Masukซาเอบะ นักสืบเอกชนที่มีชื่อเสียง ได้รับคดีที่ท้าทายเมื่อ เมย์ นักศึกษาสาวผู้มีความมุ่งมั่นและเก่งกาจ หายตัวไปอย่างลึกลับ ซาเอบะร่วมมือกับ หลินหลิน นักศึกษาสาวผู้มีความสามารถด้านการสืบสวนและการวิเคราะห์ เพื่อค้นหาความจริงเบื้องหลังการหายตัวไปของเมย์ระหว่างการสืบสวน ซาเอบะและหลินหลินพบว่าเมย์มีความขัดแย้งกับ อาร์ม หนึ่งในเพื่อนร่วมชั้นของเธอ ซึ่งอาจเป็นต้นเหตุของการหายตัวไป นอกจากนี้ยังพบว่า ภูมิ หนุ่มที่มีปัญหาทางการเงินและรู้สึกถึงความกดดันจากเจ้าหนี้ อาจมีส่วนเกี่ยวข้องในการหายตัวไปนี้ในระหว่างการตรวจสอบเอกสารและสอบถามผู้ที่เกี่ยวข้อง ซาเอบะพบเบาะแสใหม่ที่เกี่ยวข้องกับการประชุมลับที่เมย์เคยเข้าร่วม ซึ่งอาจเป็นจุดเชื่อมโยงสำคัญที่นำไปสู่การไขปริศนา ซาเอบะและหลินหลินจึงต้องย้อนกลับไปตรวจสอบข้อมูลทั้งหมดเพื่อหาความเชื่อมโยงที่ซ่อนอยู่คดีนี้เต็มไปด้วยความซับซ้อนและแรงจูงใจที่ไม่ชัดเจน ซาเอบะและหลินหลินต้องใช้ทั้งทักษะการสืบสวนและความเข้าใจในจิตใจของผู้คน เพื่อไขปริศนานี้และหาคำตอบว่าใครอยู่เบื้องหลังการหายตัวไปของเมย์
Lihat lebih banyakElena's POV
The eviction notice in my purse felt like it was burning a hole through the leather. It was a neon-orange slip of paper, the kind that screamed failure in a font large enough for the neighbors to read from the sidewalk. Three months overdue. Seven days to vacate. Every time the strap of my bag shifted, I could feel the crisp, cheap paper crinkling—a mocking reminder that the Rossi name, once legendary for its craftsmanship, was currently worth less than the dust on the floor of my father’s workshop. I stared at the mahogany doors of the executive suite on the 64th floor of Vane Enterprises. Outside these glass walls, Manhattan was a blurred map of shimmering lights and ambition. Inside, the air was different. It smelled of expensive sandalwood and the kind of quiet that only comes with extreme wealth—a silence so heavy it felt pressurized. "Mr. Vane will see you now, Ms. Rossi." The receptionist didn't even look up. She was a vision of corporate perfection, pointing toward the towering double doors with a polished, dismissive finger. I smoothed the skirt of my only professional suit and pushed the doors open. Silas Vane was framed by the floor-to-ceiling windows, the sunset casting a bloody orange glow over his broad shoulders. He was hunched over a tablet, his stylus moving with surgical precision. He looked like a man who hadn't slept in three days, yet somehow, he still looked like he could buy and sell everyone in the building without checking his balance. "You’re four minutes late, Rossi," he said, his voice a low, gravelly baritone that seemed to vibrate in my chest. "The elevator was held up," I lied. My heart was hammering against my ribs like a trapped bird. "Don't lie to me. It's a waste of my billable time." He finally looked up. His eyes were the color of the Atlantic in mid-winter—cold, gray, and deep enough to drown in. He tossed a thick manila folder onto the desk between us. "Sit down." I sat, keeping my spine as straight as a ruler. I wouldn't give him the satisfaction of seeing me tremble. "I know why you're here, Elena," he began, leaning back in his Italian leather chair. "I know about your father’s failing health. I know that the Sterling Development Group has bought the debt on your family’s shop in Red Hook. And I know that in seven days, they intend to bulldoze the Rossi legacy to build a parking garage." The blood drained from my face. "How do you know that? That's private—" "Everything is public if you pay the right people," he interrupted. "You’ve been working in my records department for two years, Rossi. You’re efficient, you’re invisible, and most importantly, you have a name the Board of Directors will respect. The Sterling-Vane merger is built on old foundations, and I need a Rossi to stabilize my position." "Is this the part where you fire me?" I snapped. Silas let out a short, dry laugh. "Quite the opposite. I’m making you an offer. One that will stop those bulldozers and pay for the specialist your father needs." He pushed a single sheet of paper across the desk. It was a contract. At the very top, in bold letters, it read: MARRIAGE AGREEMENT. "To me," Silas said, as if discussing a business merger. "My grandfather, Arthur Vane, has invoked a 'Moral Stability' clause in the family trust. Unless I am married by the end of the month, the Board has the legal right to vote me out and install my cousin. I have no intention of letting that happen." I looked from the paper to his face. "Why me?" "Because you're desperate enough to say yes," he said, walking around the desk to stand just inches away from me. The scent of his cologne—dark and woodsy—hit me like a blow. "And because I know you hate me. That makes you safe. You won't fall in love with me, and you won't make a scene when I hand you a check for two million dollars and a divorce decree twelve months from now." Two million dollars. It was my father’s life. It was the shop. "Two million," I repeated. "And a monthly stipend," he added. "In exchange, you move into my penthouse. You play the part of the doting wife at every gala and board dinner. You smile when I touch you in public." "And in private?" Silas leaned down, caging me in with his arms. "In private, we are strangers. No physical intimacy. No emotional expectations. You are a line item on a balance sheet, Elena. Nothing more." The coldness should have insulted me. Instead, it was a relief. I knew how to handle a business deal. "What if I say no?" Silas straightened up, his shadow looming over me. "Then you leave this office, you lose your job, and you watch your father lose the only thing he has left. The Sterlings will have the Rossi shop leveled by Monday." I reached into my purse and touched the orange eviction notice. Then, I looked at the gold-embossed "Vane Enterprises" logo on the wall. I didn't need until 8 AM. I already knew. I was going to sell my soul to the Ice King to save my father's heart.