เข้าสู่ระบบ“เบื่อ? เบื่อใคร” เปรมสิริถาม
เบื่อเจ้านายฉันน่ะสิ ฉันไม่รู้ว่าจะทนอยู่กับเขาได้อีกนานแค่ไหน”
“ทำไมล่ะ มันแย่ขนาดนั้นเชียวเหรอ” คิวมิกส์สงสัยเพราะปกติพัชสิกาจะมีความอดทนสูง ถ้าถึงขนาดทำให้พัชสิกาทนไม่ได้ก็คงเป็นอะไรที่แย่สำหรับเธอมากๆ
“ก็ไม่ได้แย่หรอก ถ้ามัน...” พัชสิกาอธิบายไม่ถูก งานที่ทำอยู่มันก็สนุกและมีความสุขดี แต่ที่เป็นปัญหาสำหรับเธอก็มีแค่คำพูดทำร้ายจิตใจจากคิมหันต์เท่านั้นแหละ
“ไม่ต้องอธิบายหรอก เอาเป็นว่าฉันกับคิวเข้าใจแกแล้วกัน แต่...” เปรมสิริยื่นมือเข้าไปกุมมือพัชสิกาเอาไว้ “แกเก็บเกี่ยวประสบการณ์ไปสักหนึ่งปีก่อน เป็นเด็กจบใหม่ออกจากบริษัทปุ๊บปั๊บขนาดนี้คงไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่ เขาจะมองว่าแกไม่ทนงานเอาได้”
พัชสิกาได้แต่ย่นคิ้วถอนหายใจ เธอไม่รับปาก แต่จะพยายามก็แล้วกัน
‘เพร้งงง’
ทันทีที่มีเสียงจานแตกในครัว ทั้งสามคนก็หันไปมองเป็นตาเดียว ก่อนจะรีบลุกปรี่เข้าไปดูว่ามันเกิดอะไรขึ้น
“ป้า” พัชสิการ้องด้วยความตกใจเมื่อเห็นป้าตัวเองสลบไสลอยู่ที่พื้นขณะกำลังคั่วน้ำกะทิ ทุกคนพยายามตั้งสติแล้วช่วยกันหามทิพวรรรณขึ้นรถคิวมิกส์เพื่อพาไปส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด
“จากผลตรวจพบว่าคุณทิพวรรณกำลังอยู่ในระยะเริ่มต้นของการเป็นมะเร็ง ซึ่งถือว่าได้รักษาได้ทัน แต่ค่าใช้จ่ายในการรักษาค่อนข้างสูงถ้าปล่อยไว้อาจจะไม่รอด” นี่คือคำวินิจฉัยของแพทย์ เมื่อทุกคนได้ยินเช่นนั้นก็ได้แต่นิ่งช็อกไปตามๆกัน พัชสิกาผู้เป็นหลานและอยู่กับทิพวรรณมาตั้งแต่เด็กไม่เคยสงสัยในตัวทิพวรรณเลย
หญิงสาวเดินออกมาจากห้องวินิจฉัยโรคด้วยอาการเหม่อลอย เรื่องรักษาทิพวรรณเธอต้องช่วยอยู่แล้ว แต่เงินจำนวนหลายแสนนั้นเธอจะไปหามาจากไหน
“โอเคเปล่าวะเนี่ย” คิวมิกส์ถามเมื่อเห็นเพื่อนไม่สดใสเลย พัชสิกาค่อยๆย่อตัวลงนั่งที่เก้าอี้หน้าห้องตรวจ
“ฉันไม่มีเงินน่ะ”
แกน่ะ ควรทนทำงานต่อไปนั่นแหละดีแล้ว เงินเดือนแกเมื่อตอนผ่านทดลองงานก็ครึ่งแสนแล้วนะ ปกติแกไม่ใช่คนใช้จ่ายฟุ่มเฟือย เดี๋ยวก็มีเงินมารักษาได้เองนั่นแหละ”
“แต่ค่ารักษามะเร็งมันไม่ได้จบแค่ก้อนเดียวนะยะ ไหนจะค่าคีโม ค่ายา ค่าอะไรอีก ฉันเห็นมาหลายรายแล้วที่รักษาทีไรแตะเกือบล้านทุกที” คิวมิกส์ไม่ได้ทราบขนาดนั้นหรอก รู้แค่ว่ามะเร็งเป็นการรักษาที่ถือว่าแพงมากๆ เมื่อเทียบกับโรคทั่วไป
