เข้าสู่ระบบพัชสิกา คิวมิกส์และเปรมสิรินั่งรอเรียนคลาสต่อไปที่ห้องว่างของคณะ เมื่อไม่มีอะไรจะคุยกันเปรมสิริจึงใช้จังหวะนี้ถามเรื่องภาคินกับเพื่อนสาวด้วยความอยากรู้อีกทั้งยังสงสัยมานาน
“พัช”
“หึ”
“คุณภาคินกับแกมันยังไงๆกันน่ะ”
“ก็เป็นเพื่อนที่ดีต่อกันไง” พัชสิกาพูดตามความเป็นจริง
“ไม่ใช่...ฉันหมายถึง เขาดีกับแกขนาดนั้น แกไม่เปิดใจให้เขาบ้างเลยเหรอ”
“ไม่อ่ะ ฉันไม่ได้ชอบเขา”
“ทำไมไม่ลองคุยๆกันไปก่อนล่ะ เวลาอาจจะช่วยทำให้แกรู้ใจตัวเองมากขึ้นก็ได้นะ”
“ไม่เอาหรอก อยู่โสดๆแบบนี้ดีกว่า” พัชสิกาไหวไหล่อย่างมั่นอกมั่นใจ ชีวิตแบบโสดๆมันก็ดีอยู่แล้วจะไปหาเรื่องอื่นมาทำให้ปวดหัวอีกทำไม
“คุณภาคินออกจะดีแสนดีขนาดนั้น ก็ควรคว้าเอาไว้ก่อนไหม” คิวมิกส์ชายใจหญิงเห็นดีเห็นงามตามไปด้วย อยากให้เพื่อนสาวคนสวยเป็นฝั่งเป็นฝาสักที ด้านเปรมสิริก็พยักหน้าเห็นตาม
“ไว้วันที่พร้อมนู่นแหละ ตอนนี้ขออยู่แบบนี้ไปดีกว่า” พัชสิกาปฏิเสธท่าเดียวจนเพื่อนทั้งสองถอดใจ
“อ่ะเค๊ คาดคั้นไปก็เท่านั้นแหละ” เปรมสิริทำหน้าเซ็งๆจนพัชสิกาต้องสั่งสอนสักหน่อย
“เอาเวลานินทาเรื่องผู้ชายไปตั้งใจเรียนดีไหมคะ”
“แรงส์” เปรมสิริทำหน้าบึ้งๆก่อนจะตั้งคำถามต่อมา “แล้วแกไม่มีใครทำให้แกหวั่นไหวบ้างเลยเหรอ”
“นั่นสิ” คิวมิกส์ก็อยากจะรู้เหมือนกัน
“ก็...” พัชสิกาเริ่มสับสนกับคำถาม เหมือนจะมีแต่ก็ไม่เชิง “ไม่มีหรอก คนอย่างฉันไม่สนใจเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว”
“อืม...ก็ได้ เห้ย เพื่อนในคลาสเริ่มทยอยกันมาแล้วเตรียมสมุดเตรียมหนังสือเร็ว” เปรมสิริเห็นเพื่อนร่วมคลาสเริ่มทยอยเข้ามาในห้องจึงรีบทักเพื่อนและจัดการนำของสำคัญในการเรียนขึ้นมา
“รอบนี้ตั้งใจเลยนะ เทอมสุดท้ายแล้ว” คิวมิกส์ยื่นหน้าเข้าไปพูดกับเปรมสิริเพราะทั้งเขาและเธอต่างก็เกเร ส่วนคนที่มักจะเอาตัวรอดในด้านการเรียนจะเห็นก็แต่พัชสิกา
“ย่ะ” เปรมสิริถลึงตามองคิวมิกส์
พฤติกรรมด่ากันทุกวันถือว่าปกติมากสำหรับเปรมสิริและคิวมิกส์
***********************************************
แสงประกายวาววับโลดแล่นไปทั่วห้องผับ ภายในผับแห่งนี้มีผู้คนมาใช้บริการมากมายตามประสาวัยคึกคะนอง แพนนีญาร์ยกแก้วเบียร์ขึ้นมาดื่มรวดเดียวหมดก่อนจะมีคำถามที่เกิดจากเพื่อนสาวตามมา
“เรื่องแกกับพี่คิมไปถึงไหนแล้ววะ” แพนนีญาร์ถึงกับสำลักเบียร์เมื่อพิมมี่ถามถึงผู้ชายคนนี้
