LOGIN“นั่น...นั่นเพราะ” เสียนฉิงเยว่ไม่เคยรู้สึกจนมุมเช่นนี้มาก่อน นางกะพริบตาครุ่นคิดหาทางออก แต่เมื่อหันไปสบตากับโหลวตงอวี้ผู้มีดวงตาดุดันข่มขู่ผู้คนให้หวาดกลัว นางพลันรู้สึกหายใจไม่ออกความคิดหรือก็ไม่โลดแล่นเช่นที่เคย
หญิงสาวเลื่อนเข่าทั้งสองข้างขึ้นมากอดเอาไว้ กระโปรงตัวยาวของนางปกปิดเรียวขาสั่นเทาเอาไว้ได้อย่างแนบเนียน
“บุรุษที่เจ้าเล่นงานคืนนั้น” โหลวตงอวี้พลันเปลี่ยนเรื่อง “คือผู้ใด”
“เขาเป็นบุตรชายคหบดีตระกูลหวัง เพราะข้าไม่อยากเป็นอนุของเขา ดังนั้นจึงกุเรื่องวิญญาณแค้นขึ้นมา” นางเอ่ยออกมาพร้อม ๆ กับพยายามขับไล่อาการร้อนผ่าวที่กระบอกตาทั้งสองข้าง
ตั้งแต่ที่นางรู้ว่าหมดที่พึ่งพิงอย่างบิดามารดา นางก็ลุกขึ้นมาปกป้องตัวเองและพยายามหาทางหนีทีไล่ หากถูกผู้ใดรังแกนางจะแอบเอาคืนเงียบ ๆ อย่างสาสม
ต่อมานางแสร้งทำเป็นสตรีขี้ขลาดที่เอาแต่ก้มหน้าไม่กล้ามองผู้ใด อาศัยการเอาคืนเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อให้ตัวนางสามารถยืนหยัดต่อไปอย่างไม่น่าอดสูเท่าใดนัก กระนั้นนางก็ไม่เคยรู้สึกพ่ายแพ้เช่นตอนนี้เลยจริง ๆ ผู้คนตั้งมากมายเหตุใดคนที่นางล่วงเกินต้องเป็นโหลวตงอวี้ ยิ่งคิดนางก็ยิ่งหดหู่ใจเหลือเกิน...
“เขาเป็นคู่หมายของเจ้าหรือ” คิ้วเข้มขมวดมุ่น
“ไม่ใช่เจ้าค่ะ ตอนนั้นท่านลุงและท่านป้าสะใภ้...รับปากยกข้าให้เขา แต่เพราะวันนั้นเขาถูกข้าแกล้งทำเป็นวิญญาณไปหลอกหลอนรังควาน ตระกูลหวังจึงคิดว่าข้าเป็นตัวอัปมงคล”
“แล้วทำไมจำเพาะเจาะจงว่าต้องเป็นเจ้า ในเมื่อเจ้ายังมีญาติผู้พี่ที่ยังไม่ออกเรือนอีกถึงสามคน” กล่าวจบชายหนุ่มก็ขมวดคิ้วเสียเอง เพราะฉุกคิดขึ้นได้ว่านางไม่มีบิดามารดาและผู้ที่สามารถปกป้องนางได้แล้ว ดังนั้นนางจึงได้แต่ลุกขึ้นมาทำเรื่องแผลง ๆ เช่นวันนั้น “แล้วหลังจากนั้นเล่า”
เขาเปลี่ยนคำถามเสียเองโดยที่นางก็หากล้าขุ่นเคืองไม่
“หลังจากเรื่องในวันนั้นผู้คนในเมืองเสียนหยางก็คิดว่าข้าเป็นตัวอัปมงคลจึงไม่มีผู้ใดกล้ามาสู่ขอข้า ท่านป้าสะใภ้เองก็เลิกสนใจในตัวข้าโดยสิ้นเชิง”