“แล้วแกจะเอาไงต่อไปอ่ะ”
ไม่รู้ รู้แค่ว่าฉันไม่ยอมปล่อยป้าตายแน่ๆ” เธอสำนึกบุญคุณที่ทิพวรรณดูแลเธอดีมาตลอดและการหาเงินมาช่วยให้รอดพ้นจากโรคร้ายได้คือการตอบแทนบุญคุณที่ดีที่สุดแล้ว
“งั้นเดี๋ยวไว้ค่อยคิด เรายังมีเวลาตัดสินใจหรือหาเงินมารักษาได้ตั้งสามสี่สัปดาห์ ยังไงพวกฉันก็ไม่ทิ้งแกหรอก” คิวมิกส์พูดเพื่อให้เพื่อนสาวสบายใจ แต่ใบหน้าเนียนสวยของพัชสิกาก็ยังไม่เลิกวิตกกังวลเลย เธอไม่รู้จริงๆว่าจะหาเงินมาจากไหน เหลือเวลาอีกแค่สามถึงสี่สัปดาห์หรือ
ทำไมมันสั้นจัง
ตอนที่ 7 ฉันเสนอ เธอสนอง
ร่างอวบอัดได้สัดส่วนกำลังโยกย้ายส่ายสะโพกอยู่บริเวณหน้าเวทีบวกกับอาการมึนเมาจากการดื่มแอลกอฮอล์
ชนัฐธรมองร่างนั้นอย่างไม่วางตา เขายกแก้วไวน์ขึ้นมาดื่มรวดเดียวหมด ก่อนจะลุกเดินตรงไปยังร่างของเธอแพนนีญาร์หันมาสบตากับเขา สายตากลมสวยอันมีเสน่ห์นั้นเปล่งประกายวาววับราวจะจับเสือให้เข้ามาอยู่ในถ้ำ
ก่อนหน้านั้นหลังจากทำความรู้จักหรือสนิทชิดเชื้อกันมาบ้างแล้ว ชนัฐธรและแพนนีญาร์ก็เปิดใจคบหากันแบบลับๆมาตลอด เพราะต่างก็มีเหตุผลในเรื่องของผลประโยชน์ อีกทั้งแพนนีญาร์เองก็ยังไม่ปล่อยวางจากสมบัติของคิมหันต์ด้วย
“มาเต้นด้วยกันสิคะ”
“ผมเต้นไม่เป็นหรอกนะครับ ทำได้แค่มองคุณอย่างเพลินๆก็แค่นั้น” แพนนีญาร์คิดว่าตัวเองก็รุกพอตัว แต่ไม่คิดเลยว่าผู้ชายตรงหน้าจะรุกมากกว่าตัวเธอเองสะอีก ยิ่งสนิทกันก็ยิ่งรู้ว่าเขามีอะไรให้เธอตื่นเต้นอยู่ตลอดเวลา
ใบหน้าสวย มุมปากเผยยิ้มพลันยกแขนขึ้นไปคล้องคอเขาไว้
“แหม่ ปากหวานนะคะ แบบนี้คงต้องมีรางวัลให้แล้วมั้ง” แพนนีญาร์กับชนัฐธรมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกันมาหลายรอบแล้ว แต่แปลกที่เขาขอให้เธอไม่บอกเรื่องนี้กับเพื่อนอีกสองคน แต่ด้วยความที่แพนนีญาร์ก็ไม่อยากให้คิมหันต์รับรู้ถึงเรื่องนี้ด้วย ก็เลยยอมๆไปก่อน เมื่อได้สมบัติจากคิมหันต์มาแล้ว วันนั้นคงได้เปิดเผยความสัมพันธ์กันมากขึ้น
“คุณเบื่อหรือยังล่ะ”
“ถ้าฉันเบื่อ ฉันคงไม่ปล่อยตัวมาถึงขนาดนี้หรอกค่ะ เราต่างคนต่างก็ทำเพื่อผลประโยชน์ถูกไหมคะ” ชนัฐธรยกยิ้ม
“นั่นน่ะสิ ผมขอรางวัลได้ไหมล่ะ” เขายื่นหน้าเข้าไปใกล้ๆ แพนนีญาร์ยกยิ้มตามก่อนจะผลักเขาเบาๆ
