Mag-log inแสงแดดยามเช้าลอดผ่านกระจกกรองแสงของสำนักงานรักษาความปลอดภัยระดับพรีเมียมใจกลางเมือง ภามนั่งกอดอกอยู่บนเก้าอี้หนังสีดำ ท่าทางของเขาเต็มไปด้วยความอึดอัดและเงียบขรึม เบื้องหน้าบนโต๊ะทำงานกระจกใส คือซองจดหมายสีน้ำเงินเข้มซึ่งบรรจุข้อความข่มขู่ถึงซูปเปอร์โมเดลสาว
"มึงจะปฏิเสธงานนี้จริงๆ เหรอวะภาม?" พีท อดีตเพื่อนร่วมรุ่นในหน่วยพิเศษและประธานบริษัทบอดี้การ์ดชั้นนำเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงหนักใจ เขาเลื่อนซองจดหมายมาตรงหน้าภาม "คดีนี้ไม่ใช่คดีเล็กๆ ข้อความขู่ฆ่าส่งมาถึงผู้จัดการส่วนตัวของคุณปรางค์นลินสามครั้งแล้ว ทั้งการสะกดรอยตาม จดหมายเปื้อนเลือด แล้วก็รูปถ่ายตอนเธออยู่ในพื้นที่ส่วนตัว ศัตรูเป็นพวกมีอิทธิพลในเงามืดที่เชี่ยวชาญการสะกดรอยมากๆ และที่สำคัญ... ทางฝั่งคุณปรางระบุชื่อมึงเป็นบอดี้การ์ดส่วนตัวเพียงคนเดียวเท่านั้น" ภามหลุบสายตามองเอกสารและรูปถ่ายของ ปรางค์นลิน ที่กระจัดกระจายอยู่บนโต๊ะ ใบหน้าคมคายไร้ความรู้สึก ทว่าคิ้วเข้มข้นกลับขมวดแน่นขึ้น "กูบอกมึงกี่ครั้งแล้วพีท กูไม่รับคุ้มกันคน โดยเฉพาะพวกดาราไฮโซที่ชอบหาเรื่องใส่ตัว" "แต่คุณปรางค์เจาะจงมึง! เธอจ่ายเงินไม่อั้น และยืนยันว่าถ้าไม่ใช่มึง เธอก็จะไม่ยอมให้ใครมาคุ้มกันทั้งนั้น" พีทถอนหายใจยาว มองเพื่อนสนิทด้วยความห่วงใย "กูรู้ว่ามึงยังฝังใจกับเรื่องของมีนาเมื่อห้าปีก่อน... แต่ภาม มึงจะจมอยู่กับความรู้สึกผิดแบบนี้ไปตลอดชีวิตไม่ได้นะเว้ย" คำว่า 'มีนา' เหมือนมีมีดสั้นที่แทงแผลเป็นที่อยู่ในใจของภาม ความทรงจำสีเลือดและเสียงปืนเมื่อห้าปีก่อนย้อนกลับมาเตะหัวใจเขาจนหนักอึ้ง ภามเม้มริมฝีปากเป็นเส้นตรง นัยน์ตาคมกริบฉายแววเจ็บปวดวูบหนึ่งก่อนจะถูกแทนที่ด้วยความเย็นชาดังเดิม "กูไม่ได้ทำเพราะความกลัว แต่กูไม่อยากให้ใครต้องมาซ้ำรอยเดิม" ภามตอบเสียงเรียบ "งั้นมึงยิ่งต้องรับงานนี้" พีทยื่นรูปถ่ายใบล่าสุดให้ภาม มันเป็นรูปปรางค์นลินขณะกำลังก้าวลงจากรถตู้หรู แต่ตรงบริเวณลำคอของเธอถูกรอยหมึกสีแดงขีดฆ่าไว้อย่างน่าขนลุก "ถ้ามึงปล่อยมือไปตอนนี้ แล้วเกิดอะไรขึ้นกับเธอ... มึงคิดว่ามึงจะยกโทษให้ตัวเองได้เหรอ?" ภามจ้องมองรูปถ่ายใบนั้น สายตาหยุดลงที่นัยน์ตาคู่สวยของปรางค์นลิน... ดวงตาท้าทายและซุกซนที่เพิ่งสบตาเขาหลังเวทีเมื่อคืน ความรู้สึกประหลาดบางอย่างขยับเคลื่อนในอกข้างซ้าย มันคงเป็นความรู้สึกที่อยากปกป้องตามสัญชาตญาณของเขาเอง หลังจากความเงียบอันยาวนานปกคลุมห้องทำงาน