LOGINท่านหมอตรวจอาการของนางพร้อมกับเขียนเทียบยาและกำชับสองสามประโยค เสวียนเหยาเองก็ฟังเงียบๆ กระทั่งไป๋เสวี่ยเดินออกไปพร้อมท่านหมอ นางก็ยังไม่เอ่ยปากสักประโยค
สาวใช้นำสำรับเข้ามาเป็นอาหารรสไม่จัดดังที่ท่านหมอกำชับ เสียงโต้เถียงดังขึ้นหน้าเรือนอีกครั้ง ครั้งนี้เป็นเสียงของอิสตรี ผู้ที่หยุดการโต้เถียงก็คือไป๋เสวี่ย จากนั้นทุกอย่างก็กลับมาสู่ความสงบ
เสี่ยวซุนยกยาเข้ามาอีกรอบหลังนางกินมื้อเที่ยง “แม่นางเสวียนเชิญดื่มยาเจ้าค่ะ”
เสวียนเหยายกยาขึ้นมาทว่ายังไม่ได้ดื่ม นางสูดกลิ่นผ่านๆ จากนั้นวางยาลงบนโต๊ะ “เจ้าเป็นคนของฉีเฟิงเยี่ยนหรือ”
“จะ...เจ้าค่ะ”
“ชื่ออะไร”
“เสี่ยวซุนเจ้าค่ะ”
“ยานี้ผู้ใดเป็นคนเคี่ยว”
“เป็นองครักษ์ไป๋เจ้าค่ะ”
“เขาเป็นคนของฉีเฟิงเยี่ยนหรือ”
“เจ้าค่ะ เป็นคนที่คุณชายสิบสองไว้ใจที่สุด”
“เสียงทะเลาะกันเมื่อครู่เป็นผู้ใดเล่ามาให้ละเอียด”
“แต่...”
“แต่อะไร”
“คุณชายสิบสองกำชับเอาไว้ เรื่องบางเรื่อง...”
“เล่ามา ข้าจะแยกแยะเองว่าเรื่องบางเรื่องดังว่าเขาสมควรรู้หรือไม่”
เสี่ยวซุนมีท่าทางลำบากใจ เสวียนเหยายืดตัวนั่งหลังตรงมองไปยังชามยา “ในยามีอย่างอื่นปะปนมาด้วย”
เสี่ยวซุนสะดุ้ง “เป็นไปไม่ได้เจ้าค่ะ จะเป็นไปได้อย่างไรในเมื่อ...”
“ดังนั้นเล่ามาก่อนที่นายของเจ้าจะกลับ”
“เอ่อ...” เสี่ยวซุนกะพริบตาคล้ายกำลังนึกอย่างละเอียด “องครักษ์ไป๋เป็นคนเคี่ยวยา เขาถือเข้ามาจนถึงที่นี่ คุณหนูเก้าพาคุณหนูหรงแวะมา แต่องครักษ์ไป๋ไม่ยอมให้ทั้งสองเข้ามาที่นี่ ข้าน้อยรับยามาจากเขา จากนั้น...” เสี่ยวซุนเลิกคิ้วแต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา หน้าของอีกฝ่ายที่ดูซีดขาวทำให้เสวียนเหยากระจ่างโดยไม่ต้องถาม
“คุณหนูเก้า? คุณหนูหรง?”
“คุณหนูเก้าตระกูลฉี ฉีซวงซวงเจ้าค่ะ ส่วนคุณหนูหรงเป็นสหายของคุณหนูเก้า นางคือบุตรสาวเจ้ากรมพิธีการ หรงเซี่ยเซียน”
เสวียนหรงพยักหน้าเงียบๆ นานมากกว่าที่นางจะกล่าว “เอายาไปเททิ้งอย่าให้ผู้ใดล่วงรู้”
“จะ...เจ้าค่ะ” เสี่ยวซุนรีบทำตามจากนั้นเดินมาคุกเข่าลง “แม่นางเสวียน”
“ไม่ต้องพูดมาก ไม่ต้องถามมาก ถือเสียว่าข้าได้ดื่มยาแล้ว เจ้าเองก็ลืมไปเสียว่าเกิดอะไรขึ้น”
“แต่...”
