LOGINหลังจากได้รับบัญชีของจวนอ๋องจากพ่อบ้าน ในตอนบ่ายของอีกวันเย่หย่าซีก็ออกจากจวนเพื่อไปตรวจดูร้านขายเครื่องประดับและร้านน้ำชาที่ถูกทิ้งร้างเอาไว้ พ่อบ้านเองก็ได้ให้คนขับรถม้าเตรียมรถม้ารอนางที่หน้าจวน
ข้างรถม้ามีสตรีนางหนึ่งใส่ชุดสีขาวล้วนใบหน้าเกลี้ยงเกลาสะอาดสะอ้านท่าทางเย็นชายืนอยู่ข้างบันไดเมื่อพิจารณาดูแล้วไม่น่าใช่สาวใช้ในจวน
พ่อบ้านเดินมาทางด้านหลังกล่าวอย่างนอบน้อมว่า "ทูลพระชายานี่คือเหวินจิ่นเป็นหลานสาวของหมัวมัวนางรู้จักร้านค้าทั้งสามแห่งของจวนพวกเราเป็นอย่างดีข้าน้อยจึงให้นางไปกับท่านพ่ะย่ะค่ะ"
เย่หย่าซีพยักหน้าหันไปบอกชิงชิงว่า "ถ้าอย่างนั้นชิงชิงเจ้ารอที่จวนแล้วกัน"
"เพคะพระชายา" เย่หย่าซีเดินมาที่รถม้าเหวินจิ่นยกมือทำความเคารพนางอย่างนบนอบ "เหวินจิ่นคารวะพระชายาเพคะ"
เย่หย่าซีตวัดมือ "ลุกขึ้นแล้วไปกันเถอะ .."
"เพคะ"
เย่หย่าซีขึ้นรถม้าเหวินจิ่นก็ตามขึ้นมานั่งอยู่ตรงหน้าประตูข้างคนขับรถม้า ทั้งสามตรงไปยังถนนสายหลักของเมืองหลวงผ่านตลาดที่มีผู้คนพลุกพล่านไปได้ไม่ไกลรถม้าก็ค่อยๆหยุดลง
"พระชายาถึงแล้วเพคะ" เสียงของเหวินจิ่งดังเข้ามา หลังจากซึมซับบรรยากาศและกลิ่นอายของสถานที่ที่ไม่คุ้นชินแล้วเย่หย่าซีก็ลุกขึ้นแล้วเดินลงรถม้า เหวินจิ่นพานางไปหยุดอยู่ตรงห้องแถวห้องหนึ่ง ที่พอนางเห็นสภาพแล้วนางก็ถึงกับกุมขมับ มิน่าเล่าถึงไม่มีรายได้เลยสักตำลึงเดียว
ตรงหน้าเป็นตึกแถวสามชั้นหน้าร้านติดป้ายชื่อร้านเหวินเสี่ยงเกอสภาพร้านโดยรอบทรุดโทรมเมื่อเข้าไปข้างในก็พบกับเครื่องประดับที่เก่าเกินจะมีคนกล้าซื้อ
นางเดินวนขึ้นไปถึงชั้นสามเย่หย่าซีก็รู้สึกว่านางกำลังจะเป็นลมนางหันไปถามไถ่กับผู้ดูแลแล้วสั่งซ่อมแซมทุกอย่างรวมถึงหาคนงานมาเพิ่มด้วย
"เช่นนั้น..เครื่องประดับเหล่านี้พระชายาทรงจะให้ข้าน้อยจัดการอย่างไรดีพะย่ะค่ะ" ผู้ดูแลร้านเอ่ยถามด้วยสีหน้าเป็นกังวล เขาดูแลเหวินเสี่ยงเกอมาสามสิบกว่าปี ต้องยอมรับว่าเมื่อก่อนร้านของพวกเขาขายดีเป็นอย่างมาก ตั้งแต่ท่านอ๋องออกรบทางจวนอ๋องต้องใช้เงินจำนวนมหาศาล ร้านขาดสภาพคล่องจึงค่อยๆทรุดโทรมอย่างที่เห็น
มาวันนี้หลังจากท่านอ๋องสมรสพระชายาเข้าจวนไม่คิดเลยว่าจะได้รับการดูแลซ่อมแซมดังนั้นผู้ดูแลร้านจึงมีความรู้สึกตื้นตันอยู่ไม่น้อย
ในขณะที่กำลังมอบหมายจัดการงานให้ผู้ดูแลร้านอยู่นั้นทางด้านนอกประตูของร้านก็ได้มีคนที่เดินผ่านไปมาหยุดมองและพูดคุยกันดังเข้ามา
“โอ้.. นั่นเป็นบุตรสาวจากตระกูลไหนเหตุใดถึงได้งดงามเช่นนี้?"
