ログインพัชสิกาเดินออกมาจากห้องเพราะไม่มีอารมณ์แม้จะทำอาหารกิน เธอเห็นร้านโจ๊กเปิดอยู่ตรงสี่แยกพอดีจึงกะว่าจะไปนั่งทานข้าวที่นั่นอาการเหม่อลอยทำให้เธอไม่ได้โฟกัสที่เบื้องหน้าทำให้เผลอเดินชนกับใครบางคนเข้าจนเซถลาเล็กน้อย
“ฉันขอโทษค่ะ” เธอกล่าวขอโทษโดยไม่มองหน้าอีกคน คิมหันต์จัดการกับเนื้อตัวก่อนจะเงยหน้ามองผู้หญิงจอมซุ่มซ่ามให้ชัดๆ
“เธอเองเหรอ” เสียงที่คุ้นเคยทำให้พัชสิกาเงยหน้าขึ้นมอง
“คุณคิม”
คิมหันต์รับรู้ว่าเธอมีเรื่องไม่สบายใจและถ้าจะคุยอยู่ตรงนี้อาจจะไม่ดีต่อสายตาลูกค้าที่เดินผ่านไปผ่านมาแน่ๆ เขาจึงถือวิสาสะคว้าแขนเรียวของเธอมาจับไว้แน่นแล้วลากเธอไปยังห้องของเขา
“ว๊าย!” คิมหันต์มาถึงก็จัดการผลักพัชสิกาให้เข้าไปด้านไหนจนเธอร้องเสียงหลง
“คุณ...” พัชสิกาได้แต่มองจะว่ากลับก็ไม่อยากทำ
“เธอมาอยู่ที่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่” ถ้าเธอมาอยู่นานแล้วเขาก็ต้องเห็นบ้างสิ เธออยู่ห้องชั้นเดียวกับเขานะ
“พ่อคุณให้ฉันมาอยู่” เธอตอบตามตรงก่อนจะนึกข้อโต้แย้งบางอย่างได้ “แต่ฉันไม่ได้มาอยู่ฟรีนะ ค่าน้ำค่าไฟฉันจ่าย”
คิมหันต์ได้แต่มองก่อนจะถามต่อ “เมื่อกี้จะลงไปไหน”
ถามทำไม?
แต่ถึงจะคิดได้แบบนั้นพัชสิกาก็ตอบตรงๆอยู่ดี
“ฉันจะลงไปทานข้าว”
“ทำไมไม่เรียกคนส่งอาหาร”
“ไม่จำเป็น ปกติฉันทำกินเอง”
“แล้วทำไมวันนี้ถึงไม่ทำ” พัชสิกาเริ่มหงุดหงิด เธอก็พึ่งได้ยินข่าวร้ายมา จะมาถามพร่ำเพรื่อทำไม ผัวก็ไม่ใช่
“ไม่มีอารมณ์ค่ะ ขอตัวนะคะ” เธอกำลังจะเดินออกไปแต่ก็ถูกเขาคว้าแขนแล้วดึงกลับมาอยู่เบื้องหน้าเขาเหมือนเดิม
“ในฐานะที่ฉันเป็นเจ้านายเธอ ฉันมีสิทธิ์ที่จะถามไถ่เรื่องที่เธอไม่สบายใจ” เขาดึงเธอเข้ามาใกล้ชิดที่แผงอกหนา “บอกฉันมาว่าเธอเป็นอะไร”
พัชสิกาได้แต่เงียบ เธอไม่อยากให้เขามายุ่งวุ่นวายกับเรื่องราวของตัวเองเลย
“ถ้าเธอเงียบ ฉันเอาเรื่องนี้ไปบอกพ่อฉันนะ” ไม่ได้เด็ดขาด ! กฤษช่วยเหลือเธอมาเยอะแล้ว ขืนมารู้เรื่องนี้ป้าเขาก็คงยื่นมือเข้ามาช่วยอีกแน่ บุญคุณที่เธอมีต่อเขาอยากให้ชดใช้จบแค่เรื่องงานพอ
“เรื่องเงินนิดหน่อย”
เขาขมวดคิ้ว “เงินเดือนก่อนทดลองงานยังไม่พอเหรอ อีกแค่ครึ่งเดือนก็จะปรับเงินเดือนแล้ว ฉันไม่ใจร้ายยกเลิกการต่อสัญญาจ้างกับเธอหรอก”
