Mag-log in“หลงรูปเจ้ายิ่ง เสียดาย
หากแม้นหมายรูปโฉม งามยิ่ง
ดั่งดอกเหมยร่วงหล่น เมื่อถึงคราต้องลมหนาว
แต่ใครจะเล่าโอบอุ้มไม่ให้ ต้องพื้นดิน”
“อักษร เหล่านี้ก็เป็นเพียงอักษรไร้ค่าไม่เหมาะแก่การครอบครอง” องค์หญิงสิบสี่ พับกระดาษแผ่นเดียวกับที่หมิงซื่อส่งมาวางลงบนโต๊ะ
...กระโจมใหญ่อีกฝั่ง..
หมิงซื่อทอดถอนหายใจ หลับตาลงช้า ๆ กลิ่นกำยานหอมอบอวลไม่นานก็นิทราหลับใหล
ร่างบางในชุดสีแดงมงคลที่ใบหน้าถูกคลุมด้วยผ้าสีแดง วิ่งถลาเข้ามาที่ แท่นนอนหมิงซื่อ หกล้มหกลุกล้มลงบนตัวของหมิงซื่ออย่างแรง ร่างใหญ่สะดุ้งตื่นแต่มือไวยิ่งกว่าความคิด กอดรัดเอวบางไว้แน่นไม่ยอมปล่อยแม้ร่างบางจะดิ้นรนเพียงใดก็ตาม
ตาคม จ้องมองใบหน้าภายใต้ผ้าคลุม ที่มองเห็นเพียงเลือนราง
“ปล่อย” ใบหน้าสวยเชิดหยิ่งของเฟิ่งหลิวที่ไม่หลบสายตาคมดุ
“องค์หญิงสิบสี่” แว๊บหนึ่งดีใจอย่างที่สุดเผลอกระชับอ้อมกอดแน่น
“ฝ่าบาท องค์หญิงแคว้นเหนือ อยู่ๆ ก็วิ่งออกมาจากกระโจม”
เสี่ยวหานตะโกนบอกจากข้างนอกกระโจม ตอบคำถามแทนเฟิ่งหลิว
“ปล่อย” ร่างบางยังขยับตัวหนีแต่โดนมือใหญ่ล็อกไว้แน่น
“บอกมาองค์หญิง เข้ามาในนี้ทำไม” ใจเต้นไม่เห็นจังหวะนางงดงามจริงๆ แม้จะมองผ่านผ้าแพรบางเบาทว่าดวงตากลมนั้นเขารู้สึกราวกับว่าคุ้นเคย
“ไม่รู้ไม่รู้อะไรทั้งนั้น” เฟิ่งหลิวลำดับเหตุการณ์เมื่อ ยกชาขึ้นดื่มรวดเดียวหมดจอก แล้วก็รู้สึกว่าตัวเบาหวิวก่อนจะสะดุ้งตื่นมาอีกครั้ง บนแท่นนอนในอาภรณ์สีแดง ทีแรกนึกว่าตัวเองตายไปแล้วบนสวรรค์หรือไร ช่างสวยงามตระการตา เสียงคนพูดคุยกันฟังรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง สะบัดหัวไล่ความมึนงง
เฟิ่งหลิวลุกขึ้นวิ่งออกมาข้างนอกกระโจม
“องครักษ์จับตัวองค์หญิงแคว้นเหนือไว้” หัวหน้าองครักษ์สั่งเสียงดังลั่นแต่ช้ากว่าเฟิ่งหลิว เพราะนางวิ่งลิ่วไปทั่วกอง จนสุดท้ายก็พาตัวเองเข้าไปอยู่ในอ้อมกอดของ หมิงซื่อฮ่องเต้
“ปล่อยนะ” เงื้อไม้เงื้อมือ
“สามหาว” เฟิ่งหลิวถอนหายใจยาว
“สามหาวแปดหาวอะไรกัน ข้าไม่ใช่องค์หญิงอะไรนั่น ดูสิ”
