LOGIN
กล่าวถึงเมืองๆ หนึ่งที่อยู่ใกล้แม่น้ำสายใหญ่ที่ไหลลงสู่ทะเล ทิวทัศน์ภูเขาล้อมรอบสามด้านเป็นยุทธศาสตร์ชั้นดีในการป้องกันศัตรู ผู้คนในเมืองร่ำรวยเงินทองจากการค้าขายเพราะเมืองนี้เป็นเมืองท่าสำคัญ แต่ก็ไม่ได้มีดีแค่การค้าที่ท่าเรือเท่านั้น ยังมีผ้าไหมหลากสีสวยงามที่ปักอย่างประณีต เครื่องประดับที่ดูสะดุดตา สีสันฉูดฉาดที่เป็นของขึ้นชื่อ จึงทำให้เมืองนี้รุ่งโรจน์ร่ำรวยจากการค้าทั้งภายในเมืองและต่างแดน ยามราตรีผู้คนก็ยังออกมาจับจ่ายใช้สอยหรือชมมหรสพต่าง ท่ามกลางเมืองที่ประดับดาไปด้วยโคมไฟสีแดง ลวดลายสีทองอร่ามที่แขวนตามประตูจวนที่จะเล็กหรือใหญ่ตามกำลังทรัพย์ของเจ้าของ ร้านค้าทั่วไปในตลาด ไม่เว้นแม้แต่หอนางคณิกาหรือโรงละครเสียงผู้คนจอแจ พูดคุยกันอย่างสำราญใจ แผงขายของทุกแผงในตลาดไม่มีอันไหนเลยที่คนจะไม่สนใจ เมืองนี้มีสีสันที่น่าหลงใหลยิ่ง ที่นี่ เมืองเจียงหลี
ณ จวนแม่ทัพหลังใหญ่แห่งหนึ่ง ที่รอบๆ นั้นเต็มไปด้วยหมู่มวลพฤกษาหลากสี หอมฟุ้งทั่วในยามรุ่งอรุน ใกล้ๆ กันนั้นยังมีสระน้ำใสสะอาดกว้างใหญ่ที่อยู่ใต้ศาลาไม้สี่เหลี่ยม ที่มีระเบียงไม้กั้นสามด้าน มุงหลังคากระเบื้อง ที่มุมศาลาประดับด้วยโคมไฟกลมสีแดงสดไว้ทั้งสีด้าน ลมเอื่อยๆ พัดมา ให้กายไม่ร้อนมากนัก ในศาลาก็มีเด็กสาวหน้าตาอ่อนหวาน ดวงตากลมโต คิ้วเรียว ผิวขาวราวหิมะ ปากบางสีกุหลาบแดงสวยสด คนหนึ่งในชุดสีหวานสดใส ถักเปียผมปักดอกไม้สดที่อยู่ในสวน กำลังหัวเราะคิกคักอย่างสนุกสนานอยู่เด็กหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกันในชุดเทาขาว หน้าตาคมเข้ม ตัวสูงแต่เวลาที่ยิ้มนั้นกลับหวานปานน้ำผึ้งกำลังเล่นกันอยู่ที่ศาลาริมน้ำ
“คุณหนู คุณชาย ขนมกับชามาแล้วเจ้าค่ะ” หญิงวัยกลางคนหน้าตาใจดีถือจานขนมกับชามาให้เพื่อเป็นของทานเล่นของทั้งสอง นางคือ เฉิงชุนฟาง แม่นมที่ดูแลนางตั้งแต่ยังเด็ก เมื่อนางวางขนมและชาเสร็จก็เดินออกไปปล่อยให้พวกเขาได้เล่นกันต่อไป
“ข้าจะเอาชิ้นนี้ ชิ้นนี้อร่อยกว่า” เด็กสาวเอ่ยขึ้นพร้อมกับคว้ามือหยิบขนมชิ้นกลางที่อยู่บนสุด รองด้วยขนมอีกสี่ชิ้นด้านใต้
“ไม่เอา!! ข้าจะกินชิ้นนั้น เอามา!!” เด็กหนุ่มเริ่มตะเบ็งเสียงออกมาทันทีที่อีกฝ่ายแย่งขนมไป
“ไม่ ชิ้นนี้ของข้า เพราะมันอยู่ในมือข้าแล้ว ยังมีอีกสี่ชิ้น เจ้าก็หยิบไปสักชิ้นสิ”
“ไม่เอา ท่านแม่ข้าบอกว่าชิ้นบนสุดย่อมจะอร่อยที่สุด ข้าไม่เอาชิ้นอื่น ถ้าเจ้าไม่ให้ข้าจะไม่เล่นเป็นเพื่อนเจ้าแล้ว”
