ログインดวงตากลมโตเบิกกว้าง สถานที่แห่งนี้คือความฝัน คือน้ำพักน้ำแรงทั้งหมดในชีวิตของเธอ เธอไม่ยอมสูญเสียมันไปเด็ดขาด
"คุณไม่มีสิทธิ์ทำแบบนี้ ฉันจะแจ้งตำรวจ!"
"เอาสิ" เขาท้าทาย นัยน์ตาดุดันไม่มีแววหวั่นเกรงแม้แต่น้อย "ไปฟ้องเลย แล้วรอดูว่าตำรวจจะเชื่อหลักฐานในมือผม หรือคำพูดปากเปล่าของผู้หญิงที่ถูกผัวหลอกใช้เป็นเครื่องมือ"
คำพูดแทงใจดำทำให้ร่างบางชะงักงัน เรี่ยวแรงที่พยายามต่อต้านเหือดหายไปชั่วขณะ วัชรวิชญ์สะบัดข้อมือเธอออกอย่างแรงจนร่างเล็กล้มลงไปกองกับพื้นกระเบื้องเย็นเฉียบ
เขายืนมองภาพนั้นด้วยสายตาว่างเปล่า ไร้ซึ่งความเห็นใจใดๆ ก่อนจะหมุนตัวหันหลังเตรียมเดินออกจากห้องไปพร้อมกับลูกน้อง
"เตรียมตัวรับผลกรรมที่พวกเธอทำไว้กับฉันและน้องสาวได้เลย เอวา"
ประโยคสุดท้ายถูกเอื้อนเอ่ยออกมาก่อนที่ร่างสูงใหญ่จะก้าวพ้นบานประตู ทิ้งให้หญิงสาวนั่งตัวสั่นสะท้านอยู่ท่ามกลางความเงียบงัน พร้อมกับคำถามมากมายที่ไร้ซึ่งคำตอบ
รถยนต์คันเล็กแล่นเข้ามาจอดเทียบหน้าอาคารที่พักอาศัยระดับหรูใจกลางเมือง อวิการีบก้าวลงจากรถ ตรงดิ่งเข้าไปยังโถงต้อนรับด้านล่าง หัวใจของเธอเต้นระรัวด้วยความร้อนรน สมองยังคงวนเวียนอยู่กับเหตุการณ์เมื่อช่วงเช้าและเอกสารบ้าบอพวกนั้น เธอต้องเจออนลให้ได้ ต้องรู้ความจริงว่าเรื่องทั้งหมดมันเป็นมายังไง
"ขอโทษนะคะ คุณอนลที่อยู่ห้องแปดศูนย์สองอยู่ไหมคะ" หญิงสาวเอ่ยถามพนักงานต้อนรับที่เคาน์เตอร์ด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหอบ
พนักงานสาวเงยหน้าขึ้นมอง ก่อนจะพิมพ์ตรวจสอบข้อมูลในคอมพิวเตอร์ "คุณอนลแจ้งย้ายออกไปตั้งแต่สามวันที่แล้วค่ะ ขนของออกไปหมดแล้ว"
คำตอบนั้นทำเอาคนฟังเข่าแทบทรุด อวิกายึดขอบเคาน์เตอร์ไว้แน่นเพื่อพยุงตัว "ย้ายออก... ไปตั้งแต่สามวันที่แล้วเหรอคะ"
"ใช่ค่ะ เห็นบอกว่าจะเดินทางไปต่างประเทศกะทันหัน" พนักงานตอบเสริมตามข้อมูลที่ได้รับแจ้ง
หญิงสาวเดินถอยหลังออกมาอย่างเลื่อนลอย ความหวังที่จะพึ่งพาคนรักพังทลายลงตรงหน้า อนลหนีไปแล้วจริงๆ เขาทิ้งหนี้ก้อนโตไว้ให้เธอรับผิดชอบและหนีเอาตัวรอดไปคนเดียว น้ำใสๆ เอ่อคลอเบ้าตา แต่เธอสูดลมหายใจลึก พยายามกลั้นมันเอาไว้ ไม่ใช่เวลามาอ่อนแอตอนนี้
กลับมาถึงห้องพักส่วนตัว อวิกาทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาอย่างหมดแรง เสียงเคาะประตูดังขึ้นเรียกสติ เธอเดินไปเปิดประตู พบว่าเป็นริชา เพื่อนสนิทที่คบกันมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย
"เป็นอะไรเอวา หน้าซีดเป็นไก่ต้มเลย เกิดอะไรขึ้น" ริชารีบพุ่งเข้ามาจับไหล่เพื่อนด้วยความตกใจ
อวิกาเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้เพื่อนสนิทฟังตั้งแต่ต้นจนจบ น้ำเสียงของเธอสั่นเครือเมื่อนึกถึงสายตาดุดันและคำขู่ของชายแปลกหน้าคนนั้น
"ไอ้ออสตินมันเลวขนาดนี้เลยเหรอวะ!" ริชาสบถออกมาอย่างเหลืออด "แกต้องไปแจ้งความนะเอวา ไปลงบันทึกประจำวันไว้ก่อนว่าแกไม่ได้เซ็นเอกสารพวกนั้น มันเป็นการปลอมแปลงเอกสาร แกไม่ต้องไปกลัวไอ้มาเฟียนั่นหรอก"
"แต่ลายเซ็นมันเป็นของฉันจริงๆ ริชา" หญิงสาวตอบเสียงแผ่ว "เขาอาจจะหลอกให้ฉันเซ็นตอนที่เอาเอกสารงานมาให้ดู ฉันประมาทเองที่ไม่ยอมอ่านให้ละเอียด... ถ้าถึงชั้นศาล ฉันก็เสียเปรียบอยู่ดี"
"งั้นเราต้องปรึกษาทนาย ฉันรู้จักทนายเก่งๆ หลายคน เดี๋ยวฉันติดต่อให้" ริชาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเตรียมกดเบอร์
"ฉันไม่มีเงินจ้างทนายเก่งๆ หรอกนะ" อวิกาก้มหน้าลงมองมือตัวเองที่ประสานกันแน่น "เงินเก็บทั้งหมดของฉันทุ่มไปกับสถานที่ทำงานหมดแล้ว ถ้าโดนฟ้อง ฉันหมดตัวแน่"
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องพักสี่เหลี่ยม ริชามองเพื่อนด้วยความสงสารจับใจ แต่ก็มองไม่เห็นทางออกที่ดีกว่านี้
ตลอดสองวันที่ผ่านมา ชีวิตของอวิกาเต็มไปด้วยความหวาดระแวง ไม่ว่าเธอจะเดินทางไปไหน หรือทำอะไร จะมีชายชุดดำสองคนคอยเดินตามอยู่ห่างๆ เสมอ พวกเขาไม่ได้เข้ามาทำร้ายร่างกาย แต่สายตาคุกคามที่จ้องมองมาตลอดเวลาสร้างความกดดันทางจิตใจอย่างมหาศาล เธอไม่กล้าแม้แต่จะออกไปซื้อของกิน ต้องสั่งอาหารมาทานที่ห้อง และสะดุ้งตื่นทุกครั้งที่ได้ยินเสียงกุกกักหน้าประตู
เมื่อความกดดันพุ่งทะยานถึงขีดสุด หญิงสาวรู้ดีว่าการหนีปัญหาไม่ใช่ทางออก เธอไม่สามารถใช้ชีวิตอย่างหวาดระแวงแบบนี้ได้ตลอดไป และเวลาสามวันที่ชายคนนั้นให้ไว้ก็กำลังจะหมดลง
เช้าวันที่สาม อวิกาตัดสินใจเดินทางมายังบริษัทรับเหมาก่อสร้างขนาดใหญ่ใจกลางเมือง ซึ่งเป็นสถานที่ที่ระบุไว้ในนามบัตรที่ลูกน้องของเขาจงใจทิ้งไว้ให้ อาคารสูงตระหง่านและพนักงานที่เดินขวักไขว่บ่งบอกถึงฐานะและความมั่นคงของเจ้าของบริษัทได้เป็นอย่างดี
พนักงานต้อนรับพาเธอขึ้นลิฟต์ผู้บริหารไปยังชั้นบนสุด บานประตูไม้บานใหญ่เปิดออก เผยให้เห็นห้องทำงานกว้างขวาง ตกแต่งด้วยโทนสีดำและเทาเข้มสะท้อนบุคลิกของเจ้าของห้อง วัชรวิชญ์นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่ แสงแดดที่ส่องผ่านกระจกบานกว้างด้านหลังขับเน้นให้ร่างสูงดูน่าเกรงขามยิ่งขึ้น