"นั่นสิ แต่ว่าร้านค้าตรงนั้นเป็นของเทียนหยูอ๋องไม่ใช่หรือ?"
"ใช่ๆ หรือว่าท่านอ๋องจะปล่อยให้คนเช่า นางเป็นเถ้าแก่คนใหม่หรือ?"
"แต่ข้าว่าไม่น่าจะใช่เจ้าดูสิผิวพรรณและลักษณะที่สูงส่งนั่นของนางไม่ใช่ว่าเป็นองค์หญิงแคว้นหนานหรอกหรือ?"
"องค์หญิงแคว้นหนานที่มาสมรสสานสัมพันธ์น่ะหรือ?"
"สานสัมพันธ์อะไรกันเป็นสมบัติที่แคว้นหนานส่งมากับของบรรณาการเถอะ!"
"ใช่ สูงส่งอะไรกัน องค์หญิงอะไรกันมาอยู่ที่นี่ก็เป็นของบรรณาการ"
"แต่จะว่าไปนางก็งดงามมากจริงๆ คาดว่าสี่สาวงามของลั่วเฉิงก็คงจะเทียบกับนางไม่ได้เลย.."
เสียงซุบซิบของผู้คนที่ผ่านไปมาแล้วหยุดดูหน้าร้านที่ขาดการดูแลมาเนิ่นนานแต่จู่ๆก็มีคนมาดูแลค่อยๆดังขึ้น บางคนก็เป็นแม่ค้าละแวกนั้นบางคนก็เป็นลูกค้าน้ำชา ที่อยู่ข้างๆที่เดินผ่านไปมาก็หยุดลงด้วยความใส่ใจ
“น่าสงสารนางจริงๆดูสิงดงามมากขนาดนี้แต่กลับถูกส่งมาเป็นของบรรณาการ”
“จะพูดแบบนั้นก็ไม่ถูกนะในเมื่อนางสมรสกับท่านอ๋องของพวกเรานางก็คือพระชายานะระวังเอาไว้หน่อยพวกเจ้า"
“สงสารนางไปทำไมสงสารคุณหนูหวังไม่ดีกว่าหรือที่โดนนางแย่งท่านอ๋องไป!"
