LOGINอัญชัน รู้สึกเหมือนยืนอยู่บนขอบเหวที่ไม่อาจก้าวไปข้างหน้าหรือถอยหลังได้ เพราะตอนนี้เธอติดอยู่ที่บ้านของนภัทธาที่เธอมาหลบภัยอยู่ได้สองสามวันแล้ว
และทุกๆ ครั้งที่เธอจะออกไปข้างนอก บิดาของเธอจะออกตามล่าเธออย่างบ้าคลั่งเพื่อขอเงินจากเธอไปซื้อเหล้ายามาปรนเปรอกิเลสตนเอง หลายครั้งที่ พี่ฟ้า หรือนภัทธา เดือดร้อนเพราะเธอแต่พี่สาวคนนี้ก็แกร่งพอที่จะชนกับบิดาของเธอที่กำลังขาดสติอยู่ " มึงมันอีแก้งค์ลักพาตัว!!!มึงลักพาตัวลูกกูไป!!" เสียงขี้เมาประจำถิ่นตวาดแหวอยู่หน้าบ้านโดยมีชายฉกรรจ์สองสามคนยืนอยู่ขนาบข้างท่าทางเอาเรื่อง "ไหนลูกมึง!!! ไหนหลักฐาน??? นี่สามครั้งแล้วนะที่มึงมาระรานบ้านกู!! จากที่กูเรียกลุงดีๆ อยากให้กูถอนหงอก...คนแก่กะโหลกกะลาแบบนี้มันน่านัก!!! แล้วนี่ใคร??? คิดว่าเอาคนมาข่มขู่กูที่หน้าบ้านกูจะกลัวว่างั้น?? ...ฮึ!!! ก็แค่ไอ้พวกตัณหากลับ!!!...มึงอย่าได้หนีเชียวล่ะ!!" นภัทธรชี้หน้าเอาเรื่อง จิตอาฆาตในแบบเฉพาะของเธอแผ่ออกมาจนแม้แต่เจ้าโค้กหมาที่เธอเลี้ยงไว้ยังรีบมุดไปแอบอยู่ใต้โต๊ะด้วยความกลัว น้ำเสียงของเธอต่ำลงและกดดันจนทำเอาชายฉกรรจ์เริ่มถอยกันคนละก้าวอย่างลืมตัว " ไอ้พวกแมงดาที่คิดจะขายลูกตัวเองกินเนี้ยะ!!!มันระยำจนอีฟ้าคนนี้เลือดขึ้นหน้าไปหมดแล้วด้วยสิ...มึงหยุด!!!! คิดจะมาทำอะไรกันอย่าคิดว่ากูไม่รู้นะ!!!อย่าหนีเชียว ไอ้...พวก...เวร" ราวกับเสียงมัจจุราชที่จะใช้เคียวเกี่ยวกระชากวิญญาณของชายชราให้หยุดจากร่าง ผู้หญิงคนนี้ดูดุดันกส่าที่เขาคิดแต่ในเมื่อความนึกคิดผิดชอบชั่วดีถูกครอบงำด้วยกิเลสตัณหากลับทำให้เขายังคงโวกเวกโวยวายไม่หยุดหย่อน จนกระทั่งมีรถคันหนึ่งปราดเข้ามาพร้อมกับชายในเครื่องแบบอีกสองสามคน การปารกฏตัวของตำรวจทำเอาชายชราและชายฉกรรจ์นั้นแทบจะกระโดดหนีแต่ก็ถูกขวางด้วยสาวร่างอวบที่คุกคามเขาอยู่ตรงหน้า "สวัสดีค่ะอาจาร์ย...ขอบคุณนะคะที่เป็นธุระมาจับพวกสารเลวพวกนี้ให้พวกหนู" ท่าทีคุกคามของนภัทธาเปลี่ยนไป ราวกับคนละคนเธอหันไปส่งยิ้มให้กับ อาจาร์ย ที่อยู่ในเครื่องแบบของตนอย่างเคารพ " ไม่เป็นไรๆ พวกเธอก็เป็นลูกศิษย์ของครูเหมือนกัน...