“ทำตามที่ข้าบอก เจ้าเป็นเพียงสาวใช้หลายๆ เรื่องไม่รู้จะเป็นผลดีต่อชีวิตเจ้ามากกว่า”
“ขอบคุณแม่นางเสวียน”
“ออกไปได้แล้วข้าจะนอน”
มาวันแรกก็มีเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น ดูเหมือนชีวิตของฉีเฟิงเยี่ยนในจวนแม่ทัพจะซับซ้อนกว่าที่นางคิดเอามาก เขาพานางกลับมาที่จวนจากนั้นก็มีคนมาคอยก่อกวนหน้าเรือนอยู่เรื่อยๆ
ถึงอย่างนั้นแม้เขาเป็นเพียงบุตรบุญธรรม คนสนิทเพียงคนเดียวกลับสามารถขวางคุณหนูคุณชายของแม่ทัพฉีได้ แสดงว่าความสำคัญของเขาในจวน คงไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าทายาทคนอื่นๆ ไม่สิหรืออาจจะมีความสำคัญมากกว่า หาไม่นางคงไม่ได้อยู่ในเรือนเงียบๆ เช่นนี้เป็นแน่
ล่วงเข้ายามโหยว่[1]ฉีเฟิงเยี่ยนกลับมาในที่สุด ทว่านอกจากเขาแล้วด้านหลังยังมีสตรีอีกห้าคนเดินตามเข้ามาด้วย เสวียนเหยาที่เพิ่งตื่นนอนถูกพยุงขึ้นนั่งพิงหัวเตียง นางดื่มยาที่ฉีเฟิงเยี่ยนป้อนถึงปาก ขณะที่สตรีตระกูลฉีมองมาด้วยสายตาตกตะลึง
พวกนางมองหญิงสาวบนเตียงสลับกับภาพเหมือนบนผนัง “ทะ...ท่านแม่ สตรีนางนั้นมิใช่มารดาของเขา แต่เป็น...”
“หุบปาก เจ้า...เงียบปากเดี๋ยวนี้”
เสียงซุบซิบที่พยายามลดเสียงให้เบากระนั้นก็ยังได้ยินชัดเจน เสวียนเหยาเหลือบมองชายหนุ่มที่ยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย “เฟิงเยี่ยน เรื่องนี้อาจจะเป็นเรื่องเข้าใจผิด ข้ารับรองจะสืบสาวให้กระจ่าง บางที...”
[1] ช่วงเวลาห้าโมงเย็น
เสวียนเหยากำลังจะเดินพ้นประตูวังหลวง รถม้าคันหนึ่งก็วิ่งมาจอด ผู้มาก็คือฉีฮูหยินและฉีซวงซวงบุตรสาว ทั้งสองลงจากรถม้าและชะงักไปอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเห็นนาง“นึกไม่ถึงว่าจะพบเจ้าที่นี่” ฉีฮูหยินกล่าวทั้งยังเดินมาหยุดตรงหน้าหญิงสาว ฉีซวงซวงมองนางตั้งแต่ศีรษะจดปลายเท้าจากนั้นแค่นยิ้ม“สตรีบ้านป่าไม่รู้กาลเทศะ แต่งกายราวกับผู้ไม่ได้รับการอบรมเข้าวังหลวง โชคดีจริงๆ ที่ไม่มีผู้ใดรู้ว่าเจ้าเคยอาศัยจวนตระกูลฉีช่วงหนึ่ง หาไม่ตระกูลฉีคงขายหน้าแย่”เสวียนเหยาหันไปมองอีกฝ่ายโดยไม่ได้กล่าวอะไร และนั่นทำให้ฉีซวงซวงอึดอัดทนไม่ไหว “เจ้ามองอะไร”“มองไก่ป่าที่คิดว่าตัวเองคือหงส์” หญิงสาวกล่าวพร้อมกับมองอีกฝ่ายตั้งแต่ศีรษะจดปลายเท้า “แพรพรรณฉูดฉาด เครื่องประดับสักแต่ประโคมความหรูหรา ไร้รสนิยมสิ้นดี แม้แต่สีสันจัดจ้านไม่เข้ากันสักนิดยังกล้าสวมใส่ ไม่เรียกไก่ป่าหรือยังมีสิ่งอื่นให้เรียก”“เจ้า!”