โหลวตงอวี้เลิกคิ้วมองหน้าเจ้าจิ้งจอกน้อยเจ้าเล่ห์ที่เพิ่งบอกว่าตัวเองเป็นตัวอัปมงคล ก่อนที่เขาจะหัวเราะออกมาเบา ๆ “เจ้ายังจดจำคำพูดของข้าในวันนั้นได้หรือไม่”
เสียนฉิงเยว่เบิกตามองเขา คำพูดที่ว่าเขาจะแร่เนื้อเถือหนังนางแล้วค่อย ๆ กินน่ะหรือ!! ...เขาไม่ได้พูดจริงกระมัง
ในดวงตาของนางสั่นระริกด้วยความหวาดหวั่น
ชายหนุ่มเห็นเช่นนั้นก็ยิ้มแล้วค่อย ๆ ยื่นมือออกไปหานาง “มานี่สิ” ดวงตาคมจ้องเขม็งไปยังเจ้าจิ้งจอกน้อย
หญิงสาวตัวสั่นเล็กน้อยก่อนมองมือใหญ่นั้นอย่างลังเล “ท่านคงไม่คิดจะเอาชีวิตข้ากระมัง ข้าเป็นแค่หญิงสาวตัวเล็ก ๆ ไร้ซึ่งพิษสง”
“เอาชีวิตเจ้าหรือ” เขาเลิกคิ้วถามทั้งยังมองนางราวกับสมองของนางโง่งมไปแล้ว “เหตุใดคนที่สามารถเปิดร้านใบชาได้โดยที่เจ้าตัวไม่ต้องลงมือทำเอง ยังมองไม่ออกว่าข้าหาได้คิดร้าย เจ้าดูข้าตอนนี้สิ ข้ามิใช่อารมณ์ดียิ่งหรอกหรือ”
เสียนฉิงเยว่มองดูท่าทีเสแสร้งของชายหนุ่มแล้วเผลอค้อนเขาออกมาอย่างไม่รู้ตัว ปากบอกว่าไม่คิดร้าย แต่ทำเอานางกลัวจนไม่กล้าแม้แต่จะหายใจเสียงดัง ประมุขโหลวช่างเก่งกาจยิ่ง!!
“เอาเถิดข้าไม่กลั่นแกล้งเจ้าแล้ว” โหลวตงอวี้ถอนหายใจออกมาราวคนกลัดกลุ้ม แต่ดวงตาวาววับด้วยแววขบขันนั้นกลับไม่ได้หายไปไหน “มานั่งตรงนี้” เขาตบลงยังข้างตัวทั้งยังรอคอยให้นางยินยอมขยับเข้ามาหาเขาด้วยตัวนางเอง
“ท่านคิดจะทำอะไร”
“เจ้ากลัวข้าถึงเพียงนี้เลยหรือ” เขาเอ่ยถามทั้งยังจงใจขยับกายไปนั่งพิงหัวเตียง หันหน้ามามองหญิงสาวที่นั่งขดตัวอยู่ปลายเตียงอีกฝั่ง “มานั่งใกล้ ๆ ข้า แล้วข้าจะบอกว่าสมควรทำเช่นไรกับสิ่งที่เจ้าเคยทำกับข้าในอดีต” ไม่เอ่ยเปล่าเขายังคงตบลงไปยังข้างตัวแสดงท่าทียืนยันให้นางเข้าไปนั่งข้าง ๆ เขา
เสียนฉิงเยว่มองเขาด้วยท่าทีหวาดระแวง กระนั้นนางยังคงขยับกายเข้าไปหาเขา มองใบหน้าหล่อเหลาที่เกลื่อนไปด้วยรอยยิ้มนั้นแล้ว นางพลันสังหรณ์ว่านับจากวันนี้ชีวิตของนางในเมืองฉางอัน อย่าได้หวังว่าจะพานพบกับความสงบสุขอีกเลย!!!
