LOGIN
แผ่นกระเบื้องหินอ่อนสีเข้มภายในสถานที่ทำงานส่วนตัวถูกขัดจนเงาวับ สะท้อนแสงไฟสว่างไสวที่ถูกจัดวางตำแหน่งมาอย่างพิถีพิถัน อวิกาไล่สายตาตรวจเช็กความเรียบร้อยของตัวอย่างวัสดุตกแต่งภายในบนโต๊ะกระจกตัวกว้าง มือบางขยับแผ่นไม้และตัวอย่างผ้าม่านให้เข้าที่เข้าทาง นิทรรศการออกแบบผลงานครั้งสำคัญกำลังจะเริ่มขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ทุกอย่างต้องสมบูรณ์แบบที่สุด
ความเงียบสงบภายในห้องถูกทำลายลงเมื่อบานประตูไม้เนื้อแข็งถูกผลักให้เปิดออกกว้าง กลุ่มชายฉกรรจ์ในชุดสูทสีเข้มก้าวเข้ามาด้านในอย่างถือวิสาสะ จำนวนคนกว่าห้าชีวิตที่เดินเรียงรายเข้ามาทำให้พื้นที่ที่เคยกว้างขวางดูคับแคบลงถนัดตา หญิงสาวชะงักมือที่กำลังจัดเรียงเอกสาร ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตื่นตระหนก แต่ยังคงพยายามรักษาสีหน้าให้เรียบเฉย
"พวกคุณเป็นใคร เข้ามาที่นี่ได้ยังไงคะ" อวิกาเอ่ยถามเสียงแข็ง พยายามซ่อนความสั่นเครือเอาไว้ใต้ความนิ่งขรึม
ไร้ซึ่งคำตอบจากกลุ่มชายชุดดำ พวกเขาเพียงแค่ขยับตัวแยกออกเป็นสองฝั่ง เปิดทางให้ใครบางคนที่เดินตามหลังมาปรากฏตัวขึ้น
ร่างสูงใหญ่ของบุรุษผู้มาใหม่ก้าวเข้ามาหยุดยืนตรงหน้าโต๊ะทำงานกระจก เสื้อเชิ้ตสีเข้มที่ถูกปลดกระดุมบนออกสองเม็ดเผยให้เห็นแผงอกแกร่ง เค้าโครงหน้าคมคายดุดันประกอบกับรอยแผลเป็นจางๆ ที่มุมปากยิ่งตอกย้ำความน่าเกรงขาม นัยน์ตาสีรัตติกาลจ้องมองมาที่เธอด้วยความเย็นเยียบจนคนถูกมองรู้สึกชาวาบไปถึงกระดูกหลัง
วัชรวิชญ์กวาดสายตามองหญิงสาวตรงหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้า ริมฝีปากหยักลึกเหยียดออกเป็นรอยยิ้มเย้ยหยัน ก่อนที่มือหนาจะโยนแฟ้มเอกสารปึกใหญ่ลงบนโต๊ะกระจก เสียงของแข็งกระทบพื้นผิวโปร่งใสสั่นสะเทือนความเงียบงันภายในห้อง
"เปิดดูสิ" น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยสั่งสั้นๆ ทว่าแฝงไปด้วยอำนาจคุกคาม
อวิกามองหน้าชายแปลกหน้าสลับกับแฟ้มเอกสารบนโต๊ะ คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันด้วยความสับสน มือบางเอื้อมไปเปิดแฟ้มเหล่านั้นออกดูช้าๆ นัยน์ตาคู่สวยกวาดอ่านตัวอักษรบนหน้ากระดาษ ก่อนที่ลมหายใจจะสะดุดกึกเมื่อเห็นเนื้อหาภายใน
มันคือสัญญากู้ยืมเงินและเอกสารค้ำประกัน ตัวเลขจำนวนเงินห้าสิบล้านบาทเด่นหลาอยู่บนหน้ากระดาษ ทว่าสิ่งที่ทำให้หัวใจของเธอแทบหยุดเต้นไม่ใช่จำนวนเงินมหาศาล แต่เป็นลายเซ็นในช่องผู้ค้ำประกัน... ลายเซ็นของเธอเอง
"นี่มันเรื่องอะไรกัน ฉันไม่เคยเซ็นเอกสารพวกนี้" หญิงสาวเงยหน้าขึ้นขวับ สบตากับคนร่างสูงด้วยความไม่เข้าใจ
"ลายเซ็นนั่นเป็นของคุณ หรือจะเถียงว่าไม่ใช่" วัชรวิชญ์สวนกลับทันควัน แววตาคมกริบหรี่ลงจับจ้องปฏิกิริยาของคนตรงหน้าอย่างไม่ลดละ
"มันเป็นลายเซ็นฉัน แต่ฉันไม่เคยค้ำประกันเงินกู้ให้ใคร คุณเอาเอกสารปลอมพวกนี้มาจากไหน" เธอปฏิเสธเสียงแข็ง พยายามรวบรวมสติที่กำลังกระเจิดกระเจิง
ชายหนุ่มแค่นหัวเราะในลำคอ แววตาเต็มไปด้วยความสมเพช "ปลอมอย่างนั้นเหรอ... ไปถามผัวตัวดีของคุณดูสิ ว่ามันเอาเอกสารพวกนี้มาประเคนให้ผมถึงมือได้ยังไง"
ชื่อของอนลถูกเอ่ยพาดพิง อวิกานิ่งอึ้งไปชั่วขณะ สมองประมวลผลอย่างรวดเร็ว อนลคือแฟนหนุ่มของเธอ เขาทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และมักจะนำเอกสารมาให้เธอเซ็นในฐานะนักออกแบบภายในอยู่บ่อยครั้ง แต่เธออ่านเนื้อหาทุกครั้งก่อนจรดปากกา ไม่เคยมีเอกสารกู้ยืมเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง
"คุณอนลไม่มีทางทำแบบนี้ เขาไม่ใช่คนแบบนั้น" เธอเถียงกลับ แม้ในใจจะเริ่มสั่นคลอน
"งั้นก็โทรหามันสิ" วัชรวิชญ์ท้าทาย พยักพเยิดหน้าไปทางโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะ "โทรเรียกมันมายืนยันต่อหน้าผม ว่ามันไม่ได้ทิ้งหนี้ก้อนนี้ไว้ให้คุณรับผิดชอบ แล้วหนีหัวซุกหัวซุนไปแล้ว"
มือบางคว้าโทรศัพท์ขึ้นมากดหาเบอร์คนรักอย่างรวดเร็ว เสียงสัญญาณรอสายดังขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า ทว่ากลับไม่มีผู้รับสาย หญิงสาวกดโทรออกซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความหวาดกลัวเริ่มเกาะกินพื้นที่ในหัวใจ ฝ่ามือชื้นไปด้วยเหงื่อเย็นเฉียบ
"ทำไมไม่รับสายล่ะ เอวา" ร่างสูงก้าวประชิดขอบโต๊ะ โน้มตัวลงมาหาคนตัวเล็กกว่า "หรือว่ามันบล็อกเบอร์คุณไปแล้ว"
อวิกากำโทรศัพท์แน่นจนข้อขาว นิ้วเรียวกดส่งข้อความหาอนลรัวๆ แต่ก็ไร้ซึ่งการตอบกลับใดๆ เธอเงยหน้ามองชายแปลกหน้าตรงหน้า แววตาสั่นระริก "คุณต้องการอะไร"
"เงินห้าสิบล้าน พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย" เขาตอบเสียงเรียบ แต่หนักแน่นทุกคำพูด
"ฉันไม่มีเงินมากขนาดนั้นหรอกค่ะ แล้วฉันก็ไม่รู้เรื่องหนี้ก้อนนี้ด้วย ฉันจะไม่รับผิดชอบสิ่งงที่ฉันไม่ได้ก่อ" เธอเชิดหน้าขึ้น พยายามรักษาสิทธิของตัวเองอย่างถึงที่สุด
"คุณไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ" วัชรวิชญ์กระแทกเสียง มือหนาคว้าข้อมือบางที่กำลังจับขอบโต๊ะไว้แน่น แรงบีบมหาศาลทำให้หญิงสาวนิ่วหน้าด้วยความเจ็บปวด "ชื่อของคุณหราอยู่บนเอกสารค้ำประกัน ในเมื่อตามตัวไอ้อนลไม่ได้ คุณก็ต้องเป็นคนจ่าย"
