LOGINภายในห้องบอลรูมขนาดใหญ่ถูกตกแต่งอย่างหรูหรา แขกผู้มีเกียรติในแวดวงอสังหาริมทรัพย์และการก่อสร้างต่างมารวมตัวกัน วัชรวิชญ์พาอวิกาเดินทักทายผู้คนมากมาย เขาทำหน้าที่สามีที่แสนดีได้อย่างแนบเนียน ทั้งรอยยิ้มอบอุ่น สายตาที่ทอดมองเธอด้วยความรัก และการสัมผัสที่แสดงออกถึงความหวงแหน ทุกอย่างดูสมจริงจนเธอเกือบจะหลงเชื่อ หากไม่รับรู้ถึงรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากตัวเขายามที่ไม่มีใครจับจ้อง
"เหนื่อยหรือยัง" เขาเอ่ยถามขณะหยิบแก้วแชมเปญจากบริกรมาส่งให้เธอ
"ฉันอยากกลับแล้ว" เธอรับแก้วมาถือไว้โดยไม่ได้ดื่ม
"งานเพิ่งจะเริ่มเอง ตัวเอกของเรื่องยังไม่ปรากฏตัวเลย" เขากระตุกยิ้มมุมปาก สายตากวาดมองไปทั่วบริเวณงาน ก่อนจะหยุดชะงักลงที่มุมหนึ่งของห้อง
อวิกามองตามสายตาของเขาไป ร่างสูงโปร่งในชุดสูทสีขาวสะอาดตาของอนลกำลังยืนสนทนาอยู่กับกลุ่มผู้บริหาร รอยยิ้มมีเสน่ห์และท่าทางมั่นใจของเขายังคงเหมือนเดิม ไม่ต่างจากตอนที่เขายังคบกับเธอ ชายคนที่ทิ้งหนี้สินก้อนโตและปัญหาทั้งหมดไว้ให้เธอรับภาระ กำลังยืนจิบไวน์และหัวเราะอย่างมีความสุข
ความเจ็บปวดและโกรธแค้นตีตื้นขึ้นมาในอก มือบางกำแก้วแชมเปญแน่นจนข้อขาว เธออยากจะเดินเข้าไปตบหน้าเขา ตะโกนถามความจริงทั้งหมด แต่เธอก็รู้ดีว่าสถานที่แห่งนี้ไม่เหมาะกับการทำเรื่องแบบนั้น
อนลหันหน้ามาทางพวกเขาพอดี รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาจางหายไปชั่วขณะเมื่อสบตากับวัชรวิชญ์ ก่อนที่เขาจะปรับสีหน้าให้กลับมาเป็นปกติและเดินตรงเข้ามาหาคนทั้งสอง
"สวัสดีครับคุณวัชรวิชญ์ ไม่คิดว่าจะได้เจอคุณที่งานนี้" อนลเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่แววตาแฝงไปด้วยความท้าทาย
"งานใหญ่ขนาดนี้ ผมจะพลาดได้ยังไงล่ะครับ" วัชรวิชญ์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยไม่แพ้กัน กระชับวงแขนที่โอบเอวอวิกาให้แน่นขึ้น "โดยเฉพาะเมื่อรู้ว่าคุณจะมาร่วมงานด้วย"
อนลปรายตามองหญิงสาวที่ยืนเงียบอยู่ข้างกายศัตรู "เอวา... สบายดีไหมครับ ไม่เจอกันพักใหญ่เลยนะ"
อวิกาเม้มริมฝีปากแน่น เธออยากจะด่าทอเขา แต่ก้อนเนื้อในอกกลับบีบรัดจนพูดไม่ออก เธอได้แต่จ้องมองผู้ชายที่เคยรักด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามและความผิดหวัง
"ภรรยาของผมสบายดีครับ สบายดีมากด้วยซ้ำ ตั้งแต่ย้ายมาอยู่กับผม" วัชรวิชญ์เป็นฝ่ายตอบแทน น้ำเสียงของเขาเน้นหนักที่คำว่า 'ภรรยา' อย่างจงใจ "ต้องขอบคุณคุณนะ ที่ทิ้ง... ของมีค่า เอาไว้ให้ผมดูแลต่อ"
คำพูดกึ่งเย้ยหยันทำให้อนลหน้าตึงขึ้นมาเล็กน้อย เขาพยายามรักษารอยยิ้มจอมปลอมเอาไว้ "ผมดีใจที่เห็นเอวามีความสุขครับ แต่เรื่องบางเรื่อง คนนอกอาจจะไม่เข้าใจความจริงทั้งหมด"
"ความจริงที่คุณหลอกใช้ชื่อเธอไปค้ำประกันเงินกู้ แล้วหนีไปเสวยสุขคนเดียวน่ะหรือครับ" วัชรวิชญ์สวนกลับทันควัน แววตาดุดันวาวโรจน์ขึ้น "ความจริงข้อนี้ ผมเข้าใจมันดีทีเดียวเชียวล่ะ"
บรรยากาศรอบตัวตึงเครียดขึ้นมาทันที อนลขบกรามแน่น เขาเหลือบมองผู้คนรอบข้างที่เริ่มหันมาให้ความสนใจ "ผมว่าเราอย่ามาคุยเรื่องส่วนตัวกันตรงนี้เลยดีกว่าครับ เสียบรรยากาศงานเปล่าๆ"
"นั่นสินะครับ คนทำผิดมักจะกลัวความจริงเสมอ" วัชรวิชญ์เหยียดยิ้ม "ขอตัวก่อนนะครับ ภรรยาผมคงอยากจะพักผ่อนแล้ว"
เขารั้งเอวาร่างบางให้เดินตามออกไป ทิ้งให้อนลยืนกำแก้วไวน์แน่นด้วยความโกรธจัด
อวิกาเดินตามแรงรั้งของชายหนุ่มออกมาจนถึงบริเวณโถงทางเดินที่ค่อนข้างเงียบสงบ เธอสะบัดตัวออกจากการเกาะกุมของเขาอย่างแรง
"พอใจคุณหรือยังคะ ที่ได้เยาะเย้ยเขา ได้เหยียบย่ำศักดิ์ศรีของฉันต่อหน้าคนอื่น" เธอตวัดสายตามองเขาด้วยความเหลืออด น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้เอ่อคลอขึ้นมาเต็มสองตา
วัชรวิชญ์หรี่ตาลงมองคนตรงหน้า ความหงุดหงิดที่เพิ่งสงบลงถูกจุดประกายขึ้นมาอีกครั้ง "ฉันไม่ได้เหยียบย่ำศักดิ์ศรีเธอ ฉันกำลังทำให้เธอตาสว่างต่างหาก ว่าไอ้คนที่เธอเคยรักนักรักหนา มันเห็นแก่ตัวขนาดไหน"
"ฉันตาสว่างตั้งแต่เห็นหนี้ห้าสิบล้านที่คุณเอามาโยนใส่หน้าฉันแล้วค่ะ!" เธอเถียงกลับเสียงดัง "แต่ที่คุณทำวันนี้ มันไม่ใช่เพื่อเตือนสติฉัน คุณแค่ต้องการเอาชนะ คุณใช้ฉันเป็นเครื่องมือระบายความแค้นของคุณ"
"แล้วมันผิดตรงไหน ในเมื่อเธอคือคนที่มันทิ้งไว้ให้รับกรรมแทน" เขาสืบเท้าเข้าหา ร่างสูงใหญ่คุกคามจนเธอต้องถอยหลังไปชิดผนังทางเดิน "หรือว่าเธอยังอาลัยอาวรณ์มันอยู่ พอเห็นหน้ามัน ความรักเก่าๆ มันก็เลยกำเริบขึ้นมา"
"ฉันไม่ได้รักเขาแล้ว!" เธอปฏิเสธเสียงแข็ง "แต่ฉันก็ไม่ได้รู้สึกดีที่ต้องมาเป็นเบี้ยล่างให้คุณย่ำยีแบบนี้ ฉันเกลียดเขาก็จริง แต่ฉันก็เกลียดคุณไม่แพ้กัน"