เสียนฉิงเยว่เดิมทีถูกบีบบังคับให้ไปเป็นอนุของผู้อื่น และนางไม่มีทางคัดค้านหรือขัดขืนการตัดสินใจของคนตระกูลเสียนแห่งเสียนหยาง ดังนั้นหญิงสาวจึงวางแผนให้ฝ่ายชายเป็นคนยกเลิกการหมั้นหมายเสียเอง
ทันทีที่รู้ว่าอีกฝ่ายลุ่มหลงในอิสตรีและชอบเข้าไปขลุกอยู่ในหอนางโลม นางจึงปลอมตัวเป็นชายเข้าไปในหอนางโลมดังกล่าว ตั้งใจจะแกล้งทำเป็นวิญญาณของบิดามารดาที่ล่วงลับตามหลอกหลอนข่มขู่ให้อีกฝ่ายหวาดกลัว เนื่องจากรู้มาว่าคนผู้นี้ขี้ขลาดตาขาวและหวาดกลัวภูตผีเป็นที่สุด
ในวันนั้นเสียนฉิงเยว่ติดสินบนนางโลมผู้หนึ่ง กระทั่งล่วงรู้ว่าบุตรชายคหบดีผู้นั้นอยู่ห้องไหนจึงรีบรุดไปยังห้องดังกล่าว ไม่คาดว่าวันนั้นนางกลับเข้าผิดห้องเสียได้!!!
“มาแล้วหรือ รินน้ำให้ข้าที”
เสียงแหบแห้งดังออกมาจากเตียงทำเอาเสียนฉิงเยว่แทบสะดุ้ง นางโลมที่นางติดสินบนบอกชัดว่าห้องนี้ไม่มีแขกอยู่ นางจึงหลบเข้ามาเพื่อเตรียมตัวแต่งเป็นวิญญาณไปหลอกผู้อื่น หาม่ว่าห้องดังกล่าวอยู่อีกฟาก เป็นนางเองนั่นแหละที่เข้าห้องผิดเสียเอง
“มัวชักช้าอะไรอยู่ ข้าบอกให้รินน้ำ” น้ำเสียงเริ่มกราดเกรี้ยวเสียนฉิงเยว่จึงได้แต่อาศัยความมืดรินน้ำแล้วยื่นเข้าไปยังม่านหน้าเตียง
“เหตุใดไม่จุดเทียน”
คำถามนั้นนางไม่ได้ตอบ และดูเหมือนคนที่นอนอยู่บนเตียงเองก็ไม่ได้คาดคั้นเช่นกัน มือใหญ่รวบมือของนางที่ถือถ้วยน้ำไปดื่ม นางสะดุ้งตกใจจนแทบเผลอปล่อยจอก โชคยังดีที่ตั้งสติทันจึงเพียงแค่แสร้งทำเป็นคล้อยตามไม่ให้อีกฝ่ายจับได้ ถึงอย่างนั้นนางไหนเลยจะคิดว่าอีกฝ่ายเองก็รอให้นางตายใจกระทั่งเข้าใกล้เขามากพอเช่นกัน
เสียนซีหลิวยืนอยู่รั้งท้ายมองผ่านความมืดที่มีแสงจากด้านนอกรำไรสาดเข้าไป แม้มองไม่ชัดกระนั้นเขากลับสามารถมองเห็นความเคลื่อนไหวภายในห้องหอ บัดนี้ร่างอรชรได้เดินเข้ามายืนอยู่เคียงข้างโหลวตงอวี้“ข้ากลับก่อน อีกเจ็ดวันค่อยพบกันที่คฤหาสน์ตระกูลเสียน”“ค่อยพบกัน” โหลวตงอวี้ตอบก่อนจะมองเสียนซีหลิวหมุนตัวเดินจากไป ความเงียบที่มาเยือนหลังจากความวุ่นวายทำให้โหลวตงอวี้ถอนหายใจ “การก่อกวนนี้ก็ไม่นับว่าเลวร้าย” เขาเอ่ยจบก็ก้มลงมองหญิงสาวที่เข้ามายืนเคียงข้างเขาในความมืด“พวกเขาเล่นสนุกกันพอแล้วหรือ” นางเอ่ยถามกลั้วหัวเราะ “ก็ไม่นับว่าเลวร้าย ข้ายังกังวลว่าคนอย่างคุณชายอวี่จะมาแอบอยู่ใต้เตียงจริงๆ เสียอีก”“ไม่คิดว่าพบเขาไม่กี่ครั้งเจ้ากลับรู้จักซินหยางดีถึงเพียงนี้”ทั้งสองคนหัวเราะออกมาเสียงเบา “เช่นนั้นก็ถึงเวลาแล้ว” โหลวตงอวี้อุ้มเสียนฉิงเยว่ขึ้นแล้วเดินตรงไปที่เตียง“เดี๋ยว เวลาอะไรกัน” นางถามเขาด้วยความงุนงง“ก็เวลาแก้ปัญหาอย่างไรเล่า มิใช่กังวลเรื่องขยายตระกูลโหลวหรอกหรือ ข้ากำลังช่วยแก้ปัญหาอย่างไรเล่า”“อย่างไรเล่า” นางยังคงไม่เข้าใจ“ก็คลอดบุตรชายบุตรสาวให้ข้าอย่างละสองคน เช่นนี้ก็นับว่าจ
เสียนฉิงเยว่รับจอกสุรามาก่อนจะคล้องแขนดื่มสุรากับเจ้าบ่าวของตนตามประเพณี สุรารสแรงแผดเผาทำให้คิ้วเรียวขมวดมุ่น โหลวตงอวี้ยกนิ้วขึ้นคลึงหน้าผากนาง “นี่นับว่าเป็นการแสดงออกอะไรกัน สุรารสเลิศเจ้ากลับเอาแต่ขมวดคิ้ว”“แรงมาก”“นารีแดง...ส่งมาจากเสียนหยาง ใต้เท้ามู่ให้คนไปขุดมาจากเรือนเล็กของคฤหาสน์ตระกูลเสียน เสียนฮั่วลุงของเจ้าบอกว่ามารดาและบิดาของเจ้าฝังเอาไว้เพราะตั้งใจจะใช้ในงานมงคลของเจ้า” โหลวตงอวี้เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เขาเพิ่งจะนึกขึ้นได้จึงขอร้องใต้เท้ามู่ให้ส่งม้าเร็วมาที่ฉางอัน”เสียนฉิงเยว่สบตาของโหลวตงอวี้ ดวงตาของนางเริ่มเอ่อคลอ “ข้าไม่เคยรู้เลย”“แน่ละเพราะเรื่องนี้เกิดขึ้นตอนที่เจ้าเพิ่งจะเกิด ลุงของเจ้าเองก็เพิ่งจะนึกขึ้นได้ กว่าจะจดจำได้ว่าฝังเอาไว้ที่ไหนเขาต้องวาดแผนผังขึ้นมาถึงห้าครั้ง”เสียนฉิงเยว่ซบใบหน้าลงไปกับซอกคอของเขา ซับน้ำตาเข้ากับคอเสื้อของเขาไม่ยอมปล่อยให้หลั่งรินออกมา “ข้าจะร้องไห้ไม่ได้นี่เป็นวันมงคล ท่านพ่อกับท่านแม่คงไม่อยากให้ข้าร้องไห้”โหลวตงอวี้ลูบหลังลูบไหล่ของหญิงสาว ก่อนจะหยิบตะเกียบขึ้นมา “หิวแล้วกระมังให้ข้าปรนนิบัติฮูหยินกินข้าว” เขาอมยิ้
