LOGINเสียงสายฝนที่พัดกระหน่ำอยู่ภายนอกเพนต์เฮาส์ดูคล้ายจะเงียบหายไปในเสี้ยววินาทีเมื่อคำพูดของพีทสิ้นสุดลง บรรยากาศภายในห้องกว้างตกอยู่ในความเงียบอันน่าสะพรึงและตึงเครียดจนแทบหยุดหายใจ
ภาม นั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ ตัวเกร็งแข็งดั่งหินผา นัยน์ตาคมกริบที่เคยเรียบเฉยบัดนี้สั่นระริกด้วยความเจ็บปวด ฝันร้ายในอดีตที่หวนกลับมาแทงฉีกหัวใจเขาอย่างรุนแรง ภาพหมวดมีนาที่สิ้นใจในอ้อมกอดของเขาพร้อมเลือดสีแดงฉานกลางงานเลี้ยงเมื่อห้าปีก่อน ซ้อนทับเข้ากับภาพของ ปรางค์นลิน ที่เพิ่งผ่านพ้นคมมีดของมือสังหารมาได้อย่างเฉียบพลัน อาการ PTSD ที่ซุกซ่อนอยู่ลึกๆ กำลังปะทุขึ้นมาอย่างรุนแรง ลมหายใจของภามติดขัด ร่างกายท่อนบนที่เปลือยเปล่าสั่นเทาขึ้นมาเบาๆ เหงื่อเย็นผุดซึมตามแผงอกและลำคอ ความกลัวที่จะต้องสูญเสียคนที่รักไปอีกครั้งบดขยี้สติสัมปชัญญะของเขาจนแทบควบคุมไม่ได้ ปรางค์นลินสัมผัสได้ถึงความผิดปกติอันน่ากลัวนั้นในทันที เธอไม่สนเรื่องโทรศัพท์หรือชื่อของศัตรูในอดีต แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดตรงหน้าคือชายหนุ่มที่กำลังถูกความทรงจำอันเลวร้ายกัดกิน ปรางค์รีบขยับตัวขึ้นมานั่งทับบนตักของภาม รวบใบหน้าคมคายของเขาไว้ด้วยสองมือเรียวนุ่ม ออกแรงบังคับให้เขาสบตากับเธอในระยะประชิด "คุณภาม... มองหน้าปรางค์สิคะ!" เสียงหวานเอ่ยเรียกชื่อเขาด้วยความรักและเด็ดขาด "มองตาปรางค์! ปรางค์อยู่ตรงนี้ ปรางค์ยังปลอดภัย และไม่มีใครทำอะไรปรางค์ได้ทั้งนั้น!" ดวงตาสีน้ำตาลเข้มอันแสนอบอุ่นและทระนงของปรางค์นลิน ดึงสติที่กำลังกระเจิดกระเจิงของภามให้กลับคืนมา อดีตตำรวจหนุ่มจ้องมองใบหน้าเนียนใสที่อยู่ห่างไม่ถึงนิ้ว ลมหายใจร้อนผ่าวของเธอช่วยละลายความเย็นเยือกในหัวใจของเขาลงทีละน้อย ภามยกมือขวาอันทรงพลังขึ้นโอบเอวคอดกิ่วของเธอไว้แน่น ก่อนจะซุกใบหน้าลงกับซอกคอหอมหวานของปรางค์นลิน กอดรัดเรือนร่างระหงไว้ในอ้อมแขนดั่งคนหิวกระหายความมั่นคง ปรางค์ยกมือขึ้นลูบเรือนผมสั้นนุ่มของเขาเบาๆ ปล่อยให้บอดี้การ์ดสายโหดผู้แสนเกรี้ยวกราดได้ซบหน้าพักพิงความอ่อนแอไว้กับเธอ เธอสัมผัสได้ถึงเสียงหัวใจที่เต้นระทึกและแรงสั่นสะท้านจากแผงอกของเขา ความรู้สึกอยากปกป้องและสายใยจากเมื่อห้าปีก่อนได้หลอมรวมทั้งคู่เข้าหากันอย่างสมบูรณ์แบบแล้วในวินาทีนี้ "ปรางค์จะไม่ไปไหน..." เธอแนบแก้มลงกับศีรษะของเขา กระซิบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "ปรางค์ไม่ใช่มีนา... และปรางค์จะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายเราสองคนเด็ดขาด" ภามสูดกลิ่นหอมฟิโรโมนวานิลลาผสมดอกมะลิเข้าเต็มปอด พลังใจและความเข้มแข็งของอัศวินหน้านิ่งค่อยๆ ฟื้นคืนกลับมา นัยน์ตาคมกริบเปลี่ยนจากความหวาดหวั่นเป็นความดุดันและแผดเผาไปด้วยไฟแห่งการปกป้อง เขาถอนใบหน้าออกจากซอกคอของเธอ สบตากับปรางค์นลินด้วยแววตาจริงจังสูงสุด "เพนต์เฮาส์ที่นี่ไม่ปลอดภัยอีกต่อไปแล้วครับ" ภามเอ่ยเสียงทุ้มต่ำและหนักแน่น "พวกมันรู้ตำแหน่งของคุณ และคนพวกนี้ไม่เคยยอมแพ้จนกว่าจะบรรลุเป้าหมาย" "กูเห็นด้วย!" เสียงพีทดังแทรกมาจากลำโพงโทรศัพท์ที่ยังไม่ได้ตัดสาย "ทีมรักษาความปลอดภัยของกูกำลังตรวจพบรถตู้ไม่มีป้ายทะเบียนสองคันวนเวียนอยู่แถวทางเข้าคอนโดมึง ภาม! มึงต้องพาคุณปรางค์ย้ายออกจากที่นั่นด่วนที่สุดก่อนที่พวกมันจะปิดล้อมตึก!" "กูจะพาเธอไปที่ 'เซฟเฮาส์' ของกู" ภามตอบกลับพีทอย่างรวดเร็ว "เตรียมทีมหลอกล่อตรงประตูหน้า ส่วนกูจะพาคุณปรางค์ออกทางลิฟต์ขนของใต้ดิน" "รับทราบ! ระวังตัวด้วยเพื่อน" ภามวางสายลง เขาจ้องมองปรางค์นลินด้วยความรักและความห่วงใยที่ปิดไม่มิดอีกต่อไป มือหนาไล้ตามกรอบหน้าสวยละมุนของเธออย่างเบามือ "คุณปรางค์... คุณไว้ใจผมไหม?" ปรางค์คลี่ยิ้มหวาน นัยน์ตาส่องประกายเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยม เธอใช้นิ้วเรียวสวยแตะริมฝีปากของเขาเบาๆ "ชีวิตและหัวใจของปรางค์... ปรางค์ยกให้คุณดูแลตั้งแต่วันที่คุณถอดตราตำรวจใส่มือปรางค์เมื่อห้าปีก่อนแล้วค่ะ คุณหมี" สิบห้านาทีต่อมา ท่ามกลางสายฝนที่ตกกระหน่ำอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ยานพาหนะออฟโรดสีดำสนิทติดกระจกกันกระสุนรอบคัน พุ่งแหวกความมืดและสายฝนออกจากลานจอดรถชั้นใต้ดินของคอนโดมิเนียมหรูด้วยความเร็วสูง ภามรับหน้าที่เป็นผู้ขับด้วยตัวเอง มือขวาจับพวงมาลัยมั่นคง ส่วนมือซ้ายที่พันผ้าพันแผลไว้แน่นหนาประคองเกียร์และคอยสังเกตการณ์ผ่านกระจกมองข้าง ปรางค์นลินในชุดกางเกงยีนส์เข้ารูปและเสื้อแจ็กเก็ตหนังสีดำนั่งอยู่บนเบาะข้างคนขับ เธอไม่ได้แสดงอาการขวัญเสียหรือตื่นตระหนกแม้แต่น้อย นัยน์ตาคู่สวยคอยจ้องมองถนนเบื้องหน้าและเหลียวมองบอดี้การ์ดหนุ่มข้างกายเป็นระยะ "แขนซ้ายเจ็บมากไหมคะ?" ปรางค์เอื้อมมือไปแตะท่อนแขนแกร่งของเขาด้วยความห่วงใย ภามละสายตาจากถนนหันมามองเธอวูบหนึ่ง สายตาคมกริบฉายรอยยิ้มอ่อนโยนที่หาได้ยากยิ่ง "ไม่เจ็บเลยครับ... เมื่อมีคุณอยู่ใกล้ๆ" คำพูดตรงไปตรงมาและน้ำเสียงทุ้มหวานทำเอาปรางค์นลินถึงกับแก้มขึ้นสีระเรื่อ ความหวานชื่นซาบซ่านไปทั่วอก ทลายความตึงเครียดของสถานการณ์หนีตายลงไปจนหมดสิ้น ปรางค์เอื้อมมือไปกุมมือขวาของภามที่จับพวงมาลัยไว้ สอดประสานนิ้วมือเรียวสวยเข้ากับนิ้วมือหนาของเขาอย่างแนบแน่น "กฎรักษาระยะห่างหนึ่งเมตรของคุณภาม... โดนยกเลิกถาวรแล้วใช่มั้ยคะ?" ปรางค์เย้าด้วยรอยยิ้มซุกซน ภามบีบมือเล็กของเธอตอบกลับอย่างหนักแน่น ไม่ยอมปล่อยมือออกแม้แต่วินาทีเดียว "ตั้งแต่คืนนี้เป็นต้นไป... ระยะห่างระหว่างผมกับคุณ คือศูนย์เซนติเมตรครับ คุณปรางค์" รถออฟโรดทะยานผ่านเส้นทางสายเก่าตัดผ่านทิวเขาและป่าไม้เบญจพรรณ มุ่งหน้าสู่อ่าวส่วนตัวริมชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก ซึ่งเป็นที่ตั้งของเซฟเฮาส์ลับส่วนตัวของภาม พื้นที่แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นอย่างมิดชิดบนหน้าผาสูง รายล้อมด้วยป่าธรรมชาติและมีทางเข้าออกเพียงทางเดียว เหมาะสำหรับการกบดานและตั้งรับในยุทธวิธีสงคราม เมื่อรถจอดสนิทหน้าบ้านพักสไตล์โมเดิร์นที่ซ่อนตัวอยู่ใต้เงามืดของทิวไม้ เสียงคลื่นลมทะเลกระทบฝั่งดังซ่าๆ ผสมผสานกับเสียงฝนตกพรำๆ ภามดับเครื่องยนต์ สแกนพื้นที่รอบบ้านผ่านระบบกล้องอินฟราเรดจนแน่ใจว่าปลอดภัย ก่อนจะหันมาหาปรางค์นลิน "ถึงแล้วครับ... พื้นที่ปลอดภัยของเรา" ภามก้าวลงจากรถ เดินหมุนมาเปิดประตูฝั่งคนขับ แล้วเอื้อมมือไปอุ้มร่างระหงของปรางค์นลินขึ้นมาในอ้อมแขนกว้างทันทีโดยไม่ทันให้เธอตั้งตัว! "อุ๊ย! คุณภาม... ปรางค์เดินเองได้ค่ะ แขนคุณยังเจ็บอยู่นะ!" ปรางค์ร้องอุทานด้วยความตกใจ รีบยกแขนโอบรอบคอหนาของเขาไว้ด้วยความกลัวตก "แผลแค่นี้ทำอะไรผมไม่ได้หรอกครับ" ภามเอ่ยเสียงทุ้ม อุ้มร่างบางของซูเปอร์โมเดลสาวแนบชิดอก ก้าวขาฉับๆ พาเธอเดินผ่านประตูบ้านพักนิรภัยเข้าไปข้างในอย่างง่ายดาย ราวกับเรือนร่างระหงของเธอไร้น้ำหนัก ภายในเซฟเฮาส์ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้โทนสีอบอุ่นและกระจกบานใหญ่ที่มองเห็นทิวทัศน์ทะเลมืดมิดเบื้องล่าง แสงไฟสีส้มวอร์มไลต์สว่างขึ้นอัตโนมัติเมื่อภามก้าวเข้ามา