เข้าสู่ระบบเมื่อถึงเวลาเลิกเรียนตามที่ได้นัดหมายภาคินเอาไว้ พัชสิกาก็เดินมารอเขาที่หน้ามหาวิทยาลัยในทันที หญิงสาวยืนรออยู่นานจนนักศึกษาเริ่มเบาบางลง หันซ้ายแลขวาก็แล้วแต่ก็ไร้วี่แววว่าภาคินจะมาตามนัด เธอจึงก้มลงมองนาฬิกาที่ข้อมือก่อนจะสาวเท้าเดินออกไปโบกรถแท็กซี่ ทว่าก็มีรถหรูของคนคนนั้นขับมาจอดพอดี
“ขอโทษที่ปล่อยให้รอนานนะครับ พอดีพึ่งสะสางงานเสร็จ” เขาแสดงสีหน้ารู้สึกผิด
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ แค่คุณมีน้ำใจกับพัชมันก็มากพอแล้ว” พัชสิกายิ้มบางๆ
“ถ้างั้นมื้อนี้ให้ผมเลี้ยงไถ่โทษนะครับ”
“อย่าดีกว่าค่ะ พัชบอกแล้วไงคะว่าไม่เป็นไร”
“เถอะนะครับ ผมไม่มีเพื่อนทานข้าวเย็นด้วย หวังว่าคุณพัชจะเมตตาผู้ชายเลื่อนลอยแบบผมนะครับ” ภาคินชอบต่อว่าตัวเองต่อหน้าเธอเมื่อต้องการคำตอบตามที่ตนต้องการ เขารู้จุดอ่อนของเธอว่าเธอเป็นคนขี้สงสารจึงใช้มุกนี้หวังให้ใจอ่อนยอมไปกับเขา
“งั้น ขอบคุณนะคะ” และแน่นอนค่ะ ว่าเธอไม่ปฏิเสธ
พัชสิกาเดินเลี่ยงไปเปิดประตูรถเองเหตุเพราะหลายครั้งที่เขาอาสาจะทำให้กลับกลายเป็นจุดโฟกัสจากเหล่านักศึกษาสาวที่เดินผ่านไปผ่านมาแถวๆนี้
การกระทำแบบนี้เธอจะได้รับทั้งสายตาจิ้นและสายตาริษยาในเวลาเดียวกัน ฉะนั้นเธอจะต้องทำยังไงก็ได้เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ตัวเองมีคำครหาที่เกิดจากลูกเจ้าของมหาวิทยาลัยอย่างเขา
ในจังหวะที่พัชสิกาหย่อนตัวลงนั่ง ภาคินก็พาดแขนไว้ที่ขอบประตูรถพลันจ้องใบหน้าเนียนสวยด้วยรอยยิ้มหวาน
“ขอบคุณนะครับที่ไม่ปฏิเสธผม”
พัชสิกาส่งยิ้มเจื่อนๆก่อนจะเบือนหน้าหนีไปมองทางข้างหน้า ชายหนุ่มได้แต่ส่งยิ้มพลันนึกเอ็นดูในท่าทางของเธอ ก่อนจะปิดประตูรถแล้วเดินไปนั่งฝั่งคนขับเพื่อจะพาเธอไปทานข้าวในร้านหรูที่เขาได้จองเอาไว้
“ร้านอาหารแพงๆแบบนี้ พัชว่า....” พัชสิการู้สึกเกรงใจขึ้นมาอีกครั้ง การที่เขาดีกับเธอในหลายๆเรื่อง ไม่ว่าจะเรื่องเรียนหรือเรื่องการไปรับไปส่งมันก็มากพอแล้ว แต่นี่ดันพาเธอมาที่ร้านอาหารหรู เธอมองว่ามันมากเกินไป
ยกค่าเทอมทั้งเดือนมาจ่ายก็แทบจะไม่พอ
“ผมเลี้ยงเองครับ” เขารีบพูดแทรก เพราะรับรู้ว่ายังไงหญิงสาวก็ต้องพูดอะไรบางอย่างไปในเชิงปฏิเสธ
“คุณภาคินทำให้พัชเกรงใจหลายครั้งแล้วนะคะ พัชไม่ชอบติดหนี้บุญคุณใคร”
“คุณเคยเห็นผมเรียกร้องบุญคุณเหรอครับ” ภาคินสวนกลับพร้อมดึงมือพัชสิกามากุมไว้ หญิงสาวเบิกตากว้างรีบชักมันกลับมาทันที