“ก็ได้ ก็ได้ ก็เจ้าเป็นเพื่อนคนเดียวของข้าหรอกนะ ข้าถึงยอม” เพราะนางมีเพื่อนคนเดียวคือ โจวหลวนชิ่น เป็นเพื่อน ด้วยนิสัยที่แสนซน รักสนุก ไม่ได้สงบเรียบร้อยเหมือนสตรีทั่วไปทำให้นาง หนานกงอวี้ชิง มีเพื่อนเป็นเขาที่นิสัยคล้ายๆ กัน พวกเขาไปมาหาสู่กันบ่อยๆ ผู้ใหญ่เองก็ไม่กล่าวตักเตือนเพราะเห็นว่ายังเด็กทั้งคู่ ดีเสียอีกถ้าพวกเขาโตมาแล้วก็อาจเกิดจิตเสน่หาแก่กัน จะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องคู่ครองด้วย
“คุณหนูเจ้าคะ ท่านแม่ทัพกลับมาแล้วเจ้าค่ะ รอคุณหนูอยู่ที่หน้าประตูจวนเจ้าค่ะ” แม่นมเฉิงเดินมาเพื่อบอกกล่าวให้นางไปเจอคนที่นางคิดถึงตลอดเวลา นางกรีดร้องดีใจสุดเสียงด้วยความดีใจใ นที่สุดเขาก็มาสักที พวกเขาเลยรีบวิ่งตรงดิ่งไปเจอกับเขา
“อวี้ชิง” เสียงเรียกของชายวัยกลางคนคนหนึ่งที่รูปร่างค่อนข้างกำยำ เครื่องหน้าคมเข้ม ดวงตาโฉบเฉี่ยว จมูกโด่งเป็นสัน ผิวค่อนข้างคล้ำ ใส่ชุดเกราะอยู่นั้นได้เรียกลูกสาวของตนด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนของคนเป็นพ่อ
“ท่านพ่อ ข้าคิดถึงท่านพ่อเหลือเกิน” นางกระโจนโดดกอดชายตรงหน้า ทั้งแม่นมหรือบ่าวรับใช้เห็นกริยาท่าทางของนางอ้อนผู้เป็นพ่อที่ไม่ได้เจอกันเนิ่นนานก็อดเอ็นดูไม่ได้ เพราะ หนานกงตงหยาง คือแม่ทัพใหญ่ เขามีภาระอันหนักอึ้งในการปกป้องเมือง ครั้งนี้เขาเพิ่งกลับมาจากสงครามทางใต้ของเจียงหลี
“เจ้านี่นะคิดถึงข้ามากหรือไง ไหน วันนี้เป็นอย่างไรบ้าง”
“วันนี้ข้ามีเรียนวาดภาพกับเรียนพิณด้วย แต่ก็ไม่เข้าหัวเลยเจ้าค่ะ” นางแสยะยิ้มออกอย่างเขินอายเพราะนางไม่ชำนาญด้านนี้จริงๆ ศิลปศาสตร์สี่แขนง ได้แค่ด้านเดียวคือหมากล้อม
“เอาเถอะ ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ข้าปลงเสียแล้ว” ว่าพลางก็ลูบหัวลูกสาวตัวแสบที่ทำสีหน้าไม่สบอารมณ์เมื่อได้ยินประโยคนั้น
“หลวนชิ่น อย่างไรเสียก็ต้องขอบคุณเจ้าด้วยที่มาอยู่เล่นเป็นเพื่อนอวี้ชิง สักพักน่าจะมีคนมารับเจ้ากลับจวนเจ้าแล้ว”
“ครับท่านน้า มีคนมาแล้วถ้าอย่างนั้นข้าขอตัวกลับก่อนขอรับ” เขาสังเกตเห็นที่ประตูจวนก็บ่าวรับใช้ชายจากจวนของเขามาแล้วก็ลากลับทันที เพราะตัวเขาเองก็อยู่นานกว่าสามชั่วยาม แล้ว
“เจ้าน่ะ กลับบ้านปลอดภัย อย่าลืมมาเล่นที่บ้านข้าบ่อยๆ นะ” โบกมือลาเขาไปมาแล้วยิ้มให้แก่เขา
“ไม่ได้!!! ไม่ได้เด็ดขาด!!!” ชายชราแผดเสียงดังลั่นจนรู้สึกปวดหู พร้อมกับยืนขึ้นกำลังลุกเดินหนีไป เป็นภรรยาของเขาที่ปรามเขาไว้แล้วให้อยู่ฟังต่อ“ข้ารู้ดี การกระทำเช่นนี้คือการหลอกลวงเบื้องสูง มีโทษประหาร ทว่าพวกท่านก็น่าจะรู้ดีว่ายามนี้ผู้ปกครองฝ่ายในคือฮองเฮาหลี่ นางโหดเหี้ยม ปกครองอย่างทารุณ ผู้ใดไม่เป็นไปตามที่นางต้องการย่อมโดนลงโทษจนบาดเจ็บเจียนตาย พวกท่านจะส่งนางไปยังสถานที่ที่ไม่ต่างอะไรจากนรกเช่นนั้นหรือ” คำพูดเช่นนี้ทำให้พวกเขาหยุดชะงักนิ่ง เพราะมันคือความจริงที่เจียงหลีกำลังเผชิญอยู่“แล้วเจ้าต้องการอะไร ทำไมต้องการใช้ชื่อลูกสาวข้า” หลังจากพวกเขานั่งกระซิบกระซาบกันอยู่สักพัก ฝ่ายชายเลยประเด็นอีกครั้ง“ข้าไม่ได้ต้องการอะไรหรอก ข้าแค่อยากมีชีวิตที่ดีขึ้น พวกท่านก็ไม่ต้องรับโทษจากการเลือกนางกำนัล ชนะทั้งสองฝ่าย ไม่ดีหรือ จ้าวซินเหยียน แต่เล็กจนโตไม่เคยออกนอกจวนแม้ครึ่งก้าว ย่อมไม่มีใครรู้ว่านางหน้าตาเช่นไร ข้าไม่พูด พวกท่านไม่พูด ผู้ใดจะล่วงรู้”“ถ้าแม่นางคิดเห็นเช่นนั้น พวกเราขอปรึกษาสักครู่” พวกเขาเดินออกไปปล่อยให้นั่งรอต่อไป มันมีโอกาสสูงมากที่พวกเขาไม่ยินยอม ชื่อเสียงวงศ์ตระก
เวลานี้ในราชสำนักมีขั้วอำนาจอยู่สองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งคือ ฮ่องเต้ หานกว่างเสี้ยว สกุลหานที่ปกครองเมืองเจียงหลีมาช้านาน กับ ฮองเฮา หลี่เจียฉิน บุตรสาวของหลี่หงปั๋วที่ได้ก้าวขึ้นสู่อำนาจจากนางสนมฐานะปานกลางสู่มงกุฎหงส์นี้ได้เพราะอำนาจจากบิดาของตน ทำให้ราชสำนักเองต้องแบ่งฝ่ายอย่างชัดเจนเช่นกัน“คนมุงดูอะไรกัน ไม่ใช่ว่าประกาศจับข้าหรอกนะ” ในเมืองที่ผู้คนเดินจับจ่ายใช้สอยอย่างพลุกพล่าน ตลอดแถวถนนนี้มีแผงร้านค้าจับจองพื้นที่จนไม่มีที่ว่าง ทว่ากลับมุมหนึ่งที่ผู้คนต่างให้ความสนใจเป็นจำนวนมากคือ ที่ปิดป้ายประกาศ มันคงเป็นเรื่องสำคัญ ข้าเลยตัดสินใจเดินเข้าไปใกล้ๆ“ขอโทษนะ ขอโทษนะ” ข้าฝ่าด่านผู้คนเข้ามาเพื่ออยู่ใกล้กันใบประกาศที่สุด ในนั้นระบุไว้ว่าตำหนักของฮองเฮารับคัดเลือกนางกำนัลประจำตำหนัก นี่แหละหนทางในการแก้แค้นของข้าภายในหกปีที่ข้าใช้ชื่อเยว่เหยานั้นได้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย ตั้งแต่ฆ่าล้างสกุลหนานกงจนสองให้ปีให้หลังฮองเฮาเหอ เหอจวินหลิง ได้สวรรคตไป หลี่หงปั๋วก็กดดันฮ่องเต้ให้ลูกสาวตนเป็นฮองเฮาได้สำเร็จ ไม่นานนางคงจะกุมอำนาจราชสำนักไว้จนหมดแน่นอน ...ช่างเถอะใครสนกันว่าราชสำนักจะเป็นตายร้ายดี
