เข้าสู่ระบบพัชสิกาเดินออกมาจากห้องเพราะไม่มีอารมณ์แม้จะทำอาหารกิน เธอเห็นร้านโจ๊กเปิดอยู่ตรงสี่แยกพอดีจึงกะว่าจะไปนั่งทานข้าวที่นั่นอาการเหม่อลอยทำให้เธอไม่ได้โฟกัสที่เบื้องหน้าทำให้เผลอเดินชนกับใครบางคนเข้าจนเซถลาเล็กน้อย
“ฉันขอโทษค่ะ” เธอกล่าวขอโทษโดยไม่มองหน้าอีกคน คิมหันต์จัดการกับเนื้อตัวก่อนจะเงยหน้ามองผู้หญิงจอมซุ่มซ่ามให้ชัดๆ
“เธอเองเหรอ” เสียงที่คุ้นเคยทำให้พัชสิกาเงยหน้าขึ้นมอง
“คุณคิม”
คิมหันต์รับรู้ว่าเธอมีเรื่องไม่สบายใจและถ้าจะคุยอยู่ตรงนี้อาจจะไม่ดีต่อสายตาลูกค้าที่เดินผ่านไปผ่านมาแน่ๆ เขาจึงถือวิสาสะคว้าแขนเรียวของเธอมาจับไว้แน่นแล้วลากเธอไปยังห้องของเขา
“ว๊าย!” คิมหันต์มาถึงก็จัดการผลักพัชสิกาให้เข้าไปด้านไหนจนเธอร้องเสียงหลง
“คุณ...” พัชสิกาได้แต่มองจะว่ากลับก็ไม่อยากทำ
“เธอมาอยู่ที่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่” ถ้าเธอมาอยู่นานแล้วเขาก็ต้องเห็นบ้างสิ เธออยู่ห้องชั้นเดียวกับเขานะ
“พ่อคุณให้ฉันมาอยู่” เธอตอบตามตรงก่อนจะนึกข้อโต้แย้งบางอย่างได้ “แต่ฉันไม่ได้มาอยู่ฟรีนะ ค่าน้ำค่าไฟฉันจ่าย”
คิมหันต์ได้แต่มองก่อนจะถามต่อ “เมื่อกี้จะลงไปไหน”
ถามทำไม?
แต่ถึงจะคิดได้แบบนั้นพัชสิกาก็ตอบตรงๆอยู่ดี
“ฉันจะลงไปทานข้าว”
“ทำไมไม่เรียกคนส่งอาหาร”
“ไม่จำเป็น ปกติฉันทำกินเอง”
“แล้วทำไมวันนี้ถึงไม่ทำ” พัชสิกาเริ่มหงุดหงิด เธอก็พึ่งได้ยินข่าวร้ายมา จะมาถามพร่ำเพรื่อทำไม ผัวก็ไม่ใช่
“ไม่มีอารมณ์ค่ะ ขอตัวนะคะ” เธอกำลังจะเดินออกไปแต่ก็ถูกเขาคว้าแขนแล้วดึงกลับมาอยู่เบื้องหน้าเขาเหมือนเดิม
“ในฐานะที่ฉันเป็นเจ้านายเธอ ฉันมีสิทธิ์ที่จะถามไถ่เรื่องที่เธอไม่สบายใจ” เขาดึงเธอเข้ามาใกล้ชิดที่แผงอกหนา “บอกฉันมาว่าเธอเป็นอะไร”
พัชสิกาได้แต่เงียบ เธอไม่อยากให้เขามายุ่งวุ่นวายกับเรื่องราวของตัวเองเลย
“ถ้าเธอเงียบ ฉันเอาเรื่องนี้ไปบอกพ่อฉันนะ” ไม่ได้เด็ดขาด ! กฤษช่วยเหลือเธอมาเยอะแล้ว ขืนมารู้เรื่องนี้ป้าเขาก็คงยื่นมือเข้ามาช่วยอีกแน่ บุญคุณที่เธอมีต่อเขาอยากให้ชดใช้จบแค่เรื่องงานพอ
