคุกไว้ด้วยความผิดทางคดีถ้าย้อนเวลากลับไปในตอนที่เริ่มทำความผิดแล้วเธอไม่คิดจะทำลายหลักฐานโดยการสั่งให้คนไปเผารถทิ้ง เธอก็คงได้แค่รอลงอาญาไม่ต้องมาอยู่ในคุกให้ลำบากแบบนี้หญิงสาวหลุบตาลงเมื่อนึกย้อนกลับไปถึงในตอนที่พ่อแม่เธอมาหา ไม่ได้มีความเห็นอกเห็นใจ ไม่มีกำลังใจ มีแต่ซ้ำเติม.........................................................................................‘เป็นไงล่ะลูกสาวคุณ’ ปราณีเบ้ปากเมื่อเห็นลูกสาวนอกคอกยืนคุยอยู่ข้างในห้องสี่เหลี่ยมที่มีผู้คุมขังยืนเฝ้าไม่คลาดสายตา ‘ไม่คิดเล้ยว่าจะมาอยู่ตรงจุดจุดนี้ได้’ ‘คุณ พูดดีๆหน่อย’ จรูญหันไปตำหนิปราณีก่อนจะหันมาทางลูกสาวด้วยใบหน้าเคร่งขรึม ‘ทำไมถึงทำตัวแบบนี้’ ‘หนูไม่ได้ตั้งใจค่ะพ่อ’ ‘ไม่ได้ตั้งใจแต่เอาตัวเองมาทำให้วงศ์ตระกูลขายขี้หน้าแบบนี้นี่นะ รู้ถึงไหนอายถึงนั่น น่าจะตัดๆออกไปจากกองมรดกไปเลย’ ปราณีผู้ซึ่งที่ไร้ความรักต่อลูกเลี้ยงแฝงไปด้วยความเกลียดชังมากมาย แพนนีญาร์เธอก็แค่เป็นคนอารมณ์ร้ายและตอนทิพวรรณเสียเธอก็ไม่ได้มีเจตนาให้มันเกิดข
“ผมช่วยนะครับ” จังหวะภาคินกำลังจะหยิบผักในตะกร้ามือของเขาและเธอก็ประสานกันพอดี “เอ่อ ผมขอโทษครับ” “ไม่เป็นไรค่ะพัชเข้าใจ เรามาช่วยหั่นดีกว่าค่ะ” เธอพูดพลางหัวเราะเบาๆ ขณะที่ทั้งสองกำลังหัวเราะให้กันคิกคักกลับกลายเป็นจุดโฟกัสของใครบางคนใช่! คิมหันต์แอบจอดรถหลบมุมอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ซึ่งอยู่ไม่ใกล้ไม่
“ใช่แล้ว ว่าจะชวนไปกินหมูกระทะร้านลุงหนุ่ยแล้วไปเม้าท์มอยตามประสาเพื่อนสาวกัน” พัชสิกาชำเลืองมองสุวรรณรัตน์สลับกับมองคิมหันต์เพราะเธอมีนัดกับทั้งสองคนแล้ว ถึงแม้จะเกรงใจเพื่อนแต่ก็ต้องเลือกทางใดทางหนึ่ง“พอดีฉันมีนัดทานข้าวกับเจ้านายฉันอยู่” สุวรรณรัตน์มองหลานสาวยิ้มๆก่อนจะพูดเหมือนชวนให้ไปด้วยกัน
“คือ...ฉันไม่ได้บอกว่าป้าฉันเป็นอะไร แค่บอกว่าเอามาใช้จ่ายจำเป็นเฉยๆ” พัชสิกาตั้งใจจะไม่ให้คิมหันต์รู้เรื่องทิพวรรณและไม่ต้องการบอกเพื่อนด้วยว่าแท้จริงแล้วเธอ ‘ขายตัว’ ไม่งั้นป้าเธอต้องรู้เรื่องนี้จนทำให้ป่วยหนักกว่าเดิมแน่ๆ “ไหนแกบอกว่า ตอนไปยืมแจ้งเขาว่าไปรักษามะเร็งป้าไม่ใช่หรือไง” คิวมิกส์ผู้
คิมหันต์พาพัชสิกามาถึงโรงแรมหรูตัวเมืองจังหวัดภูเก็ต เปิดหน้าต่างออกไปจะมีระเบียงกว้าง เบื้องหน้าจะเห็นเป็นพื้นผิวทะเลกระทบเข้ากับแสงไฟในยามค่ำคืนสวยสบายตาหญิงสาวมองออกไปนอกหน้าต่างได้สักพักก่อนจะหันกลับมาเห็นเขาจ้องเธออยู่ก่อนแล้ว พัชสิกาถอนหายใจเบาๆก่อนจะถามเรื่องสุขภาพเขาเพราะเขาเป็นฝ่ายขับรถพา







![โฉมงามร้อนราคะ [BDSM] + [NC30+] + [PWP]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)