“เห้อ...ผู้หญิงอะไร จีบยากจีบเย็นสะจริง” ภาคินถอนหายใจแต่ไม่ได้ถึงขั้นถอดใจง่ายๆ เขาหรี่ตามองยกยิ้มแหย่ๆ แต่ไม่รู้บ้างเลยว่าพัชสิกาอยากจะเผ่นหนี ตอนนี้ เดี๋ยวนี้ เวลานี้ให้ได้เลย
เธอไม่ได้รังเกียจเขาหรอกนะ แต่เธอไม่ได้ชอบเขาก็แค่นั้นเอง
“เริ่มทานกันเลยดีกว่าค่ะ” เธอเห็นพนักงานนำอาหารมาเสิร์ฟที่โต๊ะพอดีจึงชวนเขาให้รีบทานเพื่อจะได้รีบกลับ
****************************************************
พัชสิการับไอศกรีมมาจากมือแม่ค้าที่เธอได้สั่งเอาไว้หลังทานข้าวกับภาคินเสร็จ ขณะที่เธอกำลังจะเดินกลับไปยังโต๊ะอาหารเธอดันเดินชนกับใครบางคนเข้า ทำให้ถ้วยไอศกรีมเลอะเปอะเปื้อนเสื้อของเขาสะขาวโพลน
‘ฉิบหาย’ คิมหันต์สบถในใจด้วยความหัวเสีย เงยหน้าขึ้นมาก็เห็นแต่ผู้หญิงยกมือไหว้แล้วส่งสายตาวิงวอนมาทางเขา
“ขอโทษนะคะ คือฉันไม่ทันได้ระวังจริงๆค่ะ” ไม่ใช่แค่ไหว้ เธอยังหยิบทิชชูออกมาจากกระเป๋าแล้วเช็ดเสื้อให้เพื่อเป็นการแสดงความรับผิดชอบ ทว่าเขากลับปัดมันทิ้งราวกับไม่ต้องการความใส่ใจจากเธอ
“ตาบอดหรือไง ไม่เห็นเหรอว่ามีคนกำลังเดินอยู่” พัชสิกาขมวดคิ้วมอง
เธอก็ขอโทษไปแล้วไง
“คือฉันไม่เห็นจริงๆ” เธอสอดกระดาษทิชชูที่เช็ดเสื้อให้เขาไว้ในกระเป๋าสำรองเล็กๆ ซึ่งเป็นกระเป๋าที่ไว้ใส่ขยะในสถานการณ์จำเป็นก่อนจะนำไปทิ้งที่ถังขยะด้านนอก
“ขอโทษ...แล้วเสื้อฉันจะกลับมาสะอาดได้ไหม ฉันมีงานที่ต้องทำนะ ไม่ใช่นักศึกษาอนาคตไม่แน่ไม่นอนอย่างเธอ” คิมหันต์ต่อว่าเธอเป็นเชิงดูถูก ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยพบเคยเจอผู้ชายอย่างเขา นิสัยไม่ดี จิตใจต่ำตมแถมแยกแยะอะไรไม่เป็นเอาสะเลย
“ใครจะไปรู้ล่ะคะว่าคุณมีงานต่อ ไม่ได้มาเข้าฝันบอกล่วงหน้าไว้นี่น่า ให้ฉันรับผิดชอบโดยการเอาเสื้อไปซักให้ไหมล่ะคะ จะได้ไม่เป็นหมาบ้าจิกกัดคนอื่นไปทั่วแบบนี้” เอาสิ ด่ามาด่ากลับ
คำด่านั้นถึงกับทำให้คิมหันต์เม้มปากโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ
“หึ เสื้อฉันราคาเทียบเท่ากับค่าเทอมเธอทั้งเทอม เธอจะมีปัญญาที่ไหนมาทำให้มันกลับมาดูดีได้” เขาเลื่อนสายตาลงต่ำ “ดูจากหน้าตาคงทำอะไรไม่เป็น เอาแต่แต่งหน้าทาปากไปวันๆ”
“มันจะมากเกินไปแล้วนะคุณ” พัชสิกาจ้องหน้าเขาอย่างเอาเรื่อง ทว่าตอนนี้เริ่มมีคนหันมาโฟกัสคนทั้งสองกันมากแล้ว เธอจึงตัดสินใจไม่อยู่ตรงนี้ต่อ
แต่ก่อนจะไป ขอสักหน่อยเหอะ
“หึ สันดานเสีย”
“นี่เธอ” คิมหันต์ตะโกนเรียกพลันชี้นิ้วตามแผ่นหลังด้วยความเจ็บใจ เมื่อกำลังจะตามไปจับตัวมาลงโทษกลับมีคนโทรเข้ามาขัดจังหวะสะก่อน
“ครับ!”