“เรื่องเงินนิดหน่อย”
เขาขมวดคิ้ว “เงินเดือนก่อนทดลองงานยังไม่พอเหรอ อีกแค่ครึ่งเดือนก็จะปรับเงินเดือนแล้ว ฉันไม่ใจร้ายยกเลิกการต่อสัญญาจ้างกับเธอหรอก”
“ไม่พออยู่ดี” เธอค่อยๆปล่อยตัวออกจากเขา “ฉันมีปัญหาที่จะต้องใช้เงินมากกว่านั้นและก็คงมีค่าใช้จ่ายเรื่อยๆ”
‘ผู้หญิงอย่างเธอไม่คู่ควรต่อความรักของฉันหรอก อย่างเธอมันก็แค่ที่ระบายชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น’
‘ถ้าฉันจะเอาเธอจริงๆ ก็มีค่าให้แค่เฉดหัวทิ้งเท่านั้นแหละ’
“เรื่องอะไร” จู่ๆคิมหันต์ก็อยากรู้เรื่องของเธอขึ้นมาเป็นขณะที่เธอนึกถึงคำพูดของเขาในวันนั้นพอดี
ตอนนี้เธอมืดแปดด้าน เหลือเวลาอีกแค่สามสัปดาห์ในการให้คำตอบกับแพทย์ว่าจะรักษาทิพวรรณต่อหรือไม่ สำหรับเธอยังไงก็ยังยืนยันที่จะทำแบบนั้น เธอไม่อยากขึ้นชื่อว่าเป็นเด็กอกตัญญูไม่รู้คุณของผู้เป็นป้า ตลอดเวลาที่ผ่านมาทิพวรรณทำให้เธอเป็นเด็กที่โชคดีมาตลอด ถ้าเทียบกับข่าวในปัจจุบันน้อยคนนักที่จะรักหลานตัวเองได้ขนาดนี้
สามสัปดาห์ที่กำลังจะมาถึง เธอคิดไว้แล้วว่า
‘จะไปเป็นโคโยตี้เหรอ’ หึ...ไม่พออยู่ดี
ถ้าทำแบบนั้นเธอก็คงต้องไปเต้นกินรำกินอีกนานเลยหรือเปล่าถึงจะได้เงินเฉียดล้าน ค่าใช้จ่ายรักษามะเร็งมันไม่ได้จบที่ก้อนเดียวและแน่นอนว่าคิมหันต์คือคนที่จะช่วยเธอได้และน่าจะได้เงินง่ายกว่าด้วย
“เป็นเรื่องส่วนตัวของฉัน คุณแค่ช่วยฉันก็พอ”
“ช่วยอะไร” เขาถามด้วยความอยากรู้ แค่ถามกลับกลายเป็นหมากสำคัญในเรื่องนี้สะงั้น
“ฉันต้องการเงินหนึ่งแสนก่อนแต่ฉันคงหาไม่ทัน คุณช่วยเลี้ยงฉันได้ไหม” เธอมุดหน้าลงในขณะที่เขานิ่งเงียบ “หรือคุณไม่ต้องเลี้ยงก็ได้ แค่เวลาที่ฉันต้องการเงินคุณก็ค่อยมาเก็บดอกที่ตัวฉัน”
คิมหันต์ถึงกับไปไม่เป็นเลย ไม่ใช่แค่ปากร้าย แต่ยังกล้ามาขอมีอะไรกับเขา ‘เพราะเงิน’
“คุณไม่ชอบฉันก็ไม่เป็นไร หลับหูหลับตาเอากับฉันก็พอ” เธอเห็นเขาเอาแต่เงียบและคงมีอะไรกับเธอไม่ลงแน่ๆจึงพูดต่อ