แล้วอัญชันล่ะเป็นยังไงบ้าง" อาจาร์ยประยูรที่เคยสั่งสอนพวกเธอสมัยเรียนอนุปริญญาถามไถ่ด้วยความห่วงใย "น้องมันปลอดภัยดีค่ะอาจาร์ย หนูให้น้องมันหลบอยู่ในออฟฟิศหนูมาหลายวันแล้วเดี๋ยวหนูจะพาน้องๆ ไปให้ปากคำนะคะ" หญิงสาวยกมือไหว้ มืออันอบอุ่นของผู้เป็นครูลูบหัวของเธออย่างเอ็นดู " เธอเก่งมากนะ นภัทธา ไม่สนใจสอบเป็นตำรวจบ้างเหรอ" เขาไม่พลาดโอกาศที่จะชักชวนคนที่สามารถข่มชายฉกรรจ์ได้อยู่หมัดอย่างเธอเข้ามาในองค์กรเพื่อเพิ่มบุคลากรที่ดีอีก " ขอบคุณค่ะอาจาร์ยแต่หนูต้องดูแลลูกๆ และกิจการงานของหนูอีกหนูคงไม่สามารถตอบรับมันได้ขอโทษด้วยนะคะ" หญิงสาวปฏิเสธ "เอาเถอะๆ หากเปลี่ยนใจเมื่อไหร่ก็พาน้องๆ มาสมัครได้นะครูจะช่วยแนะนำ" เขายังคงคาดหวังต่อลูกศิษย์ของเขา เสียงรถตำรวจห่างออกไปแล้ว นภัทธาจึงกลับเข้าไปในออฟฟิศที่อัญชันและเพียงจันทร์แอบซ่อนอยู่ บรรยากาศข้างในช่างอึดอัดเสียจนหายใจแทบไม่ออกเพราะความหวาดกลัวมันเกาะกินอัญชันอยู่ "ไม่เป็นไรหรอกยัยอัญ...แกไม่ได้บาปอะไรคนที่แจ้งจับตาเฒ่านั่นเป็นพี่เอง" เพียงจันทร์ลูบหลังปลอบใจน้องเล็กของกลุ่มที่นั่งกอดเข่าเงียบอยู่บนโซฟา " มีคนเคยกล่าวไว้ ถึงบิดาเป็นผู้ให้กำเนิดเราแต่หากเขาทำลายเรา เราจะอกตัญญูบ้างก็ไม่ผิดหรอก..ยัยอัญ" นภัทธาปลอบอีกแรง " น้องไม่ได้โหดเหมือนพี่ฟ้านี่นา...ถ้าน้องแข็งแกร่งได้สักครึ่งของพี่ฟ้ากับพี่ดาว น้องคงจะไม่อ่อนแอแบบนี้" ดวงตาที่เคยสดใสของหญิงสาวอ่อนแสงลง นภัทธาสบตากับเพียงจันทร์ชั่วครู่ก่อนจะ ช่วยกันปลอบใจหญิงสาวให้กลับมาร่าเริงอีกครั้ง "อัญ...อย่าไปโทษโชคชะตาในอดีตเลยมันจะยิ่งทำให้เอ็งเศร้ายิ่งกว่าเดิม สิ่งที่เอ็งเจอมามันโหดร้ายกว่าใครพวกพี่ก็รู้...แต่ปัจจุบันและอณาคตเป็นของเอ็งเเล้วนะ...ลุกขึ้นแล้วเลือกเถอะ...แกจะวนลูปอยู่แบบนี้หรือจะลุกขึ้นแล้วสู้ต่อไป ให้ พ้น พ้น " นภัทธา ให้ความเห็น คำพูดของเธอทำให้อัญชันที่เหมือนอยู่ตรงปากเหวได้พบกับเส้นทางที่เธอตามหามาแสนนาน "น้องอยากหลุดพ้น...