เปิดผ้าคลุมหน้าออกทันที หมิงซื่อจ้องตาไม่กะพริบตกตะลึงกับใบหน้างามผุดผาดริมฝีปากสีชมพูระเรื่อไม่ได้สีแดงสดอย่างที่คิด ใบหน้าได้รูปสวยจนคนมองตกตะลึง แต่จมูกเชิดหยิ่งดวงตาสีน้ำตาลใสมีแววขี้เล่น แต่ไม่ใช่องค์หญิงสิบสี่อิงเผย เป็นนางคณิกาคนเมื่อเช้าที่เขาจำติดตาไปได้อย่างไร แต่ใบหน้าไม่ได้ขะมุกขะมอมเหมือนเมื่อครั้งแรกที่พบนาง เผลอปล่อยเอวบาง เฟิ่งหลิวเซเกือบล้มคนตัวใหญ่จึงต้องรวบเอวบางมาไว้ในอ้อมแขนอีกครั้งสบตานิ่ง
“เจ้าเป็นใคร” น้ำเสียงระคนสงสัย
“เฟิ่งหลิว ข้าคือเฟิ่งหลิว บอกแล้วว่าไม่ใช่องค์หญิงอะไรนั่น” ไหนเขาบอกว่าแค่ดื่มชา งานง่ายๆ ก็จะได้เงินอย่างไรเล่า
“เสี่ยวหาน” เสี่ยวหานวิ่ง เข้ามาในกระโจมใหญ่
“นางคือใคร สวมรอยมาได้อย่างไรแล้วองค์หญิงสิบสี่ของแคว้นเหนือเล่า” เสี่ยวหานก้มลงคุกเข่าเบื้องหน้า
“ข้าน้อยสมควรตาย” เฟิ่งหลิว ส่ายหน้าสมควรตาย
“ข้าไม่ได้สวมรอย”
หมิงซื่อ ผลักเฟิ่งหลิวให้ล้มลงไปกองกับพื้น
“บอกมาองค์หญิงสิบสี่อิงเผย หนีไปทางไหน” ตวาดดังลั่น
“ใครจะรู้เล่า ตื่นมาก็มาอยู่ในอาภรณ์ชุดนี้แล้ว” ที่เคยถูกสั่งสอนมาลืมไปจนสิ้น คราวนี้แค่เพียงเอาชีวิตรอดไปได้ก็พอ ว่าแต่ว่าใคร จับเฟิ่งหลิวเปลี่ยนชุดหนอ
“นำม้ามา ข้าจะออกตามหาองค์หญิงสิบสี่ นำนางไปขังรอการไต่สวน” คนอะไรใจร้าย หน้าตาก็ดี แต่ทำไมใจร้าย
“หา อย่านะอย่าเข้ามานะ” เสี่ยวหานโดนทั้งหยิกทั้งข่วนจนเข้าไม่ถึงตัว หมิงซื่อยืนมองอยู่นาน ก่อนจะตวัดมือใช้อ้อมแขนแข็งแรงเพียงข้างเดียวรวบร่างบางมาแนบอก มืออีกข้างกำมือบางที่กำลังหยิกข่วนเสี่ยวหานอยู่
...หมดฤทธิ์…
“ปล่อยนะ” ปากไวเท่าความคิด
กัดฉับเข้าที่แขนแข็งแรงของหมิงซื่อ
“โอ๊ย” แต่ไม่ยอมปล่อยกลับรวบแน่นกว่าเดิมจ้องตาคมดุดัน
“บังอาจ” หญิงผู้นี้เป็นนางคณิกาแต่ทำเหมือน ไม่เคยต้องมือชายกระนั้น ร้อยเล่ห์มารยาไม่น้อยคงนึกว่าเขาจำนางไม่ได้หรือไร
เฟิ่งหลิวยกเท้าขึ้นกระทืบเท้าของหมิงซื่อเต็มๆ คราวนี้อ้อมแขนคลายออกโดยง่าย เสี่ยวหานยกมือขึ้นปิดตาเมื่อใบหน้างามยิ้มอย่างมีชัยหันหน้าหนี