“ไม่พออยู่ดี” เธอค่อยๆปล่อยตัวออกจากเขา “ฉันมีปัญหาที่จะต้องใช้เงินมากกว่านั้นและก็คงมีค่าใช้จ่ายเรื่อยๆ”
‘ผู้หญิงอย่างเธอไม่คู่ควรต่อความรักของฉันหรอก อย่างเธอมันก็แค่ที่ระบายชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น’
‘ถ้าฉันจะเอาเธอจริงๆ ก็มีค่าให้แค่เฉดหัวทิ้งเท่านั้นแหละ’
“เรื่องอะไร” จู่ๆคิมหันต์ก็อยากรู้เรื่องของเธอขึ้นมาเป็นขณะที่เธอนึกถึงคำพูดของเขาในวันนั้นพอดี
ตอนนี้เธอมืดแปดด้าน เหลือเวลาอีกแค่สามสัปดาห์ในการให้คำตอบกับแพทย์ว่าจะรักษาทิพวรรณต่อหรือไม่ สำหรับเธอยังไงก็ยังยืนยันที่จะทำแบบนั้น เธอไม่อยากขึ้นชื่อว่าเป็นเด็กอกตัญญูไม่รู้คุณของผู้เป็นป้า ตลอดเวลาที่ผ่านมาทิพวรรณทำให้เธอเป็นเด็กที่โชคดีมาตลอด ถ้าเทียบกับข่าวในปัจจุบันน้อยคนนักที่จะรักหลานตัวเองได้ขนาดนี้
สามสัปดาห์ที่กำลังจะมาถึง เธอคิดไว้แล้วว่า
‘จะไปเป็นโคโยตี้เหรอ’ หึ...ไม่พออยู่ดี
ถ้าทำแบบนั้นเธอก็คงต้องไปเต้นกินรำกินอีกนานเลยหรือเปล่าถึงจะได้เงินเฉียดล้าน ค่าใช้จ่ายรักษามะเร็งมันไม่ได้จบที่ก้อนเดียวและแน่นอนว่าคิมหันต์คือคนที่จะช่วยเธอได้และน่าจะได้เงินง่ายกว่าด้วย
“เป็นเรื่องส่วนตัวของฉัน คุณแค่ช่วยฉันก็พอ”
“ช่วยอะไร” เขาถามด้วยความอยากรู้ แค่ถามกลับกลายเป็นหมากสำคัญในเรื่องนี้สะงั้น
“ฉันต้องการเงินหนึ่งแสนก่อนแต่ฉันคงหาไม่ทัน คุณช่วยเลี้ยงฉันได้ไหม” เธอมุดหน้าลงในขณะที่เขานิ่งเงียบ “หรือคุณไม่ต้องเลี้ยงก็ได้ แค่เวลาที่ฉันต้องการเงินคุณก็ค่อยมาเก็บดอกที่ตัวฉัน”
คิมหันต์ถึงกับไปไม่เป็นเลย ไม่ใช่แค่ปากร้าย แต่ยังกล้ามาขอมีอะไรกับเขา ‘เพราะเงิน’
“คุณไม่ชอบฉันก็ไม่เป็นไร หลับหูหลับตาเอากับฉันก็พอ” เธอเห็นเขาเอาแต่เงียบและคงมีอะไรกับเธอไม่ลงแน่ๆจึงพูดต่อ
“ฉันทำได้ แต่เธอต้องบอกฉันมาก่อนว่าเรื่องส่วนตัวมันเรื่องอะไร” หญิงสาวเงยหน้ามองขณะที่เขาเดินเข้ามาใกล้เธอเรื่อยๆ
“คุณไม่ต้องอยากรู้หรอก คุณแค่ช่วยฉันก็พอ” ไม่พูดเปล่า พัชสิกาตัดสินใจถอดเสื้อแขนยาวพร้อมปลดสายเสื้อเดี่ยวออก วันนี้เธอใส่ชุดกระโปรงที่ถูกทาบทับด้วยเสื้อแขนยาวทำให้ถอดออกได้ง่าย
