Se connecterยิ่งเห็นหมอแพทเอียงตัวเข้าใกล้ภูผาคุยกันสนุกสนาน ความรู้สึกหงุดหงิดที่หาสาเหตุไม่ได้ก็ยิ่งจุกในอกขึ้นมาอีกครั้ง หมอมาจีบไม่เข้าใจตัวเองเลยสักนิดทั้งที่เป็นคนควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ดีมาตลอด แต่ทำไมตอนนี้ถึงได้กระวนกระวายในใจแบบนี้
มือบางยื่นไปคว้าแก้วค็อกเทลตรงหน้าก่อนจะยกดื่มรวดเดียวจนหมดแก้ว “แกเป็นอะไรเนี่ย ดื่มหนักเกินไปแล้วนะ” หมอปั้นหยารีบเอ่ยปรามพร้อมรีบแย่งแก้วในมือหมอมาจีบมาถือไว้ด้วยความตกใจ เมื่อเห็นเพื่อนสาวสายตึงที่ไม่ค่อยแตะแอลกอฮอล์กำลังกระดกเหมือนน้ำเปล่า “หมอดื่มเยอะเกินไปแล้วนะครับ” ภูผาชะงักแล้วรีบหันไปมองหมอมาจีบด้วยความแปลกใจ นัยน์ตาคมไหววูบเมื่อเห็นว่าหมอมาจีบแก้มขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างเห็นได้ชัด “จะมายุ่งทำไม” หมอมาจีบตอบเสียงอ้อแอ้ มองร่างสูงด้วยสายตาหงุดหงิด ก่อนจะคว้าแก้วเตรียมจะยกดื่มแต่กับมีมือหนายื่นมาแย่งแก้วจากมือเขาไป “พอแล้วครับ เมาแล้ว” ภูผาเอ่ยเสียงอ่อนก่อนจะลุกเดินไปนั่งข้างหมอมาจีบแทน “ก็บอกว่าอย่ามายุ่งไง” หมอมาจีบตอบด้วยความหงุดหงิดพร้อมกับร่างกายที่เซไปมา “ฉันว่าแกเมาเกินไปแล้ว” หมอปั้นหยาเอ่ยเสียงดุก่อนจะจับตัวเพื่อนสาวให้นั่งนิ่งๆ “ฉันโอเคมากๆเลยแก” หมอมาจีบตอบพร้อมกับหันมายิ้มหวานให้เพื่อนสาว ภูผาที่เห็นท่าทางแปลกตานั้นหลุดยิ้มด้วยความเอ็นดู “ผมว่าหมอไม่ไหวแล้วมั้ง มา! ผมไปส่ง” ว่าพลางคว้ามือหมอมาจับแต่ร่างบางกับสะบัดมือออก “จิ๊!” หมอมาจีบมองหน้าภูผาอย่างเอาเรื่องแต่ด้วยความเมาทำให้ร่างบางเซไปมาจนเซไปปะทะกับอกแกร่งของภูผาเข้าอย่างจัง ภูผายกยิ้มมุมปากก่อนจะถือวิสาสะกระชับอ้อมกอดเอวบางไว้แน่น หันไปส่งยิ้มเกรงใจให้กลุ่มเพื่อนของหมอ “ผมขออนุญาตพาพี่หมอไปส่งก่อนนะครับ” ภูผาหันไปยิ้มขออนุญาตหมอปั้นหยาที่ทำหน้าเป็นห่วงเพื่อนที่สุดในตอนนี้ “ฝากด้วยนะ พี่อยากจะไปส่งเองแต่ติดธุระที่บ้าน” หมอปั้นหยาว่าพลางแตะไหล่หมอมาจีบเบาๆ “ไม่ต้องห่วงนะครับ เพราะถ้าผมทำอะไรไอจอมคงไม่ไว้หน้าผมเหมือนกัน” เมื่อเห็นว่าหมอสาวคนสนิทของหมอมาจีบเป็นห่วงจนออกสีหน้า ภูผาจึงรีบแสดงความน่าไว้ใจ “โอเคๆ รีบพามันไปส่งเถอะ” หมอปั้นหยาเมื่อได้ยินประโยคนั้นก็วางใจแล้วปล่อยมือจากเพื่อนสาวทันทีเวลา 23.30 น.