“เหมือนเดิมนั่นแหละ” แพนนีญาร์รู้สึกเซ็งขึ้นมาทันที ซึ่งเพื่อนก็ยังไม่หยุดตั้งคำถาม
“พี่เขาดูใจแข็งขนาดนั้นเลยเหรอ มีผู้หญิงสาวๆสวยๆมาจีบทั้งที ทำไมไม่จัดว่ะ” นานะเป็นฝ่ายถามพลางยกเบียร์ขึ้นดื่มรวดเดียว
“จะใจแข็งได้นานขนาดไหนกันเชียว ฉันออกจะเพอร์เฟคกว่าผู้หญิงทั่วไปด้วยซ้ำ ถ้าสุดท้ายไม่เอาฉันไปทำเมียก็คงถือว่าเป็นผู้ชายที่โง่ที่สุดเท่าที่เคยพบมาแล้วแหละ” แพนนีญาร์พูดแล้วหัวเราะ ยังไงเธอก็ดีกว่าผู้หญิงที่คิมหันต์เคยผ่านหน้าผ่านตามาอยู่แล้วและเธอก็ดีกว่าเพื่อนสองคนนี้อีกด้วย
พิมมี่แสยะยิ้มก่อนจะมีข้อเสนอบางอย่างมาล่อซึ่งแน่นอนว่าเธอก็คงไม่ปฏิเสธแน่นอน
“แกจะปล่อยให้ตัวเองลอยชายอยู่แบบนี้เหรอ ถ้าเป็นฉันคงเหงาแย่”
“แกหมายความว่าไง”
พิมมี่หัวเราะสั้นก่อนจะบอกอย่างตรงไปตรงมา “แกก็หาใครสักคนมาไว้แก้เหงาสิ เมื่อได้พี่คิมสมใจอยากแกก็ค่อยเขี่ยทิ้งไว้เป็นของตาย”
“ความคิดเลวมากกก คิดได้ไง” นานะหันมาพูดกับพิมมี่ ซึ่งเป็นปกติที่จะหยอกกันแรงๆอยู่แล้ว
“แล้วมันไม่ดีเหรอ” พิมมี่หันมาคุยกับนานะก่อนจะเปลี่ยนไปพูดกับแพนนีญาร์ต่อ “ฉันเคยทำมาแล้ว รับรองว่าได้ขึ้นสวรรค์เก้าชั้นแน่นอน”
“ความคิดก็ไม่เลวเลยนะ ช่วงนี้ฉันเหงาๆอยู่พอดี” แพนนีญาร์มองว่าถ้าทำแบบนี้ก็ไม่เสียหายอะไร ถ้าคนนั้นมีดีมากพออาจจะช่วยทดแทนคิมหันต์ได้
“ฉันมีคนมาแนะนำนะ โปรไฟล์ดีพอๆกับพี่คิมเลยแหละ” แพนนีญาร์ขมวดคิ้วมองพิมมี่จากนั้นไม่นานเบื้องหน้าของเธอก็พลันปรากฎร่างของชายคนหนึ่งเข้า
รูปร่างสูงสง่า ใบหน้าหล่อเหลา แต่งตัวดูดีและดูออกจะอินเตอร์นิดหน่อย ถ้าจะให้เดาก็น่าจะลูกครึ่งไทย อังกฤษชัวร์
“เขาชื่อชนัฐธร พึ่งกลับมาจากอังกฤษ เป็นเพื่อนฉันเอง”
“สวัสดีครับ ฝากเนื้อด้วยตัวด้วยนะครับ คุณ...” เขามองแพนนีญาร์ด้วยแววตาเป็นประกาย
“ฉันแพนค่ะ ยินดีที่ได้รู้จัก” แพนนีญาร์ยื่นมือหวังไปทำความรู้จักซึ่งชายดังกล่าวก็ไม่รอช้าที่จะทำตามนั้น
“ฝากตัวเป็นคนสนิทอีกคนด้วยนะครับ ผมไม่ได้มาอยู่ไทยนาน อาจจะยังไม่มีใครให้สนิทมากสักเท่าไหร่” เขาแสยะยิ้มสายตาไม่เปลี่ยนไปจากเดิม
“ได้เสมอค่ะ” แพนนีญาร์ยกยิ้มอย่างชอบใจ หล่อขนาดนี้ใครมันจะไม่อยากได้ล่ะ ขณะนั้นพิมมี่ผู้ที่เป็นฝ่ายหาผู้ชายมาให้ก็ยกยิ้มร้ายชำเลืองมองชนัฐธรอย่างคนมีแผน