“ตรงนี้คงไม่เหมาะมั้งคะ” สาวสวยส่งสายตายั่วยวนแล้วเดินนำเขาออกไป ซึ่งชนัฐธรก็ไม่รอช้าที่จะเดินตาม
*****************************
ช่วงเวลาเลิกงานในวันแรกของสัปดาห์ พัชสิกาที่พึ่งกลับมาถึงห้องได้แต่ล้มตัวนอนเหยียดขาทาบบนโซฟาตัวใหญ่ ตั้งแต่รู้ว่ามีเรื่องใหญ่ทำให้ต้องคิดหนัก เธอก็มีสีหน้าวิตกกังวลอยู่ตลอดเวลาแม้กระทั่งทำงานอยู่กับคิมหันต์เธอก็แทบไม่ปริปากพูดกับเขา เธอยอมให้เขาว่าเธอและเงียบหายไปเอง จนคิมหันต์ก็ได้แต่สงสัย
“เร็วๆลูก” คิมหันต์ยืนอ้าแขนรอรับลูกฟุตบอลจากลูกชายวัยห้าขวบหน้าประตูตาข่ายขนาดกลางด้วยความสนุกสนานและเต็มไปด้วยความสุขสนามหญ้าแห่งนี้เดิมทีเคยทำเป็นสวนหย่อมไว้ปลูกพันธุ์ไม้ในยามว่าง เมื่อกฤษกับสุวรรณรัตน์รู้ว่าตนจะได้หลานเป็นผู้ชายและแน่นอนว่าผู้ชายจะต้องชอบกิจกรรมกลางแจ้งแน่ๆ ปู่กับย่าของแกก็เลยจ้างคนสวนมาย้ายกระถางดอกไม้ไปไว้ที่อื่น ซึ่งขณะเดียวกันก็ทำเป็นสนามฟุตบอลไปด้วยเลย‘เด็กชายกัปตัน คีริน บริพัฒน์สาธร’ สมาชิกใหม่ของบ้านใช้เท้าเล็กๆเขี่ยบอลไปมาจากนั้นก็เตะส่งไปให้พ่อทว่ากลับเด้งออกนอกประตูจนได้“โห้ กัปตัน” จักรพรรดิที่อยู่ทีมเดียวกับหลานสบถออกมาด้วยความหัวเสีย กะว่าจะเอาชนะเพื่อนสะหน่อย“สอนหลานให้รู้จักแพ้รู้จักชนะบ้างสิวะ ทำอย่างกับจะให้หลานไปอยู่ในแก๊งมาเฟียเหมือนตัวเองงั้นแหละ” ภาคินถือลูกฟุตบอลเข้ามาในสนาม จากนั้นก็ย่อตัวลงอุ้มเจ้าคีรินน้อยขึ้นมาฝังจมูกที่แก้มข้างซ้าย“ไม่ดีเหรอ หลานจะได้มีคนนับหน้าถือตาแถมยังไม่มีใครกล้ารังแกด้วย”“กัปตันจะเป็นมาเฟียเหมือนคุณยุงคั๊บ” ทั้งสามหนุ่มหัวเราะออกมาให้กับสิ่งที่หลานพูด“ปะป๊าว่ามาเป็นท่านประธานที่มีลูกน้องคอยรับใช้เหมือนปาป๊า
“เดินไปเดินมากูเริ่มจะเวียนหัวแล้วนะมึง” จักรพรรดิทักเมื่อเห็นคิมหันต์เอาแต่เดินวนไปวนมาหน้าห้องคลอด ท่าทางดูตื่นเต้นกว่าใครๆ“เอาน่า พ่อลูกอ่อนพึ่งมีลูกเป็นตัวเป็นตน” ภาคินที่นั่งอยู่ข้างๆพูดขึ้น“นิลก็อยากเห็นหน้าหลานเหมือนกัน ได้ข่าวว่าเป็นลูกชายคงจะหล่อเหมือนพ่อแน่ๆ” เปรมสิริพูดด้วยท่าทางตื่นเต้น เพราะคิมหันต์เคยบอกไว้ตอนพาภรรยาไปอัลตราซาวด์มาแล้ว“นี่ ไม่คิดอยากจะมีบ้างเหรอ” จักรพรรดิหันไปคุยกับภาคินพร้อมชี้ไปทางคนรักของเจ้าตัว เปรมสิริได้แต่ยิ้มบางๆแฝงไปด้วยความรู้สึกมากมายหลายอย่าง “เราก็พึ่งอยู่ในช่วงคบหาดูใจกันไปก่อนน่ะค่ะ ส่วนเรื่องแต่งคงต้องรอโอกาสที่เหมาะสม” ถึงจะรู้สึกไม่ค่อยดีแต่เธอก็อยากจะให้เกียรติภาคินในฐานะอธิการบดีด้วยภาคินหันไปส่งยิ้มพร้อมจับมือเธอไว้อย่างอ่อนโยน “เราจะมีวันนั้นแน่ ถ้าเราไม่ปล่อยมือกัน”เปรมสิริมองเขาด้วยแววตาเต็มไปด้วยความหวังหวังว่าเขาจะจับมือเธอไปนานๆจริงๆ“คุณหมอเมียกับลูกผมเป็นยังไงบ้างครับ” ทุกคนหันมาทางประตูห้องคลอดเป็นตาเดียวเมื่อได้ยินคิมหันต์คุยกับคุณหมอทำคลอด“ปลอดภัยทั้งแม่ทั้งลูกนะคะ คุณพ่อจะเข้าไปดูเลยไหมคะ”“ไปครับๆ” เขาบอกหมอด้วยค
หลายเดือนต่อมา“ระวังๆนะครับ” คิมหันต์ค่อยๆประคองภรรยาที่ตอนนี้ท้องโตใกล้คลอดแล้ว เมื่อภรรยาสาวนั่งลงที่เก้าอี้เขาก็ถือโจ๊กที่วางอยู่บนเคาน์เตอร์ครัวมาวางไว้ด้านหน้าเพื่อที่จะป้อนให้เธอ“อุ่นๆอยู่เลย” เขาพูดหลังจากเป่าโจ๊กให้เธอ“ขอบคุณค่ะ” เมื่อป้อนโจ๊กให้เธอไปสองสามคำเขาก็วางโจ๊กลงตรงหน้าเหมือนเดิม จากนั้นก็โน้มใบหน้าไปจ่อตรงบริเวณหน้าท้องที่มีลูกน้อยอาศัยอยู่“อร่อยไหมค้าบลูก” มือหนาลูบบริเวณหน้าท้องอย่างอ่อนโยน พัชสิกาได้แต่ยิ้มให้กับภาพความอบอุ่นนั้น“อุ๊ย ลูกดิ้น” เขาเงยหน้าขึ้นมาคุยกับภรรยา“สงสัยคุยกับพ่อแล้วสนุกมั้งคะ” คิมหันต์เปลี่ยนมามองหน้าท้องภรรยาอีกครั้ง “หรือเพราะโจ๊กฝีมือพ่ออร่อยกันนะ เดี๋ยวกินต่อนะ จะได้แข็งแรงทั้งแม่ทั้งลูก” เขานั่งตัวตรงป้อนโจ๊กให้เธอต่อเมื่อพาพัชสิกาทานข้าวเช้าเสร็จเขาก็พาออกมาเดินเล่นที่สวนหย่อมชมบรรยากาศในยามเช้า“ไอ้คิมมมม” เสียงทุ้มของใครบางคนลอยมาแต่ใกล้คิมหันต์และพัชสิกาหันไปมองก็พบว่าเป็นจักรพรรดิ“เอ้า มึงกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่วะ”“พี่จักรบอกจะกลับมาตอนพัชคลอดเลยไม่ใช่เหรอคะ” พัชสิกาก็สงสัยเหมือนกัน“ก็เดือนหน้าเริ่มไม่ว่างแล้วน่ะสิ ก็เลย
หนึ่งเดือนแล้วกับการที่ได้ใช้ชีวิตด้วยกันในฐานะสามีภรรยาและวันนี้ก็เป็นวันที่เธอกับเขามาฮันนีมูนที่เกาะล้านในจังหวัดชลบุรี โดยจองรีสอร์ตแบบส่วนตัวให้เห็นวิวทะเลสีสวยในยามเย็นพัชสิกานอนซบที่แขนซ้ายของสามีบนเตียงนอนพลันเปิดอ่านไดอารี่บรรยายคำว่ารักให้เขาฟัง เมื่ออ่านมาได้ครึ่งหน้าเธอก็ปิดลงแล้วดีดตัวขึ้น“เอ๊า พี่ยังอยากฟังต่ออยู่เลย” คิมหันต์มองตามก่อนจะค่อยๆลุกขึ้นนั่ง