LOGIN"นี่มันกี่โมงแล้ว ทำไมยังไม่ปิดไฟนอน" เขาเดินเข้าไปหยุดยืนซ้อนด้านหลังเก้าอี้ทำงาน
"ฉันขอเคลียร์งานชิ้นนี้ให้เสร็จก่อนค่ะ ใกล้จะส่งแล้ว" เธอตอบโดยไม่ละสายตาจากหน้าจอ มือขยับเมาส์อย่างคล่องแคล่ว
"ในสัญญาตกลงกันไว้ว่าหน้าที่ของคุณคือรับใช้ผม ไม่ใช่เอาเวลามานั่งทำงานงกๆ แบบนี้" น้ำเสียงของเขาเริ่มแข็งกร้าวขึ้น
"ฉันทำหน้าที่ของคุณเสร็จหมดแล้ว นี่มันเวลาพักผ่อนของฉัน ฉันมีสิทธิ์จะทำอะไรก็ได้" เธอสวนกลับ ความอดทนเริ่มถึงขีดจำกัด
วัชรวิชญ์เอื้อมมือไปคว้าฝาพับแล็ปท็อปและดันมันลงจนปิดสนิท หน้าจอดับวูบลงพร้อมกับเสียงอุทานด้วยความตกใจของหญิงสาว
"คุณทำอะไรน่ะ! ฉันยังไม่ได้บันทึกไฟล์เลยนะ" อวิกาผุดลุกขึ้นยืน เผชิญหน้ากับร่างสูงด้วยความโกรธจัด
"ผมกำลังรักษาสิทธิ์ของผม" เขาดึงแล็ปท็อปเครื่องบางมาถือไว้ในมือ "ในเมื่อคุณไม่รู้จักแบ่งเวลา ผมก็จะยึดของเล่นชิ้นนี้ไว้ก่อน จนกว่าคุณจะรู้จักหน้าที่ของตัวเอง"
"เอาคืนมานะ! นั่นมันงานของฉัน ลูกค้ารอดูแบบอยู่พรุ่งนี้เช้า ถ้าฉันส่งไม่ทัน ฉันจะโดนปรับ" เธอพยายามแย่งคอมพิวเตอร์คืน แต่ความสูงและเรี่ยวแรงที่แตกต่างกันทำให้เธอไขว่คว้าได้เพียงความว่างเปล่า
"โดนปรับก็เรื่องของคุณ" เขาชูแล็ปท็อปขึ้นสูง แววตาเย้ยหยันมองลงมาที่คนตัวเล็กกว่า "ทีหนี้ห้าสิบล้านยังหามาใช้ไม่ได้ จะกลัวอะไรกับค่าปรับแค่ไม่กี่หมื่น"
คำดูถูกนั้นเหมือนมีดที่กรีดลงบนแผลเดิม อวิกากำมือแน่น น้ำตาแห่งความคับแค้นใจเอ่อคลอขึ้นมาอีกครั้ง เธอไม่อยากขอร้องผู้ชายคนนี้ แต่สัญชาตญาณการเอาตัวรอดบอกให้เธอต้องยอมลดทิฐิลง งานชิ้นนี้คือความรับผิดชอบของเธอ
"ฉันขอร้อง... เอาคืนมาเถอะค่ะ ฉันสัญญาว่าจะไม่ทำดึกแบบนี้อีก ขอแค่คืนนี้ คืนเดียวเท่านั้น" น้ำเสียงของเธออ่อนลง แววตาดื้อรั้นแปรเปลี่ยนเป็นความเว้าวอน
วัชรวิชญ์มองภาพตรงหน้า แววตาของเขาวูบไหวไปชั่ววินาที ความรู้สึกบางอย่างกระตุกขึ้นในอกเมื่อเห็นน้ำตาที่คลอหน่วยของเธอ ผู้หญิงที่เขาคิดว่าเป็นพวกเห็นแก่เงินและรักสบาย กลับยอมก้มหัวขอร้องเพื่อปกป้องงานออกแบบของตัวเอง ไม่ใช่เพื่อปกป้องความสะดวกสบาย
เขาค่อยๆ ลดมือลง วางแล็ปท็อปกลับคืนลงบนโต๊ะทำงาน อวิการีบคว้ามันมาแนบกอดไว้ที่อกราวกับของล้ำค่า
"ผมจะคืนให้..." เขาเอ่ยเสียงเรียบ "แต่มีข้อแลกเปลี่ยน"
หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองอย่างหวาดระแวง "ข้อแลกเปลี่ยนอะไรคะ"
"ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป คุณต้องชงกาแฟดำมาให้ผมที่โต๊ะทำงานทุกเช้า และต้องเป็นคนชงเอง ห้ามใช้เครื่องชงอัตโนมัติ" เขากำหนดเงื่อนไขใหม่ที่ดูเหมือนจะเล็กน้อย แต่แฝงไปด้วยการกดขี่ทางอ้อม
อวิกาถอนหายใจอย่างโล่งอก อย่างน้อยมันก็ไม่ใช่ข้อเสนอที่เลวร้ายจนเกินไป "ตกลงค่ะ ฉันจะชงให้"
"ดี หวังว่าพรุ่งนี้เช้ากาแฟของคุณจะทำให้ผมตาสว่างได้" เขาหมุนตัวเดินไปที่เตียงนอน ล้มตัวลงนอนหันหลังให้เธอ ปิดบทสนทนาของค่ำคืนนี้ลงอย่างหมางเมิน
อวิกากลับมานั่งที่โต๊ะทำงาน เปิดเครื่องและรีบกู้ไฟล์งานกลับมา เธอทำงานต่อเนื่องไปจนถึงเกือบตีสาม ก่อนจะฟุบหลับคาโต๊ะไปด้วยความอ่อนล้า
เสียงฝีเท้าเบาๆ ดังขึ้นภายในห้องนอนที่มืดมิด วัชรวิชญ์ลุกจากเตียง เดินเข้ามาหยุดยืนมองร่างบางที่ฟุบหลับอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ดับไปแล้ว แสงจันทร์สลัวลอดผ่านผ้าม่านเข้ามา กระทบกับใบหน้าซีดเซียวที่มีรอยคล้ำใต้ตาชัดเจน
เขาขมวดคิ้วเข้าหากัน ความรู้สึกสับสนตีรวนอยู่ในอก ผู้หญิงคนนี้สมควรได้รับความเจ็บปวด สมควรถูกลงโทษให้สาสมกับสิ่งที่พี่ชายของเธอ... ไม่สิ สิ่งที่ออสตินทำไว้ต่างหาก ทำไมเขาถึงต้องรู้สึกหงุดหงิดทุกครั้งที่เห็นเธออดทน ทำไมเขาถึงต้องรำคาญใจที่เห็นเธอเหนื่อยล้า
ชายหนุ่มถอนหายใจหนักหน่วง เขาเดินไปหยิบผ้าห่มผืนบางจากปลายเตียง ค่อยๆ คลุมลงบนลาดไหล่เล็กอย่างแผ่วเบาเพื่อไม่ให้คนหลับตื่นขึ้นมา นัยน์ตาคมกริบทอดมองใบหน้ายามหลับใหลอยู่นานนับนาที ก่อนจะเดินกลับไปที่เตียงของตนเอง
รุ่งเช้า อวิกาสะดุ้งตื่นขึ้นมาพบว่าตัวเองมีผ้าห่มคลุมอยู่ เธอขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ แต่ก็ไม่มีเวลามานั่งหาคำตอบ หญิงสาวรีบจัดการธุระส่วนตัวและเข้าครัวไปเตรียมอาหารเช้าและชงกาแฟตามข้อตกลงใหม่
วัชรวิชญ์แต่งตัวเสร็จเรียบร้อยและเดินมานั่งที่โต๊ะอาหาร อวิกาวางแก้วกาแฟดำที่ชงด้วยมือลงตรงหน้าเขา ควันกรุ่นลอยขึ้นแตะจมูก
ชายหนุ่มยกแก้วขึ้นจิบ สายตาคมตวัดมองใบหน้าอิดโรยของคนที่เพิ่งได้นอนไปเพียงไม่กี่ชั่วโมง เขาเบือนหน้าหนี วางแก้วกาแฟลงบนจานรองเสียงดัง
"กาแฟแก้วนี้มันจืดชืดเหมือนชีวิตเธอไม่มีผิด ชงมาใหม่" เวกัสผลักแก้วกาแฟออกห่าง สายตาคมจับจ้องไปที่ใบหน้าซีดเผือดของหญิงสาวด้วยความเย็นชาที่สร้างขึ้นมาเพื่อบดบังความรู้สึกบางอย่างที่กำลังก่อตัวอยู่ลึกๆ ภายในใจ