พิธีไหว้ฟ้าดินตามฤกษ์มงคลเริ่มต้นขึ้น แม่สื่อส่งเสียงบอกขั้นตอนต่างให้เจ้าบ่าวเข้ามารับแพรแดงซึ่งอีกฟากมีเจ้าสาวถืออยู่กระทั่งคนทั้งสองต่างก็เดินเข้าไปยังโถงประธานของงาน ซึ่งยามนี้มีประมุขตระกูลเหลียน ตระกูลเหอ และตระกูลอวี่ทำหน้าที่อยู่ เนื่องจากญาติฝ่ายเจ้าบ่าวนั้นไม่มีผู้อาวุโส โหลวตงอวี้จึงขอร้องให้บิดาของสหายทั้งสามคนทำหน้าที่เป็นผู้ใหญ่ของฝ่ายชายแทน ส่วนเสียนจวินและเสียนฮูหยินนั้นรับหน้าที่ผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าสาวเสียนฉิงเยว่มองไม่เห็นสิ่งใด เว้นก็เพียงแต่ชายชุดสีแดงของตัวเองและผ้าคลุมหน้าเจ้าสาว นางได้ยินเสียงตะโกนของแม่สื่อและสาวใช้ที่พยุงข้างกายกระซิบบอกให้นางหันซ้ายขวา หมุนตัวหน้าหลัง กระทั่งก้มลงคำนับฟ้าดิน ต่อมาก็คำนับญาติผู้ใหญ่ ไม่นานก็มีเสียงตะโกนบ่าวสาวคำนับกันเอง“ส่งตัวเจ้าสาวเข้าห้องหอ!!”ที่ไหนกันเล่า...เสียงตะโกนนั้นเพียงบอกให้นางมารอที่ห้องซึ่งอยู่ในเรือนหอต่างหาก เพราะในเวลานี้เสียนฉิงเยว่ได้แต่นั่งนิ่งอยู่ในห้องเพียงคนเดียว เนื่องจากเจ้าบ่าวยังคงต้องต้อนรับแขกเหรื่อมากมายด้านนอก อีกทั้งในตอนนี้ยังไม่ถึงฤกษ์ยามที่กำหนดเอาไว้เพื่อส่งตัวบ่าวสาวเข้าห้องหอ ดังนั้นโหลวต
“คำพูดเช่นนี้ได้มาจากว่าที่พี่สะใภ้ของเจ้าหรือ นางสอนสิ่งใดเจ้าบ้างเล่า”โหลวฟางอี๋ครุ่นคิดครู่หนึ่ง ความลังเลฉายออกมาจากแววตาคู่งาม ก่อนที่เสียนเหวินจะทันได้ตั้งตัวหญิงสาวก็ใช้มือสองข้างจับมือของเขา รั้งให้เขาเอียงตัวลงก่อนที่นางจะเขย่งปลายเท้าขึ้น ยื่นหน้าเข้าไปกดจุมพิตที่ข้างแก้มของเสียนเหวินดูเหมือนเขาจะไม่คาดคิดจริงๆ จึงยังมีท่าทีตกตะลึงและมองหญิงสาวตรงหน้าเขม็งราวกับไม่เคยเห็นโหลวฟางอี๋กัดปากแน่น มองดูใบหน้าเหม่อลอยของชายหนุ่มนางพลันรู้สึกเคอะเขิน นางยื่นหน้าเข้าไปหาเขาอีกครั้ง ครั้งนี้ในยามที่ริมฝีปากของนางกำลังจะแตะแก้มอีกข้างของเขา เสียนเหวินกลับขยับและเอียงใบหน้าเข้าหานางแทนจุมพิตที่สมควรประทับลงยังข้างแก้ม กลับเบนเป้าหมายไปยังริมฝีปากที่จงใจหันมา“ทะ...ท่าน!” นางเบิกตามองเขาอย่างตื่นตระหนก ไม่คาดคิดว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น พอจะถอยห่างเสียนเหวินกลับคว้านางเอาไว้ได้ทั้งตัว“อย่าทำเช่นนี้อีก” เขากระซิบแต่กลับกดจุมพิตลงมายังริมฝีปากอิ่มที่ยังคงถูกเม้มแน่น ลมหายใจของหญิงสาวถูกเสียนเหวินดูดกลืนด้วยสัมผัสแสนอ่อนโยน มือน้อยที่คว้าจับสาบเสื้อของเขาเอาไว้เป็นที่ยึดเหนี่ยวสั่นเทา