เธอไม่มีทางเลือก กฤษมีลูก มีเมียแล้ว ซึ่งคิมหันต์เป็นคนรวยที่ยังโสดอยู่ขณะนี้ เพราะก่อนหน้านั้นมีพนักงานหลายคนเฉลยให้เธอฟังว่าคิมหันต์กับแพนนีญาร์ไม่ได้เป็นอะไรกันและที่หนักไปกว่านั้นคือแพนนีญาร์แค่มาตามตื๊อคิมหันต์เฉยๆ เธอจึงใช้โอกาสนี้ในการอ้อนวอนให้เขาเมตตาเธอสักครั้ง ถือว่าเป็นประสบการณ์ครั้งแรกในชีวิตของเธอ
คิมหันต์มองเธอนิ่งๆ ชุดของเธอถูกถอดออกจนเหลือเพียงชุดชั้นใน ขณะที่เธอกำลังปลดชุดชั้นในออกคิมหันต์ก็ได้พุ่งเข้าไปเบียดร่างอวบอัดน่าสัมผัสให้ชนเข้ากับผนังห้อง
“เร็วๆลูก” คิมหันต์ยืนอ้าแขนรอรับลูกฟุตบอลจากลูกชายวัยห้าขวบหน้าประตูตาข่ายขนาดกลางด้วยความสนุกสนานและเต็มไปด้วยความสุขสนามหญ้าแห่งนี้เดิมทีเคยทำเป็นสวนหย่อมไว้ปลูกพันธุ์ไม้ในยามว่าง เมื่อกฤษกับสุวรรณรัตน์รู้ว่าตนจะได้หลานเป็นผู้ชายและแน่นอนว่าผู้ชายจะต้องชอบกิจกรรมกลางแจ้งแน่ๆ ปู่กับย่าของแกก็เลยจ้างคนสวนมาย้ายกระถางดอกไม้ไปไว้ที่อื่น ซึ่งขณะเดียวกันก็ทำเป็นสนามฟุตบอลไปด้วยเลย‘เด็กชายกัปตัน คีริน บริพัฒน์สาธร’ สมาชิกใหม่ของบ้านใช้เท้าเล็กๆเขี่ยบอลไปมาจากนั้นก็เตะส่งไปให้พ่อทว่ากลับเด้งออกนอกประตูจนได้“โห้ กัปตัน” จักรพรรดิที่อยู่ทีมเดียวกับหลานสบถออกมาด้วยความหัวเสีย กะว่าจะเอาชนะเพื่อนสะหน่อย“สอนหลานให้รู้จักแพ้รู้จักชนะบ้างสิวะ ทำอย่างกับจะให้หลานไปอยู่ในแก๊งมาเฟียเหมือนตัวเองงั้นแหละ” ภาคินถือลูกฟุตบอลเข้ามาในสนาม จากนั้นก็ย่อตัวลงอุ้มเจ้าคีรินน้อยขึ้นมาฝังจมูกที่แก้มข้างซ้าย“ไม่ดีเหรอ หลานจะได้มีคนนับหน้าถือตาแถมยังไม่มีใครกล้ารังแกด้วย”“กัปตันจะเป็นมาเฟียเหมือนคุณยุงคั๊บ” ทั้งสามหนุ่มหัวเราะออกมาให้กับสิ่งที่หลานพูด“ปะป๊าว่ามาเป็นท่านประธานที่มีลูกน้องคอยรับใช้เหมือนปาป๊า
“เดินไปเดินมากูเริ่มจะเวียนหัวแล้วนะมึง” จักรพรรดิทักเมื่อเห็นคิมหันต์เอาแต่เดินวนไปวนมาหน้าห้องคลอด ท่าทางดูตื่นเต้นกว่าใครๆ“เอาน่า พ่อลูกอ่อนพึ่งมีลูกเป็นตัวเป็นตน” ภาคินที่นั่งอยู่ข้างๆพูดขึ้น“นิลก็อยากเห็นหน้าหลานเหมือนกัน ได้ข่าวว่าเป็นลูกชายคงจะหล่อเหมือนพ่อแน่ๆ” เปรมสิริพูดด้วยท่าทางตื่นเต้น เพราะคิมหันต์เคยบอกไว้ตอนพาภรรยาไปอัลตราซาวด์มาแล้ว“นี่ ไม่คิดอยากจะมีบ้างเหรอ” จักรพรรดิหันไปคุยกับภาคินพร้อมชี้ไปทางคนรักของเจ้าตัว เปรมสิริได้แต่ยิ้มบางๆแฝงไปด้วยความรู้สึกมากมายหลายอย่าง “เราก็พึ่งอยู่ในช่วงคบหาดูใจกันไปก่อนน่ะค่ะ ส่วนเรื่องแต่งคงต้องรอโอกาสที่เหมาะสม” ถึงจะรู้สึกไม่ค่อยดีแต่เธอก็อยากจะให้เกียรติภาคินในฐานะอธิการบดีด้วยภาคินหันไปส่งยิ้มพร้อมจับมือเธอไว้อย่างอ่อนโยน “เราจะมีวันนั้นแน่ ถ้าเราไม่ปล่อยมือกัน”เปรมสิริมองเขาด้วยแววตาเต็มไปด้วยความหวังหวังว่าเขาจะจับมือเธอไปนานๆจริงๆ“คุณหมอเมียกับลูกผมเป็นยังไงบ้างครับ” ทุกคนหันมาทางประตูห้องคลอดเป็นตาเดียวเมื่อได้ยินคิมหันต์คุยกับคุณหมอทำคลอด“ปลอดภัยทั้งแม่ทั้งลูกนะคะ คุณพ่อจะเข้าไปดูเลยไหมคะ”“ไปครับๆ” เขาบอกหมอด้วยค
หลายเดือนต่อมา“ระวังๆนะครับ” คิมหันต์ค่อยๆประคองภรรยาที่ตอนนี้ท้องโตใกล้คลอดแล้ว เมื่อภรรยาสาวนั่งลงที่เก้าอี้เขาก็ถือโจ๊กที่วางอยู่บนเคาน์เตอร์ครัวมาวางไว้ด้านหน้าเพื่อที่จะป้อนให้เธอ“อุ่นๆอยู่เลย” เขาพูดหลังจากเป่าโจ๊กให้เธอ“ขอบคุณค่ะ” เมื่อป้อนโจ๊กให้เธอไปสองสามคำเขาก็วางโจ๊กลงตรงหน้าเหมือนเดิม จากนั้นก็โน้มใบหน้าไปจ่อตรงบริเวณหน้าท้องที่มีลูกน้อยอาศัยอยู่“อร่อยไหมค้าบลูก” มือหนาลูบบริเวณหน้าท้องอย่างอ่อนโยน พัชสิกาได้แต่ยิ้มให้กับภาพความอบอุ่นนั้น“อุ๊ย ลูกดิ้น” เขาเงยหน้าขึ้นมาคุยกับภรรยา“สงสัยคุยกับพ่อแล้วสนุกมั้งคะ” คิมหันต์เปลี่ยนมามองหน้าท้องภรรยาอีกครั้ง “หรือเพราะโจ๊กฝีมือพ่ออร่อยกันนะ เดี๋ยวกินต่อนะ จะได้แข็งแรงทั้งแม่ทั้งลูก” เขานั่งตัวตรงป้อนโจ๊กให้เธอต่อเมื่อพาพัชสิกาทานข้าวเช้าเสร็จเขาก็พาออกมาเดินเล่นที่สวนหย่อมชมบรรยากาศในยามเช้า“ไอ้คิมมมม” เสียงทุ้มของใครบางคนลอยมาแต่ใกล้คิมหันต์และพัชสิกาหันไปมองก็พบว่าเป็นจักรพรรดิ“เอ้า มึงกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่วะ”“พี่จักรบอกจะกลับมาตอนพัชคลอดเลยไม่ใช่เหรอคะ” พัชสิกาก็สงสัยเหมือนกัน“ก็เดือนหน้าเริ่มไม่ว่างแล้วน่ะสิ ก็เลย
หนึ่งเดือนแล้วกับการที่ได้ใช้ชีวิตด้วยกันในฐานะสามีภรรยาและวันนี้ก็เป็นวันที่เธอกับเขามาฮันนีมูนที่เกาะล้านในจังหวัดชลบุรี โดยจองรีสอร์ตแบบส่วนตัวให้เห็นวิวทะเลสีสวยในยามเย็นพัชสิกานอนซบที่แขนซ้ายของสามีบนเตียงนอนพลันเปิดอ่านไดอารี่บรรยายคำว่ารักให้เขาฟัง เมื่ออ่านมาได้ครึ่งหน้าเธอก็ปิดลงแล้วดีดตัวขึ้น“เอ๊า พี่ยังอยากฟังต่ออยู่เลย” คิมหันต์มองตามก่อนจะค่อยๆลุกขึ้นนั่ง ตั้งแต่อยู่ด้วยกันมาเขาติดเธอมาก ชอบกอด ชอบหอมตลอดเวลา