ณ บนรถหมอมาจีบ บรรยากาศภายในรถยนต์เงียบสงบ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศ ตัดกับแสงไฟจากท้องถนนยามค่ำคืนที่ส่องกระทบเข้ามาเป็นระยะ ภูผาเอี้ยวตัวมาปรับเบาะข้างคนขับเอนลงเล็กน้อยเพื่อให้ร่างบางที่นั่งคดตัวอยู่รู้สึกสบายขึ้น “หงุดหงิดอะไรผมครับ ไหนบอกหน่อย” ภูผาเอ่ยถามเสียงอ่อน สายตาจ้องมองใบหน้าคมสวยที่ตอนนี้พวงแก้มซับสีเลือดฝาดจากแอลกอฮอล์ทำให้เธอดูน่ารักกว่าเดิม หมอมาจีบปรือตาขึ้นมองคนข้างกาย นัยน์ตาคู่สวยฉายแววสับสน ก่อนขมวดคิ้วแน่น “ก็นายมันน่าหงุดหงิด” หมอว่าพลางจะพลิกตัวหันหนีไปทางหน้าต่างแต่ภูผากับเอื้อมมือมาจับไว้ไม่ยอมให้ร่างบางหันหนีไป “น่าหงุดหงิดตรงไหนครับ” ภูผายกยิ้มมุมปาก เลื่อนมือไปเกลี่ยปอยผมที่ลงมาบดบังใบหน้าเนียนออกให้อย่างเบามือ “ผมซื้อข้าวไปให้ รอตั้งนานแถมน้องชายหมอยังมาต่อยผมอีก ยอมขนาดนี้ยังจะหงุดหงิดผมลงหรอครับ” “ไม่รู้ ไม่ชอบ อย่ายิ้มให้คนอื่น มันหงุดหงิด” หมอมาจีบพึมพำเสียงแผ่ว สารภาพความรู้สึกสับสนในใจออกมาตรงๆทั้งที่หลับตาอยู่ เพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ทำให้เธอต้านทานความคิดในใจไม่ไหว “ทำไมชอบมาวุ่นวาย ถ้าทำแบบนี้กับทุกคนก็อย่ามายุ่งกับหมอ” คำสารภาพพร้อมน้ำตาที่ไหลลงมาอาบแก้มหนึ่งหยดทำเอาภูผาชะงัก หัวใจกระตุกวูบ ภูผาเลื่อนมือไปปาดน้ำตาให้หมอก่อนจะนั่งมองหน้าคนพี่อยู่อย่างนั้นครู่หนึ่ง “หึงผมอยู่ รู้ตัวไหมครับเนี่ย” ภูผายกยิ้มอย่างอ่อนโยน ร่างบางที่ตอนนี้เอนซบหมอนรองคอ ลมหายใจเข้าออกเริ่มสม่ำเสมอเป็นสัญญาณว่าเธอได้เข้าสู่ภวังค์นิทราไปแล้ว “หนีหลับแบบนี้ผมจะไปส่งยังไงครับเนี่ย” ภูผามองคนที่หลับกลางอากาศไปเฉยๆด้วยรอยยิ้มเอ็นดูก่อนจะถอดเสื้อแจ็คเก็ตแล้วคลุมให้ร่างบางไว้ด้วยความเบามือ “งั้นก็อยู่กันแบบนี้จนเช้าละกันครับ” ภูผาเอ่ยยิ้มๆก่อนจะสตาร์ทรถเคลื่อนตัวออกไปอย่างนุ่มนวลเวลา 19.30 น.ณ หน้าแผนกฉุกเฉิน โรงพยาบาลเดิมท้องฟ้ายามเย็นย้อมไปด้วยแสงสีส้มอมชมพู บรรยากาศหน้าแผนกฉุกเฉินของโรงพยาบาลยังคงพลุกพล่านไปด้วยผู้คนและรถราที่วิ่งขวักไขว่เหมือนเช่นเคย จุดจอดรถตรงมุมคุ้นเคยจุดที่ในอดีตเคยมีเรื่องราวระทึกขวัญและสายตาดูแคลนจากใครบางคน วันนี้กลับกลายเป็นพื้นที่แห่งความอบอุ่นและรอยยิ้มที่ทุกคนในโรงพยาบาลเริ่มคุ้นชินตา ร่างสูงโปร่งของ ภูผา