ตั้งแต่อยู่ด้วยกันมาเขาติดเธอมาก ชอบกอด ชอบหอมตลอดเวลา แม้กระทั่งสายตายังมีให้แค่เธอคนเดียว“พี่คิมอ่านไปแล้วไม่ใช่เหรอคะ” หลายรอบแล้วด้วยซ้ำ คิมหันต์ขยับเข้ามากอดเธอแน่นกว่าเดิมก่อนจะหอมแก้มเธอเพื่อแสดงถึงความรัก“พี่อยากให้พัชอ่านให้พี่ฟังและอยากฟังหลายๆรอบทุกๆวันเลย” หญิงสาวยิ้มแล้วจับปลายคางเขาส่ายไปมา “พัชรักพี่คิมๆๆๆๆๆๆ รักแค่คนเดียว รักมากที่สุดเลยด้วย”ไม่นานมือหนาก็จับท้ายทอยของเธอเข้ามาประกบปากอวบอิ่ม“พี่ก็รักพัชมากที่สุด” เขาปล่อยริมฝีปากได้ไม่นานก็ดึงเธอเข้าไปจูบใหม่และบดขยี้หนักกว่าเดิม หญิงสาวรีบดันตัวเขาออกไปก่อนซึ่งเขาก็ปล่อยอย่างว่าง่าย“ยังก่อนค่ะ”“ยังมีเวลาเหลือๆ”“แต่ตอนนี้...” เธอมองไปนอกหน้าต่าง
“คุณแพนเป็นไงบ้าง” จักรพรรดิกำลังจัดการเก็บเสื้อผ้าเตรียมขึ้นเครื่องไปไต้หวันในเช้าวันพรุ่งนี้ ขณะนั้นเขาหันไปเห็นจอมพลเดินเข้ามาในบ้านพอดีจึงถามไปพลางๆ เนื่องจากเจ้าตัวแจ้งไว้แล้วว่าจะไปเยี่ยมแพนนีญาร์ที่เรือนจำ“เขาสบายดีครับนาย” จักรพรรดิพยักหน้าเบาๆก่อนจะเปลี่ยนเรื่องคุย“มึงจะไม่ไปทำงานกับกูต่อที่ไต้หวันจริงเหรอวะ” ก่อนหน้านั้นเขาได้ถามจอมพลแล้วว่าจะไปทำงานต่อกับเขาหรือจะลาออกปักหลักอยู่ที่ไทยแทน ซึ่งค่าตอบแทนที่จะได้ก็คือเงินเดือนที่เพิ่มมาเป็นสองเท่าทว่าจอมพลดันเลือกอยู่ไทยแทนที่จะเลือกความสบายก่อน“ไม่ครับ ผมอยู่ที่นี่ก็สบายดี”จักรพรรดิมองยิ้มๆก่อนจะเดินเข้ามาตบไหล่ลูกน้องที่อยู่กันมานานผูกพันราวกับเป็นคนในครอบครัว “ยังไงกูก็ต้องขอบคุณมึงมากนะที่จงรักภักดีต่อกูมาตลอด กูขอให้เส้นทางใหม่ของมึงสวยงามตามที่มึงปรารถนา”จอมพลโค้งศีรษะก่อนจักรพรรดิจะพูดอะไรบางอย่างอีกครั้ง “กูให้เงินเพิ่มไปตั้งตัวนะ สิบล้านพอไหม”“หึ” จอมพลได้แต่หัวเราะออกมาสั้นๆ “ไม่หรอกครับ”“ทำไมวะ”“ผมมองว่ามันไม่จำเป็นสำหรับผม ไว้ถ้าผมไม่มีผมขอกลับไปทำงานร่วมกับคุณในอนาคตแล้วกันนะ” จักรพรรดิได้แต่ขมวดคิ้วมอง
“คุณสบายดีไหม อยู่ในนี้ได้ไหม” จอมพลเอ่ยถามผ่านกระจกกั้น อีกฝั่งจะเป็นแพนนีญาร์ที่ถูกจำคุกไว้ด้วยความผิดทางคดีถ้าย้อนเวลากลับไปในตอนที่เริ่มทำความผิดแล้วเธอไม่คิดจะทำลายหลักฐานโดยการสั่งให้คนไปเผารถทิ้ง เธอก็คงได้แค่รอลงอาญาไม่ต้องมาอยู่ในคุกให้ลำบากแบบนี้หญิงสาวหลุบตาลงเมื่อนึกย้อนกลับไปถึงในตอนที่พ่อแม่เธอมาหา ไม่ได้มีความเห็นอกเห็นใจ ไม่มีกำลังใจ มีแต่ซ้ำเติม.........................................................................................