“ใช่แล้ว ว่าจะชวนไปกินหมูกระทะร้านลุงหนุ่ยแล้วไปเม้าท์มอยตามประสาเพื่อนสาวกัน” พัชสิกาชำเลืองมองสุวรรณรัตน์สลับกับมองคิมหันต์เพราะเธอมีนัดกับทั้งสองคนแล้ว ถึงแม้จะเกรงใจเพื่อนแต่ก็ต้องเลือกทางใดทางหนึ่ง“พอดีฉันมีนัดทานข้าวกับเจ้านายฉันอยู่” สุวรรณรัตน์มองหลานสาวยิ้มๆก่อนจะพูดเหมือนชวนให้ไปด้วยกัน “หมูกระทะเราไม่ได้กินนานแล้วนะคิมหันต์ ไปกับพวกเขาสักวันดีไหม” คิมหันต์ขมวดคิ้วมองเพราะหมูกระทะที่ว่าเคยไปกินแค่ในห้างเท่านั้น ไม่แน่ใจว่าร้านลุงหนุ่ยอะไรนั่นจะเป็นแบบที่เขาและแม่ไปหรือเปล่า“ร้านอยู่ไหนครับ”*****************************************คิมหันต์และแม่ถูกพามาที่ร้านหมูกระทะลุงหนุ่ยที่เคยมาทานเป็นประจำ บริเวณร้านจะถูกประดับไปด้วยแสงไฟระยิบระยับ มีที่นั่งด้านในและด้านนอก ซึ่งด้านในร้านไม่ได้เป็นห้องแอร์อย่างที่คิมหันต์เข้าใจแถมยังใช้พัดลมในการเปิดให้ลูกค้าใช้อีกต่างหาก คิมหันต์และสุวรรณรัตน์เลยเลือกมานั่งที่ด้านนอกกะว่าจะให้ลมพัดสักหน่อย แต่ก็ทำได้แค่ ‘ฝันไปเถอะ’เขาหน้ามุ่ยขยับเสื้อด้านหน้าขึ้นลงให้พอคลายร้อน พัชสิกาที่ถูกสุวรรณรัตน์สั่งให้มานั่งข้างๆรีบหยิบพัดลมเล็กแบบพกพามาเปิ
หญิงสาวยืดตัวพลางเอี้ยวตัวไปมาอย่างเพลินๆ จากนั้นก็หยุดมาดื่มน้ำให้พอลดความกระหาย เพราะตอนนี้ท้องฟ้าก็เริ่มจะเปลี่ยนสีแล้วการออกกำลังกายจึงพอแค่นี้ก่อนทว่าไม่นานสายตาเธอก็พลันไปเห็นภาคินวิ่งออกกำลังกายอยู่บริเวณสนามหญ้าผ่านหน้าผ่านตาไปพอดีบ้าจริง! ทำไมช่วงนี้เธอเจอเขาบ่อยจัง“คุณภาคินคะ” เปรมสิริตะโกนเรียกชื่อเขาซึ่งเขาก็หันมาตามเสียงนั้นเลย หญิงสาวยกมือขึ้นโบกไปมาเหมือนเป็นการเรียกให้เขามาหาเธอที่ตรงนี้“ปกติมาออกกำลังกายตรงนี้อยู่แล้วหรือเปล่า” ภาคินมาถึงก็ถามทันที“พึ่งมาวันนี้วันแรกค่ะ” เธอยิ้มเนือยๆ “แล้วคุณภาคินมาออกทุกวันเลยไหมคะ” “ผมนานๆทีถึงจะมา” เปรมสิริพยักหน้ายิ้มๆ “มาวิ่งวันแรกก็ไม่ชินเหมือนกันนะคะ ไม่มีเพื่อนวิ่งด้วย” เธอมองเขาเหมือนกำลังจะพูดอะไรต่อ ภาคินจึงไม่รอช้าที่จะเอ่ยปากถาม“คุณนิลกำลังอยากจะบอกอะไรผมหรือเปล่าครับ”เขาเลิกคิ้วมอง“กำลังคิดอยู่ค่ะว่าถ้าจะชวนคุณภาคินมาวิ่งด้วยกัน คุณภาคินจะสะดวกหรือเปล่า” เปรมสิริมุดหน้าลงเหมือนเขินเขาแต่ไม่รู้ตัว ภาคินเห็นท่าทางแบบนั้นก็ขำออกมาเบาๆ“เรื่องแค่นี้เองครับ เวลาผมเหลือๆ อยู่กับคุณนิลจนถึงสามทุ่มยังได้เลย” “งั้นเรา