ภามก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ เขายื่นมือไปหยิบแฟ้มประวัติของปรางค์นลินขึ้นมาปิดลง "แค่งานนี้งานเดียว... พอคดีจบ กูจบ" คอนโดมิเนียมเพนต์เฮาส์สุดหรูบนชั้นสี่สิบใจกลางกรุงเทพฯ คือเป้าหมายแรกในการปฏิบัติหน้าที่ของภาม ระบบรักษาความปลอดภัยของตึกถือว่าแน่นหนา ทว่าสำหรับคนที่ผ่านฝึกฝนการลาดตระเวนและกลยุทธ์สงครามอย่างภาม เขาสามารถมองเห็นจุดอับและช่องโหว่ได้มากกว่าสิบจุดตั้งแต่ก้าวขาออกจากลิฟต์ ภามในชุดสูทสีเข้มตัวเดิม ปรับเนคไทให้เรียบร้อยก่อนจะเอื้อมมือไปกดออดหน้าประตูห้องหรู เพียงไม่กี่วินาที เสียงกลไกดิจิทัลล็อกก็ดังขึ้น ประตูแผ่นหนาเปิดออกช้าๆ ภาพที่เห็นตรงหน้าหลังจากที่ประตูถูกเปิดออก ทำให้อดีตตำรวจหนุ่มผู้ผ่านศึกมานักต่อนักต้องชะงักสติไปชั่วครู่ ปรางค์นลินยืนอยู่ตรงนั้น... เรือนร่างเพรียวระหงทรวดทรงนาฬิกาทรายถูกปกคลุมด้วยชุดนอนผ้าซาตินสายเดี่ยวสีแชมเปญบางเบา ขอบลูกไม้สีดำเว้าลึกเผยให้เห็นเนินอกเนียนนุ่มและแผ่นหลังบอบบางอย่างหมิ่นเหม่ ชายผ้าซาตินพลิ้วไหวทิ้งตัวยาวเหนือเข่าเพียงเล็กน้อย เผยเรียวขาสวยได้รูปที่เปลือยเปล่า ผมยาวดัดลอนเป็นคลื่นอย่างธรรมชาติ กลิ่นหอมเย้ายวนของดอกมะลิผสมวานิลลาลอยออกมาเตะจมูกภามอย่างจัง "มาตรงเวลาดีนี่คะ... คุณหมีหน้านิ่ง" ปรางค์นลินคลี่ยิ้มทรงเสน่ห์ นัยน์ตาคู่สวยส่องประกายระยิบระยับด้วยความซุกซนเมื่อเห็นว่าบอดี้การ์ดหนุ่มสายโหดถึงกับค้างไปชั่วขณะ เธอเอียงคอเล็กน้อย ปล่อยให้สายเดี่ยวของชุดนอนหลุดร่วงลงมาจากไหล่มนข้างหนึ่งโดยไม่คิดจะดึงกลับ ภามรีบดึงสายตากลับมามองที่ใบหน้าของเธอทันที พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ลดระดับสายตาต่ำลงไปมองเรือนร่างวับๆ แวมๆ นั้น เขาสูดหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเย็นประดุจน้ำแข็ง "สวัสดีครับคุณปรางค์นลิน ผมภาม จากบริษัทรักษาความปลอดภัย ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ผมจะมาดูแลความปลอดภัยให้คุณครับ" "รู้แล้วค่ะ ประวัติคุณภาม ปรางอ่านจนจำได้ขึ้นใจแล้วค่ะ" ปรางค์นลินหมุนตัวเดินกลับเข้าไปในห้องคอนโดกว้างจงใจยักย้ายสะโพกอย่างอ่อนช้อยให้เขามองตาม "เข้ามาสิคะ จะยืนเฝ้าประตูอยู่ตรงนั้นทั้งวันรึไง?" ภามก้าวเข้ามาในห้อง ปิดประตูและลงล็อกอย่างแน่นหนา สายตาคมสแกนไปรอบๆ ห้องเพนต์เฮาส์เพื่อตรวจหาจุดอันตรายและกล้องวงจรปิดตามสัญชาตญาณ ทว่าเจ้าของห้องกลับเดินตรงไปที่เคาน์เตอร์บาร์ หยิบแก้วน้ำส้มขึ้นมาจิบอย่างอารมณ์ดี "ชุดที่คุณสวมอยู่... ดูไม่เหมาะกับการต้อนรับคนแปลกหน้านะครับ คุณปรางค์" ภามเตือนเสียงเคร่งขรึม ยืนเว้นระยะห่างอย่างเป็นทางการ ปรางค์นลินวางแก้วลงบนโต๊ะ เธอคลี่ยิ้มหวานแล้วค่อยๆ ก้าวขาเดินตรงเข้ามาหาเขา ส้นเท้าเปลือยเปล่าก้าวลงบนพรมหนานุ่มอย่างเงียบเชียบ ทุกการก้าวเดินของเธอเต็มไปด้วยเสน่ห์เย้ายวนที่ตรึงสายตา "คนแปลกหน้าเหรอคะ?" เธอหยุดยืนตรงหน้าภาม ระยะห่างเหลือเพียงไม่ถึงหนึ่งฟุต "แต่เปรางค์ไม่ได้มองคุณภามเป็นคนแปลกหน้าสักหน่อย" "ตามหลักการรักษาความปลอดภัย บอดี้การ์ดคือบุคคลภายนอก คุณควรระมัดระวังตัวมากกว่านี้ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่คุณกำลังถูกข่มขู่" ภามยังคงพยายามรักษาท่าทีเกร็งแข็ง แต่ลมหายใจของเขาเริ่มติดขัดเมื่อกลิ่นหอมประจำตัวของเธออบอวลอยู่รอบตัว ปรางค์นลินไม่ฟังคำเตือน เธอขยับก้าวเข้ามาประชิดมากยิ่งขึ้น สัญชาตญาณขิงภามสั่งให้ถอยหลัง แต่ทว่าแผ่นหลังของเขาชนเข้ากับประตูห้องที่เพิ่งปิดลงไปเมื่อครู่ ปรางค์นลินยกมือเรียวสวยขึ้นแตะที่ประตูข้างศีรษะของเขา กักขังอดีตตำรวจร่างใหญ่ไว้ระหว่างแผ่นหลังและเรือนร่างบางเบาของเธอเอง "คุณภามคะ..." เสียงหวานกระซิบชิดแผ่นอกกว้าง นัยน์ตาคมสวยช้อนขึ้นมองเขาในระยะประชิดจนเห็นเงาสะท้อนของตัวเองในดวงตาคมกริบคู่ นั้น "มองตาปรางค์ชัดๆ สิคะ" ภามขมวดคิ้ว ลมหายใจอุ่นๆ ของเธอรดอยู่แถวลำคอและแผงอก หัวใจที่เคยนิ่งสงบดั่งน้ำแข็งของเขาเริ่มเต้นรัวขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้ ร่างกายอันบึกบึนเกร็งทุกสัดส่วน ปรางค์นลินใช้นิ้วชี้เรียวสวยแตะลงบนแผงอกข้างซ้ายของเขา ผ่านเนื้อผ้าสูทหนาหนัก เธอสัมผัสได้ถึงจังหวะหัวใจที่เต้นเร่งแรงของบอดี้การ์ดหน้านิ่ง รอยยิ้มซุกซนปรากฏขึ้นที่มุมปากกระจับสวย "หัวใจเต้นแรงจังเลยนะคะ... ตื่นเต้นที่เห็นชุดนอนปรางค์หรือตื่นเต้นเพราะอย่างอื่นกันแน่?" "คุณปรางค์ ถอยออกไปก่อนครับ" ภามสั่งเสียงดุ ทว่าน้ำเสียงกลับทุ้มต่ำและพร่าลงเล็กน้อย เขายกมือขึ้นหมายจะจับไหล่เธอเพื่อดันออก แต่เมื่อฝ่ามือหนาสัมผัสกับผิวไหล่นุ่มเนียนที่เปลือยเปล่า ความร้อนจากผิวกายของเธอกลับทำให้อารมณ์ของเขากระเจิดกระเจิงยิ่งกว่าเดิม ปรางค์นลินไม่ถอย แถมยังยื่นหน้าเข้าไปใกล้จนปลายจมูกรั้นของเธอแทบจะชนกับสันจมูกโด่งของเขา นัยน์ตาคู่สวยของเธอเปลี่ยนเป็นซาบซึ้งและท้าทายในเวลาเดียวกัน "จำสายตาคู่นี้ไม่ได้จริงๆ เหรอคะ... คุณหมีหน้านิ่ง?" คำกระซิบหวานแผ่วเบาดังขึ้นข้างหูเขา "จำไม่ได้จริงๆ เหรอว่าเราเคยเจอกันที่ไหนมาก่อน?" ภามชะงักกึก