รถม้าอีกคันวิ่งเข้ามาจอดเช่นกันเป็นรถม้าหรูหรามีป้ายตำหนักหนิงหวงแขวนเอาไว้ ทว่าผู้ที่ก้าวลงมากลับเป็นสตรีในชุดสีเขียวอ่อนน่ามอง เครื่องหยกน้อยชิ้นทว่าดูหรูหรา กิริยาที่ก้าวลงมาจากรถม้าอ่อนช้อยทว่าคล่องแคล่วน่ามอง“
“จริงคือเท็จ เท็จคือจริง ข้าต้องการให้ผู้คนเข้าใจว่าเขาไม่ได้อยู่ในเมืองหลวง”“เริ่มต้นขึ้นแล้วหรือ”“ใช่ เริ่มต้นขึ้นแล้ว”การแก่งแย่งเริ่มต้นขึ้นแล้ว องค์ชายกำลังห้ำหั่นเพื่อบัลลังก์มังกร เห็นท่าทางเหนื่อยล้าของฮ่องเต้ นางเองก็ถอนหายใจออกมาด้วยความเห็นใจ แม้เป็นบิดาก็ไม่อาจควบคุมความกระหายในอำนาจของโอรส อำนาจก็เหมือนของน้ำหวานที่ทั้งดึงดูดและยั่วเย้า ขอเพียงมีโอกาสผู้ใดเล่าจะไม่อยากลิ้มลอง“มีผู้ใดล่วงรู้เรื่องในห้องนี้อีก”“องค์ชายเก้า”นางเงียบไปนานมากคล้ายกำลังครุ่นคิดใคร่ครวญอย่างละเอียด “ข้าขอเตือน ไม่ว่าเรื่องนี้จะจบอย่างที่ท่านหวังหรือไม่ สิ่งที่เขาติดค้างท่านก็จะจบลงที่การแก่งแย่งครั้งนี้”“แต่เฟิงเยี่ยนกับองค์ชายเก้าเป็นสหายที่ดีต่อกันเสมอมา การจะพาเฟิงเยี่ยนไปจากที่นี่...”นางแค่นหัวเราะ “ไม่ใช่ท่านเพียงคนเดียวที่เขาติดค้าง ในเมื่อข้อแลกเปลี่ยนของท่านจะจบลงตรงที่องค์ชายเก้าขึ้นครองบัลลังก์ เช่นนั้นไม่ว่าเรื่องนี้จะจบลงโดยดีหรือไม่ ข้าจะพาเขาไปจากซย่าเทียน”นางพูดจบก็เดินออกมาจากห้องนั้น ทว่าระหว่างออกมาจากตำหนักหลงคุน องค์ชายเก้าหลงเส้าเทียนก็ยืนรอนางอยู่แล้ว บุรุษหล่อเหลา
ใบหน้าแก่ชรายิ้มให้นางบางๆ ท่าทางอ่อนแอของอีกฝ่ายทำให้นางนึกถึงคำพูดของฉีเฟิงเยี่ยน บัลลังก์กำลังจะเปลี่ยนมือแล้วในอีกไม่ช้า“แม่นางเสวียนในที่สุด”อีกฝ่ายยกมือขึ้นกวักมือเรียกนางให้เข้าไปใกล้ เสวียนเหยาเดินเข้าไปอีกห้าก้าวหยุดตรงหน้าเก้าอี้มังกร สีหน้าราบเรียบไม่ได้คุกเข่า ไม่ได้แสดงการคำนับ ตรงกันข้ามกลับยืดหลังตรงด้วยท่าทีเย่อหยิ่ง“ข้าไม่ประหลาดใจสักนิดที่ท่านแสดงท่าทีเช่นนี้กับ...