LOGINเสียงสายฝนที่พัดกระหน่ำลงมาริมแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างพร่ามัวไปพร้อมกับเสียงหวอของรถรักษาความปลอดภัย กานต์และทีมบอดี้การ์ดเสริมบุกเข้าควบคุมพื้นที่หรูอย่างรวดเร็ว มือสังหารชุดดำที่สลบไสลบนพื้นถูกล็อกตัวและลากออกไปอย่างเงียบเชียบเพื่อไม่ให้แขกเหรื่อในงานตื่นตระหนก
"มึงต้องไปโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้ภาม เลือดมึงออกเยอะมาก!" พีทเข้ามาประคองเพื่อนสนิท พลางมองบาดแผลที่ไหล่ซ้ายของภามด้วยสีหน้าเครียดจัด "กูไม่ไปโรงพยาบาล" ภามตอบเสียงเรียบ นัยน์ตาคมกริบยังคงสแกนพื้นที่รอบตัวด้วยสัญชาตญาณเข้มงวด "ถ้าไปโรงพยาบาล นักข่าวจะรู้เรื่อง และศัตรูอาจจะตามไปเก็บงาน รถตู้พาคุณปรางค์กลับเพนต์เฮาส์เดี๋ยวนี้ ที่นั่นมีอุปกรณ์ปฐมพยาบาลครบถ้วน" "แต่คุณภามคะ... เลือดคุณไหลไม่หยุดเลยนะ!" ปรางค์นรินเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า มือเรียวสวยที่เคยแต่งเล็บสีสดใสบัดนี้เปื้อนคราบเลือดของภาม เธอจับแขนขวาของเขาไว้แน่น น้ำตาคลอเบ้าด้วยความปวดใจ ภามหันมามองใบหน้าสวยคมที่บัดนี้ซีดเผือด เขายื่นมือขวาไปแตะมือบางของเธอเบาๆ สัมผัสอบอุ่นและอ่อนโยนอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน "ผมไม่เป็นไรครับ... กลับห้องกันก่อนนะ อยู่ตรงนี้ไม่ปลอดภัย" ภายในห้องเพนต์เฮาส์หรู บรรยากาศเงียบสงบถูกแทนที่ด้วยความตึงเครียด ภามนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวใหญ่กลางห้อง เสื้อสูททักซิโด้ราคาแพงถูกถอดทิ้งไว้ข้างๆ เสื้อเชิ้ตสีขาวปลดกระดุมออกทั้งหมดและถอดรั้งลงมาถึงเอว เผยให้เห็นเรือนร่างท่อนบนอันบึกบึนสมบูรณ์แบบ ไหล่กว้าง แผงอกหนาแน่นไปด้วยกล้ามเนื้อ และร่องรอยแผลเป็นเก่าแก่นับสิบจุดจากการผ่านศึกสงครามและภารกิจเสี่ยงตายในอดีต ทว่า บาดแผลใหม่ตรงไหล่ซ้ายกลับเป็นรอยเฉียดยาว เลือดสีเข้มยังคงไหลซึมออกมาไม่ขาดสาย "หมอประจำบริษัทกำลังเดินทางมาครับหัวหน้า" กานต์บอดี้การ์ดรุ่นน้องเอ่ยขึ้นพร้อมยื่นกล่องอุปกรณ์ทำแผลระดับการแพทย์สนามให้ "ไม่ต้อง ให้หมอเตรียมยาปฏิชีวนะมาอย่างเดียวพอ เรื่องแผลกูจัดการเองได้" ภามเอื้อมมือจะไปหยิบน้ำยาฆ่าเชื้อ "มาค่ะ... ปรางค์ทำให้" เสียงหวานแฝงความเด็ดขาดดังขึ้น ปรางค์นลินในชุดราตรีสีน้ำเงินมิดไนท์บลูที่ถูกเปลี่ยนเป็นเสื้อยืดตัวใหญ่กับกางเกงวอร์มสบายๆ เดินตรงเข้ามา เธอรับกล่องปฐมพยาบาลมาจากบอดี้การ์ดรุ่นน้อง แล้วหันไปส่งสายตาเป็นสัญญาณให้ทุกคนออกจากห้องไป "คุณปรางค์ครับ มันเลอะเทอะ ให้คนอื่นทำดีกว่า" ภามพยายามปรามเสียงเบา "นั่งนิ่งๆ ค่ะคุณหมี!" ปรางค์สั่งเสียงดุ นัยน์ตาคู่สวยจ้องมองเขาอย่างจริงจังจนภามต้องยอมกลืนคำคัดค้านลงคอ ปรางค์คุกเข่าลงข้างเก้าอี้ของภาม มือเรียวสวยสั่นเทาเล็กน้อยขณะใช้สำลีชุบน้ำยาฆ่าเชื้อค่อยๆ เช็ดคราบเลือดรอบๆ บาดแผลอย่างเบามือที่สุด ยามที่น้ำยาเย็นจัดแตะลงบนรอยแผลฉกรรจ์ กล้ามเนื้อไหล่และแผงอกของภามเกร็งตึงขึ้นทันที ลมหายใจของเขาสะดุดลงเล็กน้อย ทว่าอดีตนายตำรวจหนุ่มกลับไม่เอื้อนเอ่ยเสียงร้องออกมาแม้แต่คำเดียว ปรางค์มองเห็นกล้ามเนื้อที่เกร็งแน่นและหยดเหงื่อที่ผุดขึ้นตามลำคอของเขา น้ำตาที่เธอพยายามกักเก็บไว้ก็ร่วงไหลลงมาโดนหลังมือของภาม "เจ็บใช่ไหมคะ..." ปรางค์กระซิบ เสียงเครือด้วยความรู้สึกผิด "ถ้าคุณไม่ต้องเอาตัวมาบังปรางค์ไว้ คุณก็ไม่ต้องมาเจ็บแบบนี้" ภามหลุบสายตามองผู้หญิงที่กำลังคุกเข่าอยู่ข้างตัวเขา หยดน้ำตาของเธอที่หยดลงบนหลังมือของเขามันร้อนผ่าวยิ่งกว่าบาดแผลบนไหล่เสียอีก ภามยกมือขวาขึ้น ค่อยๆ ใช้นิ้วโป้งปาดน้ำตาออกจากแก้มเนียนของปรางค์นลินอย่างนุ่มนวล "ผมเป็นบอดี้การ์ดของคุณ... การปกป้องคุณคือหน้าที่ของผม" ภามเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ "ไม่ใช่แค่น่าที่หรอกค่ะ!" ปรางค์เงยหน้าขึ้นสบตากับเขาตรงๆ นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มฉายแววตัดพ้อและลึกซึ้ง "คนทำตามหน้าที่เขาไม่มองด้วยสายตาตาห่วงหาขนาดนั้นหรอก... คุณภาม คุณทุ่มเทชีวิตปกป้องปรางค์ขนาดนี้ เพราะคุณรู้สึกอะไรกับปรางค์ใช่ไหมคะ?" คำถามตรงไปตรงมาทำให้อารมณ์ความรู้สึกในอกของภามตีรวน เขามองใบหน้าสวยคม นัยน์ตาของเธอเลื่อนลงมองรอยแผลเป็นเก่าบนแผงอกข้างซ้ายของเขา—ตำแหน่งที่เคยมีป้ายชื่อตำรวจและตราประจำตัวที่เขาเคยถอดมอบให้เด็กสาวคนหนึ่งเมื่อ 5 ปีก่อน ปรางค์ยื่นมือเรียวไปลูบไล้แผลเป็นเก่าบนหน้าอกของเขาอย่างแผ่วเบา