“เจ้ามาแล้วหรือ มาๆ มาทานข้าวได้แล้ว” หญิงชราที่เลี้ยงดูนางมาตลอดหกปี กล่าวทักนางเมื่อเห็นว่ามาถึงแล้วพร้อมด้วยข้าวของในมือ “ได้จ้ะ เดี๋ยวข้าเก็บของที่ซื้อมาก่อน แล้วจะมาทานด้วยกัน” “อืม รีบไปรีบมา เดี๋ยวเย็นชืดหมด” นางเข้าไปหอมแก้มยายแล้วเดินเข้าไปที่ครัว ล้างมือเสร็จรีบมาทานข้าวอย่างไว “ยายก็กินด้วยกันสิ ทำไมปล่อยให้ข้ากินอยู่คนเดียว” “เจ้ากินเถอะ ข้าไม่หิว” “ยายกินเถอะ เดี๋ยวต้องดื่มยาอีก” หญิงชรามีโรคมารุมเร้าตามวัย บัดนี้ร่างกายของเขาไม่เป็นก่อนแล้ว ป่วยกระเสาะกระแสะอยู่ทุกวัน ด้วยความที่อยู่กันสองคนจึงต่างต้องประคองกันไป “ข้ารู้ดีว่าร่างกายข้าเป็นยังไง ข้ามีชีวิตอยู่ต่อได้ไม่นาน ยานั่นไม่จำเป็นหรอก” “ไม่พูดแบบนี้สิ ท่านยายต้องอยู่กับข้าก่อน ข้าเสียพ่อแม่ไปอย่าต้องเสียท่านยายไปอีกคนเลย” “ข้าก็อายุมากแล้ว สรรพสิ่งย่อมเวียนว่ายในวัฏสงสาร ข้อนี้หลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างน้อยข้าก็ดีใจนะ ที่มีลูกหลานอย่างคนอื่นเขาเหมือนกัน” “ข้าเสียพ่อแม่ไปแล้ว อย่าให้ข้าต้องเสียท่านยายไปอีกคนเลย” นางรีบเข้าไปคุกเข่านั่งลงข้างท่านยาย หัวนางวางลงบนตัก มือทั้งเกาะกุมมืออีกฝั่ง “พอได้แล้ว ไปกินขะ.
“ข้ามาอยู่ที่ตำหนักได้ยังไงกัน” ชายหนุ่มตื่นขึ้นมาอยู่ที่เตียงนอนทรงวงกลมกลางตำหนักสีทองและฟ้าที่โอ่อ่ากว้างขวาง ประดับด้วยผ้าแพรสีเข้มล้อมรอบ ภายในตำหนักมีชั้นเก็บตำราหกชั้นเรียงรายอยู่มุมห้อง ภาพสุดท้ายของเขาคือกำลังเสพสุขอยู่ที่หอคณิกาแล้วมีชายสองคนบุกเข้ามา ถ้าคาดเดาไม่ผิดคงเป็นเหล่าพี่น้องอย่างองค์รัชทายาทและน้องสี่แน่นอน “ตื่นแล้วหรือ ลูกตัวดี” คนเป็นแม่รีบเดินมาพร้อมจับใบหูของลูกชายตัวแสบดึงลงสุดแรงจนใบหูแดงก่ำ อีกฝ่ายต้องเอามือประคบ “อะไรกันเสด็จแม่ ข้าแค่ร่ำสุรา ไม่ได้มีสิ่งอื่นเลย” “แต่รู้ไหมว่าเสด็จพ่อเจ้าทนข้อครหาจากเหล่าขุนนางไม่ได้ เป็นถึงราชวงศ์กลับประพฤติตนเช่นนั้น พวกขุนนางถึงขึ้นตั้งข้อหาปลดตำแหน่งเจ้า อับอายสิ้นดี” “เสด็จแม่ ข้าผิดไปแล้ว ข้าจะไม่ไปหอคณิกาอีกแล้ว” เขาทรุดตัวลงต่อหน้า กอดขา ส่งสายตาอ้อนวอนแม่ของตนหวังให้ใจเย็นลงและไม่ให้เสด็จพ่อทราบเหตุการณ์ในวันนี้ “ช่างเถอะ ไม่ว่าอย่างไรก็สายไปแล้ว เสด็จพ่อเจ้ากำลังคัดเลือกหญิงงามที่เหมาะสมเพื่อจัดงานอภิเษกให้เจ้า เพื่อทีเจ้าจะเป็นผู้เป็นคนขึ้นมา” “ไม่ได้เด็ดขาด ข้ามีสัญญาอภิเษกกับอวี้ชิงไปแล้ว ไม่ว่าอย่างไรตำ