“เร็วๆลูก” คิมหันต์ยืนอ้าแขนรอรับลูกฟุตบอลจากลูกชายวัยห้าขวบหน้าประตูตาข่ายขนาดกลางด้วยความสนุกสนานและเต็มไปด้วยความสุขสนามหญ้าแห่งนี้เดิมทีเคยทำเป็นสวนหย่อมไว้ปลูกพันธุ์ไม้ในยามว่าง เมื่อกฤษกับสุวรรณรัตน์รู้ว่าตนจะได้หลานเป็นผู้ชายและแน่นอนว่าผู้ชายจะต้องชอบกิจกรรมกลางแจ้งแน่ๆ ปู่กับย่าของแกก็เลยจ้างคนสวนมาย้ายกระถางดอกไม้ไปไว้ที่อื่น ซึ่งขณะเดียวกันก็ทำเป็นสนามฟุตบอลไปด้วยเลย‘เด็กชายกัปตัน คีริน บริพัฒน์สาธร’ สมาชิกใหม่ของบ้านใช้เท้าเล็กๆเขี่ยบอลไปมาจากนั้นก็เตะส่งไปให้พ่อทว่ากลับเด้งออกนอกประตูจนได้“โห้ กัปตัน” จักรพรรดิที่อยู่ทีมเดียวกับหลานสบถออกมาด้วยความหัวเสีย กะว่าจะเอาชนะเพื่อนสะหน่อย“สอนหลานให้รู้จักแพ้รู้จักชนะบ้างสิวะ ทำอย่างกับจะให้หลานไปอยู่ในแก๊งมาเฟียเหมือนตัวเองงั้นแหละ” ภาคินถือลูกฟุตบอลเข้ามาในสนาม จากนั้นก็ย่อตัวลงอุ้มเจ้าคีรินน้อยขึ้นมาฝังจมูกที่แก้มข้างซ้าย“ไม่ดีเหรอ หลานจะได้มีคนนับหน้าถือตาแถมยังไม่มีใครกล้ารังแกด้วย”“กัปตันจะเป็นมาเฟียเหมือนคุณยุงคั๊บ” ทั้งสามหนุ่มหัวเราะออกมาให้กับสิ่งที่หลานพูด“ปะป๊าว่ามาเป็นท่านประธานที่มีลูกน้องคอยรับใช้เหมือนปาป๊า
“เดินไปเดินมากูเริ่มจะเวียนหัวแล้วนะมึง” จักรพรรดิทักเมื่อเห็นคิมหันต์เอาแต่เดินวนไปวนมาหน้าห้องคลอด ท่าทางดูตื่นเต้นกว่าใครๆ“เอาน่า พ่อลูกอ่อนพึ่งมีลูกเป็นตัวเป็นตน” ภาคินที่นั่งอยู่ข้างๆพูดขึ้น“นิลก็อยากเห็นหน้าหลานเหมือนกัน ได้ข่าวว่าเป็นลูกชายคงจะหล่อเหมือนพ่อแน่ๆ” เปรมสิริพูดด้วยท่าทางตื่นเต้น เพราะคิมหันต์เคยบอกไว้ตอนพาภรรยาไปอัลตราซาวด์มาแล้ว“นี่ ไม่คิดอยากจะมีบ้างเหรอ” จักรพรรดิหันไปคุยกับภาคินพร้อมชี้ไปทางคนรักของเจ้าตัว เปรมสิริได้แต่ยิ้มบางๆแฝงไปด้วยความรู้สึกมากมายหลายอย่าง “เราก็พึ่งอยู่ในช่วงคบหาดูใจกันไปก่อนน่ะค่ะ ส่วนเรื่องแต่งคงต้องรอโอกาสที่เหมาะสม” ถึงจะรู้สึกไม่ค่อยดีแต่เธอก็อยากจะให้เกียรติภาคินในฐานะอธิการบดีด้วยภาคินหันไปส่งยิ้มพร้อมจับมือเธอไว้อย่างอ่อนโยน “เราจะมีวันนั้นแน่ ถ้าเราไม่ปล่อยมือกัน”เปรมสิริมองเขาด้วยแววตาเต็มไปด้วยความหวังหวังว่าเขาจะจับมือเธอไปนานๆจริงๆ“คุณหมอเมียกับลูกผมเป็นยังไงบ้างครับ” ทุกคนหันมาทางประตูห้องคลอดเป็นตาเดียวเมื่อได้ยินคิมหันต์คุยกับคุณหมอทำคลอด“ปลอดภัยทั้งแม่ทั้งลูกนะคะ คุณพ่อจะเข้าไปดูเลยไหมคะ”“ไปครับๆ” เขาบอกหมอด้วยค