นัยน์ตาคมเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย คำถามนั้นเหมือนมีสายฟ้าฟาดลงกลางใจ ภาพความทรงจำบางอย่างเลือนรางพยายามจะผุดขึ้นมาเสียงสายฝนที่พัดกระหน่ำอยู่ภายนอกเพนต์เฮาส์ดูคล้ายจะเงียบหายไปในเสี้ยววินาทีเมื่อคำพูดของพีทสิ้นสุดลง บรรยากาศภายในห้องกว้างตกอยู่ในความเงียบอันน่าสะพรึงและตึงเครียดจนแทบหยุดหายใจ ภาม นั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ ตัวเกร็งแข็งดั่งหินผา นัยน์ตาคมกริบที่เคยเรียบเฉยบัดนี้สั่นระริกด้วยความเจ็บปวด ฝันร้ายในอดีตที่หวนกลับมาแทงฉีกหัวใจเขาอย่างรุนแรง ภาพหมวดมีนาที่สิ้นใจในอ้อมกอดของเขาพร้อมเลือดสีแดงฉานกลางงานเลี้ยงเมื่อห้าปีก่อน ซ้อนทับเข้ากับภาพของ ปรางค์นลิน ที่เพิ่งผ่านพ้นคมมีดของมือสังหารมาได้อย่างเฉียบพลัน อาการ PTSD ที่ซุกซ่อนอยู่ลึกๆ กำลังปะทุขึ้นมาอย่างรุนแรง ลมหายใจของภามติดขัด ร่างกายท่อนบนที่เปลือยเปล่าสั่นเทาขึ้นมาเบาๆ เหงื่อเย็นผุดซึมตามแผงอกและลำคอ ความกลัวที่จะต้องสูญเสียคนที่รักไปอีกครั้งบดขยี้สติสัมปชัญญะของเขาจนแทบควบคุมไม่ได้ ปรางค์นลินสัมผัสได้ถึงความผิดปกติอันน่ากลัวนั้นในทันที เธอไม่สนเรื่องโทรศัพท์หรือชื่อของศัตรูในอดีต แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดตรงหน้าคือชายหนุ่มที่กำลังถูกความทรงจำอันเลวร้ายกัดกิน ปรางค์รีบขยับตัวขึ้นมานั่งทับบ
เสียงสายฝนที่พัดกระหน่ำลงมาริมแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างพร่ามัวไปพร้อมกับเสียงหวอของรถรักษาความปลอดภัย กานต์และทีมบอดี้การ์ดเสริมบุกเข้าควบคุมพื้นที่หรูอย่างรวดเร็ว มือสังหารชุดดำที่สลบไสลบนพื้นถูกล็อกตัวและลากออกไปอย่างเงียบเชียบเพื่อไม่ให้แขกเหรื่อในงานตื่นตระหนก "มึงต้องไปโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้ภาม เลือดมึงออกเยอะมาก!" พีทเข้ามาประคองเพื่อนสนิท พลางมองบาดแผลที่ไหล่ซ้ายของภามด้วยสีหน้าเครียดจัด "กูไม่ไปโรงพยาบาล" ภามตอบเสียงเรียบ นัยน์ตาคมกริบยังคงสแกนพื้นที่รอบตัวด้วยสัญชาตญาณเข้มงวด "ถ้าไปโรงพยาบาล นักข่าวจะรู้เรื่อง และศัตรูอาจจะตามไปเก็บงาน รถตู้พาคุณปรางค์กลับเพนต์เฮาส์เดี๋ยวนี้ ที่นั่นมีอุปกรณ์ปฐมพยาบาลครบถ้วน" "แต่คุณภามคะ... เลือดคุณไหลไม่หยุดเลยนะ!" ปรางค์นรินเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า มือเรียวสวยที่เคยแต่งเล็บสีสดใสบัดนี้เปื้อนคราบเลือดของภาม เธอจับแขนขวาของเขาไว้แน่น น้ำตาคลอเบ้าด้วยความปวดใจ ภามหันมามองใบหน้าสวยคมที่บัดนี้ซีดเผือด เขา