สัมผัสอันอบอุ่นและละมุนละไมของเธอทำให้อาการ PTSD และภาพหลอนในอดีตของภามที่เคยรบกวนจิตใจ ค่อยๆ สงบลงอย่างน่าประหลาด "แผลเป็นพวกนี้... คุณได้มันมาเพราะปกป้องคนอื่นใช่ไหมคะ?" ปรางค์กระซิบถาม นัยน์ตามีรอยยิ้มอบอุ่น "รวมถึงแผลเป็นในใจของคุณด้วย... คุณปิดล็อกตัวเองไว้ เพราะกลัวว่าจะปกป้องใครไม่ได้อีกใช่ไหม?" ภามชะงักกึก นัยน์ตาคมเบิกกว้างเล็กน้อย หัวใจอัศวินหน้านิ่งสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เธออ่านใจเขาออกทั้งหมด ซูเปอร์โมเดลสาวคนนี้ไม่ได้มองเห็นแค่บอดี้การ์ดสายโหด แต่เธอเห็นถึงบาดแผลและลึกเข้าไปในจิตใจที่แหลกสลายของเขา "คุณปรางค์..." ภามเค้นเสียงออกมาได้เพียงเท่านั้น ปรางค์ไม่รอให้เขาพูดจบ เธอขยับตัวลุกขึ้นยืนช้าๆ โน้มตัวลงมาประคองใบหน้าคมคายของภามไว้ด้วยสองมือ ก่อนจะประทับริมฝีปากนุ่มนวลลงบนแผลเป็นเก่าเหนือแผงอกของเขาอย่างซาบซึ้งและรักใคร่ จุมพิตอันแสนอบอุ่นนั้นเนิ่นนาน ราวกับต้องการจะเยียวยาทุกความเจ็บปวดในอดีตที่เขาเคยแบกรับไว้ ภามรู้สึกเหมือนมีกระแสความร้อนอบอุ่นวิ่งผ่านหัวใจ กำแพงน้ำแข็งอันหนาแน่นที่สร้างขึ้นมาตลอดห้าปีพังทลายลงอย่างสิ้นเชิง มือหนาของเขาค่อยๆ ยกขึ้นโอบเอวคอดกิ่วของปรางค์นลินเข้าหาตัว กระชับอ้อมกอดแน่นขึ้นอย่างลืมตัว โดยไม่สนใจบาดแผลที่ไหล่ซ้ายที่เริ่มตึงขึ้นมาอีกครั้ง "ปรางค์จำคุณได้ตั้งแต่วันแรกที่พบกัน..." ปรางค์ถอนริมฝีปากออก ช้อนตามองสบตาเขาในระยะห่างไม่เกินคืบ "จำนายตำรวจหนุ่มที่เคยติดป้ายชื่อให้ปรางค์ แล้วบอกว่า 'ปลอดภัยแล้ว เด็กดี ผมจะปกป้องคุณเอง'... ปรางค์ไม่เคยลืมคุณเลยสักวันเดียว" คำกระซิบนั้นเสมือนกุญแจดอกสุดท้ายที่ปลดล็อกความทรงจำในอดีตของภาม! ภาพเด็กสาวมอมแมมขวัญเสียในคลังสินค้าริมทะเลเมื่อ 5 ปีก่อน ซ้อนทับเข้ากับใบหน้าของซูเปอร์โมเดลสาวสวยตรงหน้าอย่างสมบูรณ์แบบ! ภามนัยน์ตาสั่นระริก ความจริงอันแสนซับซ้อนและสายใยที่ถูกร้อยเรียงไว้เผยออกมาทั้งหมด เขาไม่ได้เพิ่งมาตกหลุมรักเธอในฐานะบอดี้การ์ด... แต่หัวใจของเขาเคยผูกพันกับเธอมาตั้งแต่วันนั้นแล้ว! "คุณ... เด็กสาวในคืนนั้น" ภามกระซิบ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความทึ่งและโหยหา "ใช่ค่ะ... ปรางค์เอง" ปรางค์คลี่ยิ้มหวานทั้งน้ำตา "เด็กสาวที่คุณเคยช่วยชีวิตไว้ คืนนี้เธอกลับมาเพื่อช่วยชีวิตและหัวใจของคุณแล้วนะคะ... คุณหมีหน้านิ่ง" ก่อนที่ภามจะได้เอ่ยตอบหรือดึงเธอเข้ามาจูบให้สมกับความทรงจำที่พรั่งพรู เสียงโทรศัพท์มือถือส่วนตัวของภามบนโต๊ะก็ดังก้องขึ้น ขัดจังหวะความอบอุ่นในห้องลงทันควัน ภามตั้งสติ กดรับสายกดเปิดลำโพง เสียงพีทดังออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนกและเครียดจัด "ภาม! กูสืบประวัติรอยสักบนท่อนแขนของมือสังหารที่บุกโจมตีมึงเมื่อกี้ได้แล้ว!" เสียงพีทสั่นพร่า "มันเป็นรอยสักรูปหัวกะโหลกซ้อนดาบ... ตราสัญลักษณ์ขององค์กรค้ามนุษย์ข้ามชาติก๊วนเดิมเมื่อห้าปีก่อน!" ภามนัยน์ตาคมกริบฉายแววอำมหิตและดุดันขึ้นมาในเสี้ยววินาที สัญชาตญาณนักล่าตื่นตัวเต็มขั้น "และที่สำคัญกว่านั้น..." พีทพูดต่อด้วยน้ำเสียงหนักอึ้ง "คนสั่งการระดับสูงที่เพิ่งเพ่งเล็งคุณปรางค์... คือคนเดียวกับที่สั่งสไนเปอร์ยิงหมวดมีนาเมื่อห้าปีก่อน!" ความเงียบอันน่ากลัวครอบคลุมห้องเพนต์เฮาส์ทันที ปรางค์นรินยกมือขึ้นแตะแผงอกของภาม สัมผัสได้ถึงอัตราการเต้นของหัวใจที่เปลี่ยนเป็นดุดันและทรงพลัง ภามกอดร่างบางของปรางค์ไว้แน่นในอ้อมแขนข้างขวา นัยน์ตาคมกริบจ้องมองออกไปนอกหน้าต่างกระจกท่ามกลางสายฝนที่กระหน่ำ ศัตรูในอดีตที่เคยทำลายชีวิตเขา บัดนี้กลับมาล่า "ผู้หญิงคนใหม่" ที่เขารักยิ่งกว่าชีวิต ภามเม้มริมฝีปากแน่น กระซิบคำปฏิญาณในใจด้วยความแค้นและสายใยอันมั่นคง ครั้งนี้... กูจะไม่ยอมเสียใครไปอีกแล้ว!เสียงสายฝนที่พัดกระหน่ำอยู่ภายนอกเพนต์เฮาส์ดูคล้ายจะเงียบหายไปในเสี้ยววินาทีเมื่อคำพูดของพีทสิ้นสุดลง บรรยากาศภายในห้องกว้างตกอยู่ในความเงียบอันน่าสะพรึงและตึงเครียดจนแทบหยุดหายใจ ภาม นั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ ตัวเกร็งแข็งดั่งหินผา นัยน์ตาคมกริบที่เคยเรียบเฉยบัดนี้สั่นระริกด้วยความเจ็บปวด ฝันร้ายในอดีตที่หวนกลับมาแทงฉีกหัวใจเขาอย่างรุนแรง ภาพหมวดมีนาที่สิ้นใจในอ้อมกอดของเขาพร้อมเลือดสีแดงฉานกลางงานเลี้ยงเมื่อห้าปีก่อน ซ้อนทับเข้ากับภาพของ ปรางค์นลิน ที่เพิ่งผ่านพ้นคมมีดของมือสังหารมาได้อย่างเฉียบพลัน อาการ PTSD ที่ซุกซ่อนอยู่ลึกๆ กำลังปะทุขึ้นมาอย่างรุนแรง