“ฉันทำได้ แต่เธอต้องบอกฉันมาก่อนว่าเรื่องส่วนตัวมันเรื่องอะไร” หญิงสาวเงยหน้ามองขณะที่เขาเดินเข้ามาใกล้เธอเรื่อยๆ
“คุณไม่ต้องอยากรู้หรอก คุณแค่ช่วยฉันก็พอ” ไม่พูดเปล่า พัชสิกาตัดสินใจถอดเสื้อแขนยาวพร้อมปลดสายเสื้อเดี่ยวออก วันนี้เธอใส่ชุดกระโปรงที่ถูกทาบทับด้วยเสื้อแขนยาวทำให้ถอดออกได้ง่าย
เธอไม่มีทางเลือก กฤษมีลูก มีเมียแล้ว ซึ่งคิมหันต์เป็นคนรวยที่ยังโสดอยู่ขณะนี้ เพราะก่อนหน้านั้นมีพนักงานหลายคนเฉลยให้เธอฟังว่าคิมหันต์กับแพนนีญาร์ไม่ได้เป็นอะไรกันและที่หนักไปกว่านั้นคือแพนนีญาร์แค่มาตามตื๊อคิมหันต์เฉยๆ เธอจึงใช้โอกาสนี้ในการอ้อนวอนให้เขาเมตตาเธอสักครั้ง ถือว่าเป็นประสบการณ์ครั้งแรกในชีวิตของเธอ
คิมหันต์มองเธอนิ่งๆ ชุดของเธอถูกถอดออกจนเหลือเพียงชุดชั้นใน ขณะที่เธอกำลังปลดชุดชั้นในออกคิมหันต์ก็ได้พุ่งเข้าไปเบียดร่างอวบอัดน่าสัมผัสให้ชนเข้ากับผนังห้อง
“ใช่แล้ว ว่าจะชวนไปกินหมูกระทะร้านลุงหนุ่ยแล้วไปเม้าท์มอยตามประสาเพื่อนสาวกัน” พัชสิกาชำเลืองมองสุวรรณรัตน์สลับกับมองคิมหันต์เพราะเธอมีนัดกับทั้งสองคนแล้ว ถึงแม้จะเกรงใจเพื่อนแต่ก็ต้องเลือกทางใดทางหนึ่ง“พอดีฉันมีนัดทานข้าวกับเจ้านายฉันอยู่” สุวรรณรัตน์มองหลานสาวยิ้มๆก่อนจะพูดเหมือนชวนให้ไปด้วยกัน “หมูกระทะเราไม่ได้กินนานแล้วนะคิมหันต์ ไปกับพวกเขาสักวันดีไหม” คิมหันต์ขมวดคิ้วมองเพราะหมูกระทะที่ว่าเคยไปกินแค่ในห้างเท่านั้น ไม่แน่ใจว่าร้านลุงหนุ่ยอะไรนั่นจะเป็นแบบที่เขาและแม่ไปหรือเปล่า“ร้านอยู่ไหนครับ”*****************************************คิมหันต์และแม่ถูกพามาที่ร้านหมูกระทะลุงหนุ่ยที่เคยมาทานเป็นประจำ บริเวณร้านจะถูกประดับไปด้วยแสงไฟระยิบระยับ มีที่นั่งด้านในและด้านนอก ซึ่งด้านในร้านไม่ได้เป็นห้องแอร์อย่างที่คิมหันต์เข้าใจแถมยังใช้พัดลมในการเปิดให้ลูกค้าใช้อีกต่างหาก คิมหันต์และสุวรรณรัตน์เลยเลือกมานั่งที่ด้านนอกกะว่าจะให้ลมพัดสักหน่อย แต่ก็ทำได้แค่ ‘ฝันไปเถอะ’เขาหน้ามุ่ยขยับเสื้อด้านหน้าขึ้นลงให้พอคลายร้อน พัชสิกาที่ถูกสุวรรณรัตน์สั่งให้มานั่งข้างๆรีบหยิบพัดลมเล็กแบบพกพามาเปิ