ชายหนุ่มวางร่างของปรางค์นลินลงบนโซฟาหนังนุ่มตัวใหญ่กลางห้องอย่างเบามือ ปรางค์ยังคงไม่ยอมปล่อยมือออกจากคอของเขา เธอช้อนตามองใบหน้าคมคายในระยะประชิด นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มฉายแววรักใคร่ ซาบซึ้ง และยั่วเย้าในที "บอดี้การ์ดส่วนตัวคนนี้... บริการอุ้มส่งถึงโซฟาเลย เหรอคะ?" ปรางค์กระซิบเย้า ใช้นิ้วชี้เรียวสวยลูบไล้ริมฝีปากหยักได้รูปของภามเบาๆ ภามจ้องมองริมฝีปากกระจับสีชมพูระเรื่อที่อยู่ห่างไม่ถึงนิ้ว ความนึกคิดและกำแพงการควบคุมตนเองที่เขาเพียรสร้างมาตลอดห้าปี พังทลายลงอย่างสิ้นเชิง ความรัก ความโหยหา และสัญชาตญาณความต้องการปกป้องผู้หญิงตรงหน้า ท่วมท้นออกมาจากหัวใจของเขา "ผมไม่ได้ทำในฐานะบอดี้การ์ดครับ..." ภามเค้นเสียงทุ้มพร่าต่ำข้างหูเธอ นัยน์ตาคมกริบไหวระริกด้วยไฟแห่งความเสน่หา "...แต่ผมทำในฐานะผู้ชายคนหนึ่ง ที่รักคุณปรางค์นลินจนหมดหัวใจ" คำบอกรักอันแสนจริงใจและดุดันทำเอาหัวใจของปรางค์นลินเต้นระทึกดั่งจังหวะกลอง น้ำตาแห่งความสุขคลอเบ้า ปรางค์กระชับอ้อมแขนรั้งลำคอหนาของเขาลงมา ก่อนจะยืดตัวขึ้นประทับริมฝีปากนุ่มนวลของเธอลงบนริมฝีปากของภามทันที! จูบระหว่างเขากับเธอเต็มไปด้วยความนุ่มนวล ซาบซึ้ง และเยียวยาบาดแผลในใจของกันและกัน ภามทอดทับเรือนร่างสูงใหญ่ลงมาโน้มรับจูบนั้นอย่างโหยหา ลิ้นหนาแทรกซึมเข้าตักตวงความหวานชื่นจากริมฝีปากกระจับของซูเปอร์โมเดลสาวอย่างหนักหน่วงและเร่าร้อน เสียงลมหายใจและสัมผัสอันอบอุ่นแนบแน่นหลอมรวมคนทั้งสองเข้าเป็นหนึ่งเดียวกันท่ามกลางเสียงคลื่นลมทะเลด้านนอก ทว่า ในขณะที่ความรักและความเสน่หากำลังเบ่งบานอย่างลึกซึ้งในเงามืดของเซฟเฮาส์... สัญญาณดาวเทียมบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ยุทธวิธีของภามก็กระพริบขึ้นเป็นสีแดงฉาน พร้อมข้อความแจ้งเตือนการดักจับสัญญาณวิทยุจากองค์กรศัตรูที่กำลังตีบีบวงล้อมเข้ามาทางชายฝั่ง! ศึกแห่งชีวิตและบทพิสูจน์ความรักครั้งใหญ่ที่สุด... กำลังจะเริ่มต้นขึ้นในไม่ช้า!