ลมหายใจของภามติดขัด ร่างกายท่อนบนที่เปลือยเปล่าสั่นเทาขึ้นมาเบาๆ เหงื่อเย็นผุดซึมตามแผงอกและลำคอ ความกลัวที่จะต้องสูญเสียคนที่รักไปอีกครั้งบดขยี้สติสัมปชัญญะของเขาจนแทบควบคุมไม่ได้ ปรางค์นลินสัมผัสได้ถึงความผิดปกติอันน่ากลัวนั้นในทันที เธอไม่สนเรื่องโทรศัพท์หรือชื่อของศัตรูในอดีต แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดตรงหน้าคือชายหนุ่มที่กำลังถูกความทรงจำอันเลวร้ายกัดกิน ปรางค์รีบขยับตัวขึ้นมานั่งทับบ
เสียงสายฝนที่พัดกระหน่ำลงมาริมแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างพร่ามัวไปพร้อมกับเสียงหวอของรถรักษาความปลอดภัย กานต์และทีมบอดี้การ์ดเสริมบุกเข้าควบคุมพื้นที่หรูอย่างรวดเร็ว มือสังหารชุดดำที่สลบไสลบนพื้นถูกล็อกตัวและลากออกไปอย่างเงียบเชียบเพื่อไม่ให้แขกเหรื่อในงานตื่นตระหนก "มึงต้องไปโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้ภาม เลือดมึงออกเยอะมาก!" พีทเข้ามาประคองเพื่อนสนิท พลางมองบาดแผลที่ไหล่ซ้ายของภามด้วยสีหน้าเครียดจัด "กูไม่ไปโรงพยาบาล" ภามตอบเสียงเรียบ นัยน์ตาคมกริบยังคงสแกนพื้นที่รอบตัวด้วยสัญชาตญาณเข้มงวด "ถ้าไปโรงพยาบาล นักข่าวจะรู้เรื่อง และศัตรูอาจจะตามไปเก็บงาน รถตู้พาคุณปรางค์กลับเพนต์เฮาส์เดี๋ยวนี้ ที่นั่นมีอุปกรณ์ปฐมพยาบาลครบถ้วน" "แต่คุณภามคะ... เลือดคุณไหลไม่หยุดเลยนะ!" ปรางค์นรินเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า มือเรียวสวยที่เคยแต่งเล็บสีสดใสบัดนี้เปื้อนคราบเลือดของภาม เธอจับแขนขวาของเขาไว้แน่น น้ำตาคลอเบ้าด้วยความปวดใจ ภามหันมามองใบหน้าสวยคมที่บัดนี้ซีดเผือด เขา
- งานกาล่า -ห้องแต่งตัวระดับวีไอพีของโรงแรมห้าดาวริมแม่น้ำเจ้าพระยาอบอวลไปด้วยบรรยากาศหรูหรา เสียงดนตรีคลาสสิกแว่วมาจากห้องแกรนด์บอลรูมด้านนอก ค่ำคืนนี้คืองานดินเนอร์การกุศลและประมูลอัญมณีระดับไฮเอนด์ที่รวมเอาเหล่ามหาเศรษฐี ไฮโซ และสื่อมวลชนชั้นนำอย่างแน่นหนาทว่า สิ่งที่ทำให้ทีมงานในห้องแต่งตัวถึงกับหยุดหมุน ไม่ใช่แค่สร้อยเพชรน้ำงามมูลค่าหลายสิบล้านบนคอของ ปรางค์นลิน... แต่คือการปรากฏตัวของบอดี้การ์ดหนุ่มหน้านิ่งในลุคใหม่ที่ไม่มีใครคาดคิดภาม ยืนถอนหายใจยาวอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ ชุดสูททักซิโด้สีดำตัดเย็บอย่างประณีตแบรนด์ดังที่ปรางค์เป็นคนสั่งตัดด่วนพิเศษ เข้ากับเรือนร่างสูงใหญ่และช่วงไหล่กว้างของเขาได้อย่างไร้ที่ติ ปกเสื้อผ้าไหมสีดำเงาจับแสงไฟ เสื้อเชิ้ตสีขาวด้านในตัดกับไทหูกระต่ายสีดำทรงเนี้ยบ ปรับเปลี่ยนจากอดีตตำรวจสายโหดให้กลายเป็นบุรุษชั้นสูงทรงอิทธิพลที่เปี่ยมไปด้วยอันตรายและเสน่ห์ดึงดูดสายตาอย่างร้ายกาจประตูห้องกั้นส่วนตัวเปิดออก ปรางค์นลินก้าวออกมาในชุดราตรีเกาะอกสีน้ำเงินมิดไนท์บลู ผ้าไหมเงาวับทิ้งตัวยาวลากพื้น แหวกข้างสูงเผยเรียวขาสวยท้าทายสายตา คอระหงสวมสร้อยเพชรเม็ดงามที่ส
เสียงหัวใจของภามเต้นตึกตักเป็นจังหวะหนักรัวอยู่เบื้องบน แผงอกกว้างทอดทับแนบชิดกับเรือนร่างระหงในชุดราตรีผ้าไหมกำมะหยี่สีเขียวมรกต ลมหายใจอุ่นจัดของเขารดระบายอยู่ข้างขมับของปรางค์นลินอย่างสม่ำเสมอแต่ติดขัดด้วยความตึงเครียด ภายในห้องฟิตติ้งที่เคยสว่างไสว บัดนี้สลัวลงเล็กน้อยเมื่อสปอตไลต์บางดวงถูกภามใช้เท้าถีบปลั๊กออกเพื่อลดจุดสังเกตจากภายนอกเรือนร่างของทั้งสองแนบชิดทุกสัดส่วนใต้ร่มเงาของโต๊ะแต่งตัวและโซฟาหนา แผ่นหลังเปลือยเปล่าของปรางค์สัมผัสเข้ากับพรมหนานุ่มและท่อนแขนแกร่งของภามที่ช้อนรองหลังเธอไว้ได้อย่างทันท่วงที กลิ่นหอมหวานของวานิลลาและดอกมะลิประจำตัวนางแบบสาวละมุนอบอวลอยู่เต็มปอดของชายหนุ่ม กระตุ้นสัญชาตญาณความรู้สึกให้ตื่นตัวจนร้อนผ่าวไปทั้งร่างแม้ภามจะพยายามตั้งสติและจดจ่ออยู่กับการสังเกตการณ์ช่องระบายอากาศและมุมกระจกด้านนอก ทว่าความใกล้ชิดชนิดที่ลมหายใจแลกเปลี่ยนกันในระยะไม่ถึงเซนติเมตร ก็ทำให้อดีตนายตำรวจหนุ่มยากจะละเลยความเย้ายวนตรงหน้าได้ปรางค์นลินช้อนตามองใบหน้าคมคายตรงหน้าของบอดี้การ์ดหนุ่ม นัยน์ตาคมกริบของเขายังคงจ้องเขม็งไปที่บานประตูด้วยความเคร่งขรึม ทว่าอัตราการเต้น
สตูดิโอถ่ายแบบและฟิตติ้งเสื้อผ้าชั้นนำใจกลางกรุงเทพมหานครเนืองแน่นไปด้วยความวุ่นวายยามบ่าย ทั้งทีมงาน ช่างแต่งหน้า ช่างภาพ และสไตลิสต์ต่างเดินขวักไขว่ทำหน้าที่ของตนเองอย่างรีบร้อน เสียงชัตเตอร์และแสงแฟลชจากห้องสตูดิโอใหญ่ดังขึ้นเป็นระยะ ท่ามกลางความวุ่นวายทั้งหมดนั้น ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสีเข้มของ ภาม ยังคงยืนตระหง่านดุจประติมากรรมหินผาอยู่ตรงมุมห้อง นัยน์ตาคมกริบของอดีตนายตำรวจหน่วยปฏิบัติการพิเศษกวาดมองไปรอบบริเวณอย่างไม่ลดละ สายตาของเขาวิเคราะห์ทุกทิศทางอย่างถี่ถ้วน ทั้งทางเข้าออกฉุกเฉิน มุมอับของม่านกั้น หน้าต่างกระจกบานใหญ่ที่มองออกไปเห็นตึกฝั่งตรงข้าม รวมถึงพฤติกรรมของทีมงานทุกคนที่เข้าใกล้บริเวณห้องฟิตติ้ง สัญชาตญาณระวังภัยของเขากำลังทำงานอย่างเต็มกำลัง เพราะจดหมายขู่ฉบับล่าสุดระบุชัดเจนว่าศัตรูอาจลงมือในสถานที่ทำงานของเป้าหมาย "คุณภามคะ... คุณปรางค์เรียกให้เข้าไปข้างในห้องฟิตติ้งค่ะ" เสียงของสไตลิสต์สาวเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มประหม่า ขณะชี้มือไปทางห้องแต่งตัวส่วนตัว VIP ที่ปิดม่านมิดชิด ภามขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสัย "มีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่าครับ?" ภามถามเสียงเรียบ มือข้างห
แสงแดดแรกของวันทอดผ่านบานกระจกนิรภัยกรองแสงของเพนต์เฮาส์หรู ภามตื่นขึ้นตั้งแต่ยังไม่ทันอรุณรุ่ง สัญชาตญาณอดีตนายตำรวจหน่วยปฏิบัติการพิเศษสั่งให้เขานอนหลับเพียงครึ่งเดียว อีกครึ่งหนึ่งตื่นตัวรับรู้ทุกเสียงการเคลื่อนไหวรอบตัว เขาอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวติดกระดุมถึงคอ พร้อมกางเกงสแล็กสีดำทรงเนี้ยบ กำลังเดินตรวจเช็กระบบเซนเซอร์ประตู สัญญาณเตือนภัยที่กระจก และมุมอับรอบห้องกว้างใหญ่อีกครั้งเป็นรอบที่สามของเช้าวันนี้ความเงียบสงบในห้องถูกทำลายลงเมื่อประตูห้องนอนใหญ่เปิดออก ปรางค์นลินก้าวเท้าออกมาในชุดคลุมผ้าไหมสีครีมตัวยาว สายรัดเอวผูกไว้หลวมๆ เผยให้เห็นขอบชุดนอนลูกไม้สีไวน์แดงด้านใน แสงแดดยามเช้าตกกระทบเรือนร่างระหงจนดูราวกับภาพวาดชิ้นเอก กลิ่นหอมอบอุ่นยามเช้าของเธอคละคลุ้งในอากาศ ทลายความตึงเครียดของห้องลงในพริบตา"อรุณสวัสดิ์ค่ะ... คุณหมีหน้านิ่ง ตื่นเช้าจังเลยนะคะ"ปรางค์เอ่ยทักด้วยน้ำเสียงหวานใส นัยน์ตาคมพราวระยับด้วยความเย้าหยอกตั้งแต่แรกเห็น เธอเดินตรงไปยังเคาน์เตอร์ครัวเพื่อชงกาแฟ จงใจรินกาแฟดำเข้มข้นใส่แก้วทรงสูงใบหนึ่ง แล้วถือเดินตรงมาหาบอดี้การ์ดหนุ่มที่ยืนหน้าเรียบนิ่งอยู่ตรงมุมห







