LOGINชายหนุ่มสาวเท้าก้าวไปหยุดอยู่หน้าประตู ยกมือขึ้นเคาะลงบนบานไม้เนื้อแข็งสองสามครั้ง
"เสร็จหรือยังเอวา ฉันไม่มีเวลามานั่งรอเธอแต่งตัวทั้งคืนหรอกนะ" น้ำเสียงทุ้มต่ำติดจะห้วนจัดดังลอดช่องประตูเข้าไป
ไม่มีเสียงตอบรับจากคนด้านใน มีเพียงเสียงฝีเท้าแผ่วเบาที่ขยับเข้าใกล้ประตูมากขึ้นเรื่อยๆ ก่อนที่บานประตูจะถูกเปิดออกช้าๆ
วัชรวิชญ์ชะงักไปชั่วขณะ ลมหายใจสะดุดกึกเมื่อเห็นร่างบางที่ยืนอยู่ตรงหน้า อวิกาสวมชุดราตรีเข้ารูปสีน้ำเงินเข้มที่เขาเป็นคนสั่งให้ลูกน้องนำมาส่งเมื่อช่วงบ่าย เนื้อผ้าทิ้งตัวแนบไปกับส่วนเว้าส่วนโค้งของร่างกายอย่างสมบูรณ์แบบ ขับเน้นผิวขาวผ่องให้ดูโดดเด่นสะดุดตา เส้นผมยาวสลวยที่มักจะถูกรวบตึงหรือปล่อยตามธรรมชาติ บัดนี้ถูกเกล้าขึ้นเป็นมวยต่ำ เผยให้เห็นลำคอระหงและลาดไหล่เนียน ใบหน้าหวานถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางโทนสีธรรมชาติ แต่กลับดึงดูดสายตาจนยากจะละทิ้ง
"ฉันเสร็จแล้วค่ะ" หญิงสาวเอ่ยเสียงเรียบ หลบสายตาคมกริบที่จ้องมองมาอย่างจาบจ้วง เธอรู้สึกอึดอัดกับชุดที่รัดรูปจนแทบจะหายใจไม่ออก แต่ก็ไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธเมื่อมันคือคำสั่งของเขา
ชายหนุ่มกระแอมเบาๆ เพื่อเรียกสติของตัวเองกลับคืนมา เขาปรับสีหน้าให้กลับมาราบเรียบและเย็นชาตามเดิม แม้ในใจจะเกิดความรู้สึกวูบไหวอย่างควบคุมไม่ได้
"ก็แค่นี้" เขาปรายตามองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้าอีกครั้ง "เดินตามมาให้ทันล่ะ อย่ามัวแต่ชักช้า"
ร่างสูงใหญ่หมุนตัวเดินนำออกไปทางประตูหน้าห้อง อวิกาลอบถอนหายใจยาว มือบางกระชับกระเป๋าถือใบเล็กแน่น ก่อนจะก้าวเท้าเดินตามแผ่นหลังกว้างออกไป
ตลอดการเดินทางภายในห้องโดยสารของรถยนต์หรูเต็มไปด้วยความอึดอัด วัชรวิชญ์นั่งพิงพนักเบาะด้วยท่วงท่าสบายๆ สายตาทอดมองออกไปนอกหน้าต่าง ทว่ารังสีความกดดันที่แผ่ออกมาจากตัวเขากลับทำให้คนที่นั่งอยู่ข้างๆ ต้องนั่งเกร็งไปทั้งตัว อวิกาไม่รู้เลยว่าจุดหมายปลายทางของค่ำคืนนี้คือที่ไหน เขาเพียงแค่สั่งให้เธอแต่งตัวให้สวยที่สุดและเตรียมตัวออกไปข้างนอกกับเขา
"จำเอาไว้ว่าคืนนี้เธออยู่ในฐานะอะไร" จู่ๆ เสียงทุ้มก็ทำลายความเงียบขึ้นมา ชายหนุ่มหันหน้ามามองหญิงสาวที่นั่งตัวแข็งทื่อ "รอยยิ้มจอมปลอมที่เธอถนัด งัดมันออกมาใช้ให้หมด ทำให้ทุกคนในงานเชื่อว่าเราสองคนรักกันปานจะกลืนกิน"