หญิงสาวยืดตัวพลางเอี้ยวตัวไปมาอย่างเพลินๆ จากนั้นก็หยุดมาดื่มน้ำให้พอลดความกระหาย เพราะตอนนี้ท้องฟ้าก็เริ่มจะเปลี่ยนสีแล้วการออกกำลังกายจึงพอแค่นี้ก่อนทว่าไม่นานสายตาเธอก็พลันไปเห็นภาคินวิ่งออกกำลังกายอยู่บริเวณสนามหญ้าผ่านหน้าผ่านตาไปพอดีบ้าจริง! ทำไมช่วงนี้เธอเจอเขาบ่อยจัง“คุณภาคินคะ” เปรมสิริตะโกนเรียกชื่อเขาซึ่งเขาก็หันมาตามเสียงนั้นเลย หญิงสาวยกมือขึ้นโบกไปมาเหมือนเป็นการเรียกให้เขามาหาเธอที่ตรงนี้“ปกติมาออกกำลังกายตรงนี้อยู่แล้วหรือเปล่า” ภาคินมาถึงก็ถามทันที“พึ่งมาวันนี้วันแรกค่ะ” เธอยิ้มเนือยๆ “แล้วคุณภาคินมาออกทุกวันเลยไหมคะ” “ผมนานๆทีถึงจะมา” เปรมสิริพยักหน้ายิ้มๆ “มาวิ่งวันแรกก็ไม่ชินเหมือนกันนะคะ ไม่มีเพื่อนวิ่งด้วย” เธอมองเขาเหมือนกำลังจะพูดอะไรต่อ ภาคินจึงไม่รอช้าที่จะเอ่ยปากถาม“คุณนิลกำลังอยากจะบอกอะไรผมหรือเปล่าครับ”เขาเลิกคิ้วมอง“กำลังคิดอยู่ค่ะว่าถ้าจะชวนคุณภาคินมาวิ่งด้วยกัน คุณภาคินจะสะดวกหรือเปล่า” เปรมสิริมุดหน้าลงเหมือนเขินเขาแต่ไม่รู้ตัว ภาคินเห็นท่าทางแบบนั้นก็ขำออกมาเบาๆ“เรื่องแค่นี้เองครับ เวลาผมเหลือๆ อยู่กับคุณนิลจนถึงสามทุ่มยังได้เลย” “งั้นเรา
“เรื่องนั้นเอาไว้ก่อน เพราะฉันมีงานใหม่จะมอบหมายเธอ”“อะไรคะ”“ต่อไปนี้เธอจะต้อง ‘ไปกลับ’ กับฉัน ช่วงเที่ยงก็ไปทานข้าวด้วยกัน ส่วนตอนกลางคืน....”“ไม่เอานะคะ” เธอรีบพูดแทรกแต่ดูเหมือนว่าเขาจะเอาให้ได้“อย่าขัดใจฉันสิ ไม่เห็นแก่เงินที่ฉันจะให้หรือไง” พัชสิกาถึงกับชะงักพลันครุ่นคิด โรคมะเร็งที่ป้าเธอกำลังเผชิญอยู่ยังไม่หายดีเกรงว่าจะมีค่าใช้จ่ายตามมาเรื่อยๆ ต่อให้จะถูกมองว่าหิวเงินเธอก็จะยอมทำตามที่เขาต้องการ“ค่ะ”“ว่านอนสอนง่ายแบบนี้ก็ดีหน่อยจะได้เลี้ยงนานๆ” คิมหันต์ฝังจมูกเข้าที่แก้มเธออีกครั้ง พัชสิกาเม้มปากกล้ำกลืนด้วยความชอกช้ำใจ เธอเจ็บที่ไม่สามารถรักเขาได้ เธอเจ็บที่เขาเห็นว่าเธอเป็นแค่เด็กเลี้ยงของเขาดูเป็นคนไม่มีค่าอะไรด้วยซ้ำ*************************************************** “จะว่าไป