"ปล่อยฉันนะ!" เธอพยายามสะบัดข้อมือออกจากการเกาะกุม แต่ยิ่งดิ้น เขาก็ยิ่งเพิ่มแรงบีบมากขึ้น
"ผมให้เวลาคุณสามวัน" ชายหนุ่มโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นร้อน "หาเงินมาคืนผมให้ครบทุกบาททุกสตางค์ ไม่อย่างนั้น... สถานที่ทำงานสวยๆ ของคุณที่นี่ จะถูกยึดมาเป็นของผมทั้งหมด"
"ซี๊ดดด... แน่น... แน่นชิบหายเมียจ๋า!"ราชันย์คำรามลั่น สองมือหนาเลื่อนลงไปกุมยึดสะโพกผายของเธอไว้มั่น ปลายนิ้วจิกเกร็งลงบนผิวเนื้อนุ่ม "มีลูกแล้วแต่รูหีตอดยังแน่นขนาดนี้... อึก... จะดูดควยผัวให้ขาดเลยใช่ไหมหนู!""อึก... อ๊า... พี่ชันย์... แน่น... ลึกมากค่ะ..." นลินทิพย์ละล่ำละลักครางเสียงสั่น สองมือเล็กเอื้อมขึ้นไปโอบรอบลำคอแกร่ง เล็บมนจิกลงบนแผ่นหลังกว้างที่เริ่มชุ่มเหงื่อ "ขยับสิคะ... กระแทกเข้ามาแรงๆ เลยค่ะผัวขา... เอาเอยให้แตกคาเตียงนี้เลย!"พั่บ! พั่บ! พั่บ!สะโพกสอบถอยร่นออกไปจนเกือบหลุดพ้น ก่อนจะกระแทกกระทั้นสวนกลับเข้าไปสุดความยาวอย่างหนักหน่วง รวดเร็ว และดุดัน! เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังลั่นสะท้อนก้องไปทั่วห้องนอนเรือยอชต์ ผสมผสานกับเสียงน้ำรักที่ถูกบดขยี้จนดังเฉอะแฉะทุกจังหวะการอัดกระแทกเตียงนอนขนาดคิงไซส์สั่นสะเทือนตามแรงส่งอันมหาศาลราชันย์โหมกระหน่ำแรงกระแทกด้วยจังหวะที่ดุดันดั่งพายุคลั่ง เขายกขาเรียวทั้งสองข้างของเธอขึ้นพาดบนบ่ากว้าง เปิดทางให้ตัวตนขนาดมหึมาบดขยี้จุดกระสันด้านในซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างไร้ความปรานี ท่อนเอ็นร้อนระอุเสี
"อ๊ะ... พี่ชันย์" นลินทิพย์สะดุ้งเบาๆ ใบหน้าหวานเอียงเข้าหา สัมผัสได้ถึงลมหายใจร้อนจัดที่เป่ารดผิวแก้ม"สองชั่วโมงเต็มแล้วนะเอย..."เสียงทุ้มต่ำแหบพร่ากดลึกชิดริมใบหู ราชันย์ฝังจมูกโด่งสันลงบนซอกคอระหง ขบเม้มติ่งหูเล็กเบาๆ อย่างเอาแต่ใจ "พี่นั่งทนดูเธอจิบไวน์ นั่งทนมองแผ่นหลังเนียนๆ กับนมคัพดีที่ดันชุดแทบแตกมานานเกินพอแล้ว... ถึงเวลาที่พี่จะกินของหวานของพี่หรือยังครับ"นลินทิพย์หัวเราะหวานใสในลำคอ ผิวแก้มซับสีแดงระเรื่อด้วยฤทธิ์ไวน์และความเขินอาย เธอเอียงคอเปิดท