ฮ่องเต้ซย่าเทียน”เสวียนเหยาแค่นหัวเราะ “แล้วท่านยังคาดหวังสิ่งใดกับผู้ที่ถูกทรยศหักหลัง” มันเริ่มต้นมาจากอดีตฮ่องเต้แคว้นซย่าเทียน ปีนั้นฮ่องเต้ปรารถนาในสามของวิเศษ แผ่นดินวุ่นวายแตกแยก ของวิเศษและผู้ครอบครองหลบเร้น นางพลัดหลงกับกระบี่หวงหลงและพัดวารี ทำให้สองคนนั้นสนิทสนมจนก่อเกิดเป็นความใกล้ชิด...“ข้าไม่อาจปฏิเสธว่าบรรพบุรุษของข้าทำผิดต่อสามผู้ครอบครองของวิเศษ ทว่าก็ไม่อาจแบกรับความผิดที่ตัวข้ากำลังพยายามแก้ไข”เสวียนเหยามองอีกฝ่ายนิ่ง“ข้ารอ...รอว่าเมื่อไหร่เขาจะหาท่านพบ ในที่สุดก็มีโอกาสได้พบท่านก่อนตาย ในที่สุดก็ได้พบผู้ครอบครองของวิเศษครบทั้งสามคน ได้มีโอกาสคุกเข่ายอมรับผิด...” เขาลงจากเก้าอี้มัง
มันนานมากแล้วจริงๆ นานจนนางจดจำความรู้สึกโกรธขึ้งตอนที่เลือกจากมาแทบไม่ได้แล้ว มันเลือนรางจนวันหนึ่งนางกลับเพิ่งตระหนักว่าหัวใจของนาง...ไม่หลงเหลือความรู้สึกลึกซึ้งในวันนั้นอีกกลางดึกคืนนั้นเสวียนเหยาเดินออกมาเพราะชอบความเงียบ หน้าเรือนหลักของบ้านแบบซานเหอย่วน[1]มีโต๊ะเก้าอี้เอาไว้นั่งชมจันทร์ หญิงสาวเดินไปนั่งตรงนั้น เงยหน้าขึ้นมองดวงจันทร์ซึ่งกำลังส่องสว่าง แม้รอบกายเงียบงันแต่นางกลับรับรู้ถึงองครักษ์ที่กำลังคุ้มกันโดยรอบ“พรุ่งนี้ข้าต้องไปแล้ว” ฉีเฟิงเยี่ยนกล่าว“นอกด่าน?” นางถาม“ผู้อื่นคิดว่าเป็นเช่นนั้น”นางเงียบไม่ได้ถามต่อ“เป็นไปได้หรือไม่ที่ท่านจะอยู่ที่นี่...สักพัก อย่างน้อยก็จนกว่าร่างกายของท่านจะหายดี หรือหากเป็นไปได้จนกว่าข้าจะกลับมา”“เจ้าทำเพียงเพื่อชดเชยความรู้สึกผิดในใจของบิดามารดาเจ้าหรือ” อยู่ๆ นางก็ถามเขาเช่นนั้น นึกอย่างไรก็มองเห็นเพียงสาเหตุนี้หลังจากนางหลบเร้นออกมามารดาของเขา...หนิงเหอ อีกฝ่ายก็หลบเร้นออกมาจากแดนเซียน ข่าวว่าบิดาของชายหนุ่มออกตามหาจนท้อใจ กระทั่งในที่สุดก็ตัดสินใจละทิ้งแดนเซียนเช่นกัน“ท่านจะคิดเช่นนั้นก็ย่อมได้”เสวียนเหยาถอนหายใจออกมาเสียงเ