ในชุดเสื้อช็อปสีแดงเข้มตัวเก่งที่ตอนนี้พับแขนขึ้นอย่างทะมัดทะแมงยืนพิงอยู่ข้างรถจักรยานยนต์ PCX คันเดิมใบหน้าคมคายดวงตาคมกวาดมองไปที่ประตูทางออกด้วยใจจดจ่อ และไม่นานเกินรอร่างบางในชุดสครับสีฟ้าอ่อนของ หมอมาจีบ ก็ก้าวเดินออกมาจากประตูพร้อมกับถอนหายใจยาวด้วยความเหนื่อยล้าจากการเคลียร์เคสหนักหน่วงมาตลอดทั้งวัน แต่ทันทีที่สายตาคู่สวยกวาดมาเห็นเด็กหนุ่มรุ่นน้องที่มายืนรอรับเธอกลับบ้านเหมือนในทุกๆวัน ความเหนื่อยล้าทั้งหมดก็มลายหายไปในพริบตารอยยิ้มหวานระบายขึ้นบนใบหน้าทันที ภูผาเห็นคนพี่เดินออกมาก็รีบผละจากตัวรถเดินตรงเข้าไปหาด้วยรอยยิ้มกว้างจนเห็นลักยิ้มบุ๋มลึกมือหนาเอื้อมไปรับกระเป๋าและสัมภาระจากมือของหมอมาจีบมาถือให้อย่างเบามือแ
สองวันถัดมาณ ห้องนั่งเล่นภายในบ้านพักครอบครัวหมอมาจีบหลังจากเหตุการณ์ที่สารวัตรกรณ์ถูกจอมไล่ตะเพิดออกไปอย่างไม่เป็นท่า บรรยากาศภายในบ้านก็มีความเงียบงวดและอึดอัดปกคลุมอยู่เล็กน้อยคุณพ่อและคุณแม่นั่งจิบชาอยู่ที่ห้องรับแขก โดยมีคุณพ่อที่ยังคงมีสีหน้าครุ่นคิดถึงเรื่องเมื่อวันก่อน ส่วนคุณแม่ก็นั่งถอนหายใจเบาๆเมื่อนึกถึงท่าทางดุดันของสารวัตรหนุ่มที่แสดงออกมาตอนจนมุม ในจังหวะนั้นเอง จอม ในชุดไปรเวทสบายๆก็เดินถือแท็บเล็ตเครื่องโปรดเข้ามาในห้องด้วยท่าทีสบายๆก่อนจะทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาฝั่งตรงข้ามผู้เป็นพ่อและแม่"จอมรู้นะว่าป๊ากับม๊าโกรธที่จอมทำแบบนั้น" จอมเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบด้วยน้ำเสียงจริงจังจนผิดวิสัยเด็กกวนประสาท"ที่จอมยอมพูดตรงๆไปเมื่อวันก่อนไม่ใช่เพราะแค่อยากปกป้องพี่จีบอย่างเดียวนะแต่เพราะป๊ากับม๊ากำลังโดนไอ้สารวัตรหน้าจืดนั่นหลอกใช้ให้เป็นเครื่องมืออยู่!""แกหมายความว่ายังไงไอ้จอม พูดให้มันเคลียร์ๆ ซิ" คุณพ่อขมวดคิ้วเล็กน้อยปรายตามองลูกชายคนเล็ก จอมไม่รอช้ารีบเปิดหน้าจอแท็บเล็ตโชว์ภาพและข้อมูลต่างๆให้พ่อกับแม่ดูทันที"นี่ไงครับ! ข้อมูลจริงจากเพื่อนสนิทจอมที่อยู่คณะวิศวะและประกาศผลจ
เหตุการณ์ ณ หน้าแผนกฉุกเฉิน กรุงเทพฯท่ามกลางสายตาของบุคลากรในโรงพยาบาลสารวัตรกรณ์ยังคงยืนขวางทางหมอมาจีบด้วยรอยยิ้มมั่นใจในความเหนือกว่า โดยไม่รู้เลยว่าปลายสายที่เพิ่งวางไปเมื่อครู่ได้รายงานสถานการณ์ทั้งหมดให้เด็กวิศวะที่อยู่ไกลฟังแล้ว"ตกลงว่ายังไงครับจีบไปทานข้าวกับพี่เถอะครับผู้ใหญ่ท่านก็รออยู่" กรณ์เอื้อมมือทำทีจะแตะแขนเรียวอีกครั้ง