นลินทิพย์ส่งน้องรชาให้พี่เลี้ยงคนสนิทช่วยดูแลอยู่บนสนามหญ้าหน้าเรือนนอน จากนั้นเธอจึงเดินเข้าไปจับมือหนาของราชันย์ ดึงรั้งให้เขาก้าวเดินตามเธอไปทางด้านหลังของสถานสงเคราะห์ทางเดินดินทอดยาวผ่านดงหญ้าคา มุ่งหน้าสู่ลานกว้างด้านหลังเรือนนอนชายตรงนั้น... มีต้นก้ามปูโบราณขนาดสี่คนโอบตั้งตระหง่านอยู่ กิ่งก้านสาขาแผ่ขยายให้ร่มเงาครึ้ม ทอดเงาทาบทับรากไม้ขนาดใหญ่ที่โผล่พ้นผิวดินราชันย์หยุดฝีเท้าลงทันที ร่างกายสูงใหญ่ชะงักงัน นัยน์ตาสีเข้มสนิทเบิกกว้างขึ้น จ้องมองแนวรากไม้ใต้ต้นก้ามปูนั้นด้วยความสะท้านในอกสถานที่แห่งนี้...ในคืนที่เขาละเมอเพ้อด้วยพิษไข้สูงเมื่อหนึ่งปีก่อน เขาเคยหลุดปากเล่าให้นลินทิพย์ฟัง... ว่าทุกครั้งที่ถูกเด็กคนอื่นแย่งอาหาร หรือถูกพี่เลี้ยงด่าทอลงโทษ... เด็กชายราชันย์ในวัยเจ็ดขวบ มักจะแอบวิ่งหนีมาร้องไห้อยู่ใต้ต้นก้ามปูต้นนี้ เขานั่งกอดเข่าคุดคู้ในความมืด รอคอยให้ใครสักคนเดินเข้ามากอด และรอคอยแม่ที่ไม่เคยหวนกลับมาความเงียบสงัดเข้าครอบคลุมพื้นที่ใต้ร่มเงาไม้ มีเพียงเสียงสายลมฤดูหนาวที่พัดผ่านใบไม้พริ้วไหวนลินทิพย์ก้าวเข้า
นลินทิพย์หมุนตัวกลับมามองราชันย์ก้าวเข้ามาในห้องครัว ชายหนุ่มสวมเสื้อโปโลแขนสั้นสีดำสนิทกับกางเกงยีนส์สีเข้ม ใบหน้าคมสันเรียบเฉย สันกรามบดแน่น ขอบตาคมกริบมีรอยคล้ำจางๆ จากการนอนไม่หลับตลอดทั้งคืน แววตาสีเข้มคู่นั้นดูหม่นหมอง มืดมิด และเต็มไปด้วยเกราะกำบังอันหนาวเหน็บที่เขาสร้างขึ้นมาบดบังตนเองโดยอัตโนมัติในทุกๆ วันนี้ของปีสายตาคมกริบกวาดมองกล่องขนมปังนับร้อยกล่องบนเคาน์เตอร์ คิ้วเข้มขมวดมุ่นเข้าหากันทันที"ทำอะไรแต่เช้า นลินทิพย์"
กึก!คุณหญิงพรรณีเบิกตากว้าง อ้าปากค้างจนลิปสติกแทบหลุด ใบหน้าที่โบกแป้งหนาเตอะซีดเผือดจนไร้สีเลือด สองมือที่ถือแก้วแชมเปญสั่นเทิ้มจนน้ำสีทองกระฉอกเปื้อนถุงมือผ้าไหม กลุ่มคุณนายที่ยืนล้อมรอบต่างผงะถอยหลังไปคนละก้าว ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากช่วยแม้แต่คำเดียวผู้หญิงตรงหน้านี้... ไม่ใช่ลูกไก่ในกำมือที่ไร้เดียงสา!หล่อนรู้ลึก รู้จริง และมีอำนาจตัดสินใจในเส้นเลือดใหญ่ทางการเงินของตระกูลพวกเธอ!
แผ่นหลังบางเหยียดตรง ลำคอระหงตั้งตระหง่าน ใบหน้าหวานสงบนิ่ง สบตากับแสงแฟลชและผู้คนนับร้อยด้วยแววตามั่นคง ไร้ร่องรอยความตื่นตระหนก รอยยิ้มบางเบาที่ประดับบนริมฝีปากอิ่มสีแดงกุหลาบดูเลอค่าและทรงเกียรติ สมฐานะนายหญิงแห่งอาณาจักรหมื่นล้านอย่างแท้จริงทว่า ท่ามกลางเสียงชื่นชมและสายตาเกรงขาม... ย่อมมีสายตาแห่งความอิจฉาริษยาและเคียดแค้นซ่อนเร้นอยู่เสมอบริเวณโต๊ะค็อกเทลมุมขวาของห้องจัดเลี้ยง มีกลุ่มสตรีชั้นสูงในชุดราตรีหรูหราและประโคมเครื่องเพชรเต็มคอกำลังยืนจับกลุ่มซุบซิบหนึ่งในนั้นคือ คุณหญิง







