เข้าสู่ระบบ– บทที่ 6 –
“ท่านจำมิได้จริง ๆ หรือ” นางหันไปมองหน้าเขาแล้วยกยิ้มขึ้นน้อย ๆ มาดูกันว่านางจะทำให้เขายอมรับได้หรือไม่ว่าเขาเป็นคนที่ขึ้นไปบนรถม้าของนางในวันนั้น
“ข้าไม่รู้จริง ๆ ว่าคุณหนูหมายถึงเรื่องอันใด” เขายังคงปฏิเสธ เขาไม่มีทางยอมรับอย่างเด็ดขาด
“อ๋อ ที่แท้ก็เป็นข้าที่เข้าใจผิด” รอดูฝีมือของนางเถิดว่าจะทำให้เขาเปิดปากยอมรับได้อย่างไร
“ใช่แล้ว เป็นคุณหนูที่เข้าใจผิดไปเอง” เห็นนางวางมือเขาก็วางใจไปหลายส่วน สตรีผู้นี้เขาเห็นฝีมือมาแล้วว่าปากของนางสามารถทำอันใดได้บ้าง
“มิใช่ท่านก็ดี ข้าจะได้บอกเรื่องนี้กับท่านพี่หนิงเฉิง เจ้าโจรชั่วผู้นั้นไม่รู้จักบุญคุณก็แล้วไป ยังจะมาทำร้ายร่างกายของข้าอีก ข้ารักษารอยช้ำอยู่หลายวัน เห็นทีคงต้องขอให้ท่านพี่หนิงเฉิงจับโจรชั่วผู้นั้นมาให้ข้าลงโทษด้วยตนเอง” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ยกยิ้มร้ายกาจส่งไปให้คนที่นั่งอยู่อีกฝั่ง
คิดจะปฏิเสธหรือ ดูว่าเขาจะมีความสามารถเพียงใด
มือหนาที่กำลังยกถ้วยน้ำชาขึ้นจิบถึงกับชะงักเมื่อได้ยินประโยคที่นางเอ่ยออกมา หากนางเอ่ยเรื่องนี้ออกไป ทุกคนต้องรู้อย่างแน่นอนว่าเป็นฝีมือของเขา เพราะวันนั้นทุกคนล้วนรู้ดีว่าเขาออกไปปฏิบัติภารกิจให้องค์รัชทายาท
“หรือจะบอกว่าคนผู้นั้นลวนลามข้าดี” หญิงสาวแสดงท่าทีที่ครุ่นคิดออกมา “เอาเช่นนี้ดีกว่า ท่านพี่หนิงเฉิงคงต้องรีบนำตัวคนผู้นั้นมาให้ข้า”
ประโยคถัดมาของนางยิ่งทำให้เขาแทบอยากจะยกมือขึ้นมากุมขมับ นางร้ายกาจถึงเพียงนี้เลยหรือ
“เอาสิ หากเจ้ามิกลัวเสื่อมเสียชื่อเสียง” เขาไม่เชื่อหรอก
ว่านางจะถึงขั้นกล้าทำร้ายชื่อเสียงของตนเอง หากบอกออกไปแบบนั้นจะยังกล้ามีคนมาสู่ขออีกหรือ“ฮ่า ๆ ชื่อเสียงของข้าจำเป็นต้องรักษาอีกหรือ คนทั้งเมืองหลวงรู้ดีว่าข้าเป็นคนเช่นไร” ชื่อเสียงในเมืองหลวงนี้นางไม่จำเป็นต้องสนใจแล้ว สตรีร้ายกาจเช่นนางจำเป็นต้องมีชื่อเสียง
ที่ดีด้วยหรือ “และที่สำคัญ ข้าก็แค่ต้องแต่งงานกับบุรุษผู้นั้น ไม่เห็นมีอันใดยากเย็น”เซียวหนิงเฉิงที่กลับมาจากทำธุระ ได้ยินเสียงหัวเราะของน้องสาวจึงได้เอ่ยถาม “คุยอันใดกันหรือ หัวเราะเสียงดังเชียว”
“คุณชายผู้นี้เล่าเรื่องตลกให้ข้าฟังนิดหน่อย” นางยังไม่รู้เลยว่าเขามีนามว่าอันใด และนางก็ไม่คิดที่จะเป็นฝ่ายถามก่อนด้วย
“อ้อ ข้าลืมแนะนำไป นี่แม่ทัพไป่ ไป่ซีฮัน บุตรชายคนโตของแม่ทัพใหญ่ไป่” เขาแนะนำสหายให้นางรู้จัก ก่อนจะหันไปเอ่ยกับคนที่นั่งหน้านิ่งอยู่ข้าง ๆ “เจ้าคงรู้จักนางแล้ว ข้าไม่แนะนำ”