คำว่าเกลียดที่หลุดออกจากริมฝีปากบางทำให้สติของวัชรวิชญ์ขาดผึง ความหึงหวงที่ถูกซุกซ่อนไว้ภายใต้ความโกรธแค้นปะทุขึ้นมาอย่างรุนแรง เขาทนไม่ได้ที่เห็นเธอมีปฏิกิริยากับผู้ชายคนอื่น ทนไม่ได้ที่แววตาของเธอยังคงมีความหวั่นไหวเมื่อมองหน้าไอ้สารเลวนั่น
"ซี๊ดดด... แน่น... แน่นชิบหายเมียจ๋า!"ราชันย์คำรามลั่น สองมือหนาเลื่อนลงไปกุมยึดสะโพกผายของเธอไว้มั่น ปลายนิ้วจิกเกร็งลงบนผิวเนื้อนุ่ม "มีลูกแล้วแต่รูหีตอดยังแน่นขนาดนี้... อึก... จะดูดควยผัวให้ขาดเลยใช่ไหมหนู!""อึก... อ๊า... พี่ชันย์... แน่น... ลึกมากค่ะ..." นลินทิพย์ละล่ำละลักครางเสียงสั่น สองมือเล็กเอื้อมขึ้นไปโอบรอบลำคอแกร่ง เล็บมนจิกลงบนแผ่นหลังกว้างที่เริ่มชุ่มเหงื่อ "ขยับสิคะ... กระแทกเข้ามาแรงๆ เลยค่ะผัวขา... เอาเอยให้แตกคาเตียงนี้เลย!"พั่บ! พั่บ! พั่บ!สะโพกสอบถอยร่นออกไปจนเกือบหลุดพ้น ก่อนจะกระแทกกระทั้นสวนกลับเข้าไปสุดความยาวอย่างหนักหน่วง รวดเร็ว และดุดัน! เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังลั่นสะท้อนก้องไปทั่วห้องนอนเรือยอชต์ ผสมผสานกับเสียงน้ำรักที่ถูกบดขยี้จนดังเฉอะแฉะทุกจังหวะการอัดกระแทกเตียงนอนขนาดคิงไซส์สั่นสะเทือนตามแรงส่งอันมหาศาลราชันย์โหมกระหน่ำแรงกระแทกด้วยจังหวะที่ดุดันดั่งพายุคลั่ง เขายกขาเรียวทั้งสองข้างของเธอขึ้นพาดบนบ่ากว้าง เปิดทางให้ตัวตนขนาดมหึมาบดขยี้จุดกระสันด้านในซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างไร้ความปรานี ท่อนเอ็นร้อนระอุเสี
"อ๊ะ... พี่ชันย์" นลินทิพย์สะดุ้งเบาๆ ใบหน้าหวานเอียงเข้าหา สัมผัสได้ถึงลมหายใจร้อนจัดที่เป่ารดผิวแก้ม"สองชั่วโมงเต็มแล้วนะเอย..."เสียงทุ้มต่ำแหบพร่ากดลึกชิดริมใบหู ราชันย์ฝังจมูกโด่งสันลงบนซอกคอระหง ขบเม้มติ่งหูเล็กเบาๆ อย่างเอาแต่ใจ "พี่นั่งทนดูเธอจิบไวน์ นั่งทนมองแผ่นหลังเนียนๆ กับนมคัพดีที่ดันชุดแทบแตกมานานเกินพอแล้ว... ถึงเวลาที่พี่จะกินของหวานของพี่หรือยังครับ"นลินทิพย์หัวเราะหวานใสในลำคอ ผิวแก้มซับสีแดงระเรื่อด้วยฤทธิ์ไวน์และความเขินอาย เธอเอียงคอเปิดท
นลินทิพย์ส่งน้องรชาให้พี่เลี้ยงคนสนิทช่วยดูแลอยู่บนสนามหญ้าหน้าเรือนนอน จากนั้นเธอจึงเดินเข้าไปจับมือหนาของราชันย์ ดึงรั้งให้เขาก้าวเดินตามเธอไปทางด้านหลังของสถานสงเคราะห์ทางเดินดินทอดยาวผ่านดงหญ้าคา มุ่งหน้าสู่ลานกว้างด้านหลังเรือนนอนชายตรงนั้น... มีต้นก้ามปูโบราณขนาดสี่คนโอบตั้งตระหง่านอยู่ กิ่งก้านสาขาแผ่ขยายให้ร่มเงาครึ้ม ทอดเงาทาบทับรากไม้ขนาดใหญ่ที่โผล่พ้นผิวดินราชันย์หยุดฝีเท้าลงทันที ร่างกายสูงใหญ่ชะงักงัน นัยน์ตาสีเข้มสนิทเบิกกว้างขึ้น จ้องมองแนวรากไม้ใต้ต้นก้ามปูนั้นด้วยความสะท้านในอกสถานที่แห่งนี้...