มือใหญ่แข็งแรงรวบผมยางสลวยที่ท้ายทอยจนตึงขยับตัวไม่ได้ดึงตัวมาใกล้
ก้มลงบดริมฝีปากกับปากบาง เฟิ่งหลิวตาโต ยกมือขึ้นดันออกกว้างแต่ไม่สำเร็จ เสี่ยวหานปิดตาแน่น หมิงซื่อถอนริมฝีปากออก เมื่อพบว่าเฟิ่งหลิวกลายร่างเป็นขี้ผึ้งรนไฟอ่อนระทวยในอ้อมแขนหมิงซื่อต้องพยุงไว้ นี่ก็แสร้งเป็นอ่อนระทวยในอ้อมแขน เหมือนกับจูบแรกกระนั้นหรือเมื่อลิ้นอุ่นของนางกับแข็งทื่อ นางเหมือนไม่เคยถูกจูบหรือเรียนรู้การจูบมาก่อน
“เก่งจริงๆ เสี่ยวหานพานางไปได้แล้ว”
ความหมายของเขาคือนางช่างแสดงละครได้เก่งจริงๆ เขาเกือบจะเชื่อว่าเป็นจูบแรกของนาง ดึงสายรัดเอวออกจากตัวผูกมือเฟิ่งหลิวไว้แน่น เสี่ยวหานอมยิ้ม หมิงซื่อส่งปลายสายรัดเอวให้เสี่ยวหาน
“ฝ่าบาท หลานซานมาช้าไป” หมิงซื่อโบกมือว่าไม่เป็นไร ฝ่าบาทเลยเหรอ ว่าแต่ฝ่าบาทใครเล่นตลกอะไรกัน เฟิ่งหลิวก็แค่เด็กสาวที่ขายตัวเองเข้าไปอยู่ในหอคณิกาอยู่ๆ ทำไมถึงต้องมาเกี่ยวข้องกับคนพวกนี้
“นำนางไปขังไว้ จับตาดูนางให้ดี” ชักไม่ชอบมาพากลแล้ว ฝ่าบาทอะไรนั่นจะประหารเฟิ่งหลิวหรือไม่หากเขาโกรธขึ้นมาอาจสั่งประหารทันที
“องค์หญิงสิบสี่อิงเผย หายไปอย่างไร้ร่องรอยไว้ พรุ่งนี้ข้าจะไต่สวนนาง ตอนนี้ต้องออกติดตามองค์หญิงก่อน”
แม่ทัพอวิ้นกุยคุกเข่าข้างหน้า ตาเหลือบมองเฟิ่งหลิวสายตาไม่สู้ชอบใจนัก
“ตราบนี้ไปไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ข้าหมิงซื่อจะไม่มีทางปล่อยมือจากเจ้า”มืออบอุ่นกุมมือของเฟิ่งหลิวไว้แน่น อ้อมกอดแข็งแรงประคองร่างบางแนบชิดราวกับกลัวว่านางจะเลือนหายไปอีกครั้ง“ข้ารักเจ้าเฟิ่งหลิว”ดวงหน้าใสยิ้มกว้าง ซุกหน้าลงบนอกกว้างอย่างอ่อนโยน“ขอเวลาข้าสะสางเรื่องวุ่นวายให้ผ่านพ้นอีกไม่นาน”“ทุกอย่างล้วนเป็นสวรรค์กำหนด”หมิงซื่อยกมือขึ้นลูบแก้มนุ่มเบาๆ“มีเพียงข้าเท่านั้นที่กำหนดเฟิ่งหลิว เจ้าและข้าที่กำหนดทุกอย่างด้วยตัวเอง หากจะเป็นสวรรค์จริงๆ ข้าก็พร้อมฟันฝ่าเพื่อให้ได้เคียงข้างเจ้า”ใจสองดวงบัดนี้คล้ายหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว...วังหลวงหมิงซื่อกระโดดลงจากหลังม้า ก่อนจะส่งมือให้เฟิ่งหลิวที่นั่งซ้อนอยู่ด้านหน้า ร่างบางถูกอุ้มลงมาอย่างทะนุถนอม อ้อมแขนของฮ่องเต้ยังคงโอบรอบเอวบางไว้ไม่ห่างอวิ้นกุ้ยเหลือบตามอง ก่อนประสานมือคารวะ“ฝ่าบาท ลู่ตั๋วและลู่กังหลบหนีไปได้ ส่วนทัพแคว้นเหนือบางส่วนหลบหนี บางส่วนถูกควบคุมตัวเรียบร้อยแล้ว รอเพียงบัญชาของฝ่าบาทว่าจะจัดการเช่นไร”ยังไม่ทันที่หมิงซื่อจะเอ่ยตอบ อิงเผยก็รีบวิ่งเข้ามา ใบหน้างดงามเต็มไปด้วยความยินดี“ฝ่าบาท...”หมิงซื่อปรายตามองนิ่ง“อ
เฟิ่งหลิว ปาดหยาดน้ำตาอาดูรทิ้งไปใบหน้าซีดขาวสะท้อนความเจ็บปวดที่ยากจะกลบเกลื่อน หมิงซื่อกอดร่างของหยิ่วเย่วแนบอกแน่นราวไม่ยอมปล่อย แม้จะรู้ดีว่าอีกฝ่ายไม่มีวันกลับมาแล้วลู่กัง ดึงตัวลู่ตั๋ว ออกจากตรงนั้นทันทีเช่นกันเมื่อรู้ว่าหยิ่วเย่ว หมดลมหายใจแล้ว อวิ้นกุ้ยสะอึกหมายจะตามไปหมิงซื่อโบกมือห้าม“ปล่อยพวกเขาไป”เฟิ่งหลิว ยืนนิ่งน้ำตายังไหลอาบแก้ม สงสารหยิ่วเย่วจับใจ"ปล่อยพวกเขาไปนะ"เสียงนั้นต่ำและนิ่ง แต่แฝงความเหนื่อยล้าหมิงซื่อลุกขึ้นทันที ก่อนจะคว้าข้อมือบางของเฟิ่งหลิวแน่น"ฝ่าบาทปล่อยเฟิ่งหลิวเดี๋ยวนี้"แต่คำพูดนั้นไร้ผล ร่างบางถูกดึงขึ้นหลังม้าในพริบตาม้าพุ่งทะยานออกไปจากตรงนั้นทันทีสองข้างทางเต็มไปด้วยต้นหลิว ใบเขียวอ่อนลู่ลมไหวงดงามราวภาพวาด แต่บรรยากาศกลับเงียบงัน ม้าที่ควบมาด้วยความเร็วสูงกลับถูกกระตุกบังเหียนให้เหยาะย่างไม่มีคำพูดใดใดหลุดออกมาจากปากคนทั้งสอง มีแต่เพียงความคิดเท่านั้นที่แล่นวนอยู่ในหัวเฟิ่งหลิวก้มหน้า นางคิดว่าหมิงซื่อคงเสียใจไม่น้อยกับการจากไปของหยิ่วเย่ว ความเงียบของเขาทำให้นางยิ่งสงสาร แต่หมิงซื่อกลับคิดอีกแบบเขาคิดว่านางกำลังเสียใจที่ถูกเขาชิงตัวก