- งานกาล่า -ห้องแต่งตัวระดับวีไอพีของโรงแรมห้าดาวริมแม่น้ำเจ้าพระยาอบอวลไปด้วยบรรยากาศหรูหรา เสียงดนตรีคลาสสิกแว่วมาจากห้องแกรนด์บอลรูมด้านนอก ค่ำคืนนี้คืองานดินเนอร์การกุศลและประมูลอัญมณีระดับไฮเอนด์ที่รวมเอาเหล่ามหาเศรษฐี ไฮโซ และสื่อมวลชนชั้นนำอย่างแน่นหนาทว่า สิ่งที่ทำให้ทีมงานในห้องแต่งตัวถึงกับหยุดหมุน ไม่ใช่แค่สร้อยเพชรน้ำงามมูลค่าหลายสิบล้านบนคอของ ปรางค์นลิน... แต่คือการปรากฏตัวของบอดี้การ์ดหนุ่มหน้านิ่งในลุคใหม่ที่ไม่มีใครคาดคิดภาม ยืนถอนหายใจยาวอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ ชุดสูททักซิโด้สีดำตัดเย็บอย่างประณีตแบรนด์ดังที่ปรางค์เป็นคนสั่งตัดด่วนพิเศษ เข้ากับเรือนร่างสูงใหญ่และช่วงไหล่กว้างของเขาได้อย่างไร้ที่ติ ปกเสื้อผ้าไหมสีดำเงาจับแสงไฟ เสื้อเชิ้ตสีขาวด้านในตัดกับไทหูกระต่ายสีดำทรงเนี้ยบ ปรับเปลี่ยนจากอดีตตำรวจสายโหดให้กลายเป็นบุรุษชั้นสูงทรงอิทธิพลที่เปี่ยมไปด้วยอันตรายและเสน่ห์ดึงดูดสายตาอย่างร้ายกาจประตูห้องกั้นส่วนตัวเปิดออก ปรางค์นลินก้าวออกมาในชุดราตรีเกาะอกสีน้ำเงินมิดไนท์บลู ผ้าไหมเงาวับทิ้งตัวยาวลากพื้น แหวกข้างสูงเผยเรียวขาสวยท้าทายสายตา คอระหงสวมสร้อยเพชรเม็ดงามที่ส
เสียงหัวใจของภามเต้นตึกตักเป็นจังหวะหนักรัวอยู่เบื้องบน แผงอกกว้างทอดทับแนบชิดกับเรือนร่างระหงในชุดราตรีผ้าไหมกำมะหยี่สีเขียวมรกต ลมหายใจอุ่นจัดของเขารดระบายอยู่ข้างขมับของปรางค์นลินอย่างสม่ำเสมอแต่ติดขัดด้วยความตึงเครียด ภายในห้องฟิตติ้งที่เคยสว่างไสว บัดนี้สลัวลงเล็กน้อยเมื่อสปอตไลต์บางดวงถูกภามใช้เท้าถีบปลั๊กออกเพื่อลดจุดสังเกตจากภายนอกเรือนร่างของทั้งสองแนบชิดทุกสัดส่วนใต้ร่มเงาของโต๊ะแต่งตัวและโซฟาหนา แผ่นหลังเปลือยเปล่าของปรางค์สัมผัสเข้ากับพรมหนานุ่มและท่อนแขนแกร่งของภามที่ช้อนรองหลังเธอไว้ได้อย่างทันท่วงที กลิ่นหอมหวานของวานิลลาและดอกมะลิประจำตัวนางแบบสาวละมุนอบอวลอยู่เต็มปอดของชายหนุ่ม กระตุ้นสัญชาตญาณความรู้สึกให้ตื่นตัวจนร้อนผ่าวไปทั้งร่างแม้ภามจะพยายามตั้งสติและจดจ่ออยู่กับการสังเกตการณ์ช่องระบายอากาศและมุมกระจกด้านนอก ทว่าความใกล้ชิดชนิดที่ลมหายใจแลกเปลี่ยนกันในระยะไม่ถึงเซนติเมตร ก็ทำให้อดีตนายตำรวจหนุ่มยากจะละเลยความเย้ายวนตรงหน้าได้ปรางค์นลินช้อนตามองใบหน้าคมคายตรงหน้าของบอดี้การ์ดหนุ่ม นัยน์ตาคมกริบของเขายังคงจ้องเขม็งไปที่บานประตูด้วยความเคร่งขรึม ทว่าอัตราการเต้น