เสียงซุบซิบเหล่านั้นเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ แม้เย่หย่าซีจะพยายามไม่ใส่ใจแล้วแต่คำว่า แย่งท่านอ๋องไป มันช่างเสียดแทงนางมากจริงๆ
เย่หย่าซีจัดแจงทุกอย่างให้หลงเอ้อที่ดูแลร้านเข้าใจแล้วนางก็หมุนกายเดินกลับมา นางเดินมายังเหล่าผู้คนที่ซุบซิบนินทานางเมื่อสักครู่ที่อยู่หน้าร้าน แล้วหยุดลงตรงหน้าของพวกเขา
"ขอบคุณที่ชื่นชมในความงดงามของข้า แต่รบกวนทุกคนไม่ต้องสงสารข้าที่เดินทางมาสมรสกับท่านอ๋องของเหย่าฮั่น
ข้าเดินทางมาด้วยความจริงใจและสมัครใจเพื่อความสงบสุขของราษฎร์ของข้า ต่อให้ใครจะตราหน้าข้าว่าเป็นเครื่องบรรณาการ ของบรรณาการข้าก็จะไม่ถือโทษโกรธผู้ใด เพราะข้ารู้ข้าไม่สามารถหยุดยั้งความรู้สึกนึกคิดของผู้ใดได้
แต่การที่พวกท่านมากล่าวหาข้าว่าแย่งท่านอ๋องมาจากสตรีผู้นั้น ข้อนี้ข้าไม่สามารถรับได้ เพราะ หากท่านอ๋องมีความรักที่มั่นคงต่อนางผู้นั้น ท่านอ๋องก็คงจะสู่ขอนางเพื่ออภิเษกไปแล้ว
หรือหากนางยังไม่ถึงวัยปักปิ่นก็สามารถหมั้นหมายเอาไว้ได้ ดังนั้นย่อมไม่มีทางที่จะสมรสกับข้าได้
ข้าเดินทางมาที่นี่นอกจากจะไม่สามารถเลือกที่จะอภิเษกกับองค์ชายพระองค์ไหนได้แล้ว กลับจะต้องอภิเษกกับผู้ที่ฮ่องเต้ของเหย่าฮั่นทรงเลือกให้เท่านั้น
ดังนั้นจะมาชี้หน้าข้าว่าแย่งคนรักของคนอื่น นั้นไม่ได้ไม่ยุติธรรมสำหรับข้าเลย.."
เย่หย่าซีกล่าวจบก็ก้าวขาเข้าไปอีกก้าวแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นว่า "เรื่องอื่นข้าสามารถไม่ถือสาได้ แต่เรื่องความไม่เป็นธรรมนั้นสำหรับข้าแล้ว เป็นเรื่องที่ข้ารับไม่ได้เป็นที่สุด!"
หลังจากได้ยินนางกล่าวเช่นนั้น ผู้คนที่จับกลุ่มซุบซิบเมื่อสักครู่ต่างก็หยุดชะงักอย่างตกตะลึง ด้วยไม่คิดว่าผู้สูงส่งเช่นองค์หญิงและเป็นถึงพระชายาจะกล่าววาจาเช่นนี้ออกมาได้
ถัดไปไม่ไกลบนชั้นสาวในห้องส่วนตัวของหอซวนอวี้ที่ข้างหน้าต่างชายหนุ่มในชุดสีม่วงใบหน้าหล่อเหลาเย็นชานั่งดื่มสุราอย่างเงียบๆ
บนขอบหน้าต่างแม่ทัพน้อยไป๋เหวินที่เฝ้ามองเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นจนจบเวลานี้เขานั้นได้หัวเราะเสียงดังออกมา
"ฮ่าฮ่าฮ่า...ไม่คิดเลยว่าพระชายาหมิงจะกล้าเอ่ยวาจาดุร้ายออกมาเช่นนี้ได้..ช่างแตกต่างจากสตรีในห้องหอจริงๆ"
"หืม?" เมื่อได้ยินแม่ทัพน้อยไป๋เหวินเอ่ยเช่นนั้นมู่หรงเทียนหยูก็เลิกคิ้วอย่างสงสัย
"แม่ทัพน้อยท่านหมายถึงอะไรหรือ?" รองแม่ทัพเสิ่นเองก็งุนงง
"ไม่รู้สิข้าเพียงแค่สงสัย ปกติสตรีในห้องหอจะเหนียมอายและเก็บตัวไม่ใช่หรือ? จะเอ่ยปากแต่ละครั้งบิดแล้วบิดอีกไหนเลยจะกล้ามายืนโต้เถียงกับผู้คนเช่นนี้" ไป๋เหวินพูดในสิ่งที่เขารู้สึกออกมา
มู่หรงเทียนหยูไม่ได้พูดอะไร เขาเพียงหรี่ตาลงแล้วยกสุราขึ้นดื่มอย่างเงียบๆ
ด้านล่าง
เย่หย่าซีออกจากร้านขายเครื่องประดับนางก็ตรงไปยังร้านน้ำชาที่อยู่อีกฝั่ง ร้านน้ำชานี้มีทำเลดีมาก/ แต่ขาดการดูแลใส่ใจ
เหวินจิ่นพานางเดินเข้าไปในร้าน แต่ยังก้าวขาไม่พ้นประตูถ้วยน้ำชาก็ลอยออกมา
สัญชาตญาณ ทำให้นางเบี่ยงตัวหลบในทันใดถ้วยน้ำชาก็ปะทะกับเด็กสาวที่เดินผ่านไปมาทำให้นางถึงกับกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด
ที่หน้าผากของเด็กสาวยามนี้มีเลือดสีแดงสดหลั่งไหลออกมาราวกับน้ำเย่หย่าซีเห็นเช่นนั้นไม่รอช้านางดึงผ้าเช็ดหน้าออกมาปิดแผลบนหน้าผากของเด็กสาวเอาไว้ด้วยความชำนาญ
"หัวข้าแตกแล้ว เลือดไหลเต็มเลยฮือๆข้าเจ็บมากเลย" เด็กสาวคร่ำครวญ
"เกิดอะไรขึ้น ไม่รู้หรือว่าที่นี่ปิดไปนานแล้ว .."