เมื่อท้องฟ้าเริ่มสว่างขึ้น รถของซาเอบะและทาเคชิก็แล่นกลับมายังสำนักงานลับที่พวกเขาใช้เป็นฐานชั่วคราว เมย์ หลินหลิน และอาคิระยืนรออยู่ด้านหน้าอาคารเล็กๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ในมุมหนึ่งของเขตชานเมือง สายตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความกังวลและเหน็ดเหนื่อย “กลับมาแล้ว” ทาเคชิกล่าวพลางเปิดประตูรถ “ทุกอย่างเป็นไปตามแผน” “ได้ข้อมูลที่ต้องการไหม?” หลินหลินถามทันที ซาเอบะพยักหน้า เขาชูแฟลชไดรฟ์ในมือขึ้น “รายชื่อเป้าหมายทั้งหมดอยู่ในนี้ รวมถึงที่ตั้งขององค์กรด้วย” “แล้วแผนต่อไปล่ะ?” เมย์ถาม สีหน้าของเธอบ่งบอกถึงความกดดัน “เราต้องพักก่อน” ซาเอบะตอบเสียงเรียบ “ทุกคนต้องพร้อมสำหรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้” พวกเขาทั้งหมดเดินเข้าไปในสำนักงาน ทาเคชิล็อกประตูทันทีเพื่อป้องกันการถูกติดตาม ห้องภายในดูเรียบง่าย มีเพียงโต๊ะทำงานเก่าๆ และแผนที่ขนาดใหญ่ที่ปิดทับผนังด้านหนึ่ง “พักฟื้นก่อน” ซาเอบะพูดพร้อมกับวางกระเป๋าเป้ลง “คืนนี้เราจะเริ่มวางแผนตอบโต้” หลังจากพักผ่อนและรักษาบาดแผลจากการปะทะที่ผ่านมา ทุกคนรวมตัวกันในห้องประชุมขนาดเล็ก แสงไฟจากโคมเพดานทำให้บรรยากาศดูจริงจัง “นี่คือเป้าหมายที่เราต้องจัดการ” ซาเอบ
รถคันเล็กแล่นผ่านเส้นทางเปลี่ยวในยามเช้าตรู่ เสียงเครื่องยนต์ที่ดังแผ่วๆ กลมกลืนกับบรรยากาศเงียบสงบ ซาเอบะและทาเคชิยังคงอยู่ในชุดที่พร้อมสำหรับการต่อสู้ โดยทั้งคู่ไม่มีการพูดคุยมากนักระหว่างทาง ทั้งสองต่างจมอยู่ในความคิดของตัวเอง “ใกล้ถึงแล้ว” ทาเคชิเอ่ยขึ้นขณะมองแผนที่ GPS บนหน้าจอคอนโซล “อีกห้านาทีก็จะถึงจุดพักที่เราวางแผนไว้” ซาเอบะพยักหน้า “อย่าลืมว่าเราต้องหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าตรงๆ เข้าไปแบบเงียบที่สุดเท่าที่จะทำได้” “แน่นอน” ทาเคชิตอบ พร้อมกับขับรถเลี้ยวเข้าไปในซอยเล็กๆ ที่ปกคลุมด้วยต้นไม้ใหญ่ เส้นทางนี้นำไปสู่จุดซ่อนตัวซึ่งห่างจากโกดังเป้าหมายเพียงไม่กี่ร้อยเมตร เมื่อจอดรถเสร็จ ทั้งสองก็ลงจากรถและตรวจสอบอุปกรณ์เป็นครั้งสุดท้าย ซาเอบะสะพายกระเป๋าเป้ที่บรรจุเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์และระเบิดขนาดเล็ก ส่วนทาเคชิถือปืนไรเฟิลติดกล้องซึ่งเขาใช้เพื่อการป้องกันระยะไกล “พร้อมไหม?” ทาเคชิถาม ขณะที่ทั้งสองคนเริ่มเดินเท้าไปยังจุดเป้าหมาย “พร้อม” ซาเอบะตอบเสียงเรียบ โกดังขนาดใหญ่ปรากฏให้เห็นอยู่ลิบๆ ท่ามกลางความมืดสลัวของเงาต้นไม้ อาคารนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่รกร้าง มีรั้วลวดหนามล้อมรอบแล
ความเงียบยามค่ำคืนปกคลุมสำนักงานลับของทาเคชิ แม้สมาชิกในทีมคนอื่นๆ จะพักผ่อนอยู่ในห้องต่างๆ แต่ซาเอบะกับทาเคชิยังคงนั่งจมอยู่กับกองข้อมูลบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ สายตาของทั้งคู่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น พวกเขารู้ดีว่าทุกนาทีมีค่า และการตอบโต้ต้องเกิดขึ้นก่อนที่ศัตรูจะได้เปรียบ “ข้อมูลนี้…” ทาเคชิชี้ไปที่ไฟล์รายชื่อบุคคลสำคัญในองค์กรร้ายที่ปรากฏบนหน้าจอ “ฉันเจาะเข้าไปในระบบของพวกมันได้บางส่วน