“ใช่ ไม่ได้หรือ” เสียนเหวินเดินเข้ามานั่งลงยังเก้าอี้ฝั่งตรงกันข้าม “ข้างนอกมีงานเลี้ยงครึกครื้นเหตุใดจึงหลบเข้ามาเล่า เมื่อครู่ข้ายังคิดว่าเจ้าเหนื่อยจึงแอบหนีเข้ามางีบหลับ”“ข้า...” จะให้นางบอกว่าอึดอัดกับสายตาผู้คนมากมายได้อย่างไร“นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เข้าร่วมงานใหญ่ในฐานะคนตระกูลโหลวดังนั้นจึงรู้สึกอึดอัด?”“เจ้าค่ะ” นางยอมรับออกมาโดยดีเพราะหลายต่อหลายครั้งมองเห็นสายตาของเหล่าบุรุษที่มาร่วมแสดงความยินดีแล้ว นางให้รู้สึกไม่สบายใจยิ่งนั่งอยู่ในงานนานเท่าไร นางก็ยิ่งรู้สึกเหมือนตกเป็นเป้าการสนทนามากขึ้นเท่านั้น ที่สำคัญบทสนทนาเหล่านั้นแม้จะสุภาพ แต่กลับเอาแต่พูดเรื่องงานมงคลครั้งต่อไปของตระกูลโหลว ก่อนจะยกเอาเรื่องความสัมพันธ์ทางการค้าต่าง ๆ มาเป็นเหตุผลหลัก ให้อย่างไรนางก็ไม่อาจปั้นหน้ายิ้มต่อไปได้“เจ้าเป็นคนตระกูลโหลว เป็นน้องสาวของบุรุษเก่งกาจที่สร้างทุกอย่างขึ้นมาด้วยมือของเขา แม้หลายๆ อย่างนายท่านโหลวเป็นคนริเริ่ม ถึงอย่างนั้นพี่ตงอวี้ก็คือผู้ที่ทำให้มันชัดเจน” เสียนเหวินกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ข้ารู้ว่าเจ้าอาจไม่คุ้นเคยกับการเสแสร้งเหล่านั้นแต่เจ้าก็ไม่อาจหลีกเลี่ยง”“เจ้า
“ใช่ ไม่ได้หรือ” เสียนเหวินเดินเข้ามานั่งลงยังเก้าอี้ฝั่งตรงกันข้าม “ข้างนอกมีงานเลี้ยงครึกครื้นเหตุใดจึงหลบเข้ามาเล่า เมื่อครู่ข้ายังคิดว่าเจ้าเหนื่อยจึงแอบหนีเข้ามางีบหลับ”“ข้า...” จะให้นางบอกว่าอึดอัดกับสายตาผู้คนมากมายได้อย่างไร“นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เข้าร่วมงานใหญ่ในฐานะคนตระกูลโหลวดังนั้นจึงรู้สึกอึดอัด?”