เข้าสู่ระบบเมื่อถึงเวลาเลิกเรียนตามที่ได้นัดหมายภาคินเอาไว้ พัชสิกาก็เดินมารอเขาที่หน้ามหาวิทยาลัยในทันที หญิงสาวยืนรออยู่นานจนนักศึกษาเริ่มเบาบางลง หันซ้ายแลขวาก็แล้วแต่ก็ไร้วี่แววว่าภาคินจะมาตามนัด เธอจึงก้มลงมองนาฬิกาที่ข้อมือก่อนจะสาวเท้าเดินออกไปโบกรถแท็กซี่ ทว่าก็มีรถหรูของคนคนนั้นขับมาจอดพอดี
“ขอโทษที่ปล่อยให้รอนานนะครับ พอดีพึ่งสะสางงานเสร็จ” เขาแสดงสีหน้ารู้สึกผิด
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ แค่คุณมีน้ำใจกับพัชมันก็มากพอแล้ว” พัชสิกายิ้มบางๆ
“ถ้างั้นมื้อนี้ให้ผมเลี้ยงไถ่โทษนะครับ”
“อย่าดีกว่าค่ะ พัชบอกแล้วไงคะว่าไม่เป็นไร”
“เถอะนะครับ ผมไม่มีเพื่อนทานข้าวเย็นด้วย หวังว่าคุณพัชจะเมตตาผู้ชายเลื่อนลอยแบบผมนะครับ” ภาคินชอบต่อว่าตัวเองต่อหน้าเธอเมื่อต้องการคำตอบตามที่ตนต้องการ เขารู้จุดอ่อนของเธอว่าเธอเป็นคนขี้สงสารจึงใช้มุกนี้หวังให้ใจอ่อนยอมไปกับเขา
“งั้น ขอบคุณนะคะ” และแน่นอนค่ะ ว่าเธอไม่ปฏิเสธ
พัชสิกาเดินเลี่ยงไปเปิดประตูรถเองเหตุเพราะหลายครั้งที่เขาอาสาจะทำให้กลับกลายเป็นจุดโฟกัสจากเหล่านักศึกษาสาวที่เดินผ่านไปผ่านมาแถวๆนี้
การกระทำแบบนี้เธอจะได้รับทั้งสายตาจิ้นและสายตาริษยาในเวลาเดียวกัน ฉะนั้นเธอจะต้องทำยังไงก็ได้เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ตัวเองมีคำครหาที่เกิดจากลูกเจ้าของมหาวิทยาลัยอย่างเขา
ในจังหวะที่พัชสิกาหย่อนตัวลงนั่ง ภาคินก็พาดแขนไว้ที่ขอบประตูรถพลันจ้องใบหน้าเนียนสวยด้วยรอยยิ้มหวาน
“ขอบคุณนะครับที่ไม่ปฏิเสธผม”
พัชสิกาส่งยิ้มเจื่อนๆก่อนจะเบือนหน้าหนีไปมองทางข้างหน้า ชายหนุ่มได้แต่ส่งยิ้มพลันนึกเอ็นดูในท่าทางของเธอ ก่อนจะปิดประตูรถแล้วเดินไปนั่งฝั่งคนขับเพื่อจะพาเธอไปทานข้าวในร้านหรูที่เขาได้จองเอาไว้
“ร้านอาหารแพงๆแบบนี้ พัชว่า....” พัชสิการู้สึกเกรงใจขึ้นมาอีกครั้ง การที่เขาดีกับเธอในหลายๆเรื่อง ไม่ว่าจะเรื่องเรียนหรือเรื่องการไปรับไปส่งมันก็มากพอแล้ว แต่นี่ดันพาเธอมาที่ร้านอาหารหรู เธอมองว่ามันมากเกินไป