รายชื่อเหล่านี้คือคนที่มีบทบาทสำคัญในการตามล่าเรา” ซาเอบะก้มลงอ่านรายละเอียด ชื่อแต่ละชื่อถูกบันทึกไว้พร้อมตำแหน่ง หน้าที่ และความเชื่อมโยงกับหัวหน้าองค์กร หลายคนเป็นผู้ที่พวกเขาเคยเจอหน้าในสนามรบก่อนหน้านี้ “เราจะเริ่มยังไงดี?” ซาเอบะถามเสียงเบา “ก่อนอื่น เราต้องตัดกำลังพวกมัน” ทาเคชิกล่าว “คนพวกนี้แต่ละคนเป็นเหมือนเสาหลักขององค์กร ถ้าเราสามารถจัดการพวกเขาได้แม้เพียงบางส่วน ความสามารถในการเคลื่อนไหวของพวกมันจะลดลง” “แต่นั่นก็หมายความว่าเราต้องเสี่ยงอีกครั้ง” ซาเอบะเอ่ยพร้อมถอนหายใจ “เรายังไม่รู้เลยว่าพวกมันจะวางแผนอะไรต่อ” ทาเคชิพยักหน้าเห็นด้วย “นั่นแหละที่ทำให้มันยากขึ้น แต่เราก็ไม่มีทางเลือกอื่น
บรรยากาศภายในสำนักงานลับของทาเคชิเริ่มเงียบสงบลงหลังจากความโกลาหลที่พวกเขาเผชิญมาตลอดหลายวัน ซาเอบะเดินสำรวจพื้นที่โดยรอบในขณะที่ทาเคชิกำลังตรวจสอบระบบรักษาความปลอดภัย ทั้งคู่รู้ดีว่าความปลอดภัยคือสิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้ “ทุกคนไปพักผ่อนเถอะ” ซาเอบะเอ่ยเสียงเรียบขณะหันมองหลินหลิน เมย์ และอาคิระที่ดูอ่อนล้าจนเห็นได้ชัด หลินหลินถอนหายใจยาว ก่อนพยักหน้า “ก็ดีเหมือนกันค่ะ ฉันแทบจะยืนไม่ไหวแล้ว” เมย์ยิ้มบางๆ พร้อมกับพยุงหลินหลินเดินไปยังโซฟาตัวยาวที่ตั้งอยู่มุมห้อง “พักก่อนเถอะหลินหลิน ฉันจะหาน้ำมาให้” อาคิระนั่งลงกับเก้าอี้ตัวหนึ่งแล้วเอนหลังพิงกำแพง “พวกนายควรพักเหมือนกัน ไม่ใช่แค่พวกเราหรอกที่เหนื่อย นายสองคนก็คงไม่ต่างกัน” ทาเคชิหัวเราะเบาๆ พลางเดินไปหยิบกล่องปฐมพยาบาลจากชั้นวาง “ยังมีงานที่ต้องจัดการ แต่ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวเราจะพักบ้าง” เมื่อทุกคนเริ่มผ่อนคลาย ซาเอบะจึงเดินไปที่ห้องครัวเล็กๆ ที่มุมสำนักงาน เขาเปิดตู้เย็นและหยิบขวดน้ำออกมา มือที่หยิบขวดน้ำยังมีรอยช้ำจากการต่อสู้ที่ผ่านมา ทุกครั้งที่ขยับเขารู้สึกเจ็บแปลบ แต่ก็พยายามไม่แสดงออก “เจ็บอยู่ใช่ไหม?” ทาเคชิถามขณะเดิ
รุ่งเช้าของวันที่เต็มไปด้วยความกดดัน แสงแดดอ่อนๆ สาดส่องผ่านหน้าต่างอาคารเก่า กลุ่มของซาเอบะยังคงระแวดระวัง แม้จะอยู่ในสถานที่ที่ดูเหมือนปลอดภัย ทาเคชิและอาคิระยืนอยู่บริเวณประตูตรวจตราความเรียบร้อย ขณะที่หลินหลินกำลังชงกาแฟด้วยท่าทางที่ยังคงเต็มไปด้วยความระมัดระวัง ซาเอบะนั่งอยู่ที่มุมห้อง มองดูแผน
กลุ่มของซาเอบะยังคงเดินทางต่อไปในป่าลึกหลังจากที่หนีจากงูยักษ์และการตามล่าของคนร้ายมาได้ แต่ความเหนื่อยล้าที่สะสมมาก็เริ่มกัดกินทั้งร่างกายและจิตใจ เสียงหายใจหนักของแต่ละคนสอดประสานกับเสียงฝีเท้าบนใบไม้ที่กรอบแกรบใต้เท้า“พวกเราจะไปถึงเขตแดนเมื่อไหร่?” หลินหลินถามพร้อมหอบเบาๆ ขณะพยายามรักษาจังหวะการเ
เสียงฝีเท้าดังก้องในความเงียบของป่าท่ามกลางแสงจันทร์ที่สาดลอดยอดไม้ ซาเอบะและพวกพยายามหนีจากการตามล่าของกลุ่มคนร้ายที่เหมือนจะไม่มีที่สิ้นสุด เสียงตะโกนไล่ล่าผสมกับเสียงปืนที่ยิงขึ้นฟ้ากดดันทุกย่างก้าวของพวกเขา“เราต้องหาเส้นทางใหม่ หนีไปทางนี้ไม่ได้แล้ว!” ทาเคชิพูดพร้อมมองไปด้านหลัง เห็นแสงไฟฉายไล่ล
ทิวป่าที่ทอดยาวเบื้องหน้าให้ความรู้สึกเงียบงันจนผิดปกติ เส้นทางที่ชายแปลกหน้าชี้นำยังคงนำพวกซาเอบะลึกเข้าไปในพื้นที่ที่แทบไม่มีร่องรอยการเดินทาง หลินหลินเดินเคียงข้างเมย์ คอยจับมือเธอไว้เพื่อให้กำลังใจ ขณะที่ซาเอบะ ทาเคชิ และอาคิระคอยระวังภัยจากรอบด้าน “เราคงใกล้ถึงฐานของพวกมันแล้ว” ชายแปลกหน้าพูดพล