ในคืนที่เขาละเมอเพ้อด้วยพิษไข้สูงเมื่อหนึ่งปีก่อน เขาเคยหลุดปากเล่าให้นลินทิพย์ฟัง... ว่าทุกครั้งที่ถูกเด็กคนอื่นแย่งอาหาร หรือถูกพี่เลี้ยงด่าทอลงโทษ... เด็กชายราชันย์ในวัยเจ็ดขวบ มักจะแอบวิ่งหนีมาร้องไห้อยู่ใต้ต้นก้ามปูต้นนี้ เขานั่งกอดเข่าคุดคู้ในความมืด รอคอยให้ใครสักคนเดินเข้ามากอด และรอคอยแม่ที่ไม่เคยหวนกลับมาความเงียบสงัดเข้าครอบคลุมพื้นที่ใต้ร่มเงาไม้ มีเพียงเสียงสายลมฤดูหนาวที่พัดผ่านใบไม้พริ้วไหวนลินทิพย์ก้าวเข้า
นลินทิพย์หมุนตัวกลับมามองราชันย์ก้าวเข้ามาในห้องครัว ชายหนุ่มสวมเสื้อโปโลแขนสั้นสีดำสนิทกับกางเกงยีนส์สีเข้ม ใบหน้าคมสันเรียบเฉย สันกรามบดแน่น ขอบตาคมกริบมีรอยคล้ำจางๆ จากการนอนไม่หลับตลอดทั้งคืน แววตาสีเข้มคู่นั้นดูหม่นหมอง มืดมิด และเต็มไปด้วยเกราะกำบังอันหนาวเหน็บที่เขาสร้างขึ้นมาบดบังตนเองโดยอัตโนมัติในทุกๆ วันนี้ของปีสายตาคมกริบกวาดมองกล่องขนมปังนับร้อยกล่องบนเคาน์เตอร์ คิ้วเข้มขมวดมุ่นเข้าหากันทันที"ทำอะไรแต่เช้า นลินทิพย์"
กึก!คุณหญิงพรรณีเบิกตากว้าง อ้าปากค้างจนลิปสติกแทบหลุด ใบหน้าที่โบกแป้งหนาเตอะซีดเผือดจนไร้สีเลือด สองมือที่ถือแก้วแชมเปญสั่นเทิ้มจนน้ำสีทองกระฉอกเปื้อนถุงมือผ้าไหม กลุ่มคุณนายที่ยืนล้อมรอบต่างผงะถอยหลังไปคนละก้าว ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากช่วยแม้แต่คำเดียวผู้หญิงตรงหน้านี้... ไม่ใช่ลูกไก่ในกำมือที่ไร้เดียงสา!หล่อนรู้ลึก รู้จริง และมีอำนาจตัดสินใจในเส้นเลือดใหญ่ทางการเงินของตระกูลพวกเธอ!
แผ่นหลังบางเหยียดตรง ลำคอระหงตั้งตระหง่าน ใบหน้าหวานสงบนิ่ง สบตากับแสงแฟลชและผู้คนนับร้อยด้วยแววตามั่นคง ไร้ร่องรอยความตื่นตระหนก รอยยิ้มบางเบาที่ประดับบนริมฝีปากอิ่มสีแดงกุหลาบดูเลอค่าและทรงเกียรติ สมฐานะนายหญิงแห่งอาณาจักรหมื่นล้านอย่างแท้จริงทว่า ท่ามกลางเสียงชื่นชมและสายตาเกรงขาม... ย่อมมีสายตาแห่งความอิจฉาริษยาและเคียดแค้นซ่อนเร้นอยู่เสมอบริเวณโต๊ะค็อกเทลมุมขวาของห้องจัดเลี้ยง มีกลุ่มสตรีชั้นสูงในชุดราตรีหรูหราและประโคมเครื่องเพชรเต็มคอกำลังยืนจับกลุ่มซุบซิบหนึ่งในนั้นคือ คุณหญิง