ความเงียบสงัดภายในห้องพักสุดหรูถูกทำลายลงด้วยเสียงฝีเท้าหนักหน่วงที่เดินย่ำไปมา วัชรวิชญ์อยู่ในชุดคลุมอาบน้ำสีเข้ม เขายกนาฬิกาข้อมือเรือนหรูขึ้นดูเวลาเป็นรอบที่สามของวัน นัยน์ตาคมกริบตวัดมองไปทางบานประตูห้องนอนที่ยังคงปิดสนิท ความหงุดหงิดเริ่มก่อตัวขึ้นทีละน้อยเมื่อเวลาล่วงเลยจากที่เขากำหนดไว้มาเกือบสิบนาทีแล้ว
ชายหนุ่มสาวเท้าก้าวไปหยุดอยู่หน้าประตู ยกมือขึ้นเคาะลงบนบานไม้เนื้อแข็งสองสามครั้ง
"ซี๊ดดด... แน่น... แน่นชิบหายเมียจ๋า!"ราชันย์คำรามลั่น สองมือหนาเลื่อนลงไปกุมยึดสะโพกผายของเธอไว้มั่น ปลายนิ้วจิกเกร็งลงบนผิวเนื้อนุ่ม "มีลูกแล้วแต่รูหีตอดยังแน่นขนาดนี้... อึก... จะดูดควยผัวให้ขาดเลยใช่ไหมหนู!""อึก... อ๊า... พี่ชันย์... แน่น... ลึกมากค่ะ..." นลินทิพย์ละล่ำละลักครางเสียงสั่น สองมือเล็กเอื้อมขึ้นไปโอบรอบลำคอแกร่ง เล็บมนจิกลงบนแผ่นหลังกว้างที่เริ่มชุ่มเหงื่อ "ขยับสิคะ... กระแทกเข้ามาแรงๆ เลยค่ะผัวขา... เอาเอยให้แตกคาเตียงนี้เลย!"พั่บ! พั่บ! พั่บ!สะโพกสอบถอยร่นออกไปจนเกือบหลุดพ้น ก่อนจะกระแทกกระทั้นสวนกลับเข้าไปสุดความยาวอย่างหนักหน่วง รวดเร็ว และดุดัน! เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังลั่นสะท้อนก้องไปทั่วห้องนอนเรือยอชต์ ผสมผสานกับเสียงน้ำรักที่ถูกบดขยี้จนดังเฉอะแฉะทุกจังหวะการอัดกระแทกเตียงนอนขนาดคิงไซส์สั่นสะเทือนตามแรงส่งอันมหาศาลราชันย์โหมกระหน่ำแรงกระแทกด้วยจังหวะที่ดุดันดั่งพายุคลั่ง เขายกขาเรียวทั้งสองข้างของเธอขึ้นพาดบนบ่ากว้าง เปิดทางให้ตัวตนขนาดมหึมาบดขยี้จุดกระสันด้านในซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างไร้ความปรานี ท่อนเอ็นร้อนระอุเสี
"อ๊ะ... พี่ชันย์" นลินทิพย์สะดุ้งเบาๆ ใบหน้าหวานเอียงเข้าหา สัมผัสได้ถึงลมหายใจร้อนจัดที่เป่ารดผิวแก้ม"สองชั่วโมงเต็มแล้วนะเอย..."เสียงทุ้มต่ำแหบพร่ากดลึกชิดริมใบหู ราชันย์ฝังจมูกโด่งสันลงบนซอกคอระหง ขบเม้มติ่งหูเล็กเบาๆ อย่างเอาแต่ใจ "พี่นั่งทนดูเธอจิบไวน์ นั่งทนมองแผ่นหลังเนียนๆ กับนมคัพดีที่ดันชุดแทบแตกมานานเกินพอแล้ว... ถึงเวลาที่พี่จะกินของหวานของพี่หรือยังครับ"นลินทิพย์หัวเราะหวานใสในลำคอ ผิวแก้มซับสีแดงระเรื่อด้วยฤทธิ์ไวน์และความเขินอาย เธอเอียงคอเปิดท
นลินทิพย์ส่งน้องรชาให้พี่เลี้ยงคนสนิทช่วยดูแลอยู่บนสนามหญ้าหน้าเรือนนอน จากนั้นเธอจึงเดินเข้าไปจับมือหนาของราชันย์ ดึงรั้งให้เขาก้าวเดินตามเธอไปทางด้านหลังของสถานสงเคราะห์ทางเดินดินทอดยาวผ่านดงหญ้าคา มุ่งหน้าสู่ลานกว้างด้านหลังเรือนนอนชายตรงนั้น... มีต้นก้ามปูโบราณขนาดสี่คนโอบตั้งตระหง่านอยู่ กิ่งก้านสาขาแผ่ขยายให้ร่มเงาครึ้ม ทอดเงาทาบทับรากไม้ขนาดใหญ่ที่โผล่พ้นผิวดินราชันย์หยุดฝีเท้าลงทันที ร่างกายสูงใหญ่ชะงักงัน นัยน์ตาสีเข้มสนิทเบิกกว้างขึ้น จ้องมองแนวรากไม้ใต้ต้นก้ามปูนั้นด้วยความสะท้านในอกสถานที่แห่งนี้...ในคืนที่เขาละเมอเพ้อด้วยพิษไข้สูงเมื่อหนึ่งปีก่อน เขาเคยหลุดปากเล่าให้นลินทิพย์ฟัง... ว่าทุกครั้งที่ถูกเด็กคนอื่นแย่งอาหาร หรือถูกพี่เลี้ยงด่าทอลงโทษ... เด็กชายราชันย์ในวัยเจ็ดขวบ มักจะแอบวิ่งหนีมาร้องไห้อยู่ใต้ต้นก้ามปูต้นนี้ เขานั่งกอดเข่าคุดคู้ในความมืด รอคอยให้ใครสักคนเดินเข้ามากอด และรอคอยแม่ที่ไม่เคยหวนกลับมาความเงียบสงัดเข้าครอบคลุมพื้นที่ใต้ร่มเงาไม้ มีเพียงเสียงสายลมฤดูหนาวที่พัดผ่านใบไม้พริ้วไหวนลินทิพย์ก้าวเข้า
นลินทิพย์หมุนตัวกลับมามองราชันย์ก้าวเข้ามาในห้องครัว ชายหนุ่มสวมเสื้อโปโลแขนสั้นสีดำสนิทกับกางเกงยีนส์สีเข้ม ใบหน้าคมสันเรียบเฉย สันกรามบดแน่น ขอบตาคมกริบมีรอยคล้ำจางๆ จากการนอนไม่หลับตลอดทั้งคืน แววตาสีเข้มคู่นั้นดูหม่นหมอง มืดมิด และเต็มไปด้วยเกราะกำบังอันหนาวเหน็บที่เขาสร้างขึ้นมาบดบังตนเองโดยอัตโนมัติในทุกๆ วันนี้ของปีสายตาคมกริบกวาดมองกล่องขนมปังนับร้อยกล่องบนเคาน์เตอร์ คิ้วเข้มขมวดมุ่นเข้าหากันทันที"ทำอะไรแต่เช้า นลินทิพย์"
กึก!คุณหญิงพรรณีเบิกตากว้าง อ้าปากค้างจนลิปสติกแทบหลุด ใบหน้าที่โบกแป้งหนาเตอะซีดเผือดจนไร้สีเลือด สองมือที่ถือแก้วแชมเปญสั่นเทิ้มจนน้ำสีทองกระฉอกเปื้อนถุงมือผ้าไหม กลุ่มคุณนายที่ยืนล้อมรอบต่างผงะถอยหลังไปคนละก้าว ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากช่วยแม้แต่คำเดียวผู้หญิงตรงหน้านี้... ไม่ใช่ลูกไก่ในกำมือที่ไร้เดียงสา!หล่อนรู้ลึก รู้จริง และมีอำนาจตัดสินใจในเส้นเลือดใหญ่ทางการเงินของตระกูลพวกเธอ!
แผ่นหลังบางเหยียดตรง ลำคอระหงตั้งตระหง่าน ใบหน้าหวานสงบนิ่ง สบตากับแสงแฟลชและผู้คนนับร้อยด้วยแววตามั่นคง ไร้ร่องรอยความตื่นตระหนก รอยยิ้มบางเบาที่ประดับบนริมฝีปากอิ่มสีแดงกุหลาบดูเลอค่าและทรงเกียรติ สมฐานะนายหญิงแห่งอาณาจักรหมื่นล้านอย่างแท้จริงทว่า ท่ามกลางเสียงชื่นชมและสายตาเกรงขาม... ย่อมมีสายตาแห่งความอิจฉาริษยาและเคียดแค้นซ่อนเร้นอยู่เสมอบริเวณโต๊ะค็อกเทลมุมขวาของห้องจัดเลี้ยง มีกลุ่มสตรีชั้นสูงในชุดราตรีหรูหราและประโคมเครื่องเพชรเต็มคอกำลังยืนจับกลุ่มซุบซิบหนึ่งในนั้นคือ คุณหญิง