แต่หมอมาจีบเบี่ยงตัวหลบได้อย่างทันท่วงที ใบหน้าสวยเชิดขึ้นเล็กน้อยแววตาฉายแววรำคาญอย่างไม่ปิดบัง"ขอโทษนะคะสารวัตรพอดีวันนี้ฉันไม่สะดวกจริงๆ และคุณพ่อคุณแม่ของดิฉันก็โทรตามให้รีบกลับบ้านด่วนพอดีเลยค่ะ ท่านบอกว่าทำกับข้าวรอไว้แล้วด้วย" หมอมาจีบยกโทรศัพท์ขึ้นมาทำเป็นกดหน้าจออย่างแนบเนียน"ถ้าสารวัตรยังมีธุระเรื่องคดีอะไรอีกรบกวนทำเรื่องผ่านระบบราชการนะคะฉันขอตัวกลับบ้านก่อนค่ะ" พูดจบทิ้งช่วงไม่ให้สารวัตรได้ทันอ้าปากแย้งหมอมาจีบก็หมุนตัวก้าวฉับๆไปขึ้นรถเก๋งส่วนตัวแล้วขับออกไปทันที ทิ้งให้สารวัตรกรณ์ยืนหน้าเสียขบกรามแน่นด้วยความขัดใจที่แผนการวันนี้ล่มไม่เป็นท่าเมื่อขับรถออกมาพ้นสายตาหมอมาจีบก็รีบกดโทรศัพท์หาหนุ่มรุ่นน้องที่เธอกลัวว่าป่านนี้คงร้อนรนจนนั่ง
เวลา 10.30 น.ณ โรงเรียนบ้านห้วยผักกาดแสงแดดจัดจ้าในยามสายสาดส่องลงมากระทบกับพื้นดินแห้งแล้งทว่าบรรยากาศภายในโรงเรียนแห่งนี้กลับเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและความมีชีวิตชีวา กลุ่มนักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ปี 3 นำโดย ภูผา ต้นกล้า และพาที พร้อมกับเพื่อนๆ ในชมรมค่ายอาสา กำลังช่วยกันระดมทุน ลงแรง ทั้งโบกปูน ทาสีอาคารเรียนไม้เก่าๆที่ทรุดโทรมและสร้างสนามเด็กเล่นให้กับน้องๆ ร่างสูงของภูผาในชุดเสื้อยืดเซอร์ๆกางเกงยลุยสวนที่ตอนนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบสีน้ำเงินและฝุ่นปูนหนาเตอะ เม็ดเหงื่อผุดพรายเต็มกรอบหน้าคมคาย ไรผมเปียกชื้นแนบติดหน้าผากแต่เจ้าตัวกลับไม่มีทีท่าเหน็ดเหนื่อยเลยสักนิดมือหนากำลังสาละวนกับการขันน็อตเครื่องเล่นสนามให้อย่างแน่นหนาด้วยความตั้งใจ"เฮ้ยไอ้ผา! พักก่อนเหอะมึง หน้ามืดเป็นลมแดดไปเดี๋ยวพี่หมอตามมาเอาเรื่องพวกกูข้อหาไม่ดูแลเพื่อนอีกอะ" ต้นกล้าที่แบกกระป๋องสีเดินผ่านมาแซะเข้าให้พร้อมกับโยนขวดน้ำเย็นให้เพื่อนรัก"กูไม่ได้เป็นอะไรง่ายๆเว้ย อีกนิดเดียวสนามเด็กเล่นของน้องๆก็เสร็จแล้ว" ภูผารับขวดน้ำมาเปิดดื่มอย่างกระหายก่อนจะหัวเราะร่า"ทำเป็นพูดดี ตั้งแต่มาค่ายนี่มึงก้มหน้าก้มตาทำงานเป