ยกค่าเทอมทั้งเดือนมาจ่ายก็แทบจะไม่พอ
“ผมเลี้ยงเองครับ” เขารีบพูดแทรก เพราะรับรู้ว่ายังไงหญิงสาวก็ต้องพูดอะไรบางอย่างไปในเชิงปฏิเสธ
“คุณภาคินทำให้พัชเกรงใจหลายครั้งแล้วนะคะ พัชไม่ชอบติดหนี้บุญคุณใคร”
“คุณเคยเห็นผมเรียกร้องบุญคุณเหรอครับ” ภาคินสวนกลับพร้อมดึงมือพัชสิกามากุมไว้ หญิงสาวเบิกตากว้างรีบชักมันกลับมาทันที
“เห้อ...ผู้หญิงอะไร จีบยากจีบเย็นสะจริง” ภาคินถอนหายใจแต่ไม่ได้ถึงขั้นถอดใจง่ายๆ เขาหรี่ตามองยกยิ้มแหย่ๆ แต่ไม่รู้บ้างเลยว่าพัชสิกาอยากจะเผ่นหนี ตอนนี้ เดี๋ยวนี้ เวลานี้ให้ได้เลย
เธอไม่ได้รังเกียจเขาหรอกนะ แต่เธอไม่ได้ชอบเขาก็แค่นั้นเอง
“เริ่มทานกันเลยดีกว่าค่ะ” เธอเห็นพนักงานนำอาหารมาเสิร์ฟที่โต๊ะพอดีจึงชวนเขาให้รีบทานเพื่อจะได้รีบกลับ
****************************************************
พัชสิการับไอศกรีมมาจากมือแม่ค้าที่เธอได้สั่งเอาไว้หลังทานข้าวกับภาคินเสร็จ ขณะที่เธอกำลังจะเดินกลับไปยังโต๊ะอาหารเธอดันเดินชนกับใครบางคนเข้า ทำให้ถ้วยไอศกรีมเลอะเปอะเปื้อนเสื้อของเขาสะขาวโพลน
‘ฉิบหาย’ คิมหันต์สบถในใจด้วยความหัวเสีย เงยหน้าขึ้นมาก็เห็นแต่ผู้หญิงยกมือไหว้แล้วส่งสายตาวิงวอนมาทางเขา
“ขอโทษนะคะ คือฉันไม่ทันได้ระวังจริงๆค่ะ” ไม่ใช่แค่ไหว้ เธอยังหยิบทิชชูออกมาจากกระเป๋าแล้วเช็ดเสื้อให้เพื่อเป็นการแสดงความรับผิดชอบ ทว่าเขากลับปัดมันทิ้งราวกับไม่ต้องการความใส่ใจจากเธอ
“ตาบอดหรือไง ไม่เห็นเหรอว่ามีคนกำลังเดินอยู่” พัชสิกาขมวดคิ้วมอง
เธอก็ขอโทษไปแล้วไง
“คือฉันไม่เห็นจริงๆ” เธอสอดกระดาษทิชชูที่เช็ดเสื้อให้เขาไว้ในกระเป๋าสำรองเล็กๆ ซึ่งเป็นกระเป๋าที่ไว้ใส่ขยะในสถานการณ์จำเป็นก่อนจะนำไปทิ้งที่ถังขยะด้านนอก
“ขอโทษ...แล้วเสื้อฉันจะกลับมาสะอาดได้ไหม ฉันมีงานที่ต้องทำนะ ไม่ใช่นักศึกษาอนาคตไม่แน่ไม่นอนอย่างเธอ” คิมหันต์ต่อว่าเธอเป็นเชิงดูถูก ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยพบเคยเจอผู้ชายอย่างเขา นิสัยไม่ดี จิตใจต่ำตมแถมแยกแยะอะไรไม่เป็นเอาสะเลย