“เรื่องนั้นเอาไว้ก่อน เพราะฉันมีงานใหม่จะมอบหมายเธอ”“อะไรคะ”“ต่อไปนี้เธอจะต้อง ‘ไปกลับ’ กับฉัน ช่วงเที่ยงก็ไปทานข้าวด้วยกัน ส่วนตอนกลางคืน....”“ไม่เอานะคะ” เธอรีบพูดแทรกแต่ดูเหมือนว่าเขาจะเอาให้ได้“อย่าขัดใจฉันสิ ไม่เห็นแก่เงินที่ฉันจะให้หรือไง” พัชสิกาถึงกับชะงักพลันครุ่นคิด โรคมะเร็งที่ป้าเธอกำลังเผชิญอยู่ยังไม่หายดีเกรงว่าจะมีค่าใช้จ่ายตามมาเรื่อยๆ ต่อให้จะถูกมองว่าหิวเงินเธอก็จะยอมทำตามที่เขาต้องการ“ค่ะ”“ว่านอนสอนง่ายแบบนี้ก็ดีหน่อยจะได้เลี้ยงนานๆ” คิมหันต์ฝังจมูกเข้าที่แก้มเธออีกครั้ง พัชสิกาเม้มปากกล้ำกลืนด้วยความชอกช้ำใจ เธอเจ็บที่ไม่สามารถรักเขาได้ เธอเจ็บที่เขาเห็นว่าเธอเป็นแค่เด็กเลี้ยงของเขาดูเป็นคนไม่มีค่าอะไรด้วยซ้ำ*************************************************** “จะว่าไป เราไม่คิดจะแวะไปหายัยพัชบ้างเลยเหรอ” เปรมสิริถามคิวมิกส์ในระหว่างเดินเล่นอยู่ในห้างด้วยกัน“ก็แกไม่ชวนนี่”“แกจะรอให้ฉันชวนอย่างเดียวเลยหรือไง” เธอพูดพลางดูดไอศกรีมโคนไปด้วย “ไม่ขนาดนั้นหรอก บริษัทมันอยู่ใกล้เราสะที่ไหนล่ะ” คิวมิกส์หน้าบึ้งบูดก่อนจะนึกไปถึงเรื่องของเจ้านายคนนั้น “จะว่าไปเจ้
“วันนี้ไม่ได้เข้ามหาวิทยาลัยเหรอคะ” บ้านเขาอยู่ไกลจากเธอหลายสิบโล กว่าจะไปส่งเธอเสร็จก็น่าจะสายมากแล้ว “ไม่เป็นปัญหาหรอกครับ ผมเข้าสายเท่าไหร่ก็ได้” “งั้นก็ได้ค่ะ” เธอยิ้มเจื่อนๆก่อนจะกระชับสายกระเป๋าสะพายแล้วเดินนำเขาไป ทว่า....“พัชสิกา!” เสียงทุ้มเกรี้ยวกราดดังออกมาจากทางด้านหลังคนทั้งสองทำให้ต้องหมุนตัวกลับไปมองพร้อมกันปรากฎว่าเป็น ‘คิมหันต์’ นั่นเองเธอล่ะเหนื่อยใจจริงๆ ไม่คิดว่าจะต้องเผชิญหน้ากับเขาแต่เช้าและเมื่อมาเห็นเธออยู่กับภาคินแบบนี้ก็คงหาเรื่องมาต่อว่าเธออีกแน่ๆ“เธอไม่ได้บอกแฟนเธอหรือไง ว่าเธอจะต้องติดรถไปกับฉัน ‘ทุกวัน’” ยิ่งเห็นหน้าชายคนนั้นเขาก็ยิ่งมีอารมณ์เดือดดาล เหม็นขี้หน้าฉิบหายพัชสิกาขมวดคิ้วมอง เขาไม่ได้มาบอกเธอไว้นี่ จังหวะนั้นภาคินก็เริ่มมีอารมณ์ขุ่นเคืองที่มากล่าวหาว่าพัชสิกาเป็นแฟนเขาอย่างหน้าตาเฉยเขาชอบพัชสิกาก็จริง แต่เขาก็ไม่เคยเสนอตัวอยากจะเป็นแฟนปากเปล่าแบบนี้ “รบกวนให้เกียรติเธอด้วยครับ”“เกียรติ...แฟนคุณมีเกียรติตรงไหนบ้าง?” พัชสิกาได้ฟังก็รู้สึกเจ็บแปลบตรงกลางใจ แต่จะทำไงได้ เธอขายตัว ‘ให้เขา’ ไปแล้ว“คุณภาคินคะ ไว้วันหลังนะคะพัชต้องไปกับเจ้าน