เช้าวันถัดมาณ ถนนสายหลักใกล้รั้วมหาวิทยาลัยแสงแดดอ่อนๆยามเช้าไม่ช่วยให้บรรยากาศรอบตัวดูผ่อนคลายลงเลยสักนิด ภูผาในชุดนักศึกษาและเสื้อช็อปสีแดงเข้มตัวเก่งกำลังขี่รถจักรยานยนต์ PCX คันโปรดมุ่งหน้าไปคณะเพื่อส่งโปรเจกต์ชิ้นสำคัญที่เขาโหมแรงกายแรงใจทำมาตลอดหลายวันด้วยความมั่นใจ ทว่าเมื่อขี่มาถึงจุดตรวจกะทันหันบริเวณทางแยกหน้ามหาวิทยาลัยสายตาก็ต้องสะดุดเข้ากับกรวยยางสีส้มที่ถูกตั้งขวางถนนไว้เป็นแนวยาวโดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจราจรหลายนายกำลังยืนกวดขันวินัยจราจรอยู่และหนึ่งในนั้นคือนายตำรวจหนุ่มยศสารวัตรที่ยืนกอดอกใบหน้าเรียบตึงเป็นเป้าสายตา สารวัตรกรณ์ ทันทีที่เห็นรถ PCX ของภูผาขับเข้ามาใกล้ กรณ์ก็ส่งสัญญาณมือโบกให้จอดเทียบฟุตปาธทันทีด้วยท่าทีเจ้ากี้เจ้าการ ภูผาชะลอความเร็วแล้วนำรถมาจอดสนิท ถอดหมวกกันน็อกออกด้วยใบหน้าเรียบเฉยแม้ในใจจะรู้ทันทีว่านี่ไม่ใช่การตั้งด่านตรวจปกติ แต่เป็นการเจาะจงเล่นงานเขาอย่างแน่นอน"สวัสดีครับสารวัตร" ภูผาเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงสุภาพแบบขอไปทีนัยน์ตาคมจ้องมองหน้านายตำรวจนิ่งสนิทไม่มีความเกรงกลัวหรือลนลานให้เห็นแม้แต่น้อย"รถคันนี้แต่งท่อเสียงดังเกินกฎหมายกำหนดหรือเปล่าวน
เวลา 18.00 น.ณ ห้องปฏิบัติการโปรเจกต์ ภาควิชาวิศวกรรมศาสตร์บรรยากาศภายในห้องแล็บอบอวลไปด้วยกลิ่นน้ำมันเครื่องกลิ่นตะกั่วบัดกรีและเสียงเครื่องมือช่างกระทบกันดังเป็นระยะ ช่วงนี้เป็นช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อของนักศึกษาปี 3 ภูผาและกลุ่มเพื่อนสนิทอย่างต้นกล้ากับพาทีจึงต้องปักหลักอยู่เคลียร์โปรเจกต์ชิ้นใหญ่กันจนดึกดื่นติดต่อกันหลายวัน ร่างสูงในเสื้อช็อปสีแดงเข้มที่ตอนนี้เปื้อนคราบฝุ่นและคราบเหงื่อเล็กน้อยกำลังก้มหน้าก้มตาเชื่อมวงจรไฟฟ้าอย่างตั้งอกตั้งใจใบหน้าคมคายที่เคยแต่ยิ้มแย้มแพรวพราวตอนนี้เต็มไปด้วยความเคร่งเครียดเพราะโปรเจกต์ตัวนี้คือหนึ่งในสิ่งสำคัญที่เขาเคยลั่นวาจาไว้กับที่บ้านและคุณหมอว่าจะตั้งใจทำให้ดีที่สุด"ไอ้ผา เบรกก่อนเหอะมึงหน้ามืดหมดแล้วเนี่ย" ต้นกล้าเงยหน้าขึ้นจากชิ้นส่วนกลไกพลางเอ่ยทักเพื่อนที่ไม่ได้ขยับตัวไปไหนมาเกือบสามชั่วโมง"อีกนิดเดี๋ยวไม่เสร็จพรุ่งนี้อาจารย์ตรวจไม่ทันแน่" ภูผาตอบเสียงแหบพร่าโดยไม่ละสายตาจากชิ้นงานในมือเลยสักนิด"โห ขยันผิดคาดนะมึงตั้งแต่มีแฟนเป็นคุณหมอนี่พลังงานล้นเหลือตลอด" พาทีแซวขำๆพลางทำท่าทางเลียนแบบเวลาภูผาคุยโทรศัพท์กับหมอมาจีบจนโดนภูผาคว้าป