อิงเผยเดินนวยนาดจากไป หยิ่วเย่วลุกขึ้นเขย่าลูกกรงประตูไปมาเป็นห่วงทั้งลู่ตั๋วลู่กัง เฟิ่งหลิวและพรรคพวกที่ไม่อาจไหวตัวทันอาจ ต้องมาสังเวยชีวิตเพราะทัพของแคว้นเหนือที่มาสมทบหรืออาจจะต้องตายเพราะเงื้อมมือของหมิงซื่อในยามที่เขาโกรธหยิ่วเย่วรู้ดีว่าไม่มีสิ่งใดหยุดยั้งเขาได้ตะวันยังไม่โผล่พ้นขอบฟ้า ทัพของหมิงซื่อกำลังพลนับหมื่นยืนม้าคอยอยู่ที่หน้าวังหลวง หมิงซื่อควบม้ามายืนตรงหน้าถัดมาเป็นอวิ้นกุ้ยหมิงซื่อชูดาบขึ้นสุดแขน“เดินทัพ ชิงตัวองค์หญิงเฟิ่งหลิว”เสียงโห่ร้องอื้ออึง เสียงฝีเท้าม้ากระโจนไปสู่ที่หมายข้างในนั้นเสี่ยวหาน เปิดกรงขังให้หยิ่วเย่วตามบัญชาของหมิงซื่อ“พระสนม ท่านไปเสียฝ่าบาทไม่อยากทำร้ายท่าน หากฝ่าบาทกลับมาเกรงว่าจะเห็นท่านอยู่แล้วจะอดใจไม่ลงโทษท่านไม่ได้ ก่อนไปจึงบอกให้ปล่อยท่านไปเสีย”หยิ่วเย่วน้ำตารื้นขอบตา เสี่ยวหานส่งบังเหียนม้าให้“เสี่ยวหาน เจ้าดีกับข้าไม่น้อย ข้าชาตินี้เป็นคนของฝ่าบาทชาติหน้าก็ยังเป็นคนของฝ่าบาท ลาก่อน”เสี่ยวหานโบกมืออำลา หยิ่วเย่วควบม้าออกจากตัววัง แต่พอพ้นจากประตูวังกลับเปลี่ยนทิศทางไปตามทางที่เคยเป็นที่ซ่องสุ่มของพวกฝ่ายซ้ายกองทหารของหมิงซื่
ก่อนหน้านั้น “หมิงหยวนมิใช่ผู้ที่ไว้ใจได้ความสามารถโดดเด่นเกินกว่า จะอยู่ในตำแหน่งต้าหวางได้เนิ่นนาน คาดว่าไม่นานอาจคิดการใหญ่”เฉินจงเต๋อพูดขึ้นกับลู่ตั๋วในค่ำคืนหนึ่ง “ฝ่าบาทหมิงหยวนกับข้านับถือเป็นพี่น้อง เรื่องราวของเขาก็เหมือนเรื่องราวของลู่ตั๋ว ข้าพระองค์ตักเตือนเขาจะดีไหม” เฉินจงเต๋อส่ายหน้า “ไม่มีผลหากเขาตกลงใจที่จะทำมันแล้ว หมิงหยวนแม้ไม่เคยแข็งข้อแต่หลายอย่างในตัวเขาไม่เหมาะกับการเป็นผู้ตาม”ลู่ตั๋วถอนหายใจ ตระกูลลู่ถูกสังหาร รวมกันห้าสิบหกศพรวมทั้งมารดาของลู่กัง เช่นนั้นแล้วความแค้นเคืองทั้งหมดของผู้ใดกัน หากไม่ใช่ของเขาและลู่ตั๋วที่ในตอนนั้นตั้งใจอารักขาเฉินจงเต๋อแต่ต้องรีบกลับมายังตระกูลลู่แล้วพบว่า ไม่มีใครรอดชีวิตนอกจากลู่กังที่พ่อบ้านนำตัวไปปะปนอยู่กับบรรดาขอทานข้างถนน และในตอนนั้นเองที่ลู่ตั๋วรับ หยิ่วเย่วและหลานซานมาเป็นลูกบุญธรรมเลี้ยงดู เสมือนลูกเพื่อรอวันทวงคืน แล้วยังจะความรู้สึกผิดที่ไม่อาจอารักขาเฉินจงเต๋อปล่อยให้ถูกสังหารง่ายดายหมิงซื่อนอนหนุนตักไทเฮาเหมือนเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ไม่ใช่ฮ่องเต้ผู้ยิ่งใหญ่ไทเฮาลูบหลังเขาเบาๆ อย่างอ่อนโยน“ไม่ใช่ความผิดของลูก”ห