เสียงสายฝนที่พัดกระหน่ำอยู่ภายนอกเพนต์เฮาส์ดูคล้ายจะเงียบหายไปในเสี้ยววินาทีเมื่อคำพูดของพีทสิ้นสุดลง บรรยากาศภายในห้องกว้างตกอยู่ในความเงียบอันน่าสะพรึงและตึงเครียดจนแทบหยุดหายใจ ภาม นั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ ตัวเกร็งแข็งดั่งหินผา นัยน์ตาคมกริบที่เคยเรียบเฉยบัดนี้สั่นระริกด้วยความเจ็บปวด ฝันร้ายในอดีตที่หวนกลับมาแทงฉีกหัวใจเขาอย่างรุนแรง ภาพหมวดมีนาที่สิ้นใจในอ้อมกอดของเขาพร้อมเลือดสีแดงฉานกลางงานเลี้ยงเมื่อห้าปีก่อน ซ้อนทับเข้ากับภาพของ ปรางค์นลิน ที่เพิ่งผ่านพ้นคมมีดของมือสังหารมาได้อย่างเฉียบพลัน อาการ PTSD ที่ซุกซ่อนอยู่ลึกๆ กำลังปะทุขึ้นมาอย่างรุนแรง ลมหายใจของภามติดขัด ร่างกายท่อนบนที่เปลือยเปล่าสั่นเทาขึ้นมาเบาๆ เหงื่อเย็นผุดซึมตามแผงอกและลำคอ ความกลัวที่จะต้องสูญเสียคนที่รักไปอีกครั้งบดขยี้สติสัมปชัญญะของเขาจนแทบควบคุมไม่ได้ ปรางค์นลินสัมผัสได้ถึงความผิดปกติอันน่ากลัวนั้นในทันที เธอไม่สนเรื่องโทรศัพท์หรือชื่อของศัตรูในอดีต แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดตรงหน้าคือชายหนุ่มที่กำลังถูกความทรงจำอันเลวร้ายกัดกิน ปรางค์รีบขยับตัวขึ้นมานั่งทับบ
เสียงสายฝนที่พัดกระหน่ำลงมาริมแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างพร่ามัวไปพร้อมกับเสียงหวอของรถรักษาความปลอดภัย กานต์และทีมบอดี้การ์ดเสริมบุกเข้าควบคุมพื้นที่หรูอย่างรวดเร็ว มือสังหารชุดดำที่สลบไสลบนพื้นถูกล็อกตัวและลากออกไปอย่างเงียบเชียบเพื่อไม่ให้แขกเหรื่อในงานตื่นตระหนก "มึงต้องไปโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้ภาม เลือดมึงออกเยอะมาก!" พีทเข้ามาประคองเพื่อนสนิท พลางมองบาดแผลที่ไหล่ซ้ายของภามด้วยสีหน้าเครียดจัด "กูไม่ไปโรงพยาบาล" ภามตอบเสียงเรียบ นัยน์ตาคมกริบยังคงสแกนพื้นที่รอบตัวด้วยสัญชาตญาณเข้มงวด "ถ้าไปโรงพยาบาล นักข่าวจะรู้เรื่อง และศัตรูอาจจะตามไปเก็บงาน รถตู้พาคุณปรางค์กลับเพนต์เฮาส์เดี๋ยวนี้ ที่นั่นมีอุปกรณ์ปฐมพยาบาลครบถ้วน" "แต่คุณภามคะ... เลือดคุณไหลไม่หยุดเลยนะ!" ปรางค์นรินเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า มือเรียวสวยที่เคยแต่งเล็บสีสดใสบัดนี้เปื้อนคราบเลือดของภาม เธอจับแขนขวาของเขาไว้แน่น น้ำตาคลอเบ้าด้วยความปวดใจ ภามหันมามองใบหน้าสวยคมที่บัดนี้ซีดเผือด เขา