หลายเดือนต่อมา“ระวังๆนะครับ” คิมหันต์ค่อยๆประคองภรรยาที่ตอนนี้ท้องโตใกล้คลอดแล้ว เมื่อภรรยาสาวนั่งลงที่เก้าอี้เขาก็ถือโจ๊กที่วางอยู่บนเคาน์เตอร์ครัวมาวางไว้ด้านหน้าเพื่อที่จะป้อนให้เธอ“อุ่นๆอยู่เลย” เขาพูดหลังจากเป่าโจ๊กให้เธอ“ขอบคุณค่ะ” เมื่อป้อนโจ๊กให้เธอไปสองสามคำเขาก็วางโจ๊กลงตรงหน้าเหมือนเดิม จากนั้นก็โน้มใบหน้าไปจ่อตรงบริเวณหน้าท้องที่มีลูกน้อยอาศัยอยู่“อร่อยไหมค้าบลูก” มือหนาลูบบริเวณหน้าท้องอย่างอ่อนโยน พัชสิกาได้แต่ยิ้มให้กับภาพความอบอุ่นนั้น“อุ๊ย ลูกดิ้น” เขาเงยหน้าขึ้นมาคุยกับภรรยา“สงสัยคุยกับพ่อแล้วสนุกมั้งคะ” คิมหันต์เปลี่ยนมามองหน้าท้องภรรยาอีกครั้ง “หรือเพราะโจ๊กฝีมือพ่ออร่อยกันนะ เดี๋ยวกินต่อนะ จะได้แข็งแรงทั้งแม่ทั้งลูก” เขานั่งตัวตรงป้อนโจ๊กให้เธอต่อเมื่อพาพัชสิกาทานข้าวเช้าเสร็จเขาก็พาออกมาเดินเล่นที่สวนหย่อมชมบรรยากาศในยามเช้า“ไอ้คิมมมม” เสียงทุ้มของใครบางคนลอยมาแต่ใกล้คิมหันต์และพัชสิกาหันไปมองก็พบว่าเป็นจักรพรรดิ“เอ้า มึงกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่วะ”“พี่จักรบอกจะกลับมาตอนพัชคลอดเลยไม่ใช่เหรอคะ” พัชสิกาก็สงสัยเหมือนกัน“ก็เดือนหน้าเริ่มไม่ว่างแล้วน่ะสิ ก็เลย
หนึ่งเดือนแล้วกับการที่ได้ใช้ชีวิตด้วยกันในฐานะสามีภรรยาและวันนี้ก็เป็นวันที่เธอกับเขามาฮันนีมูนที่เกาะล้านในจังหวัดชลบุรี โดยจองรีสอร์ตแบบส่วนตัวให้เห็นวิวทะเลสีสวยในยามเย็นพัชสิกานอนซบที่แขนซ้ายของสามีบนเตียงนอนพลันเปิดอ่านไดอารี่บรรยายคำว่ารักให้เขาฟัง เมื่ออ่านมาได้ครึ่งหน้าเธอก็ปิดลงแล้วดีดตัวขึ้น“เอ๊า พี่ยังอยากฟังต่ออยู่เลย” คิมหันต์มองตามก่อนจะค่อยๆลุกขึ้นนั่ง ตั้งแต่อยู่ด้วยกันมาเขาติดเธอมาก ชอบกอด ชอบหอมตลอดเวลา แม้กระทั่งสายตายังมีให้แค่เธอคนเดียว“พี่คิมอ่านไปแล้วไม่ใช่เหรอคะ” หลายรอบแล้วด้วยซ้ำ คิมหันต์ขยับเข้ามากอดเธอแน่นกว่าเดิมก่อนจะหอมแก้มเธอเพื่อแสดงถึงความรัก“พี่อยากให้พัชอ่านให้พี่ฟังและอยากฟังหลายๆรอบทุกๆวันเลย” หญิงสาวยิ้มแล้วจับปลายคางเขาส่ายไปมา “พัชรักพี่คิมๆๆๆๆๆๆ รักแค่คนเดียว รักมากที่สุดเลยด้วย”ไม่นานมือหนาก็จับท้ายทอยของเธอเข้ามาประกบปากอวบอิ่ม“พี่ก็รักพัชมากที่สุด” เขาปล่อยริมฝีปากได้ไม่นานก็ดึงเธอเข้าไปจูบใหม่และบดขยี้หนักกว่าเดิม หญิงสาวรีบดันตัวเขาออกไปก่อนซึ่งเขาก็ปล่อยอย่างว่าง่าย“ยังก่อนค่ะ”“ยังมีเวลาเหลือๆ”“แต่ตอนนี้...” เธอมองไปนอกหน้าต่าง
“คุณแพนเป็นไงบ้าง” จักรพรรดิกำลังจัดการเก็บเสื้อผ้าเตรียมขึ้นเครื่องไปไต้หวันในเช้าวันพรุ่งนี้ ขณะนั้นเขาหันไปเห็นจอมพลเดินเข้ามาในบ้านพอดีจึงถามไปพลางๆ เนื่องจากเจ้าตัวแจ้งไว้แล้วว่าจะไปเยี่ยมแพนนีญาร์ที่เรือนจำ“เขาสบายดีครับนาย” จักรพรรดิพยักหน้าเบาๆก่อนจะเปลี่ยนเรื่องคุย“มึงจะไม่ไปทำงานกับกูต่อที่ไต้หวันจริงเหรอวะ” ก่อนหน้านั้นเขาได้ถามจอมพลแล้วว่าจะไปทำงานต่อกับเขาหรือจะลาออกปักหลักอยู่ที่ไทยแทน ซึ่งค่าตอบแทนที่จะได้ก็คือเงินเดือนที่เพิ่มมาเป็นสองเท่าทว่าจอมพลดันเลือกอยู่ไทยแทนที่จะเลือกความสบายก่อน“ไม่ครับ ผมอยู่ที่นี่ก็สบายดี”จักรพรรดิมองยิ้มๆก่อนจะเดินเข้ามาตบไหล่ลูกน้องที่อยู่กันมานานผูกพันราวกับเป็นคนในครอบครัว “ยังไงกูก็ต้องขอบคุณมึงมากนะที่จงรักภักดีต่อกูมาตลอด กูขอให้เส้นทางใหม่ของมึงสวยงามตามที่มึงปรารถนา”จอมพลโค้งศีรษะก่อนจักรพรรดิจะพูดอะไรบางอย่างอีกครั้ง “กูให้เงินเพิ่มไปตั้งตัวนะ สิบล้านพอไหม”“หึ” จอมพลได้แต่หัวเราะออกมาสั้นๆ “ไม่หรอกครับ”“ทำไมวะ”“ผมมองว่ามันไม่จำเป็นสำหรับผม ไว้ถ้าผมไม่มีผมขอกลับไปทำงานร่วมกับคุณในอนาคตแล้วกันนะ” จักรพรรดิได้แต่ขมวดคิ้วมอง
“คุณสบายดีไหม อยู่ในนี้ได้ไหม” จอมพลเอ่ยถามผ่านกระจกกั้น อีกฝั่งจะเป็นแพนนีญาร์ที่ถูกจำคุกไว้ด้วยความผิดทางคดีถ้าย้อนเวลากลับไปในตอนที่เริ่มทำความผิดแล้วเธอไม่คิดจะทำลายหลักฐานโดยการสั่งให้คนไปเผารถทิ้ง เธอก็คงได้แค่รอลงอาญาไม่ต้องมาอยู่ในคุกให้ลำบากแบบนี้หญิงสาวหลุบตาลงเมื่อนึกย้อนกลับไปถึงในตอนที่พ่อแม่เธอมาหา ไม่ได้มีความเห็นอกเห็นใจ ไม่มีกำลังใจ มีแต่ซ้ำเติม.........................................................................................