แม้กระทั่งสายตายังมีให้แค่เธอคนเดียว“พี่คิมอ่านไปแล้วไม่ใช่เหรอคะ” หลายรอบแล้วด้วยซ้ำ คิมหันต์ขยับเข้ามากอดเธอแน่นกว่าเดิมก่อนจะหอมแก้มเธอเพื่อแสดงถึงความรัก“พี่อยากให้พัชอ่านให้พี่ฟังและอยากฟังหลายๆรอบทุกๆวันเลย” หญิงสาวยิ้มแล้วจับปลายคางเขาส่ายไปมา “พัชรักพี่คิมๆๆๆๆๆๆ รักแค่คนเดียว รักมากที่สุดเลยด้วย”ไม่นานมือหนาก็จับท้ายทอยของเธอเข้ามาประกบปากอวบอิ่ม“พี่ก็รักพัชมากที่สุด” เขาปล่อยริมฝีปากได้ไม่นานก็ดึงเธอเข้าไปจูบใหม่และบดขยี้หนักกว่าเดิม หญิงสาวรีบดันตัวเขาออกไปก่อนซึ่งเขาก็ปล่อยอย่างว่าง่าย“ยังก่อนค่ะ”“ยังมีเวลาเหลือๆ”“แต่ตอนนี้...” เธอมองไปนอกหน้าต่าง
“คุณแพนเป็นไงบ้าง” จักรพรรดิกำลังจัดการเก็บเสื้อผ้าเตรียมขึ้นเครื่องไปไต้หวันในเช้าวันพรุ่งนี้ ขณะนั้นเขาหันไปเห็นจอมพลเดินเข้ามาในบ้านพอดีจึงถามไปพลางๆ เนื่องจากเจ้าตัวแจ้งไว้แล้วว่าจะไปเยี่ยมแพนนีญาร์ที่เรือนจำ“เขาสบายดีครับนาย” จักรพรรดิพยักหน้าเบาๆก่อนจะเปลี่ยนเรื่องคุย“มึงจะไม่ไปทำงานกับกูต่อที่ไต้หวันจริงเหรอวะ” ก่อนหน้านั้นเขาได้ถามจอมพลแล้วว่าจะไปทำงานต่อกับเขาหรือจะลาออกปักหลักอยู่ที่ไทยแทน ซึ่งค่าตอบแทนที่จะได้ก็คือเงินเดือนที่เพิ่มมาเป็นสองเท่าทว่าจอมพลดันเลือกอยู่ไทยแทนที่จะเลือกความสบายก่อน“ไม่ครับ ผมอยู่ที่นี่ก็สบายดี”จักรพรรดิมองยิ้มๆก่อนจะเดินเข้ามาตบไหล่ลูกน้องที่อยู่กันมานานผูกพันราวกับเป็นคนในครอบครัว “ยังไงกูก็ต้องขอบคุณมึงมากนะที่จงรักภักดีต่อกูมาตลอด กูขอให้เส้นทางใหม่ของมึงสวยงามตามที่มึงปรารถนา”จอมพลโค้งศีรษะก่อนจักรพรรดิจะพูดอะไรบางอย่างอีกครั้ง “กูให้เงินเพิ่มไปตั้งตัวนะ สิบล้านพอไหม”“หึ” จอมพลได้แต่หัวเราะออกมาสั้นๆ “ไม่หรอกครับ”“ทำไมวะ”“ผมมองว่ามันไม่จำเป็นสำหรับผม ไว้ถ้าผมไม่มีผมขอกลับไปทำงานร่วมกับคุณในอนาคตแล้วกันนะ” จักรพรรดิได้แต่ขมวดคิ้วมอง
“คุณสบายดีไหม อยู่ในนี้ได้ไหม” จอมพลเอ่ยถามผ่านกระจกกั้น อีกฝั่งจะเป็นแพนนีญาร์ที่ถูกจำคุกไว้ด้วยความผิดทางคดีถ้าย้อนเวลากลับไปในตอนที่เริ่มทำความผิดแล้วเธอไม่คิดจะทำลายหลักฐานโดยการสั่งให้คนไปเผารถทิ้ง เธอก็คงได้แค่รอลงอาญาไม่ต้องมาอยู่ในคุกให้ลำบากแบบนี้หญิงสาวหลุบตาลงเมื่อนึกย้อนกลับไปถึงในตอนที่พ่อแม่เธอมาหา ไม่ได้มีความเห็นอกเห็นใจ ไม่มีกำลังใจ มีแต่ซ้ำเติม.........................................................................................