“ใครจะไปรู้ล่ะคะว่าคุณมีงานต่อ ไม่ได้มาเข้าฝันบอกล่วงหน้าไว้นี่น่า ให้ฉันรับผิดชอบโดยการเอาเสื้อไปซักให้ไหมล่ะคะ จะได้ไม่เป็นหมาบ้าจิกกัดคนอื่นไปทั่วแบบนี้” เอาสิ ด่ามาด่ากลับ
คำด่านั้นถึงกับทำให้คิมหันต์เม้มปากโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ
“หึ เสื้อฉันราคาเทียบเท่ากับค่าเทอมเธอทั้งเทอม เธอจะมีปัญญาที่ไหนมาทำให้มันกลับมาดูดีได้” เขาเลื่อนสายตาลงต่ำ “ดูจากหน้าตาคงทำอะไรไม่เป็น เอาแต่แต่งหน้าทาปากไปวันๆ”
“มันจะมากเกินไปแล้วนะคุณ” พัชสิกาจ้องหน้าเขาอย่างเอาเรื่อง ทว่าตอนนี้เริ่มมีคนหันมาโฟกัสคนทั้งสองกันมากแล้ว เธอจึงตัดสินใจไม่อยู่ตรงนี้ต่อ
แต่ก่อนจะไป ขอสักหน่อยเหอะ
“หึ สันดานเสีย”
“นี่เธอ” คิมหันต์ตะโกนเรียกพลันชี้นิ้วตามแผ่นหลังด้วยความเจ็บใจ เมื่อกำลังจะตามไปจับตัวมาลงโทษกลับมีคนโทรเข้ามาขัดจังหวะสะก่อน
“ครับ!”
“ใช่แล้ว ว่าจะชวนไปกินหมูกระทะร้านลุงหนุ่ยแล้วไปเม้าท์มอยตามประสาเพื่อนสาวกัน” พัชสิกาชำเลืองมองสุวรรณรัตน์สลับกับมองคิมหันต์เพราะเธอมีนัดกับทั้งสองคนแล้ว ถึงแม้จะเกรงใจเพื่อนแต่ก็ต้องเลือกทางใดทางหนึ่ง“พอดีฉันมีนัดทานข้าวกับเจ้านายฉันอยู่” สุวรรณรัตน์มองหลานสาวยิ้มๆก่อนจะพูดเหมือนชวนให้ไปด้วยกัน “หมูกระทะเราไม่ได้กินนานแล้วนะคิมหันต์ ไปกับพวกเขาสักวันดีไหม” คิมหันต์ขมวดคิ้วมองเพราะหมูกระทะที่ว่าเคยไปกินแค่ในห้างเท่านั้น ไม่แน่ใจว่าร้านลุงหนุ่ยอะไรนั่นจะเป็นแบบที่เขาและแม่ไปหรือเปล่า“ร้านอยู่ไหนครับ”*****************************************คิมหันต์และแม่ถูกพามาที่ร้านหมูกระทะลุงหนุ่ยที่เคยมาทานเป็นประจำ บริเวณร้านจะถูกประดับไปด้วยแสงไฟระยิบระยับ มีที่นั่งด้านในและด้านนอก ซึ่งด้านในร้านไม่ได้เป็นห้องแอร์อย่างที่คิมหันต์เข้าใจแถมยังใช้พัดลมในการเปิดให้ลูกค้าใช้อีกต่างหาก คิมหันต์และสุวรรณรัตน์เลยเลือกมานั่งที่ด้านนอกกะว่าจะให้ลมพัดสักหน่อย แต่ก็ทำได้แค่ ‘ฝันไปเถอะ’เขาหน้ามุ่ยขยับเสื้อด้านหน้าขึ้นลงให้พอคลายร้อน พัชสิกาที่ถูกสุวรรณรัตน์สั่งให้มานั่งข้างๆรีบหยิบพัดลมเล็กแบบพกพามาเปิ