- งานกาล่า -ห้องแต่งตัวระดับวีไอพีของโรงแรมห้าดาวริมแม่น้ำเจ้าพระยาอบอวลไปด้วยบรรยากาศหรูหรา เสียงดนตรีคลาสสิกแว่วมาจากห้องแกรนด์บอลรูมด้านนอก ค่ำคืนนี้คืองานดินเนอร์การกุศลและประมูลอัญมณีระดับไฮเอนด์ที่รวมเอาเหล่ามหาเศรษฐี ไฮโซ และสื่อมวลชนชั้นนำอย่างแน่นหนาทว่า สิ่งที่ทำให้ทีมงานในห้องแต่งตัวถึงกับหยุดหมุน ไม่ใช่แค่สร้อยเพชรน้ำงามมูลค่าหลายสิบล้านบนคอของ ปรางค์นลิน... แต่คือการปรากฏตัวของบอดี้การ์ดหนุ่มหน้านิ่งในลุคใหม่ที่ไม่มีใครคาดคิดภาม ยืนถอนหายใจยาวอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ ชุดสูททักซิโด้สีดำตัดเย็บอย่างประณีตแบรนด์ดังที่ปรางค์เป็นคนสั่งตัดด่วนพิเศษ เข้ากับเรือนร่างสูงใหญ่และช่วงไหล่กว้างของเขาได้อย่างไร้ที่ติ ปกเสื้อผ้าไหมสีดำเงาจับแสงไฟ เสื้อเชิ้ตสีขาวด้านในตัดกับไทหูกระต่ายสีดำทรงเนี้ยบ ปรับเปลี่ยนจากอดีตตำรวจสายโหดให้กลายเป็นบุรุษชั้นสูงทรงอิทธิพลที่เปี่ยมไปด้วยอันตรายและเสน่ห์ดึงดูดสายตาอย่างร้ายกาจประตูห้องกั้นส่วนตัวเปิดออก ปรางค์นลินก้าวออกมาในชุดราตรีเกาะอกสีน้ำเงินมิดไนท์บลู ผ้าไหมเงาวับทิ้งตัวยาวลากพื้น แหวกข้างสูงเผยเรียวขาสวยท้าทายสายตา คอระหงสวมสร้อยเพชรเม็ดงามที่ส
เสียงหัวใจของภามเต้นตึกตักเป็นจังหวะหนักรัวอยู่เบื้องบน แผงอกกว้างทอดทับแนบชิดกับเรือนร่างระหงในชุดราตรีผ้าไหมกำมะหยี่สีเขียวมรกต ลมหายใจอุ่นจัดของเขารดระบายอยู่ข้างขมับของปรางค์นลินอย่างสม่ำเสมอแต่ติดขัดด้วยความตึงเครียด ภายในห้องฟิตติ้งที่เคยสว่างไสว บัดนี้สลัวลงเล็กน้อยเมื่อสปอตไลต์บางดวงถูกภามใช้เท้าถีบปลั๊กออกเพื่อลดจุดสังเกตจากภายนอกเรือนร่างของทั้งสองแนบชิดทุกสัดส่วนใต้ร่มเงาของโต๊ะแต่งตัวและโซฟาหนา แผ่นหลังเปลือยเปล่าของปรางค์สัมผัสเข้ากับพรมหนานุ่มและท่อนแขนแกร่งของภามที่ช้อนรองหลังเธอไว้ได้อย่างทันท่วงที กลิ่นหอมหวานของวานิลลาและดอกมะลิประจำตัวนางแบบสาวละมุนอบอวลอยู่เต็มปอดของชายหนุ่ม กระตุ้นสัญชาตญาณความรู้สึกให้ตื่นตัวจนร้อนผ่าวไปทั้งร่างแม้ภามจะพยายามตั้งสติและจดจ่ออยู่กับการสังเกตการณ์ช่องระบายอากาศและมุมกระจกด้านนอก ทว่าความใกล้ชิดชนิดที่ลมหายใจแลกเปลี่ยนกันในระยะไม่ถึงเซนติเมตร ก็ทำให้อดีตนายตำรวจหนุ่มยากจะละเลยความเย้ายวนตรงหน้าได้ปรางค์นลินช้อนตามองใบหน้าคมคายตรงหน้าของบอดี้การ์ดหนุ่ม นัยน์ตาคมกริบของเขายังคงจ้องเขม็งไปที่บานประตูด้วยความเคร่งขรึม ทว่าอัตราการเต้น