"นั่นสิหรือจะเป็นผู้เช่า?"
ผู้คนที่เดินผ่านไปมาต่างก็หยุดลงมองดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างสนอกสนใจ
เย่หย่าซีไม่สนใจ นางตั้งใจตรวจดูบาดแผลให้เด็กสาวคนนั้นก่อนจะล้วงยาออกมาเทห้ามเลือกใส่บาดแผลของเด็กสาวก่อนจะนำผ้ามาพันเอาไว้เมื่อทุกอย่างดูเรียบร้อยร่างบางก็ขยับลุกพร้อมกับเอ่ยถาม
"เจ้าไม่เป็นไรแล้ว เวลานี้ลุกไหวหรือไม่?"
เมื่อได้ยินน้ำเสียงนุ่มนวลเอ่ยถามเด็กสาวก็เงยหน้าขึ้นพร้อมกับพยักหน้าเอ่ยตอบด้วยความเขินอาย "ไหวเจ้าค่ะแต่ข้าเจ็บมาก"
เย่หย่าซีลุกขึ้น นางหันไปหาเหวินจิ่น"เหวินจิ่นมาดูนางข้าจะไปดูหน่อย"
เหวินจิ่นไม่เห็นด้วยนางรีบเอ่ย "พระชายาหม่อมฉันจะไปดูเองเพคะ"
เย่หย่าซีกระพริบตานางรู้ว่าเหวินจิ่นนั้นเป็นวรยุทธ เพียงแค่นางไม่เปิดเผยตัวแค่นั้น และที่สำคัญนางเป็นคนของมู่หรงเทียนหยูที่ส่งมาจับตาดูนาง ผ่านไปราวสิบอึดใจเย่หย่าซีก็พยักหน้า
"ระวังตัวหน่อย"
เหวินจิ่นเดินเข้าไปยังไม่ถึงหน้าประตูถ้วยน้ำชาใบหนึ่งก็ลอยออกมา ฟิ้ว! เคร้ง!
เหวินจิ่นใช้มือตวัดถ้วยน้ำชากระเด็นออกไป และในเวลาต่อมาถ้วยน้ำชาใบอื่นๆก็ลอยออกมาติดๆกันใบแล้วใบเล่า เย่หย่าซีขมวดคิ้ว ร้านน้ำชาแห่งนี้ใช่ร้านของมู่หรงเทียนหยูจริงๆหรือ?
เย่หย่าซีก้าวเดินไปหยุดอยู่ด้านหลังของเหวินจิ่นนางกระซิบถาม "เจ้าแน่ใจหรือว่านี่เป็นร้านน้ำชาของท่านอ๋อง?"
"แน่ใจเพคะ ร้านน้ำชานี้ปล่อยร้างมานานไม่แน่ว่าด้านในอาจจะเป็นพวกเร่ร่อนก็เป็นได้"
พวกเร่ร่อน?
เย่หย่าซีค่อยๆเดินเข้าไปที่ประตู ริมฝีปากเล็กๆของนางขบเม้มเป็นเส้นตรง ดวงตาวูบไหวนางตัดสินใจเอ่ยถาม "ใครอยู่ตรงนั้นรีบออกมาเถอะ!"
ด้านในยังคงเงียบ นางส่งเสียงเอ่ยออกไปอีกครั้งอย่างนุ่มนวล "หากยังไม่ออกมาเช่นนั้นก็ต้องเรียกคนจากศาลต้าหลี่มาจัดการแล้วล่ะ"
กุกกัก ทันใดนั้นเองที่ด้านในก็มีการเคลื่อนไหว ไม่นานเท่าที่ควรก็มีเด็กน้อยวัยห้าขวบใบหน้ามอมแมมค่อยๆเดินออกมา
"เด็ก?"
"เป็นเด็กขอทานคนนี้นี่เอง!"
"เจ้ารู้จักหรือ?"
"เมื่อหลายวันก่อนข้ายังเห็นเขาแย่งของกินกับขอทานคนอื่นๆอยู่เลย ไม่คิดว่าจะหาญกล้ามาบุกรุกสถานที่ของจวนอ๋อง"
ทันทีที่เด็กน้อยโผล่หน้าออกมาผู้คนที่ยืนมุงดูก็พูดคุยกันขึ้น
เย่หย่าซีขยับตัวเดินเข้าไปอีกก้าว เด็กน้อยเห็นคนเดินเข้ามาเขาก็ค่อยๆเงยหน้าขึ้นดวงตาใสของเขามองเย่หย่าซีอย่างตื่นตะลึงพลางสั่นกลัว
"ข้า..ข้าไม่ได้มีเจตนาจะทำร้ายพวกท่าน ยิ่งไม่มีเจตนาจะบุกรุกแต่ท่านย่าของข้า..." เขาพูดพลางหันหลังกลับเข้าไปข้างใน จากนั้นเด็กน้อยก็พูดต่อ
"ท่านย่าของข้าป่วยหนักอากาศหนาวข้าต้องหาที่อบอุ่นให้แก่นาง พี่สาวท่านอย่าเรียกศาลต้าหลี่มาเลยนะ ข้าจะพาท่านย่าออกไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้" หลังจากเด็กน้อยพูดจบเขาก็หมุนตัวเดินกลับเข้าไปด้านใน
"แต่เจ้าทำร้ายข้าหัวแตกนะเจ้าต้องรับผิดชอบสิ" เด็กสาวที่ยกมือกุมศรีษะอยู่ก็ตะโกนไล่หลังของเขาไปมีความไม่ยินยอมและเอาแต่ใจแผ่ซ่านออกมา
..
มู่หรงเทียนหยูไม่รอช้า เขาก้มหน้าลงแล้วตวัดปลายลิ้นเลียเมล็ดทับทิมของนางแรงๆทันที“อ่าส์~~อ๊ะ~~ซี้ด!อื้ม~~ทะ...ท่านอ๋องข่ะ...ข้าเสียวเหลือเกิน~~ ”การลงลิ้นของเขาทำให้เย่หย่าซีครวญครางเสียงสั่นเมื่อเขาทั้งเลีย ทั้งดูดเม็ดทับทิมของนาง อีกทั้งยังห่อปลายลิ้นแล้ว แหย่เข้าไปในถ้ำงามที่เฉอะแฉะของนางนั้นอีกด้วย“หวานเหลือเกินซีซีของข้า.."เขาบ่นพึมพำก่อนจะกลืนกินน้ำใสที่ไหลหยาดหยดออกมาจากถ้ำงาม สองมือหนาช้อนก้นของนางเอาไว้แน่นพร้อมกับลงลิ้นร้อนละเลงเลียระรัวเข้าไปในถ้ำงามเย่หย่าซีเเอ่นกายขึ้นกระเด้งก้นงามขึ้นลงตอบรับความเสียวซ่านที่เขานั้นมอบให้“อื้ม~~~ อ่าส์ อ๊ะ~~” เย่หย่าซีครวญครางเสียงหลง นางรู้สึกเสียวซ่านที่ถูกเขาดูดเลียเม็ดทับทิมจนแทบดิ้น“ซี๊ด ขะ ข้าจะไม่ไหวแล้วท่านอ๋อง”ไม่นานเย่หย่าซีก็กระตุกตัวเกร็งแล้วปล่อยน้ำใสออกมาให้สามีดื่มกินจนหมดทุกหยาดหยด จากนั้นนางจึงเป็นฝ่ายดันให้เขานอนลงในขณะที่นางเปลี่ยนมาทาบทับบนตัวของเขานางไม่พูดให้มากความมือเล็กคว้าหมับเข้าที่แท่งมังกรใหญ่แล้วอ้าปากครอบครองมันกว่าสองในสามส่วน ทั้งดูด ทั้งเลีย แล้วใช้มือรูดดึงส่วนโคนไปด้วย“อ่ะ...อืมซีซี~~” มู่หรงเ
"ท่านอ๋อง?" หลังจากถูกดึงร่างเข้าไปโอบกอดเย่หย่าซีก็ลืมตา "ท่านอ๋อง...""ซีซี.." มู่หรงเทียนหยูกล่าวพลางงับติ่งหูที่ขาวสะอาดของนางสองมือที่โอบกอดร่างบางอยู่ใต้น้ำก็เริ่มไม่อยู่นิ่งมือหนาค่อยๆเอื้อมขึ้นมาบีบเคล้นหน้าอกงามเต่งตึงพอดีมือของนางเบาๆ"อืม..ท่านอ๋องยามนี้ไม่ใช่..อ๊ะ เวลาที่จะมา อื้อ ทำย่ะ อย่างนี้นะ!""เช่นนั้นเวลานี้ข้าควรจะทำอย่างไรกับเจ้าดีหรือ หื๊ม?" มู่หรงเทียนหยูกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบพร่า"อื้ม เรื่องตั้งครรภ์ ขะ ข้าแต่งเรื่องขึ้น" มู่หรงเทียนหยูที่กำลังซุกไซ้ซอกคอขาวหยุดชะงักลง "ซีซี เจ้าหมายความว่าอย่างไร?"เย่หย่าซีเอนตัวแหงนหน้าขึ้นมองใบหน้าหล่อเหลาที่แดงก่ำของเขา นางโน้มใบหน้าเข้าไปจุมพิตริมฝีปากบางของเขาทีหนึ่งจากนั้นนางก็พูดขึ้นอย่างจริงจัง"ข้า คือ ข้าไม่ได้ตั้งครรภ์จริงๆ เรื่องตั้งครรภ์ข้าเพียง ข้าเพียงแต่งเรื่องหลอกเสด็จพ่อเท่านั้น..ท่านอ๋องท่านห้ามโกรธข้านะที่ข้าทำเช่นนี้เพราะเกรงว่าเสด็จพ่อจะลงโทษท่านแต่ต่อให้ข้าไม่ได้ตั้งครรภ์จริงๆเสด็จพ่อก็ไม่ประสงค์จะเอาความเรื่องนี้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ท่านอ๋อง..."เย่หย่าซีทำน้ำเสียงออดอ้อนเล็กน้อยมู่หรงเทียนหยูหรี่
หลังจากได้ฟังเช่นนั้นหวางฮองไทเฮาก็รู้สึกเจ็บปวด "เรื่องนี้ข้าผิดต่อทุกคนจริงๆ หยูเอ๋อยิ่งเป็นคนที่น่าสงสารที่สุดข้ารู้สึกละอายใจที่จะพบหน้าเขา ทำได้เพียงหนีมาที่นี่หวังว่าฮ่องเต้ของแคว้นหนานจะมอบความตายให้ข้า ชดเชยโอรสและพระสนมที่เสียไปแต่ไม่คิดเลยว่านอกจากจะไม่ถูกทำโทษแล้วกลับยังได้รับการต้อนรับอย่างดีหยูเอ๋อนั้นถูกข้ามอบความเกลียดชังชักจูงเขาไปในทางที่ผิดข้าเจ็บปวดแต่เขาคงจะเจ็บปวดมากกว่าข้ายิ่งนัก""ไทเฮาเจ้าอย่าได้คิดมากเช่นนี้ หมิงอ๋องโอรสของเจ้าช่างเป็นคนเที่ยงธรรมและกตัญญูยิ่งนักฝ่าบาทชื่นชมแล้วชื่นชมอีก ที่เขาเป็นเช่นนี้ก็เพราะได้เจ้าสอนสั่งมาไม่ใช่หรือ?" หวางฮองไทเฮาได้ยินเช่นนั้นน้ำตาแห่งความเสียใจก็ไหลพรากลงมา นางไม่คิดเลยว่า ทุกคนที่นางเฝ้าเกลียดชังต่างก็มีความรู้สึกดีกับนาง แม้แต่ฮ่องเต้มู่หรงที่เป็นพระสวามีของนางเอง แม้เขาจะเฉยชากับนางไร้เยื่อใยกับนางแต่ก็ยังคงทำหน้าที่บิดาที่ดีเสมอ "ชั่วชีวิตนี้ของข้าคงได้เพียงบำเพ็ญเพียรเพื่ออดีตฮ่องเต้และพระสนมและองค์ชายที่เสียไปแล้ว คงไม่มีทางใดที่จะทำได้ดีไปกว่านี้แล้ว..หยูเอ๋อนั้นเวลานี้...""พระนางท่านอ๋องรออยู่ด้านนอกนานแล้วเ
"มู่หรงเทียนหยูท่านคิดที่จะทิ้งข้าเอาไว้แล้วหนีมาเช่นนี้ท่านยังมีหัวใจหรือไม่?"ด้านนอกประตูเสียงใสอันคุ้นเคยดังขึ้นมาอย่างโกรธเคืองและดุดัน ทุกคนที่อยู่ภายในท้องพระโรงต่างก็หยุดชะงักและหันกลับมามองเป็นจุดเดียวกันไม่นานร่างแบบบางของหญิงสาวก็ก้าวเดินเข้ามา ใบหน้างามขึ้นสีแดงฝาด หน้าอกกระเพื่อมจากการหอบหายใจผมของนางดูยุ่งเล็กน้อยดูก็รู้ว่านางรีบมากแค่ไหนมู่หรงเทียนหยูขมวดคิ้ว "ซีซี../ซีเอ๋อ?/องค์หญิงหก?" ภายในท้องพระโรงทุกคนต่างก็กล่าวออกมาด้วยความตกตะลึงเป็นเสียงเดียวกัน"อะซีถวายบังคมเสด็จพ่อ เสด็จพี่ใหญ่เสด็จพี่รองเสด็จพี่สามเพคะ" พูดจบเย่หย่าซีก็คุกเข่าลงด้านข้างของมู่หรงเทียนหยู"ซีซี เจ้ามาได้อย่างไร?" มู่หรงเทียนหยูหลังจากตื่นจากภวังค์เขาก็รีบเอ่ยถาม"นั่นสิซีเอ๋อเจ้ามาได้อย่างไร?" ฮ่องเต้เย่ซวงอี้ตรัสถามด้วยความแปลกพระทัย"อย่าบอกนะว่าเจ้าควบม้ามาจากเมืองทางใต้?" องค์รัชทายาทเย่อู๋เฉินรีบร้อนเอ่ยถามเช่นเดียวกันเย่หย่าซีไม่ได้ตอบคำถามนางคุกเข่าลงแล้วพูดว่า "เสด็จพ่อเพคะ เสด็จพ่อจะลงโทษท่านอ๋องไม่ได้นะเพคะ""อ่า น้องหญิงหกเจ้าเดินทางมาตั้งไกลเพียงเพื่อมาขออภัยโทษให้กับพระสวามีห