‘เป็นไงล่ะลูกสาวคุณ’ ปราณีเบ้ปากเมื่อเห็นลูกสาวนอกคอกยืนคุยอยู่ข้างในห้องสี่เหลี่ยมที่มีผู้คุมขังยืนเฝ้าไม่คลาดสายตา ‘ไม่คิดเล้ยว่าจะมาอยู่ตรงจุดจุดนี้ได้’ ‘คุณ พูดดีๆหน่อย’ จรูญหันไปตำหนิปราณีก่อนจะหันมาทางลูกสาวด้วยใบหน้าเคร่งขรึม ‘ทำไมถึงทำตัวแบบนี้’ ‘หนูไม่ได้ตั้งใจค่ะพ่อ’ ‘ไม่ได้ตั้งใจแต่เอาตัวเองมาทำให้วงศ์ตระกูลขายขี้หน้าแบบนี้นี่นะ รู้ถึงไหนอายถึงนั่น น่าจะตัดๆออกไปจากกองมรดกไปเลย’ ปราณีผู้ซึ่งที่ไร้ความรักต่อลูกเลี้ยงแฝงไปด้วยความเกลียดชังมากมาย แพนนีญาร์เธอก็แค่เป็นคนอารมณ์ร้ายและตอนทิพวรรณเสียเธอก็ไม่ได้มีเจตนาให้มันเกิดข
“ใช่แล้ว ว่าจะชวนไปกินหมูกระทะร้านลุงหนุ่ยแล้วไปเม้าท์มอยตามประสาเพื่อนสาวกัน” พัชสิกาชำเลืองมองสุวรรณรัตน์สลับกับมองคิมหันต์เพราะเธอมีนัดกับทั้งสองคนแล้ว ถึงแม้จะเกรงใจเพื่อนแต่ก็ต้องเลือกทางใดทางหนึ่ง“พอดีฉันมีนัดทานข้าวกับเจ้านายฉันอยู่” สุวรรณรัตน์มองหลานสาวยิ้มๆก่อนจะพูดเหมือนชวนให้ไปด้วยกัน
“ผมช่วยนะครับ” จังหวะภาคินกำลังจะหยิบผักในตะกร้ามือของเขาและเธอก็ประสานกันพอดี “เอ่อ ผมขอโทษครับ” “ไม่เป็นไรค่ะพัชเข้าใจ เรามาช่วยหั่นดีกว่าค่ะ” เธอพูดพลางหัวเราะเบาๆ ขณะที่ทั้งสองกำลังหัวเราะให้กันคิกคักกลับกลายเป็นจุดโฟกัสของใครบางคนใช่! คิมหันต์แอบจอดรถหลบมุมอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ซึ่งอยู่ไม่ใกล้ไม่
“คือ...ฉันไม่ได้บอกว่าป้าฉันเป็นอะไร แค่บอกว่าเอามาใช้จ่ายจำเป็นเฉยๆ” พัชสิกาตั้งใจจะไม่ให้คิมหันต์รู้เรื่องทิพวรรณและไม่ต้องการบอกเพื่อนด้วยว่าแท้จริงแล้วเธอ ‘ขายตัว’ ไม่งั้นป้าเธอต้องรู้เรื่องนี้จนทำให้ป่วยหนักกว่าเดิมแน่ๆ “ไหนแกบอกว่า ตอนไปยืมแจ้งเขาว่าไปรักษามะเร็งป้าไม่ใช่หรือไง” คิวมิกส์ผู้
คิมหันต์พาพัชสิกามาถึงโรงแรมหรูตัวเมืองจังหวัดภูเก็ต เปิดหน้าต่างออกไปจะมีระเบียงกว้าง เบื้องหน้าจะเห็นเป็นพื้นผิวทะเลกระทบเข้ากับแสงไฟในยามค่ำคืนสวยสบายตาหญิงสาวมองออกไปนอกหน้าต่างได้สักพักก่อนจะหันกลับมาเห็นเขาจ้องเธออยู่ก่อนแล้ว พัชสิกาถอนหายใจเบาๆก่อนจะถามเรื่องสุขภาพเขาเพราะเขาเป็นฝ่ายขับรถพา