สตูดิโอถ่ายแบบและฟิตติ้งเสื้อผ้าชั้นนำใจกลางกรุงเทพมหานครเนืองแน่นไปด้วยความวุ่นวายยามบ่าย ทั้งทีมงาน ช่างแต่งหน้า ช่างภาพ และสไตลิสต์ต่างเดินขวักไขว่ทำหน้าที่ของตนเองอย่างรีบร้อน เสียงชัตเตอร์และแสงแฟลชจากห้องสตูดิโอใหญ่ดังขึ้นเป็นระยะ ท่ามกลางความวุ่นวายทั้งหมดนั้น ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสีเข้มของ ภาม ยังคงยืนตระหง่านดุจประติมากรรมหินผาอยู่ตรงมุมห้อง นัยน์ตาคมกริบของอดีตนายตำรวจหน่วยปฏิบัติการพิเศษกวาดมองไปรอบบริเวณอย่างไม่ลดละ สายตาของเขาวิเคราะห์ทุกทิศทางอย่างถี่ถ้วน ทั้งทางเข้าออกฉุกเฉิน มุมอับของม่านกั้น หน้าต่างกระจกบานใหญ่ที่มองออกไปเห็นตึกฝั่งตรงข้าม รวมถึงพฤติกรรมของทีมงานทุกคนที่เข้าใกล้บริเวณห้องฟิตติ้ง สัญชาตญาณระวังภัยของเขากำลังทำงานอย่างเต็มกำลัง เพราะจดหมายขู่ฉบับล่าสุดระบุชัดเจนว่าศัตรูอาจลงมือในสถานที่ทำงานของเป้าหมาย "คุณภามคะ... คุณปรางค์เรียกให้เข้าไปข้างในห้องฟิตติ้งค่ะ" เสียงของสไตลิสต์สาวเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มประหม่า ขณะชี้มือไปทางห้องแต่งตัวส่วนตัว VIP ที่ปิดม่านมิดชิด ภามขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสัย "มีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่าครับ?" ภามถามเสียงเรียบ มือข้างห
แสงแดดแรกของวันทอดผ่านบานกระจกนิรภัยกรองแสงของเพนต์เฮาส์หรู ภามตื่นขึ้นตั้งแต่ยังไม่ทันอรุณรุ่ง สัญชาตญาณอดีตนายตำรวจหน่วยปฏิบัติการพิเศษสั่งให้เขานอนหลับเพียงครึ่งเดียว อีกครึ่งหนึ่งตื่นตัวรับรู้ทุกเสียงการเคลื่อนไหวรอบตัว เขาอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวติดกระดุมถึงคอ พร้อมกางเกงสแล็กสีดำทรงเนี้ยบ กำลังเดินตรวจเช็กระบบเซนเซอร์ประตู สัญญาณเตือนภัยที่กระจก และมุมอับรอบห้องกว้างใหญ่อีกครั้งเป็นรอบที่สามของเช้าวันนี้ความเงียบสงบในห้องถูกทำลายลงเมื่อประตูห้องนอนใหญ่เปิดออก ปรางค์นลินก้าวเท้าออกมาในชุดคลุมผ้าไหมสีครีมตัวยาว สายรัดเอวผูกไว้หลวมๆ เผยให้เห็นขอบชุดนอนลูกไม้สีไวน์แดงด้านใน แสงแดดยามเช้าตกกระทบเรือนร่างระหงจนดูราวกับภาพวาดชิ้นเอก กลิ่นหอมอบอุ่นยามเช้าของเธอคละคลุ้งในอากาศ ทลายความตึงเครียดของห้องลงในพริบตา"อรุณสวัสดิ์ค่ะ... คุณหมีหน้านิ่ง ตื่นเช้าจังเลยนะคะ"ปรางค์เอ่ยทักด้วยน้ำเสียงหวานใส นัยน์ตาคมพราวระยับด้วยความเย้าหยอกตั้งแต่แรกเห็น เธอเดินตรงไปยังเคาน์เตอร์ครัวเพื่อชงกาแฟ จงใจรินกาแฟดำเข้มข้นใส่แก้วทรงสูงใบหนึ่ง แล้วถือเดินตรงมาหาบอดี้การ์ดหนุ่มที่ยืนหน้าเรียบนิ่งอยู่ตรงมุมห