‘เป็นไงล่ะลูกสาวคุณ’ ปราณีเบ้ปากเมื่อเห็นลูกสาวนอกคอกยืนคุยอยู่ข้างในห้องสี่เหลี่ยมที่มีผู้คุมขังยืนเฝ้าไม่คลาดสายตา ‘ไม่คิดเล้ยว่าจะมาอยู่ตรงจุดจุดนี้ได้’ ‘คุณ พูดดีๆหน่อย’ จรูญหันไปตำหนิปราณีก่อนจะหันมาทางลูกสาวด้วยใบหน้าเคร่งขรึม ‘ทำไมถึงทำตัวแบบนี้’ ‘หนูไม่ได้ตั้งใจค่ะพ่อ’ ‘ไม่ได้ตั้งใจแต่เอาตัวเองมาทำให้วงศ์ตระกูลขายขี้หน้าแบบนี้นี่นะ รู้ถึงไหนอายถึงนั่น น่าจะตัดๆออกไปจากกองมรดกไปเลย’ ปราณีผู้ซึ่งที่ไร้ความรักต่อลูกเลี้ยงแฝงไปด้วยความเกลียดชังมากมาย แพนนีญาร์เธอก็แค่เป็นคนอารมณ์ร้ายและตอนทิพวรรณเสียเธอก็ไม่ได้มีเจตนาให้มันเกิดข
“ผมช่วยนะครับ” จังหวะภาคินกำลังจะหยิบผักในตะกร้ามือของเขาและเธอก็ประสานกันพอดี “เอ่อ ผมขอโทษครับ” “ไม่เป็นไรค่ะพัชเข้าใจ เรามาช่วยหั่นดีกว่าค่ะ” เธอพูดพลางหัวเราะเบาๆ ขณะที่ทั้งสองกำลังหัวเราะให้กันคิกคักกลับกลายเป็นจุดโฟกัสของใครบางคนใช่! คิมหันต์แอบจอดรถหลบมุมอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ซึ่งอยู่ไม่ใกล้ไม่
“ใช่แล้ว ว่าจะชวนไปกินหมูกระทะร้านลุงหนุ่ยแล้วไปเม้าท์มอยตามประสาเพื่อนสาวกัน” พัชสิกาชำเลืองมองสุวรรณรัตน์สลับกับมองคิมหันต์เพราะเธอมีนัดกับทั้งสองคนแล้ว ถึงแม้จะเกรงใจเพื่อนแต่ก็ต้องเลือกทางใดทางหนึ่ง“พอดีฉันมีนัดทานข้าวกับเจ้านายฉันอยู่” สุวรรณรัตน์มองหลานสาวยิ้มๆก่อนจะพูดเหมือนชวนให้ไปด้วยกัน
“คือ...ฉันไม่ได้บอกว่าป้าฉันเป็นอะไร แค่บอกว่าเอามาใช้จ่ายจำเป็นเฉยๆ” พัชสิกาตั้งใจจะไม่ให้คิมหันต์รู้เรื่องทิพวรรณและไม่ต้องการบอกเพื่อนด้วยว่าแท้จริงแล้วเธอ ‘ขายตัว’ ไม่งั้นป้าเธอต้องรู้เรื่องนี้จนทำให้ป่วยหนักกว่าเดิมแน่ๆ “ไหนแกบอกว่า ตอนไปยืมแจ้งเขาว่าไปรักษามะเร็งป้าไม่ใช่หรือไง” คิวมิกส์ผู้
คิมหันต์พาพัชสิกามาถึงโรงแรมหรูตัวเมืองจังหวัดภูเก็ต เปิดหน้าต่างออกไปจะมีระเบียงกว้าง เบื้องหน้าจะเห็นเป็นพื้นผิวทะเลกระทบเข้ากับแสงไฟในยามค่ำคืนสวยสบายตาหญิงสาวมองออกไปนอกหน้าต่างได้สักพักก่อนจะหันกลับมาเห็นเขาจ้องเธออยู่ก่อนแล้ว พัชสิกาถอนหายใจเบาๆก่อนจะถามเรื่องสุขภาพเขาเพราะเขาเป็นฝ่ายขับรถพา