หญิงสาวยืดตัวพลางเอี้ยวตัวไปมาอย่างเพลินๆ จากนั้นก็หยุดมาดื่มน้ำให้พอลดความกระหาย เพราะตอนนี้ท้องฟ้าก็เริ่มจะเปลี่ยนสีแล้วการออกกำลังกายจึงพอแค่นี้ก่อนทว่าไม่นานสายตาเธอก็พลันไปเห็นภาคินวิ่งออกกำลังกายอยู่บริเวณสนามหญ้าผ่านหน้าผ่านตาไปพอดีบ้าจริง! ทำไมช่วงนี้เธอเจอเขาบ่อยจัง“คุณภาคินคะ” เปรมสิริตะโกนเรียกชื่อเขาซึ่งเขาก็หันมาตามเสียงนั้นเลย หญิงสาวยกมือขึ้นโบกไปมาเหมือนเป็นการเรียกให้เขามาหาเธอที่ตรงนี้“ปกติมาออกกำลังกายตรงนี้อยู่แล้วหรือเปล่า” ภาคินมาถึงก็ถามทันที“พึ่งมาวันนี้วันแรกค่ะ” เธอยิ้มเนือยๆ “แล้วคุณภาคินมาออกทุกวันเลยไหมคะ” “ผมนานๆทีถึงจะมา” เปรมสิริพยักหน้ายิ้มๆ “มาวิ่งวันแรกก็ไม่ชินเหมือนกันนะคะ ไม่มีเพื่อนวิ่งด้วย” เธอมองเขาเหมือนกำลังจะพูดอะไรต่อ ภาคินจึงไม่รอช้าที่จะเอ่ยปากถาม“คุณนิลกำลังอยากจะบอกอะไรผมหรือเปล่าครับ”เขาเลิกคิ้วมอง“กำลังคิดอยู่ค่ะว่าถ้าจะชวนคุณภาคินมาวิ่งด้วยกัน คุณภาคินจะสะดวกหรือเปล่า” เปรมสิริมุดหน้าลงเหมือนเขินเขาแต่ไม่รู้ตัว ภาคินเห็นท่าทางแบบนั้นก็ขำออกมาเบาๆ“เรื่องแค่นี้เองครับ เวลาผมเหลือๆ อยู่กับคุณนิลจนถึงสามทุ่มยังได้เลย” “งั้นเรา
“เรื่องนั้นเอาไว้ก่อน เพราะฉันมีงานใหม่จะมอบหมายเธอ”“อะไรคะ”“ต่อไปนี้เธอจะต้อง ‘ไปกลับ’ กับฉัน ช่วงเที่ยงก็ไปทานข้าวด้วยกัน ส่วนตอนกลางคืน....”“ไม่เอานะคะ” เธอรีบพูดแทรกแต่ดูเหมือนว่าเขาจะเอาให้ได้“อย่าขัดใจฉันสิ ไม่เห็นแก่เงินที่ฉันจะให้หรือไง” พัชสิกาถึงกับชะงักพลันครุ่นคิด โรคมะเร็งที่ป้าเธอกำลังเผชิญอยู่ยังไม่หายดีเกรงว่าจะมีค่าใช้จ่ายตามมาเรื่อยๆ ต่อให้จะถูกมองว่าหิวเงินเธอก็จะยอมทำตามที่เขาต้องการ“ค่ะ”“ว่านอนสอนง่ายแบบนี้ก็ดีหน่อยจะได้เลี้ยงนานๆ” คิมหันต์ฝังจมูกเข้าที่แก้มเธออีกครั้ง พัชสิกาเม้มปากกล้ำกลืนด้วยความชอกช้ำใจ เธอเจ็บที่ไม่สามารถรักเขาได้ เธอเจ็บที่เขาเห็นว่าเธอเป็นแค่เด็กเลี้ยงของเขาดูเป็นคนไม่มีค่าอะไรด้วยซ้ำ*************************************************** “จะว่าไป