สตูดิโอถ่ายแบบและฟิตติ้งเสื้อผ้าชั้นนำใจกลางกรุงเทพมหานครเนืองแน่นไปด้วยความวุ่นวายยามบ่าย ทั้งทีมงาน ช่างแต่งหน้า ช่างภาพ และสไตลิสต์ต่างเดินขวักไขว่ทำหน้าที่ของตนเองอย่างรีบร้อน เสียงชัตเตอร์และแสงแฟลชจากห้องสตูดิโอใหญ่ดังขึ้นเป็นระยะ ท่ามกลางความวุ่นวายทั้งหมดนั้น ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสีเข้มของ ภาม ยังคงยืนตระหง่านดุจประติมากรรมหินผาอยู่ตรงมุมห้อง นัยน์ตาคมกริบของอดีตนายตำรวจหน่วยปฏิบัติการพิเศษกวาดมองไปรอบบริเวณอย่างไม่ลดละ สายตาของเขาวิเคราะห์ทุกทิศทางอย่างถี่ถ้วน ทั้งทางเข้าออกฉุกเฉิน มุมอับของม่านกั้น หน้าต่างกระจกบานใหญ่ที่มองออกไปเห็นตึกฝั่งตรงข้าม รวมถึงพฤติกรรมของทีมงานทุกคนที่เข้าใกล้บริเวณห้องฟิตติ้ง สัญชาตญาณระวังภัยของเขากำลังทำงานอย่างเต็มกำลัง เพราะจดหมายขู่ฉบับล่าสุดระบุชัดเจนว่าศัตรูอาจลงมือในสถานที่ทำงานของเป้าหมาย "คุณภามคะ... คุณปรางค์เรียกให้เข้าไปข้างในห้องฟิตติ้งค่ะ" เสียงของสไตลิสต์สาวเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มประหม่า ขณะชี้มือไปทางห้องแต่งตัวส่วนตัว VIP ที่ปิดม่านมิดชิด ภามขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสัย "มีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่าครับ?" ภามถามเสียงเรียบ มือข้างห
แสงแดดแรกของวันทอดผ่านบานกระจกนิรภัยกรองแสงของเพนต์เฮาส์หรู ภามตื่นขึ้นตั้งแต่ยังไม่ทันอรุณรุ่ง สัญชาตญาณอดีตนายตำรวจหน่วยปฏิบัติการพิเศษสั่งให้เขานอนหลับเพียงครึ่งเดียว อีกครึ่งหนึ่งตื่นตัวรับรู้ทุกเสียงการเคลื่อนไหวรอบตัว เขาอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวติดกระดุมถึงคอ พร้อมกางเกงสแล็กสีดำทรงเนี้ยบ กำลังเดินตรวจเช็กระบบเซนเซอร์ประตู สัญญาณเตือนภัยที่กระจก และมุมอับรอบห้องกว้างใหญ่อีกครั้งเป็นรอบที่สามของเช้าวันนี้ความเงียบสงบในห้องถูกทำลายลงเมื่อประตูห้องนอนใหญ่เปิดออก ปรางค์นลินก้าวเท้าออกมาในชุดคลุมผ้าไหมสีครีมตัวยาว สายรัดเอวผูกไว้หลวมๆ เผยให้เห็นขอบชุดนอนลูกไม้สีไวน์แดงด้านใน แสงแดดยามเช้าตกกระทบเรือนร่างระหงจนดูราวกับภาพวาดชิ้นเอก กลิ่นหอมอบอุ่นยามเช้าของเธอคละคลุ้งในอากาศ ทลายความตึงเครียดของห้องลงในพริบตา"อรุณสวัสดิ์ค่ะ... คุณหมีหน้านิ่ง ตื่นเช้าจังเลยนะคะ"ปรางค์เอ่ยทักด้วยน้ำเสียงหวานใส นัยน์ตาคมพราวระยับด้วยความเย้าหยอกตั้งแต่แรกเห็น เธอเดินตรงไปยังเคาน์เตอร์ครัวเพื่อชงกาแฟ จงใจรินกาแฟดำเข้มข้นใส่แก้วทรงสูงใบหนึ่ง แล้วถือเดินตรงมาหาบอดี้การ์ดหนุ่มที่ยืนหน้าเรียบนิ่งอยู่ตรงมุมห