“ถอดแล้วจับมันสิ” เขากระซิบบอกเบาๆก่อนจะจูบเธอต่อ หญิงสาวค่อยๆเลื่อนมือลงต่ำมาสัมผัสส่วนล่างตั้งชันในเนื้อผ้า รสสวาทที่เขาได้มอบให้ทำให้เธออดใจไม่ไหวจึงค่อยๆรูดซิปกางเกงออก จากนั้นก็เลื่อนเข้าไปกอบกุมมันบีบเล่นไปมาอย่างชอบใจ “อื้ม ลงไปชิมมันดูสิคนดี”ไม่พูดเปล่า คิมหันต์ยังจับศีรษะเธอให้ลงไปจ่อบริเวณนั้น พัชสิกาไม่ได้ฝืนใจแต่กลับยอมด้วยความเต็มใจ เมื่อปากของเธองับตรงส่วนนั้นเขาก็เปล่งเสียงครางออกมาเงยหน้าขึ้นรับรสสวาทด้วยความชอบใจ“ดูดมันสิคะคนดี” พัชสิกาจากที่ดูดอยู่แล้วได้ยินเขาพูดแบบนั้นก็ดูดหนักขึ้นกว่าเดิม “อ๊า เก่งจังเลย เดี๋ยวฉันจะเพิ่มค่าเลี้ยงดูให้อีกเยอะๆเลย”พัชสิการู้ว่าเธอทำให้เขาพึงพอใจ ความรู้สึกเริ่มมาเหนือเหตุผลทั้งปวง จึงทำให้เธอดูดส่วนนั้นราวกับว่ามันเป็นน้ำหวาน กระทั่งคิมหันต์ต้องขอให้เธอพอ “มันจะเสร็จแล้ว พอก่อนได้ไหมคนดี”พัชสิกาชอบใจและไม่คิดที่จะพอง่ายๆ ยิ่งเขามีอาการเสียวซ่านใกล้ถึงฝั่งฝันเธอก็ยิ่งบำเรอความต้องการให้เขามากเป็นเท่าตัว“อ๊า อ๊า ไม่ไหวแล้ว จะเสร็จแล้ว อีกนิดเดียว” คิมหันต์เงยหน้าเม้มปาก อีกทั้งใบหน้าเบี้ยวเบ้ไปด้วยความเสียวเพราะจุดสูงสุดกำลังก่อต
“อ้าวไอ้คิม ทำไมวันนี้ได้มานอนที่บ้านล่ะ” พัชสิกาหรี่ตามองเขาขณะยืนอยู่ด้านหลังกฤษ เธอเตรียมใจมาแล้วว่ายังไงก็ต้องเจอเขาอยู่ดี แม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าเขาชอบไปนอนที่คอนโดเป็นส่วนมากก็ตาม“ผมแค่เปลี่ยนบรรยากาศ” ไม่รู้อะไรดลใจให้เขามานอนที่บ้านและมาเจอพัชสิกาที่นี่ แต่ก็ดีเหมือนกันเพราะเขารู้สึกเหมือนมีอะไรมากมายที่อยากจะคุยกับเธอ“เหรอ วันนี้ฉันไปรับหนูพัชมาทานข้าวด้วยเพราะแม่เขาอยากเจอ ทานเสร็จเดี๋ยวจะไปส่ง” กฤษพูดพลางหันไปทางพัชสิกา “หรือจะนอนอยู่ที่นี่สักคืนแล้วพรุ่งนี้ไปทำงานพร้อมพี่เขา”“กลับดีกว่าค่ะ พัชไม่ได้เตรียมชุดทำงานมาเผื่อ” เธอไม่อยากนอนร่วมชายคากับเขาต่างหากล่ะ“เดี๋ยวผมไปส่งเองครับ”“นอนก็ได้ค่ะ”“ถ้าจะนอน ก็ต้องนอนห้องเดียวกับฉัน” เขาเลิกคิ้วมองส่งยิ้มกวนประสาท เกลียดจริงๆเลย“จริงๆนะครับคุณพ่อ ตอนนี้ก็มืดมากแล้วอีกอย่างคุณพ่อไม่ได้แจ้งซ่อนกลิ่นกับป้าไพรล่วงหน้าด้วย ปุ๊บปั๊บแบบนี้แม่บ้านก็เหนื่อยเป็นนะครับ” ซ่อนกลิ่นที่เดินผ่านกะจะเข้าครัวพลันสะดุ้งเล็กน้อยพร้อมรู้สึกแปลกใจที่วันนี้คิมหันต์นึกเห็นใจเธอ ปกติดึกกว่านี้ก็ยังปลุกมาสั่งงาน อย่างเอาแต่ใจ“กลับก็ได้ค่ะ” ใครเขาอย