แต่จะให้น้องทำยังไงหล่ะพี่ฟ้า...น้องไม่มีที่ไปญาติๆ คนไหนเขาก็รังเกียจน้อง" เธอพูดเสียงสั่นเครือร่างบางๆของเธอนั้นสัานเทาราวกันจะปลิวเสียไห้ได้ "พวกพี่ไม่เห็นรังเกียจแกเลยนี่...แคร์ทำไมทุกวันนี้แกทำงานตัวเป็นเกลียวหัวเป็นนอตเลี้ยงตัวเองอยู่นะไม่ได้ขอใครเลี้ยงเสียหน่อย" เพียงจันทร์ เริ่มหงุดหงิดกับพวกคนที่อ้างถึง เธอเองก็รู้ดีกว่าใครๆ ว่าที่อัญชันพูดถึงนั้น คือญาติๆ ที่เป็นเครือเดียวกับตน คนพวกนั้นไม่เคยช่วยเหลืออะไรนอกจากดีแต่ปากสักแต่จะพูดเท่านั้น " เออออ....อยู่ที่ว่าแกจะเอาด้วยไหมต่างหากยัยอัญ...เอ้านี่!!!ป้าของพี่ที่แกเป็นออแกไนซ์งานบนเรือสำราญอยู่แกหาคนช่วยอยู่พอดี" นภัทธายื่นกระดาษใบหนึ่งให้กับหญิงสาวแต่ถูกเพียงจันทร์ดึงไปอ่านแทน "เซนต์มารีญา...เรือสำราญเหรอพี่ฟ้า!!!" น้ำเสียงตื่นเต้นของเพียงจันทร์เรียกให้อัญชันหันมาสนใจกระดาษแผ่นนั้นอีกคน " ใช่!! ...ป้าพี่ที่แคนาดาเขาดีลงานบนเรือได้แต่ยังขาดเด็กเสริฟอาหารอยู่จริงๆ เขาก็ชวนพี่แหล่ะ...แต่พวกแกก็รู้...ภาระพี่พันธะพี่มากขนาดนี้พี่จะไปไหนได้....แล้วงานนี้มีสัญญาแค่เก้าเดือน เงินเดือนเกือบแสน ถ้าแกไปไม่ใช่แค่หลุดพ้นแต่ตั้งตัวได้เลยนะ" นภัทธาบอกพลางยื่นข้อเสนอให้อีกฝ่าย "แล้วน้องจะไปยังไงล่ะ" อัญชันไม่พลาดโอกาศที่จะคว้าข้อเสนออันหอมหวานนี้เอาไว้แต่ข้อเสนอในใบสมัครนั้น คือต้องไปอบรมก่อนสามเดือนเพื่อเตรียมตัวขึ้นเรือยาวๆ "เดี๋ยวพี่ไปส่ง....แกล่ะจะไปไหมยัยดาว...อยากมีบ้านมีรถนี่...แค่เก้าเดือนรวมอบรมก็หนึ่งปีพวกแกกลับมา...รวยเลยนะ" นภัทธาหันไปถามอีกนางหนึ่งที่ยังมองกระดาษแผ่นนั้นด้วยดวงตาที่แวววาว " ไปสิพี่!!!เราจะไปได้เมื่อไหร่พี่จะไปส่งพวกฉันจริงๆ ใช่ไหม??" เพียงจันทร์ถาม "ไปสิ...ฉันต้องไปส่งงานให้ป้าฉันอีงานที่บังคับให้พี่เขยแกทำนี่แหล่ะที่จะเอาไปส่ง...เอาไงยัยอัญ...พี่จะได้บอกป้า" นภัทธาหันไปถามอีกครั้ง "ยัยอัญ...แกห้ามปฏิเสธนะ...แกต้องไปกับฉัน!!" เพียงจันทร์บีบบังคับมือบางเขย่าแขนของน้องเล็กอย่างเอาแต่ใจ "ไปสิพี่...