‘เป็นไงล่ะลูกสาวคุณ’ ปราณีเบ้ปากเมื่อเห็นลูกสาวนอกคอกยืนคุยอยู่ข้างในห้องสี่เหลี่ยมที่มีผู้คุมขังยืนเฝ้าไม่คลาดสายตา ‘ไม่คิดเล้ยว่าจะมาอยู่ตรงจุดจุดนี้ได้’ ‘คุณ พูดดีๆหน่อย’ จรูญหันไปตำหนิปราณีก่อนจะหันมาทางลูกสาวด้วยใบหน้าเคร่งขรึม ‘ทำไมถึงทำตัวแบบนี้’ ‘หนูไม่ได้ตั้งใจค่ะพ่อ’ ‘ไม่ได้ตั้งใจแต่เอาตัวเองมาทำให้วงศ์ตระกูลขายขี้หน้าแบบนี้นี่นะ รู้ถึงไหนอายถึงนั่น น่าจะตัดๆออกไปจากกองมรดกไปเลย’ ปราณีผู้ซึ่งที่ไร้ความรักต่อลูกเลี้ยงแฝงไปด้วยความเกลียดชังมากมาย แพนนีญาร์เธอก็แค่เป็นคนอารมณ์ร้ายและตอนทิพวรรณเสียเธอก็ไม่ได้มีเจตนาให้มันเกิดข
พัชสิกาเดินออกมาจากห้องเพราะไม่มีอารมณ์แม้จะทำอาหารกิน เธอเห็นร้านโจ๊กเปิดอยู่ตรงสี่แยกพอดีจึงกะว่าจะไปนั่งทานข้าวที่นั่นอาการเหม่อลอยทำให้เธอไม่ได้โฟกัสที่เบื้องหน้าทำให้เผลอเดินชนกับใครบางคนเข้าจนเซถลาเล็กน้อย “ฉันขอโทษค่ะ” เธอกล่าวขอโทษโดยไม่มองหน้าอีกคน คิมหันต์จัดการกับเนื้อตัวก่อนจะเงยหน้ามอ
“วางเบาๆหน่อยสิ โต๊ะที่เธอวางมันประกอบไปด้วยกระจกและบางส่วนหลอมไปด้วยไม้เนื้อดี ถ้ามันพังขึ้นมาเงินเดือนของเธอจะพอจ่ายไหม” เขายืนเท้าสะเอวมองอย่างเอาเรื่อง “บอกแล้วไงคะว่ามันหนัก” พัชสิกายกยิ้มแล้วยักคิ้วท้าทายสองรอบก่อนจะหมุนตัวกลับไปนั่งที่เก้าอี้เธอไม่ใช่คนไม่เคารพใคร แต่ถ้าเธอไม่ได้หาเรื่องใ
“เพิ่งรู้นะเนี่ยว่าคุณนิลปลูกผัก” ไม่รู้ก็แปลก เพราะเขาไม่เคยเอ่ยปากถามเลย “คุณภาคินไม่เคยถามนิลนี่คะ พอรู้แล้วจะมาเป็นลูกค้าประจำให้ไหมคะ” เธอพูดแหย่เล่น แต่เขาดันเอาด้วยครั้งแรกเลยมั้งที่ได้คุยกันจริงจัง หรืออาจจะเป็นเพราะทั้งสามคนแยกย้ายกันไปเติบโตแล้วอาศัยความบังเอิญในการคุยกันเท่านั้น “ไว้ท
ฝั่งเลขาสาวก็ได้แต่อ้าปากค้างนั่งนิ่งให้กับการแสดงของอีกฝ่ายใครกันแน่ที่หาเรื่องใครก่อน ช่างใส่ร้ายคนอื่นได้อย่างหน้าไม่อาย โชคดีที่ในห้องนี้มีกล้องวงจรปิดแบบบันทึกเสียงได้ เธอจึงเลือกที่จะเฉยๆไว้ก่อนบางทีเธอก็อยากจะดูท่าทีของเจ้านายหนุ่มเช่นกัน ว่าจะให้ความเป็นธรรมกับเธอได้ถึงขนาดไหน เขาคงไม่ตัด