วันรุ่งขึ้นยายปลุกข้าตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างให้ออกมาวิ่งรอบป่าไผ่ นั่งสมาธิใกล้ลำธาร แต่ข้าดันแอบหลับเสียจนได้ จึงโดนปลุกด้วยน้ำจากในลำธารสาดกระเซ็นมาโดนกายด้วยกระบี่ที่ตวัดในลำธารแล้วจึงตื่นขึ้นมา ไม่ว่าจะฝึกวิชากระบี่ ยิงธนู การใช้มีดสั้น วรยุทธ์ต่างๆ ไปเรื่อยทั้งวัน ตกเย็นยายก็สอนวิชาพิษไหนจะการค้าขายกับข้าอีก ส่วนงานบ้านงานเรือนนั้นแน่ว่า.....ข้าทำไม่ได้ อะไรก็ไม่รู้ยิบย่อยไปหมด ซื้อที่ร้านอาหารกินเอาจะง่ายกว่าไหม ทั้งยังอุดหนุนกิจการคนอื่นอีก...“อัครเสนาบดีหลี่ ท่านจะทำยังไงต่อไป ในเมื่อข้าแทบพลิกแผ่นดินหาป้ายคำสั่งนั่นแล้วก็ไม่เจอ” ชายคนนั้นผู้ที่ฆ่าล้างสกุลหนานกงเอ่ยขึ้น เพราะเขารู้ดีว่าสิ่งที่นายต้องการคืออะไร แต่บัดนี้กลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย เขาแทบจะรื้อจวนหาแล้วก็ยังไม่พบ“ในเมื่อใช้ป้ายคำสั่งนั้นไม่ได้คงต้องใช้แผนสำรอง เจ้าตามข้ามา” เขาเอ่ยเป็นนัยเพื่อให้ผู้ที่บังคับรถม้าที่พวกเขานั่งสนทนากันอยู่นั้น พาไปที่ชายแดนเมืองเจียงหลี ที่แห่งนี้มีหมู่บ้านเล็กๆ มีคนอาศัยอยู่นับร้อยคนได้ ต่างปลูกเรือนใกล้ชิดติดกันขนาบสองข้างซ้ายขวา ตรงกลางเป็นทางเดินแล้วยังเป็นตลาดที่ให้คนมาจับจ่ายกั
“ถ้าอย่างนั้นเจ้ามาเป็นหลานข้าก็แล้วกันนะ เยว่เหยา” “เช่นนั้น ท่านมีนามว่าอะไร” “ข้าชื่อ เจียอี ดีเหมือนกันข้าเองก็แก่เต็มทน ไม่มีลูกหลานไว้ดูแล คงต้องฝากฝังไว้ที่เจ้าแล้วละ” “เจ้าค่ะ” “เยว่เหยา เจ้ากินข้าวได้แล้ว” เมื่อปรับความเข้าใจแล้ว ต่างฝ่ายต่างจับตะเกียบทานข้าวกัน พูดคุยถามไถ่กันจนรู้ว่าพ่อแม่ของนางถูกฆ่าตายจากคนที่ปองร้าย แต่ยายกลับไม่รู้ว่าพ่อแม่นางคือใคร “กินข้าวเสร็จแล้ว ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้ามานอนได้แล้ว นี่ดึกมากแล้ว” “เจ้าค่ะ” “ไม่ต้องพูดเจ้าค่ะกับข้าก็ได้ ที่นี่ไม่ใช่วังเสียหน่อย” “แต่ว่าข้าทำงานบ้านไม่เป็น คงต้องรบกวนท่านยายแล้ว” “ไม่เป็นไร เจ้ายังเด็กสามารถเรียนรู้อะไรได้อีกมาก ตามมา” ยายเรียกให้นางตามมาสำรวจภายในเรือนหลังนี้ตามมุมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นห้องนอนที่ตนอยู่นั้นที่โปร่งโล่งเพราะมีหน้าต่างถึงสองบาน ฟูกนอนและผ้าห่มสีขาวบนที่นอนไม้ที่อยู่ซ้ายบนของห้อง ส่วนที่เหลือก็เป็นตู้เก็บของต่างที่วางอย่างเป็นระเบียบอยู่ สูงระดับเอวของเจ้าของบ้าน ในกลางวันอากาศในวันที่มีแดดคงจะดีมาก เมื่อเดินออกมาตรงกลางเรือนนี้เป็นเหมือนส่วนกลางที่เอาไว้รับแขกมีโต๊ะสูงสี่เหลี่ยมพร