“เจ้าค่ะ” นางยอมรับออกมาโดยดีเพราะหลายต่อหลายครั้งมองเห็นสายตาของเหล่าบุรุษที่มาร่วมแสดงความยินดีแล้ว นางให้รู้สึกไม่สบายใจยิ่งนั่งอยู่ในงานนานเท่าไร นางก็ยิ่งรู้สึกเหมือนตกเป็นเป้าการสนทนามากขึ้นเท่านั้น ที่สำคัญบทสนทนาเหล่านั้นแม้จะสุภาพ แต่กลับเอาแต่พูดเรื่องงานมงคลครั้งต่อไปของตระกูลโหลว ก่อนจะยกเอาเรื่องความสัมพันธ์ทางการค้าต่าง ๆ มาเป็นเหตุผลหลัก ให้อย่างไรนางก็ไม่อาจปั้นหน้ายิ้มต่อไปได้“เจ้าเป็นคนตระกูลโหลว เป็นน้องสาวของบุรุษเก่งกาจที่สร้างทุกอย่างขึ้นมาด้วยมือของเขา แม้หลายๆ อย่างนายท่านโหลวเป็นคนริเริ่ม ถึงอย่างนั้นพี่ตงอวี้ก็คือผู้ที่ทำให้มันชัดเจน” เสียนเหวินกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ข้ารู้ว่าเจ้าอาจไม่คุ้นเคยกับการเสแสร้งเหล่านั้นแต่เจ้าก็ไม่อาจหลีกเลี่ยง”“เจ้า
“พอที!!!” เสียนฮั่วตวาด “เจ้ามองดูตัวเองบ้างหรือไม่ฮูหยิน เจ้าเอาแต่มองเห็นแค่ตัวเจ้ากับลูก เคยคิดบ้างหรือไม่ว่าพวกนางก็เป็นมารดาของผู้อื่น บุตรสาวของพวกนางไม่มีสินเดิมจะแต่งออกไปได้อย่างไรเจ้าเคยคิดแทนพวกนางบ้างหรือไม่ หรือคิดถึงแต่ตัวเจ้าเอง พวกนางทั้งสองก็เป็นบุตรสาวของข้า ของข้า!!!”ตวาดออกมาสุ
“หาไม่...” หลงจู๊หลัวเหยาหรี่ดวงตาราวกับใช้ความคิด ทำให้คนทั้งสองเริ่มมีความหวัง เนื่องจากคิดว่าอีกฝ่ายจะเหลือทางรอดเอาไว้ให้ “หาไม่ข้าต้องการแต่งบุตรสาวคนโตของเจ้าไปเป็นอนุ”“สารเลว!” เสียนหรูซวงเดินเข้ามาในห้องพร้อมกับน้ำเสียงเกรี้ยวกราด “อัปลักษณ์เช่นเจ้าอย่าได้หวังอยากกินเนื้อหงส์!”จูอิ๋งรีบวิ
โหลวฟางอี๋ที่แอบสังเกตเสียนเหวินเงียบๆ นับตั้งแต่รู้จักกัน ครั้งนี้นับเป็นครั้งที่นางเคยเห็นสองพี่น้องตระกูลเสียนทะเลาะกันรุนแรงที่สุด ทุกครั้งที่นางติดตามผู้เป็นพี่ชายไปเที่ยวในยามที่เขานัดกับสหาย บางครั้งนางกับเหลียนเยี่ยเหยา อวี่ซินเยียนและเหอฉิงลี่ ทั้งสี่คนมักจะเห็นชายหนุ่มจากตระกูลต่าง ๆ ทะเล
พูดเพียงเท่านั้นน้ำตาพลันหลั่งรินออกมาสองข้างแก้ม เสียนฉิงเยว่ยกมือขึ้นปัดมันออกด้วยท่าทีราวกับรำคาญ ทั้งไม่ต้องการเผยความอ่อนแอของตัวเอง หญิงสาวหันกลับมามองเสียนเหวินที่เหมือนจะยังคงเจ็บปวดกับประโยคเมื่อครู่ของผู้เป็นพี่ชายหญิงสาวคว้าท่อนแขนของอีกฝ่ายขึ้น พาเขาหมุนตัวออกไปขึ้นรถม้าคันเดียวกันกับน