นี่มันเหมือนฉันเจอทางออกในทางตันเลยนะ" ในที่สุดสาวๆ ที่อมทุกข์มาตลอดสามวันก็ยิ้มออกเสียที หลังจากที่เพื่อนรักน้องเล็กของเขานั้นจมอยู่กับความหวาดกลัวและความทุกข์มาตลอดสามวัน "ใจเย็นๆ คุณน้องก่อนอื่นต้องไปให้ปากคำที่โรงพักก่อนไหม...ระหว่างที่พ่อแกถูกจับอยู่จะได้รีบเคลียอะไรๆ ให้มันจบๆ ก่อนไป" นภัทธาบอก พลางลุกขึ้นส่งมือให้น้องๆ ฉุดกายลุกขึ้นยืน พร้อมส่งรอยยิ้มที่น้องได้เห็นแล้วรู้สึกอุ่นใจ หากเซฟโซนของทุกคนคือครอบครัวแต่สำหรับสาวๆ แล้วเซฟโซนของพวกเธอก็คือบ้านหลังเล็กๆ แห่งหนึ่งที่ไม่ได้มีพื้นที่กว้างขวาง ไม่ได้สงบและเต็มไปด้วยความสุขเท่าไหร่นัก แต่กลิ่นไอที่พวกเธอทั้งสามแบ่งปันส่วนที่ขาดหายไปให้กันและกันนั้นต่างหากที่เป็นเซฟโซนสำหรับพวกเธอและอาจจะเป็นพื้นที่เซฟโซนสำหรับแขกเหรื่อที่มาเยือนบ้านหลังเล็กๆ แห่งนี้อีกด้วยเป็นเพราะเจ้าของบ้านหลังนี้ใจดียิ่งกว่าใครๆ เสียอีกแดดรอนๆยามทินกรจะลับเหลี่ยมเมฆา ท้องฟ้าเปล่งประกายสีแสดจ้าสวยสดงดงามดั่งภาพวาดที่ถูกจินตนาการขึ้น สานลมหนาวเริ่มพัดเอื่อยๆบ่งบอกว่าใกล้ถึงฤดูหนาวอย่างเต็มตัว บ้านไม้หลังเล็กบนยอดเขาในภาคเหนือของประเทศกลับอบอุ่นไปด้วยผู้คนมากมายที่กำลังเล่าเรื่องราวต่างๆรอบๆกองไฟกองเล็กๆที่ก่อขึ้น " เรื่องนี้น่ากลัวเกินไปแล้วนะคะคุณอัญ...ตัวแบบนั้นจะมีจริงๆหรือคะ" ริสากอดเด็กชายตัวอวบอ้วนเอาไว้ในอ้อมแขนรู้สึกสยดสยองไปกับเรื่องเล่าของอัญชัน " มีจริงสิริสา...ตอนเด็กๆฉันก็เคยเห็นมากับตานะ...มีแต่หัวกับเครื่องในลอยไปๆมาๆหน้าซีดๆขาวๆสยดสยองพิกล" อัญชันเล่าย้ำถึงอมนุษย์ชื่อดังที่คนทะ่วประเทศไทยได้รู้จัก เธอรู้สึกเหมือนโดนเบียดโดยคนร่างยักษ์กับร่างบางๆที่กอดลูกชายของเธอเอาไว้แน่นอก " ผีหรือวิญญาณมันต้องโปร่งแสงเป็นเงาขาวๆไม่ใช่หรือครับ" เรนดอลฉงนสงสัย " นั่นน่ะวิญญาณค่ะแต่อมนุษย์ที่ฉันเล่านั้นเป็นกึ่งผีหรือวิญญาณค่ะดวงไฟของมันจะส่องแสงแวววาวสุกๆเหมือนลูกไฟและชอบกินของสกปรกค่ะ" อัญชันเล่าขยี้ความน่ากลัวทว่า ใบหน้าของเรนดอลกลับเบิกโพลงดวงตาค้างเติ่งอยู่กับลูกไฟที่วับๆแวมๆตรงข้างนอกรั้ว "บะ...แบบนั้นเห