"คุณจะพาฉันไปไหนกันแน่คะ" เธอตัดสินใจถามออกไปในที่สุด
"งานเลี้ยงเปิดตัวโครงการใหม่ของบริษัทคู่แข่ง" เขาเหยียดริมฝีปากเป็นรอยยิ้มหยัน "และแน่นอนว่า แขกคนสำคัญของงานคืนนี้คือไอ้อนล ผัวตัวดีของเธอ"
หัวใจของอวิกากระตุกวูบ ชื่อของอดีตคนรักทำให้อารมณ์ของเธอดิ่งลงเหว เธอเพิ่งเข้าใจจุดประสงค์ที่แท้จริงของการจับแต่งตัวสวยงามในคืนนี้ วัชรวิชญ์ไม่ได้ต้องการพาเธอออกงานสังคม แต่เขาต้องการใช้เธอเป็นเครื่องมือเยาะเย้ยและประกาศชัยชนะเหนือศัตรูของเขาต่างหาก
"ฉันไม่อยากไป" เธอปฏิเสธเสียงแข็ง หันไปเผชิญหน้ากับดวงตาดุดัน "คุณจะแก้แค้นเขา จะทำลายเขา ก็เรื่องของคุณ ทำไมต้องลากฉันเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ฉันบอกแล้วไงว่าฉันกับเขาจบกันแล้ว"
"จบกันแล้ว?" ชายหนุ่มแค่นหัวเราะ "เธอคิดว่าคำพูดพล่อยๆ ของเธอจะทำให้ฉันเชื่ออย่างนั้นหรือ ผู้หญิงที่ยอมเอาชื่อตัวเองไปค้ำประกันเงินหลายสิบล้านให้ผู้ชาย ไม่มีทางตัดใจได้ง่ายๆ หรอก... คืนนี้ฉันจะให้เธอได้เห็นธาตุแท้ของมัน ได้เห็นว่าไอ้คนที่เธอปกป้องนักหนา มันเสวยสุขอยู่บนความพินาศของคนอื่นยังไง"
"ฉันไม่ได้ปกป้องเขา!" เธอเถียงกลับ เสียงเริ่มสั่นเครือ "ฉันแค่ไม่อยากเป็นเครื่องมือของคุณ"
"เธอไม่มีสิทธิ์เลือก เอวา" มือหนาเอื้อมมาบีบปลายคางมน บังคับให้เธอสบตากับเขาตรงๆ แรงบีบไม่ได้มากจนเจ็บ แต่ก็หนักแน่นพอที่จะตอกย้ำอำนาจ "หน้าที่ของเธอคือทำตามที่ฉันสั่ง ยิ้มให้กล้อง ควงแขนฉัน และแสดงละครฉากใหญ่ให้สมจริง... ไม่อย่างนั้น เพื่อนของเธอที่ชื่อริชา อาจจะต้องหางานใหม่ในวันพรุ่งนี้"
คำขู่นั้นได้ผลชะงัด อวิกาเม้มริมฝีปากแน่นจนห้อเลือด ดวงตากลมโตสั่นระริกไปด้วยความโกรธแค้นและสิ้นหวัง เธอจำต้องกลืนก้อนสะอื้นลงคอและพยักหน้าช้าๆ ยอมจำนนต่อโชคชะตาที่ถูกผู้ชายตรงหน้าบงการ
รถยนต์หรูแล่นเข้ามาจอดเทียบหน้าโรงแรมระดับห้าดาวใจกลางเมือง แสงแฟลชจากกล้องถ่ายรูปของนักข่าวสายธุรกิจสว่างวาบขึ้นทันทีที่ประตูรถถูกเปิดออก วัชรวิชญ์ก้าวลงจากรถด้วยท่วงท่าสง่างาม ก่อนจะยื่นมือมาตรงหน้าอวิกาที่กำลังลังเลอยู่ภายในรถ
สายตาคมกริบส่งสัญญาณกดดัน หญิงสาวสูดลมหายใจลึก วางมือบางลงบนฝ่ามือหนาและก้าวลงจากรถ ชายหนุ่มรวบตัวเธอเข้ามาแนบชิด วงแขนแกร่งโอบรอบเอวคอดไว้หลวมๆ แต่กลับมั่นคงจนเธอไม่สามารถขยับหนีได้
"ยิ้มสิ ภรรยาของผม" เขากระซิบชิดใบหู ริมฝีปากเฉียดผ่านแก้มเนียนจนคนถูกกระทำสะดุ้งเล็กน้อย