"มาเร็วกว่าที่คิดนะ" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยทักทาย สายตาคมกริบละจากหน้าจอแล็ปท็อปมาจับจ้องที่ผู้มาเยือน
อวิกาก้าวเข้าไปหยุดยืนหน้าโต๊ะทำงาน พยายามควบคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่น "ฉันต้องการเจรจาเรื่องหนี้ค่ะ"
"ซี๊ดดด... แน่น... แน่นชิบหายเมียจ๋า!"ราชันย์คำรามลั่น สองมือหนาเลื่อนลงไปกุมยึดสะโพกผายของเธอไว้มั่น ปลายนิ้วจิกเกร็งลงบนผิวเนื้อนุ่ม "มีลูกแล้วแต่รูหีตอดยังแน่นขนาดนี้... อึก... จะดูดควยผัวให้ขาดเลยใช่ไหมหนู!""อึก... อ๊า... พี่ชันย์... แน่น... ลึกมากค่ะ..." นลินทิพย์ละล่ำละลักครางเสียงสั่น สองมือเล็กเอื้อมขึ้นไปโอบรอบลำคอแกร่ง เล็บมนจิกลงบนแผ่นหลังกว้างที่เริ่มชุ่มเหงื่อ "ขยับสิคะ... กระแทกเข้ามาแรงๆ เลยค่ะผัวขา... เอาเอยให้แตกคาเตียงนี้เลย!"พั่บ! พั่บ! พั่บ!สะโพกสอบถอยร่นออกไปจนเกือบหลุดพ้น ก่อนจะกระแทกกระทั้นสวนกลับเข้าไปสุดความยาวอย่างหนักหน่วง รวดเร็ว และดุดัน! เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังลั่นสะท้อนก้องไปทั่วห้องนอนเรือยอชต์ ผสมผสานกับเสียงน้ำรักที่ถูกบดขยี้จนดังเฉอะแฉะทุกจังหวะการอัดกระแทกเตียงนอนขนาดคิงไซส์สั่นสะเทือนตามแรงส่งอันมหาศาลราชันย์โหมกระหน่ำแรงกระแทกด้วยจังหวะที่ดุดันดั่งพายุคลั่ง เขายกขาเรียวทั้งสองข้างของเธอขึ้นพาดบนบ่ากว้าง เปิดทางให้ตัวตนขนาดมหึมาบดขยี้จุดกระสันด้านในซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างไร้ความปรานี ท่อนเอ็นร้อนระอุเสี
"อ๊ะ... พี่ชันย์" นลินทิพย์สะดุ้งเบาๆ ใบหน้าหวานเอียงเข้าหา สัมผัสได้ถึงลมหายใจร้อนจัดที่เป่ารดผิวแก้ม"สองชั่วโมงเต็มแล้วนะเอย..."เสียงทุ้มต่ำแหบพร่ากดลึกชิดริมใบหู ราชันย์ฝังจมูกโด่งสันลงบนซอกคอระหง ขบเม้มติ่งหูเล็กเบาๆ อย่างเอาแต่ใจ "พี่นั่งทนดูเธอจิบไวน์ นั่งทนมองแผ่นหลังเนียนๆ กับนมคัพดีที่ดันชุดแทบแตกมานานเกินพอแล้ว... ถึงเวลาที่พี่จะกินของหวานของพี่หรือยังครับ"นลินทิพย์หัวเราะหวานใสในลำคอ ผิวแก้มซับสีแดงระเรื่อด้วยฤทธิ์ไวน์และความเขินอาย เธอเอียงคอเปิดท