คำพูดของริสาทำให้อัญชันนั้นตกอยู่ในความคิดนานเเสนนานจนกระทั่งเสียงเล็กๆของลูกชายเรียกสติเธอให้กลับมา "แม่เป็นไอใยเหรอ...ภูผาเรียกตั้งนานแม่ก็เหม่ออยู่นั้นแหล่ะ" เขาถาม " แม่ไม่ได้เป็นอะไรครับ...แค่คิดไม่ตกว่าจะทำอะไรกินกันดี" เธอตอบลูกชายแม้ว่าความจริงแล้วเธอไม่ได้คิดแบบนั้นอยู่สักนิดเดียว " ภูผาอยากกินหมูกะทะ...อยากกินกับพวกคุณลุงคุนน้า...ได้ไหมครับแม่...นะนะนะ" เด็กชายออดอ้อนเขาคิดถึงช่วงเวลาแห่งความสุขที่เขาได้รับยามที่อยู่กับคุณลุงคุณน้าและอยากแบ่งปันช่วงเวลานั้นให้แม่ของเขาอีกอย่างช่วงเวลาหมูกระทะคือช่วงเวลาที่เขาเองก็โปรดปรานที่สุดเช่นกัน " ก็ได้ๆ...งั้นเราไปซื้อของกันเถอะ" อัญชันตอบตกลงพลางจูงมือลูกชายของตนขึ้นรถเพื่อไปจ่ายตลาด ริสาที่ตื่นเต้นกับหมูกระทะที่เด็กน้อยพูดถึงนั้นก็พลอยตื่นตาตื่นใจรอชิมเมนูที่เรียกได้ว่านิยมที่สุดในประเทศก็ได้ บ้านพักหลังเล็กๆถูกยกมาทั้งหลังแล้ววางบนรากฐานที่ปรับแต่งรออยู่ก่อนแล้วด้วยอำนาจของเงินตราจึงทำให้บ้านพักหลังเล็กๆใหญ่ๆผุดขึ้นบนที่ดินตรงข้ามบ้านของอัญชันไลอาร์ควบคุมดูแลการทำงานอย่างใกล้ชิดในทุกขั้นตอนโดยเฉพาะสนามเด็กเล่นขนาดย่อมที่
" แม่ครับๆคุณลุงคนนั้นมาแก้งแม่ใจ้ไหม" เสียงเล็กๆถามผู้เป็นแม่ขณะกำลังวาดรูปเล่นด้วยกันอยู่ เด็กชายตัวน้อยๆมองเห็นรถคันหรูจอดอยู่นอกรั้วบ้านมาหลายวันแล้วไกล้ๆกันเป็นเต้นท์หลังใหญ่ที่มีพี่ชายพี่สาวและคุณลุงอาศัยอยู่ ทุกๆวันเขาจะเห็นคุณลุงเดินตามแม่ของเขาประจำ ส่วนพี่สาวและพี่ชายก็มักจะเล่นกับเขาอยู่บ่อยๆทำไห้เขาไม่รู้สึกเหงาเหมือนแต่ก่อน ยางครั้งเขาก็จะได้กินขนมและได้ของเล่นเยอะแยะจากคนแปลกหน้านั้นถึงแม้แม่ของเขาจะเมินเฉยต่อกลุ่มคนเหล่านั้นแต่ก็ไม่ได้ห้ามให้เขาไปคลุกคลีกับคนเหล่านั้นแม้แต่น้อย " เขาไม่ได้แกล้งแม่หรอกลูก...แต่แม่แค่ไม่อยากคุยกับเขา " อัญชันตอบลูกชายเด็กน้อยนั้นไร้เดียงสาจนทำเอาอัญชันรู้สึกผิดที่ไม่ได้บอกลูกชายว่าคุณลุงที่เขาพูดถึงนั้นก็คือพ่อแท้ๆของเขา " แต่ภูผาชอบพวกเขานะ...