อวิกาฝืนฉีกยิ้มให้กล้องตามคำสั่ง พยายามทำตัวให้เป็นธรรมชาติที่สุด ท่ามกลางเสียงซุบซิบนินทาของแขกเหรื่อและนักข่าว ข่าวการแต่งงานสายฟ้าแลบของนักธุรกิจหนุ่มไฟแรงผู้มีอดีตดำมืดกับนักออกแบบสาวโนเนมคงเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ไปทั่วทั้งวงการ
"ซี๊ดดด... แน่น... แน่นชิบหายเมียจ๋า!"ราชันย์คำรามลั่น สองมือหนาเลื่อนลงไปกุมยึดสะโพกผายของเธอไว้มั่น ปลายนิ้วจิกเกร็งลงบนผิวเนื้อนุ่ม "มีลูกแล้วแต่รูหีตอดยังแน่นขนาดนี้... อึก... จะดูดควยผัวให้ขาดเลยใช่ไหมหนู!""อึก... อ๊า... พี่ชันย์... แน่น... ลึกมากค่ะ..." นลินทิพย์ละล่ำละลักครางเสียงสั่น สองมือเล็กเอื้อมขึ้นไปโอบรอบลำคอแกร่ง เล็บมนจิกลงบนแผ่นหลังกว้างที่เริ่มชุ่มเหงื่อ "ขยับสิคะ... กระแทกเข้ามาแรงๆ เลยค่ะผัวขา... เอาเอยให้แตกคาเตียงนี้เลย!"พั่บ! พั่บ! พั่บ!สะโพกสอบถอยร่นออกไปจนเกือบหลุดพ้น ก่อนจะกระแทกกระทั้นสวนกลับเข้าไปสุดความยาวอย่างหนักหน่วง รวดเร็ว และดุดัน! เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังลั่นสะท้อนก้องไปทั่วห้องนอนเรือยอชต์ ผสมผสานกับเสียงน้ำรักที่ถูกบดขยี้จนดังเฉอะแฉะทุกจังหวะการอัดกระแทกเตียงนอนขนาดคิงไซส์สั่นสะเทือนตามแรงส่งอันมหาศาลราชันย์โหมกระหน่ำแรงกระแทกด้วยจังหวะที่ดุดันดั่งพายุคลั่ง เขายกขาเรียวทั้งสองข้างของเธอขึ้นพาดบนบ่ากว้าง เปิดทางให้ตัวตนขนาดมหึมาบดขยี้จุดกระสันด้านในซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างไร้ความปรานี ท่อนเอ็นร้อนระอุเสี
"อ๊ะ... พี่ชันย์" นลินทิพย์สะดุ้งเบาๆ ใบหน้าหวานเอียงเข้าหา สัมผัสได้ถึงลมหายใจร้อนจัดที่เป่ารดผิวแก้ม"สองชั่วโมงเต็มแล้วนะเอย..."เสียงทุ้มต่ำแหบพร่ากดลึกชิดริมใบหู ราชันย์ฝังจมูกโด่งสันลงบนซอกคอระหง ขบเม้มติ่งหูเล็กเบาๆ อย่างเอาแต่ใจ "พี่นั่งทนดูเธอจิบไวน์ นั่งทนมองแผ่นหลังเนียนๆ กับนมคัพดีที่ดันชุดแทบแตกมานานเกินพอแล้ว... ถึงเวลาที่พี่จะกินของหวานของพี่หรือยังครับ"นลินทิพย์หัวเราะหวานใสในลำคอ ผิวแก้มซับสีแดงระเรื่อด้วยฤทธิ์ไวน์และความเขินอาย เธอเอียงคอเปิดท