ซีฮันได้แต่พยักหน้า ต่างจากอีกคนที่หันไปยกยิ้มที่แฝงความร้ายกาจส่งไปให้เขา “ยินดีที่ได้รู้จัก คุณชายใหญ่ไป่”
“รู้จักกันไว้ก็ดีกว่า วันหน้าอาจต้องพึ่งพากัน” เรื่องในวันหน้าไม่แน่นอน และเขาในฐานะองค์รัชทายาท หลาย ๆ เรื่องอาจไม่สามารถเข้าไปช่วยเหลือนางได้ คงต้องหวังพึ่งคนผู้นี้แล้ว
“ได้พึ่งพาอย่างแน่นอน” นางยกยิ้มขึ้นน้อย ๆ นางต้องได้พึ่งพาเขาอย่างแน่นอน เพราะเขาต้องตอบแทนบุญคุณนาง
ซีฮันปรายตามองสตรีเพียงคนเดียวครู่หนึ่ง ก่อนจะไม่สนใจอีก เขาหันไปมองดูองครักษ์ที่ยืนอยู่ เขาต้องเลือกคนที่ฝีมือดีไปให้นางสักสองสามคนตามที่องค์รัชทายาทร้องขอ
“ท่านพี่หนิงเฉิง ท่านจำวันที่ข้าเข้าวังไปพบท่านน้าได้หรือไม่” ถึงเวลาที่นางจะต้องทวงบุญคุณจากเขาเสียที
ชายหนุ่มที่ได้ยินเช่นนั้นก็หันไปมองที่นางทันที เพราะไม่คิดว่านางจะกล้าเอ่ยเรื่องนี้ออกมา เขาประเมินนางต่ำไปจริง ๆ
“จำได้สิ เหตุใดจะจำไม่ได้” เขาหันไปมองน้องสาวอย่างแปลกใจ เรื่องนี้เพิ่งผ่านไปไม่กี่วัน เหตุใดเขาจะจำไม่ได้ นี่นางว่าเขาแก่จนเลอะเลือนไปแล้วหรือ
“ระหว่างทางพบทหารมากมาย...” ยังไม่ทันที่นางจะเอ่ยจบ เสียงไอของคนที่นั่งอยู่อีกฝั่งก็ดึงขึ้นขัดจังหวะ นางยกยิ้มขึ้นน้อย ๆ ก่อนจะชะโงกหน้าไปมองและเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงยียวน
“คุณชายไป่เป็นอันใดหรือ”
ชายหนุ่มส่งสายตาดุดันไปให้อีกฝ่าย เพื่อให้นางหยุดพูดเรื่องนี้ ก่อนจะเอ่ย “ข้าเปล่า”
“อ้อ” นางหยิบถ้วยชาขึ้นมาดื่มเพื่อปกปิดรอยยิ้มของตนเอง ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องคุยในที่สุด “ท่านเลือกองครักษ์ให้ข้าได้หรือยัง”
“ใช่ ข้าเห็นเจ้ามาตั้งนานแล้ว ยังไม่ได้เลือกคนให้นางอีกหรือ” เขาหันไปถามสหายด้วยสายตาฉงน ทุกคนที่นี่ซีฮันล้วนรู้จักฝีมือดี แต่เหตุใดยังไม่เลือกมาอีกเล่า
“ได้แล้ว” เขาหันไปเรียกทหารที่ไว้ใจได้สี่คนเพื่อให้ติดตามคอยดูแลนาง
“ดี” เขาเอ่ยขึ้นอย่างพอใจ ก่อนจะหันไปเอ่ยกับลี่ฮวาที่นั่งอยู่ข้าง ๆ “เจ้าวางใจได้ คนพวกนี้จะดูแลเจ้าเป็นอย่างดี”
“ขอบคุณเจ้าค่ะ” รอยยิ้มดีใจถูกส่งไปให้ผู้ที่เปรียบเสมือนพี่ชาย หากไม่มีสองแม่ลูกนี่ ก็ไม่รู้ว่าชีวิตของนางจะลำบากมากกว่านี้เพียงใด “เช่นนั้นข้าคงต้องขอตัวกลับก่อน ออกมาจากจวนนานแล้ว”