แต่ถ้าเขาแก้งแม่ภูผาก็ไม่ชอบ" เด็กชายหันไประบายสีหุ่นยนต์ตัวโตต่อ คำพูดของเด็กชายภูผาวัยสี่ขวบทำเอาอัญชันถึงกับน้ำตารื้น เธอจูบหน้าผากลูกชายสุดที่รักแล้วกระเซ้าแหย่กันสนุกสนาน " ภูผาคิดถึงพ่อไหม" อัยชันถาม " ไม่รู้จิ..." เด็กน้อยตอบตามความรู้สึก เพราะตั้งแต่รู้ความได้เขาก็อยู่ด้
"แม่ครับๆดูสิๆภูผาสูงๆด้วยหล่ะครับ!!" เด็กชายตัวน้อยกระโดดโลดเต้นบนเครื่องเล่นปีนป่ายในสวนสาธารณะไกล้ๆโรงเรียน " ระวังตกนะลูก!!" " ค้าบบบบ" อัญชันร้องเตือนบุตรชายตัวน้อยของเธอและเขาก็ตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงเล็กๆน่าเอ็นดู อัญชันมองดูลูกชายของตนเล่นกับเพื่อนๆสนุกสนานเธอก็ปริ่มไปด้วยความสุขเช่นเดียวกับลูกชาย ไลอาร์เห็นร่างบางที่คุ้นเคยบนม้าหินอ่อน เธอคือคนที่เขาคิดถึงสุดหัวใจมาตลอดห้าปีที่ผ่านมามือหนากำสร้อยรูปผีเสื้อที่เคยเป็นของเธอเอาไว้แน่น เขาอยากเข้าไปกอดเธอและทวงถามถึงเหตุผลที่เธอหนีเขาไปทว่าบางสิ่งบางอย่างที่จุกอยูในอกนั้นต่างหากที่ยังคงรั้งเขาเอาไว้อยู่ที่เดิม เด็กชายตัวอ้วนอวบที่เรียกเธอว่าแม่ คือลูกชายของอัญชันไม่ผิดแน่ๆ แต่เขากลับไม่แน่ใจว่าหลังจากที่เธอจากเขามา ใจของเธอนั้นอยู่ที่ใครอีกหรือเปล่า กาลเวลามันเปลี่ยนผันใจคนก็อาจจะเปลี่ยนเช่นกัน ไลอาร์จำไม่ได้แล้วว่าเขามองหญิงสาวกับลูกชายของเธออยู่แบบนี้กี่วันแล้ว รู้เพียงแต่เขาดีใจทุกครั้งที่ได้เห็นเธอ " นายท่านไม่เข้าไปหานายหญิงเหรอครับ" เรนดอลถามใขข้อสงสัยเขารู้ดีว่าเจ้านายของเขานั้นคิดถึงนายหญิงของเขามากแค่ไหนแต่ที่เ
แสงแดดของประเทศไทยนั้นร้อนแรงเสียยิ่งกว่าอะไร แข่งกับสายลมจากทิศตะวันตกที่พัดแรงจนหมวกที่สวมอยู่บนหัวแทบจะปลิว ร่างบางยืนปาดเหงื่อสู้กับแสงแดดท่ามกลางหุบเขาที่รายล้อมไปด้วยทุ่งข้าวโพดสีเหลืองทอง อัญชันเหลือบมองรอบกายที่หลายๆ คนกำลังก้มหน้าก้มตาเก็บฝักข้าวโพดที่กำลังได้ที่ใส่กระสอบ เธอเห็นร่างเล็กๆ ที่กำลังนั่งเล่นอยู่ภายใต้ร่มเงาไม้ใหญ่" ภูผา!!! ตักน้ำให้แม่หน่อยสิ!!! " เธอตะโกนบอกร่างเล็กๆ นั้น เด็กชายตัวอ้วนกลมที่มีดวงตาสีอำพันมองตามเสียงเรียกของมารดาก่อนจะค่อยๆ คลานลงจากขนำท้ายไร่และวิ่งมาหาแม่ของเขาพร้อมกับน้ำเย็นๆ หนึ่งแก้ว มืออ้วนป้อมยื่นแก้วน้ำให้มารดา ใบหน้าอ้วนกลมเล็กๆ นั้นส่งยิ้มให้แก่เธอก่อนจะวิ่งกลับไปที่ขนำภูผา ลูกชายสุดที่รักของอัญชันดวงแก้วดวงใจของเธอนั้นหน้าตาคล้ายเธอมากเว้นเสียแต่ดวงตาที่คมและมีสีเดียวกับพ่อของเขา ไลอาร์ หลังจากที่เธอส่งไลอาร์กลับแคว้นฮาลัน เธอก็รีบหนีเขามายังแดนเหนือสุดในสยามเพื่อตัดความสัมพันธ์ของเธอกับเขาตามคำที่มหาราณีขอร้อง (ข่มขู่) อีกทั้งเธอเองก็ไม่ได้อยากผูกมัดกับเขาให้เขาต้องมาลำบากใจเพราะเธอสองคนแม่ลูก อัญชันใช้เงินที่มีทั้งหมดลงทุนทำส
ภาพบนจอบอกเล่าความจริงทั้งหมดที่ไลอาร์สงสัย เขารู้สึกผิดที่หลงเข้าใจผิดเพียงเพราะคำใส่ร้ายงี่เง่าขอมหาราณี ชายหนุ่มหมกตัวอยู่ในห้องทำงานทั้งคืนครุ่นคิดถึงปัญหาที่เขาเผชิญโดยมีเอฮาซานอยู่ด้วยข้างๆ" นายกลับไปเถอะเอฮาซาน...ฉันไม่เป็นไร" เขาพูดกับเลขาคนสนิท" อย่าเข้าใจผิดสิครับ..หากนายท่านไม่ได้แต่งงานกับมิสอัญชันผมเองก็คงไม่ได้พบคุณดาวเหมือนกันนี่ครับ" เขาตอบอย่างเย็นชาพลางยกกาแฟขึ้นดื่ม"นายนี่มัน!!!" เขาโยนปากกาใส่เลขาทว่าทั้งคู่กลับมองหน้ากันแล้วหัวเราะขึ้นมา พวกเขาอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เด็กแค่มองตาก็รู้ว่าอีกฝ่ายคิดอ่านอย่างไร ไลอาร์รู้ดีที่สุดว่าความรู้สึกที่เอฮาซานมีแก่เพียงจันทร์นั้นไม่ได้แตกต่างไปกว่าความรู้สึกของเขาที่มีต่ออัญชันเสียนิดเดียว" เห้อ!!! อย่างแรกเราต้องทำการรักษาอาการป่วยของอัญชันก่อนนั่นแหล่ะนะ...เธอยังผวาทุกคืนอยู่เลย" ไลอาร์พูด" ดีครับ" เอฮาซานออกความเห็นสั้นๆ พลางนึกต่อในใจหมายถึงเขาจะได้หมดคู่เเข่งแบบไอ้ผู้ช่วยผู้ดีเก่านั่นไปอีกคนการรักษาอาการแพนิคที่เรื้อรังมานานของอัญชันนั้รไม่ได้ซับซ้อนมากเธอต้องได้รับยากระตุ้นพร้อมกับการสะกดจิตเป็นเวลาหนึ่งเดือน ระ




![ม่านรักไฟเสน่หา NC30+ [โคแก่กินหญ้าอ่อน]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