เสวียนเหยาเดินไปถึงกลางห้องฉีฮูหยินก็ส่งเสียงขึ้น “เจ้า...เจ้ากล้า?! เด็กๆ ขวางพวกเขาไว้!” ฉีฮูหยินรู้สึกเสียหน้าจนโกรธกรุ่น นางตะโกนเรียกคนของจวนแม่ทัพ เสียงรับคำดังขึ้นคนของฉีเฟิงเยี่ยนเองก็เร่งรุดมาขวางเสวียนเหยาเดินไปหยุดอยู่หน้าโต๊ะกลางห้อง นางหันไปมองฉีฮูหยินจากนั้นฟาดฝ่ามือลงไปบนโต๊ะด้วยความหงุดหงิด นึกไม่ถึงพลังขุมหนึ่งแล่นปราด ฝ่ามือที่นางฟาดลงกลับทำให้โต๊ะไม้หนาหนักแตกละเอียดเป็นชิ้นๆ!!!ทุกคนสะดุ้งตกใจด้วยความหวาดหวั่น ฉีเฟิงเยี่ยนเป็นคนเดียวที่สงบนิ่งที่สุด เขาถอนหายใจเดินเข้าไปใกล้หญิงสาว ชายหนุ่มกำลังจะคว้ามือของนางมาดูว่าไม้นั่นทิ่มมือนางหรือไม่...เสวียนเหยาเลิกคิ้วมองเขา มือข้างที่เพิ่งฟาดโต๊ะคว้าสาบเสื้อของเขาดึงเข้าหาตัว “หมายความว่าอย่างไร? เหตุใดข้าจึงยัง...”เขาถอนหายใจออกมาเสียงเบา “เหตุใดต้องโมโหขนาดนี้ ไม่มีใครขวางท่านเอาไว้ได้อยู่แล้ว คนในจวนนี้ไม่มีใครมีฝีมือขนาดนั้น”ไม่สิ...นางไม่สมควรใช้วรยุทธ์ได้ ปราณเซียนของนางถูกทำลายไปแล้ว นางสมควรเป็นเช่นคนพิการเหมือนเขา เจ็บออดๆ แอดๆ ร่างกายอ่อนแอ ทว่าเมื่อครู่ที่นางหงุดหงิดกลับเผลอเดินพลังในกาย ฝ่ามือนั้นทรงพลังพอ
เสวียนเหยาหลุดหัวเราะออกมาโดยไม่เกรงใจผู้ใด “ข้านับว่าได้เปิดหูเปิดตาแล้ว” หญิงสาวหันไปมองฉีซวงซวงจากนั้นหันไปสบตากับฉีฮูหยิน “ที่แท้สตรีสูงศักดิ์ก็ไม่แตกต่างกับสตรีทั่วไปในตลาด ทำผิดไม่ยอมรับผิดก็ว่าหนักหนาแล้ว แต่การดูถูกดูแคลนผู้อื่นทั้งต่อหน้าและลับหลังเช่นนี้ไม่ต่างอะไรกับสตรีที่ไร้ซึ่งการอบรม เป็นคนอื่นก็ว่าแล้วไปแต่นี่เป็นผู้ที่เติบใหญ่ภายใต้จวนเดียวกันแท้ๆ แม่ทัพฉีเป็นผู้กล้าที่ได้รับการยกย่องไปทั่วหล้า แต่เบื้องหลังกลับ...” นางถอนหายใจพร้อมส่ายหน้า “นึกไม่ถึงจริงๆ ท่ามกลางเลือดเนื้อที่บิดาสูญเสีย บุตรสาวของเขากลับเติบโตมาเป็นสตรีเช่นนี้” นางแค่นหัวเราะ “ฉีเฟิงเยี่ยนบิดามารดาผู้ให้กำเนิดของเจ้า ปล่อยให้เจ้าลำบากถึงขั้นต้องมาทนอยู่กับคนเหล่านี้เลยหรือ เจ้าไม่มีที่อื่นให้ไปแล้วหรือไร”ชายหนุ่มเพียงยืนนิ่งในขณะที่สตรีตระกูลฉีหน้าแดงด้วยความโกรธและอับอาย “แม่นางเสวียนวาจาของเจ้าไม่คิดว่าเกินไปหรอกหรือ...”เสวียนเหยามองฉีฮูหยินด้วยสายตาเย็นชา “ข้อแรก...ใช่ข้าเป็นผู้ที่มาอาศัย แต่ก็เคยได้ยินผู้คนกล่าวขานถึงธรรมเนียมปฏิบัติของชนชั้นสูงในเมืองหลวง โดยเฉพาะจวนขุนนางว่าผู้มาย่อมเป็นแขก