แคว้นหนานพระตำหนักรองแม่นมสวีรีบเร่งเข้ามาด้านในพร้อมกับพูดขึ้นอย่างตื่นตระหนกว่า "ไทเฮาเพคะที่ด้านนอกลือกันว่าหมิงอ๋องเดินทางมาถึงแคว้นหนานแล้วยามนี้ถูกจัดให้พักอยู่ที่พระตำหนักทางปีกซ้ายของพระราชวังเพคะ""ว่าอย่างไรนะ?" ทันทีที่ได้ยินแม่นมสวีพูดหวางฮองไทเฮาที่กำลังยกถ้วยน้ำชาขึ้นมาจิบก็ถึงกับต้องตกตะลึง"หยูเอ๋อ หยูเอ๋อมาแคว้นหนานหรือ? นี่จะเป็นไปได้อย่างไรไม่ใช่ว่า.."แม่นมสวีรู้สึกเศร้าใจ "พระนางเพคะเดิมทีท่านอ๋องก็เป็นผู้ที่มีความกตัญญูอย่างที่สุด นี่ไม่ใช่ว่ารีบเดินทางมาจากทางใต้มุ่งหน้ามาที่แคว้นหนานในทันทีที่ทราบข่าวหรอกหรือเพคะ"หวางฮองไทเฮาสองมือกำแน่น ก่อนนี้ไม่ใช่ว่าหยูเอ๋อเกลียดนางไปแล้วหรอกหรือ ไม่ใช่ว่าเขาไม่สนใจมารดาเช่นนางแล้วหรอกหรือ แล้วนี่.."พระชายาเสด็จมาด้วยหรือไม่?" หลังจากสงบสติอารมณ์ลงได้หวางฮองไทเฮาก็ทรงตรัสถาม"ไม่นะเพคะ ด้านนอกพูดเพียงว่าหมิงอ๋องเทพสงครามของแคว้นเหย่าฮั่นในที่สุดก็ยอมสยบให้แคว้นหนาน...เพคะ" "แค้กๆ แค้กๆ.." หลังจากฟังจบหวางฮองไทเฮาก็รู้สึกแน่นหน้าอกขึ้นมาจากนั้นก็ไอเป็นเลือดพร้อมกับเป็นลมล้มลงไป"พระนางเพคะ ตามหมอให้ทีใครก็ได้ไปตามหมอที!"
ท้องพระโรงพระตำหนักเฉินเจิ้งแคว้นเหย่าฮั่นฮ่องเต้มู่หรงเทียนเฟยรับสั่งให้เหล่าขุนนางคิดหาวิธีในการไปขอโทษและคืนความเป็นธรรมให้แคว้นหนานในยามนี้เหล่าขุนนางต่างก็ช่วยกันแสดงความคิดกันอย่างเต็มที่ ในขณะที่ราชครูไป๋เองก็ครุ่นคิดอยู่อย่างเงียบๆเช่นเดียวกันเวลาผ่านไปราวครึ่งก้านธูป ราชครูไป๋จึงได้ก้าวขาออกมา "ทูลฝ่าบาท เหย่าฮั่นควรแสดงความจริงใจด้วยการประกาศต่อสี่แคว้นว่า เรื่องราวเมื่อสิบปีนั้นพวกเราแคว้นเหย่าฮั่นเข้าใจแคว้นหนานผิดและประกาศขอโทษต่อแคว้นหนานในเรื่องที่เข้าใจผิดในครั้งนั้น พร้อมกับพระราชทานสิ่งของที่แคว้นหนานขาดแคลน และเหย่าฮั่นก็เปิดการค้าขายกับแคว้นหนานโดยไม่เก็บภาษีดีหรือไม่พะย่ะค่ะ""อืม ดี เช่นนั้นเรื่องนี้ก็มอบหมายให้ชินอ๋องจัดการก็แล้วกัน!" ฮ่องเต้มู่หรงเทียนเฟยตรัส นี่ก็ถือเป็นทางออกที่ดีที่สุดที่จะละเว้นสงครามระหว่างแคว้นแล้วมู่หรงเทียนหยูออกเดินทางมายังแคว้นหนานระหว่างทางต่างก็ได้ฟังเรื่องราวที่ชาวบ้านกล่าวขานถึงความอำมหิตของพระมารดาของตนที่เกิดจากความอิจฉาริษยาต่อให้เขาจะรู้สึกเจ็บปวดมากเพียงใดแต่ก็ไม่อาจทนฟังเรื่องราวเหล่านี้ในทุกๆวันได้แม้ว่าเรื่องราวเหล่า