ลู่กังนั่งนิ่งอยู่บนระเบียงไม้ ดวงตาหม่นเศร้าทอดมองออกไปยังความมืดไกลสุดสายตา ลมกลางคืนพัดชายอาภรณ์ให้พลิ้วไหว แต่กลับไม่อาจพัดพาความหนักอึ้งในใจเขาให้เบาบางลงได้เลยแสงจันทร์ซีดจางตกกระทบใบหน้าคมสันของเขา เผยให้เห็นแววตาที่อ่อนล้า ราวกับคนที่เพิ่งสูญเสียบางสิ่งที่สำคัญยิ่ง“เสี่ยวกัง”เสียงทุ้มของลู่ตั๋วดังขึ้นเบาๆ จากด้านหลัง ลู่กังหันไปมองก่อนจะลุกขึ้นเล็กน้อย“ท่านพ่อ”ลู่ตั๋วเดินเข้ามาช้าๆ แล้วหย่อนกายนั่งลงข้างบุตรชาย ดวงตาของชายชราสงบนิ่งแต่แฝงความเข้าใจในความรู้สึกของอีกฝ่ายอย่างลึกซึ้ง“หลายสิ่งที่เราคาดหวัง มักไม่เป็นอย่างที่หวัง เลิกเศร้าโศกเสียทีเถิด คนเราแม้ได้ทุกอย่างที่ต้องการ ก็ยังต้องมีบางอย่างที่ต้องผิดหวัง”ลู่กังหัวเราะเบาๆ เป็นรอยยิ้มที่เศร้าจนเจ็บปวด“หลานซานแต่เดิมเป็นคนที่มีน้ำใจมาก ชั่วชีวิตเขาไม่เคยพบความสุขสมเลยสักครั้ง แต่ก่อนตายเขากลับเพียงเอ่ยว่าต้องการหยุดอยู่ที่ใครบางคน”เสียงของลู่กังแผ่วลงเมื่อเอ่ยถึงคนที่จากไป“ตอนนั้นลูกคิดว่าเขาเพียงพูดเล่น แต่ตอนนี้ลูกเข้าใจแล้ว...นั่นคือคำสั่งลา”ลู่ตั๋วทอดถอนใจยาว“ที่ผ่านมา หลานซานช่วยเรามามาก พ่อตั้งใจรับศพเขา
“เป็นข้าที่พานางกลับมาที่นี่ ใช่ไหม”หมิงซื่อนั่งนิ่งอยู่ริมเตียง สองมือกำแน่นจนเส้นเลือดปูดขึ้นชัดเจน เสียงแหบราวกับถามตัวเองมากกว่าถามผู้ใด แววตาที่เคยหนักแน่นบัดนี้เต็มไปด้วยความสับสน ไทเฮามองบุตรชายอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบช้าๆ“ไม่ใช่ลูกหมิงซื่อ แต่เป็นสวรรค์ ที่ต้องการให้นางกลับมานางควรมาและสวรรค์แค่พานางมา”หมิงซื่อเหม่อมองออกไปไกลนอกหน้าต่าง ความเงียบปกคลุมอยู่พักใหญ่ ในใจเขายุ่งเหยิงเกินกว่าจะจับต้นชนปลายได้ หากเป็นสวรรค์จริง เหตุใดสวรรค์จึงต้องเล่นตลกกับเขาเช่นนี้ ให้เขาได้พบหญิงที่รักที่สุด แล้วกลับบอกว่านางคือคนที่ควรเกลียดชังเขามากที่สุด...