นลินทิพย์ส่งน้องรชาให้พี่เลี้ยงคนสนิทช่วยดูแลอยู่บนสนามหญ้าหน้าเรือนนอน จากนั้นเธอจึงเดินเข้าไปจับมือหนาของราชันย์ ดึงรั้งให้เขาก้าวเดินตามเธอไปทางด้านหลังของสถานสงเคราะห์ทางเดินดินทอดยาวผ่านดงหญ้าคา มุ่งหน้าสู่ลานกว้างด้านหลังเรือนนอนชายตรงนั้น... มีต้นก้ามปูโบราณขนาดสี่คนโอบตั้งตระหง่านอยู่ กิ่งก้านสาขาแผ่ขยายให้ร่มเงาครึ้ม ทอดเงาทาบทับรากไม้ขนาดใหญ่ที่โผล่พ้นผิวดินราชันย์หยุดฝีเท้าลงทันที ร่างกายสูงใหญ่ชะงักงัน นัยน์ตาสีเข้มสนิทเบิกกว้างขึ้น จ้องมองแนวรากไม้ใต้ต้นก้ามปูนั้นด้วยความสะท้านในอกสถานที่แห่งนี้...ในคืนที่เขาละเมอเพ้อด้วยพิษไข้สูงเมื่อหนึ่งปีก่อน เขาเคยหลุดปากเล่าให้นลินทิพย์ฟัง... ว่าทุกครั้งที่ถูกเด็กคนอื่นแย่งอาหาร หรือถูกพี่เลี้ยงด่าทอลงโทษ... เด็กชายราชันย์ในวัยเจ็ดขวบ มักจะแอบวิ่งหนีมาร้องไห้อยู่ใต้ต้นก้ามปูต้นนี้ เขานั่งกอดเข่าคุดคู้ในความมืด รอคอยให้ใครสักคนเดินเข้ามากอด และรอคอยแม่ที่ไม่เคยหวนกลับมาความเงียบสงัดเข้าครอบคลุมพื้นที่ใต้ร่มเงาไม้ มีเพียงเสียงสายลมฤดูหนาวที่พัดผ่านใบไม้พริ้วไหวนลินทิพย์ก้าวเข้า
นลินทิพย์หมุนตัวกลับมามองราชันย์ก้าวเข้ามาในห้องครัว ชายหนุ่มสวมเสื้อโปโลแขนสั้นสีดำสนิทกับกางเกงยีนส์สีเข้ม ใบหน้าคมสันเรียบเฉย สันกรามบดแน่น ขอบตาคมกริบมีรอยคล้ำจางๆ จากการนอนไม่หลับตลอดทั้งคืน แววตาสีเข้มคู่นั้นดูหม่นหมอง มืดมิด และเต็มไปด้วยเกราะกำบังอันหนาวเหน็บที่เขาสร้างขึ้นมาบดบังตนเองโดยอัตโนมัติในทุกๆ วันนี้ของปีสายตาคมกริบกวาดมองกล่องขนมปังนับร้อยกล่องบนเคาน์เตอร์ คิ้วเข้มขมวดมุ่นเข้าหากันทันที"ทำอะไรแต่เช้า นลินทิพย์"
กึก!คุณหญิงพรรณีเบิกตากว้าง อ้าปากค้างจนลิปสติกแทบหลุด ใบหน้าที่โบกแป้งหนาเตอะซีดเผือดจนไร้สีเลือด สองมือที่ถือแก้วแชมเปญสั่นเทิ้มจนน้ำสีทองกระฉอกเปื้อนถุงมือผ้าไหม กลุ่มคุณนายที่ยืนล้อมรอบต่างผงะถอยหลังไปคนละก้าว ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากช่วยแม้แต่คำเดียวผู้หญิงตรงหน้านี้... ไม่ใช่ลูกไก่ในกำมือที่ไร้เดียงสา!หล่อนรู้ลึก รู้จริง และมีอำนาจตัดสินใจในเส้นเลือดใหญ่ทางการเงินของตระกูลพวกเธอ!
แผ่นหลังบางเหยียดตรง ลำคอระหงตั้งตระหง่าน ใบหน้าหวานสงบนิ่ง สบตากับแสงแฟลชและผู้คนนับร้อยด้วยแววตามั่นคง ไร้ร่องรอยความตื่นตระหนก รอยยิ้มบางเบาที่ประดับบนริมฝีปากอิ่มสีแดงกุหลาบดูเลอค่าและทรงเกียรติ สมฐานะนายหญิงแห่งอาณาจักรหมื่นล้านอย่างแท้จริงทว่า ท่ามกลางเสียงชื่นชมและสายตาเกรงขาม... ย่อมมีสายตาแห่งความอิจฉาริษยาและเคียดแค้นซ่อนเร้นอยู่เสมอบริเวณโต๊ะค็อกเทลมุมขวาของห้องจัดเลี้ยง มีกลุ่มสตรีชั้นสูงในชุดราตรีหรูหราและประโคมเครื่องเพชรเต็มคอกำลังยืนจับกลุ่มซุบซิบหนึ่งในนั้นคือ คุณหญิง