นลินทิพย์ส่งน้องรชาให้พี่เลี้ยงคนสนิทช่วยดูแลอยู่บนสนามหญ้าหน้าเรือนนอน จากนั้นเธอจึงเดินเข้าไปจับมือหนาของราชันย์ ดึงรั้งให้เขาก้าวเดินตามเธอไปทางด้านหลังของสถานสงเคราะห์ทางเดินดินทอดยาวผ่านดงหญ้าคา มุ่งหน้าสู่ลานกว้างด้านหลังเรือนนอนชายตรงนั้น... มีต้นก้ามปูโบราณขนาดสี่คนโอบตั้งตระหง่านอยู่ กิ่งก้านสาขาแผ่ขยายให้ร่มเงาครึ้ม ทอดเงาทาบทับรากไม้ขนาดใหญ่ที่โผล่พ้นผิวดินราชันย์หยุดฝีเท้าลงทันที ร่างกายสูงใหญ่ชะงักงัน นัยน์ตาสีเข้มสนิทเบิกกว้างขึ้น จ้องมองแนวรากไม้ใต้ต้นก้ามปูนั้นด้วยความสะท้านในอกสถานที่แห่งนี้...ในคืนที่เขาละเมอเพ้อด้วยพิษไข้สูงเมื่อหนึ่งปีก่อน เขาเคยหลุดปากเล่าให้นลินทิพย์ฟัง... ว่าทุกครั้งที่ถูกเด็กคนอื่นแย่งอาหาร หรือถูกพี่เลี้ยงด่าทอลงโทษ... เด็กชายราชันย์ในวัยเจ็ดขวบ มักจะแอบวิ่งหนีมาร้องไห้อยู่ใต้ต้นก้ามปูต้นนี้ เขานั่งกอดเข่าคุดคู้ในความมืด รอคอยให้ใครสักคนเดินเข้ามากอด และรอคอยแม่ที่ไม่เคยหวนกลับมาความเงียบสงัดเข้าครอบคลุมพื้นที่ใต้ร่มเงาไม้ มีเพียงเสียงสายลมฤดูหนาวที่พัดผ่านใบไม้พริ้วไหวนลินทิพย์ก้าวเข้า
นลินทิพย์หมุนตัวกลับมามองราชันย์ก้าวเข้ามาในห้องครัว ชายหนุ่มสวมเสื้อโปโลแขนสั้นสีดำสนิทกับกางเกงยีนส์สีเข้ม ใบหน้าคมสันเรียบเฉย สันกรามบดแน่น ขอบตาคมกริบมีรอยคล้ำจางๆ จากการนอนไม่หลับตลอดทั้งคืน แววตาสีเข้มคู่นั้นดูหม่นหมอง มืดมิด และเต็มไปด้วยเกราะกำบังอันหนาวเหน็บที่เขาสร้างขึ้นมาบดบังตนเองโดยอัตโนมัติในทุกๆ วันนี้ของปีสายตาคมกริบกวาดมองกล่องขนมปังนับร้อยกล่องบนเคาน์เตอร์ คิ้วเข้มขมวดมุ่นเข้าหากันทันที"ทำอะไรแต่เช้า นลินทิพย์"
กึก!คุณหญิงพรรณีเบิกตากว้าง อ้าปากค้างจนลิปสติกแทบหลุด ใบหน้าที่โบกแป้งหนาเตอะซีดเผือดจนไร้สีเลือด สองมือที่ถือแก้วแชมเปญสั่นเทิ้มจนน้ำสีทองกระฉอกเปื้อนถุงมือผ้าไหม กลุ่มคุณนายที่ยืนล้อมรอบต่างผงะถอยหลังไปคนละก้าว ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากช่วยแม้แต่คำเดียวผู้หญิงตรงหน้านี้... ไม่ใช่ลูกไก่ในกำมือที่ไร้เดียงสา!หล่อนรู้ลึก รู้จริง และมีอำนาจตัดสินใจในเส้นเลือดใหญ่ทางการเงินของตระกูลพวกเธอ!
แผ่นหลังบางเหยียดตรง ลำคอระหงตั้งตระหง่าน ใบหน้าหวานสงบนิ่ง สบตากับแสงแฟลชและผู้คนนับร้อยด้วยแววตามั่นคง ไร้ร่องรอยความตื่นตระหนก รอยยิ้มบางเบาที่ประดับบนริมฝีปากอิ่มสีแดงกุหลาบดูเลอค่าและทรงเกียรติ สมฐานะนายหญิงแห่งอาณาจักรหมื่นล้านอย่างแท้จริงทว่า ท่ามกลางเสียงชื่นชมและสายตาเกรงขาม... ย่อมมีสายตาแห่งความอิจฉาริษยาและเคียดแค้นซ่อนเร้นอยู่เสมอบริเวณโต๊ะค็อกเทลมุมขวาของห้องจัดเลี้ยง มีกลุ่มสตรีชั้นสูงในชุดราตรีหรูหราและประโคมเครื่องเพชรเต็มคอกำลังยืนจับกลุ่มซุบซิบหนึ่งในนั้นคือ คุณหญิง