ตำหนักฮ่องเต้...หยิ่วเย่วยืนรออยู่หน้าตำหนักมานานเกือบสามชั่วยามแล้ว นางยืนนิ่งใต้แสงโคมที่ริบหรี่ แม้ลมกลางคืนจะหนาวเพียงใด นางก็ยังไม่ขยับไปไหนในที่สุดหมิงซื่อก็เดินกลับมาแต่ไม่ใช่หมิงซื่อที่สงบนิ่งเช่นทุกวัน หากเป็นหมิงซื่อที่เมามายจนแทบยืนไม่อยู่ เสี่ยวหานรีบประคองเขาไว้ แต่หมิงซื่อกลับสะบัดแขนออกอย่างแรง“ฝ่าบาท ระวังเพคะ”หยิ่วเย่วรีบก้าวเข้าไปช่วยพยุงอีกด้าน แต่ยังไม่ทันแตะตัว เขาก็สะบัดมือออกทันทีหมิงซื่อเดินโซเซเข้าไปในห้อง
“เรื่องใหญ่เช่นนี้ ฮ่องเต้ตัดสินใจเพียงลำพังไม่ได้”น้ำเสียงของไทเฮาแข็งกร้าว ใบหน้าที่เคยสงบนิ่งกลับตึงเครียด เส้นสายแห่งความโกรธปรากฏชัดขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งได้ฟังคำบอกเล่าของเสี่ยวหาน สีพระพักตร์ยิ่งบึ้งตึงราวกับพายุที่กำลังก่อตัวภายในตำหนักเงียบงันลงชั่วขณะ ไม่มีใครกล้าเอ่ยคำใดออกมาโดยพลการ“ไทเฮา
...ใกล้จะถึงแคว้นใต้แล้ว …..องค์หญิงสิบสี่อิงเผยในอาภรณ์แบบชาวบ้านธรรมดา เดินอยู่บนทางทอดยาวสู่ตัวเมืองหลวง ปาดเหงื่อที่ไหลรินพร้อมกับความหิวที่เพิ่มขึ้นในยามสาย เสียงตะโกนดังลั่นมาแต่ไกล"หลบไปหลบไป ..ฝ่าบาทยกทัพกลับมาแล้ว...วววว"ชาวบ้านที่เดินอยู่พากันแหวกช่องตรงกลาง แล้วนั่งคุกเข่าก้มหน้า"ฮ่อง
"ปล่อยข้านะ ปล่อยเดี๋ยวนี้"คนข้างหน้าจู่โจมเข้าใส่ กดร่างบางให้นอนราบกับพื้นเฟิ่งหลิวทั้งถีบทั้งกัด"ช่วยด้วย อุ๊ป.."ปากบางโดนรวบปิดจนแน่นหมดหนทางต่อสู้ดิ้นรน ส่งเสียงอู้อี้ด่าทออาภรณ์ถูกเลิกขึ้นสูงขาเรียวถูกตรึงไว้เฟิ่งหลิวยังคงดิ้น อีกคนจับไหล่อีกคนคร่อมร่างไว้ ดิ้นรนจนหมดเรี่ยวแรงกลัวจนแทบสิ้นส
ชุดสีฟ้าสดรับกับใบหน้าใสกระจ่างตา เอวบางคอดกิ่ว สวยสะคราญพี่สาวนางหนึ่งในหอนางโลมเคยกล่าวว่า"เฟิ่งหลิว หากจับนางมาขัดสีฉวีวรรณเสียหน่อย แต่งตัวด้วยอาภรณ์ดีดีเสียนิด นางจะสวยที่สุดในบรรดาเหล่านางโลมทั้งหลายที่นี่"เมื่อจับเฟิ่งหลิวให้หมุนตัวไปมาตรงหน้า“ข้าว่าเราฝึกนางเสียหน่อย ตำแหน่งอี้จีเหมาะกับ