เราไม่คิดจะแวะไปหายัยพัชบ้างเลยเหรอ” เปรมสิริถามคิวมิกส์ในระหว่างเดินเล่นอยู่ในห้างด้วยกัน“ก็แกไม่ชวนนี่”“แกจะรอให้ฉันชวนอย่างเดียวเลยหรือไง” เธอพูดพลางดูดไอศกรีมโคนไปด้วย “ไม่ขนาดนั้นหรอก บริษัทมันอยู่ใกล้เราสะที่ไหนล่ะ” คิวมิกส์หน้าบึ้งบูดก่อนจะนึกไปถึงเรื่องของเจ้านายคนนั้น “จะว่าไปเจ้
“วันนี้ไม่ได้เข้ามหาวิทยาลัยเหรอคะ” บ้านเขาอยู่ไกลจากเธอหลายสิบโล กว่าจะไปส่งเธอเสร็จก็น่าจะสายมากแล้ว “ไม่เป็นปัญหาหรอกครับ ผมเข้าสายเท่าไหร่ก็ได้” “งั้นก็ได้ค่ะ” เธอยิ้มเจื่อนๆก่อนจะกระชับสายกระเป๋าสะพายแล้วเดินนำเขาไป ทว่า....“พัชสิกา!” เสียงทุ้มเกรี้ยวกราดดังออกมาจากทางด้านหลังคนทั้งสองทำให้ต้องหมุนตัวกลับไปมองพร้อมกันปรากฎว่าเป็น ‘คิมหันต์’ นั่นเองเธอล่ะเหนื่อยใจจริงๆ ไม่คิดว่าจะต้องเผชิญหน้ากับเขาแต่เช้าและเมื่อมาเห็นเธออยู่กับภาคินแบบนี้ก็คงหาเรื่องมาต่อว่าเธออีกแน่ๆ“เธอไม่ได้บอกแฟนเธอหรือไง ว่าเธอจะต้องติดรถไปกับฉัน ‘ทุกวัน’” ยิ่งเห็นหน้าชายคนนั้นเขาก็ยิ่งมีอารมณ์เดือดดาล เหม็นขี้หน้าฉิบหายพัชสิกาขมวดคิ้วมอง เขาไม่ได้มาบอกเธอไว้นี่ จังหวะนั้นภาคินก็เริ่มมีอารมณ์ขุ่นเคืองที่มากล่าวหาว่าพัชสิกาเป็นแฟนเขาอย่างหน้าตาเฉยเขาชอบพัชสิกาก็จริง แต่เขาก็ไม่เคยเสนอตัวอยากจะเป็นแฟนปากเปล่าแบบนี้ “รบกวนให้เกียรติเธอด้วยครับ”“เกียรติ...แฟนคุณมีเกียรติตรงไหนบ้าง?” พัชสิกาได้ฟังก็รู้สึกเจ็บแปลบตรงกลางใจ แต่จะทำไงได้ เธอขายตัว ‘ให้เขา’ ไปแล้ว“คุณภาคินคะ ไว้วันหลังนะคะพัชต้องไปกับเจ้าน
“ถอดแล้วจับมันสิ” เขากระซิบบอกเบาๆก่อนจะจูบเธอต่อ หญิงสาวค่อยๆเลื่อนมือลงต่ำมาสัมผัสส่วนล่างตั้งชันในเนื้อผ้า รสสวาทที่เขาได้มอบให้ทำให้เธออดใจไม่ไหวจึงค่อยๆรูดซิปกางเกงออก จากนั้นก็เลื่อนเข้าไปกอบกุมมันบีบเล่นไปมาอย่างชอบใจ “อื้ม ลงไปชิมมันดูสิคนดี”ไม่พูดเปล่า คิมหันต์ยังจับศีรษะเธอให้ลงไปจ่อบริเวณนั้น พัชสิกาไม่ได้ฝืนใจแต่กลับยอมด้วยความเต็มใจ เมื่อปากของเธองับตรงส่วนนั้นเขาก็เปล่งเสียงครางออกมาเงยหน้าขึ้นรับรสสวาทด้วยความชอบใจ“ดูดมันสิคะคนดี” พัชสิกาจากที่ดูดอยู่แล้วได้ยินเขาพูดแบบนั้นก็ดูดหนักขึ้นกว่าเดิม “อ๊า เก่งจังเลย เดี๋ยวฉันจะเพิ่มค่าเลี้ยงดูให้อีกเยอะๆเลย”พัชสิการู้ว่าเธอทำให้เขาพึงพอใจ ความรู้สึกเริ่มมาเหนือเหตุผลทั้งปวง จึงทำให้เธอดูดส่วนนั้นราวกับว่ามันเป็นน้ำหวาน กระทั่งคิมหันต์ต้องขอให้เธอพอ “มันจะเสร็จแล้ว พอก่อนได้ไหมคนดี”พัชสิกาชอบใจและไม่คิดที่จะพอง่ายๆ ยิ่งเขามีอาการเสียวซ่านใกล้ถึงฝั่งฝันเธอก็ยิ่งบำเรอความต้องการให้เขามากเป็นเท่าตัว“อ๊า อ๊า ไม่ไหวแล้ว จะเสร็จแล้ว อีกนิดเดียว” คิมหันต์เงยหน้าเม้มปาก อีกทั้งใบหน้าเบี้ยวเบ้ไปด้วยความเสียวเพราะจุดสูงสุดกำลังก่อต
“อ้าวไอ้คิม ทำไมวันนี้ได้มานอนที่บ้านล่ะ” พัชสิกาหรี่ตามองเขาขณะยืนอยู่ด้านหลังกฤษ เธอเตรียมใจมาแล้วว่ายังไงก็ต้องเจอเขาอยู่ดี แม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าเขาชอบไปนอนที่คอนโดเป็นส่วนมากก็ตาม“ผมแค่เปลี่ยนบรรยากาศ” ไม่รู้อะไรดลใจให้เขามานอนที่บ้านและมาเจอพัชสิกาที่นี่ แต่ก็ดีเหมือนกันเพราะเขารู้สึกเหมือนมีอะไรมากมายที่อยากจะคุยกับเธอ“เหรอ วันนี้ฉันไปรับหนูพัชมาทานข้าวด้วยเพราะแม่เขาอยากเจอ ทานเสร็จเดี๋ยวจะไปส่ง” กฤษพูดพลางหันไปทางพัชสิกา “หรือจะนอนอยู่ที่นี่สักคืนแล้วพรุ่งนี้ไปทำงานพร้อมพี่เขา”“กลับดีกว่าค่ะ พัชไม่ได้เตรียมชุดทำงานมาเผื่อ” เธอไม่อยากนอนร่วมชายคากับเขาต่างหากล่ะ“เดี๋ยวผมไปส่งเองครับ”“นอนก็ได้ค่ะ”“ถ้าจะนอน ก็ต้องนอนห้องเดียวกับฉัน” เขาเลิกคิ้วมองส่งยิ้มกวนประสาท เกลียดจริงๆเลย“จริงๆนะครับคุณพ่อ ตอนนี้ก็มืดมากแล้วอีกอย่างคุณพ่อไม่ได้แจ้งซ่อนกลิ่นกับป้าไพรล่วงหน้าด้วย ปุ๊บปั๊บแบบนี้แม่บ้านก็เหนื่อยเป็นนะครับ” ซ่อนกลิ่นที่เดินผ่านกะจะเข้าครัวพลันสะดุ้งเล็กน้อยพร้อมรู้สึกแปลกใจที่วันนี้คิมหันต์นึกเห็นใจเธอ ปกติดึกกว่านี้ก็ยังปลุกมาสั่งงาน อย่างเอาแต่ใจ“กลับก็ได้ค่ะ” ใครเขาอย