เราไม่คิดจะแวะไปหายัยพัชบ้างเลยเหรอ” เปรมสิริถามคิวมิกส์ในระหว่างเดินเล่นอยู่ในห้างด้วยกัน“ก็แกไม่ชวนนี่”“แกจะรอให้ฉันชวนอย่างเดียวเลยหรือไง” เธอพูดพลางดูดไอศกรีมโคนไปด้วย “ไม่ขนาดนั้นหรอก บริษัทมันอยู่ใกล้เราสะที่ไหนล่ะ” คิวมิกส์หน้าบึ้งบูดก่อนจะนึกไปถึงเรื่องของเจ้านายคนนั้น “จะว่าไปเจ้
“วันนี้ไม่ได้เข้ามหาวิทยาลัยเหรอคะ” บ้านเขาอยู่ไกลจากเธอหลายสิบโล กว่าจะไปส่งเธอเสร็จก็น่าจะสายมากแล้ว “ไม่เป็นปัญหาหรอกครับ ผมเข้าสายเท่าไหร่ก็ได้” “งั้นก็ได้ค่ะ” เธอยิ้มเจื่อนๆก่อนจะกระชับสายกระเป๋าสะพายแล้วเดินนำเขาไป ทว่า....“พัชสิกา!” เสียงทุ้มเกรี้ยวกราดดังออกมาจากทางด้านหลังคนทั้งสองทำให้ต้องหมุนตัวกลับไปมองพร้อมกันปรากฎว่าเป็น ‘คิมหันต์’ นั่นเองเธอล่ะเหนื่อยใจจริงๆ ไม่คิดว่าจะต้องเผชิญหน้ากับเขาแต่เช้าและเมื่อมาเห็นเธออยู่กับภาคินแบบนี้ก็คงหาเรื่องมาต่อว่าเธออีกแน่ๆ“เธอไม่ได้บอกแฟนเธอหรือไง ว่าเธอจะต้องติดรถไปกับฉัน ‘ทุกวัน’” ยิ่งเห็นหน้าชายคนนั้นเขาก็ยิ่งมีอารมณ์เดือดดาล เหม็นขี้หน้าฉิบหายพัชสิกาขมวดคิ้วมอง เขาไม่ได้มาบอกเธอไว้นี่ จังหวะนั้นภาคินก็เริ่มมีอารมณ์ขุ่นเคืองที่มากล่าวหาว่าพัชสิกาเป็นแฟนเขาอย่างหน้าตาเฉยเขาชอบพัชสิกาก็จริง แต่เขาก็ไม่เคยเสนอตัวอยากจะเป็นแฟนปากเปล่าแบบนี้ “รบกวนให้เกียรติเธอด้วยครับ”“เกียรติ...แฟนคุณมีเกียรติตรงไหนบ้าง?” พัชสิกาได้ฟังก็รู้สึกเจ็บแปลบตรงกลางใจ แต่จะทำไงได้ เธอขายตัว ‘ให้เขา’ ไปแล้ว“คุณภาคินคะ ไว้วันหลังนะคะพัชต้องไปกับเจ้าน
“ถอดแล้วจับมันสิ” เขากระซิบบอกเบาๆก่อนจะจูบเธอต่อ หญิงสาวค่อยๆเลื่อนมือลงต่ำมาสัมผัสส่วนล่างตั้งชันในเนื้อผ้า รสสวาทที่เขาได้มอบให้ทำให้เธออดใจไม่ไหวจึงค่อยๆรูดซิปกางเกงออก จากนั้นก็เลื่อนเข้าไปกอบกุมมันบีบเล่นไปมาอย่างชอบใจ “อื้ม ลงไปชิมมันดูสิคนดี”ไม่พูดเปล่า คิมหันต์ยังจับศีรษะเธอให้ลงไปจ่อบริเวณนั้น พัชสิกาไม่ได้ฝืนใจแต่กลับยอมด้วยความเต็มใจ เมื่อปากของเธองับตรงส่วนนั้นเขาก็เปล่งเสียงครางออกมาเงยหน้าขึ้นรับรสสวาทด้วยความชอบใจ“ดูดมันสิคะคนดี” พัชสิกาจากที่ดูดอยู่แล้วได้ยินเขาพูดแบบนั้นก็ดูดหนักขึ้นกว่าเดิม “อ๊า เก่งจังเลย เดี๋ยวฉันจะเพิ่มค่าเลี้ยงดูให้อีกเยอะๆเลย”พัชสิการู้ว่าเธอทำให้เขาพึงพอใจ ความรู้สึกเริ่มมาเหนือเหตุผลทั้งปวง จึงทำให้เธอดูดส่วนนั้นราวกับว่ามันเป็นน้ำหวาน กระทั่งคิมหันต์ต้องขอให้เธอพอ “มันจะเสร็จแล้ว พอก่อนได้ไหมคนดี”พัชสิกาชอบใจและไม่คิดที่จะพอง่ายๆ ยิ่งเขามีอาการเสียวซ่านใกล้ถึงฝั่งฝันเธอก็ยิ่งบำเรอความต้องการให้เขามากเป็นเท่าตัว“อ๊า อ๊า ไม่ไหวแล้ว จะเสร็จแล้ว อีกนิดเดียว” คิมหันต์เงยหน้าเม้มปาก อีกทั้งใบหน้าเบี้ยวเบ้ไปด้วยความเสียวเพราะจุดสูงสุดกำลังก่อต
“อ้าวไอ้คิม ทำไมวันนี้ได้มานอนที่บ้านล่ะ” พัชสิกาหรี่ตามองเขาขณะยืนอยู่ด้านหลังกฤษ เธอเตรียมใจมาแล้วว่ายังไงก็ต้องเจอเขาอยู่ดี แม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าเขาชอบไปนอนที่คอนโดเป็นส่วนมากก็ตาม“ผมแค่เปลี่ยนบรรยากาศ” ไม่รู้อะไรดลใจให้เขามานอนที่บ้านและมาเจอพัชสิกาที่นี่ แต่ก็ดีเหมือนกันเพราะเขารู้สึกเหมือนมีอะไรมากมายที่อยากจะคุยกับเธอ“เหรอ วันนี้ฉันไปรับหนูพัชมาทานข้าวด้วยเพราะแม่เขาอยากเจอ ทานเสร็จเดี๋ยวจะไปส่ง” กฤษพูดพลางหันไปทางพัชสิกา “หรือจะนอนอยู่ที่นี่สักคืนแล้วพรุ่งนี้ไปทำงานพร้อมพี่เขา”“กลับดีกว่าค่ะ พัชไม่ได้เตรียมชุดทำงานมาเผื่อ” เธอไม่อยากนอนร่วมชายคากับเขาต่างหากล่ะ“เดี๋ยวผมไปส่งเองครับ”“นอนก็ได้ค่ะ”“ถ้าจะนอน ก็ต้องนอนห้องเดียวกับฉัน” เขาเลิกคิ้วมองส่งยิ้มกวนประสาท เกลียดจริงๆเลย“จริงๆนะครับคุณพ่อ ตอนนี้ก็มืดมากแล้วอีกอย่างคุณพ่อไม่ได้แจ้งซ่อนกลิ่นกับป้าไพรล่วงหน้าด้วย ปุ๊บปั๊บแบบนี้แม่บ้านก็เหนื่อยเป็นนะครับ” ซ่อนกลิ่นที่เดินผ่านกะจะเข้าครัวพลันสะดุ้งเล็กน้อยพร้อมรู้สึกแปลกใจที่วันนี้คิมหันต์นึกเห็นใจเธอ ปกติดึกกว่านี้ก็ยังปลุกมาสั่งงาน อย่างเอาแต่ใจ“กลับก็ได้ค่ะ” ใครเขาอย