หญิงสาวทำทีท่าว่าจะลุกขึ้น ก็รู้สึกว่าตัวเองหน้ามืดราวกับจะเป็นลม หนิงเฉิงที่เห็นน้องสาวเป็นเช่นนั้นก็รีบเข้าไปประคองด้วยความเป็นห่วง
“ฮวาเอ๋อร์ เป็นอันใดไป” น้ำเสียงเป็นห่วงถูกเปล่งออกมาจากผู้สูงศักดิ์ เขาประคองให้นางนั่งลงเช่นเดิม
“คุณหนู เป็นอันใดไปเจ้าคะ” มี่มี่เอ่ยถามเจ้านายด้วยความเป็นห่วง นางไม่รู้ว่าคุณหนูเป็นอันใด แต่ช่วงนี้คุณหนูดูอ่อนเพลียบ่อย ๆ
“ข้ามิเป็นไร อาจเพราะที่นี่ร้อนเกินไป” หญิงสาวเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง ร่างกายนี้ช่างอ่อนแอเสียจริง อะไรนิด ๆ หน่อย ๆ ก็จะเป็นลมเสียแล้ว
“เมื่อครู่ยังดี ๆ อยู่เลย เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ไปได้ เรียกหมอมาตรวจดีหรือไม่” เมื่อครู่นางยังหาเรื่องขู่เข็ญหาผลประโยชน์
จากเขาอยู่เลย นางก็มิได้มีทีท่าว่าจะเป็นอันใด เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้“ข้ามิเป็นอันใดจริง ๆ เพียงแค่หน้ามืดเท่านั้น” หญิงสาวยังคงเอ่ยออกมาอย่างไม่ยอม ด้วยคิดว่าตนเองพักผ่อนไม่เพียงพอเลยเป็นเช่นนี้
“เรียกหมอมาตรวจหน่อยก็ดี เพื่อความสบายใจ” เขาหันไปสั่งลูกน้องให้ไปเรียกหมอหลวงมาตรวจร่างกายให้นาง ไม่ได้สนใจคำค้านของนางแม้แต่น้อย ต้องมีอะไรที่ผิดปกติอย่างแน่นอน มิเช่นนั้นมิเป็นลมง่าย ๆ เช่นนี้
ตอนเด็ก ๆ เขาวิ่งเล่นกลางแดดกับนางยังไม่เป็นอันใด
นี่เพียงมานั่งอยู่เฉย ๆ ก็หน้ามืด มันจะปกติได้อย่างไร“เจ้าค่ะ”
รอได้ไม่นานหมอหลวงที่องค์รัชทายาทให้คนไปพามาก็มาถึง เขาเร่งตรวจร่างกายให้คุณหนูผู้นี้ เพราะดูแล้วเหมือนนางจะเป็นคนสำคัญขององค์รัชทายาท
ตรวจไปได้ไม่นานเขาก็พบว่าร่างกายของนางผิดปกติ เขาตรวจชีพจรซ้ำและยังนานกว่าปกติ จึงทำให้คนที่ยืนดูอยู่ถึงกับต้องเปิดปากถาม
“มีสิ่งใดผิดปกติหรือ” หนิงเฉิงที่เห็นสีหน้าเคร่งเครียดของหมอหลวงก็เอ่ยถามด้วยความร้อนใจ
“เอ่อ... คุณหนูผู้นี้มีพิษอยู่ในร่างกายพ่ะย่ะค่ะ มันเบาบางมาก เหมือนจะได้รับในปริมาณที่น้อย แต่จะทำให้ร่างกายค่อย ๆ อ่อนแอลง” เขาหันไปมองหน้าผู้สูงศักดิ์ ก่อนจะเอ่ยต่อ “พิษนี้ ตรวจสอบอยาก หากเมื่อครู่กระหม่อมไม่ตรวจดูให้ละเอียดก็จะไม่รู้ว่าถูกพิษ ชีพจรก็จะเหมือนไม่สบายทั่วไป”
“ถูกพิษ?” หญิงสาวถามออกมาอย่างเหม่อลอย นางว่านางระวังตัวดีแล้วนะ เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ได้ พวกนั้นทำอย่างไรจึงส่งยาพิษมาที่เรือนของนางได้
“โธ่...คุณหนู” มี่มี่ปล่อยโฮออกมาเพราะสงสารผู้เป็นนาย คนพวกนั้นใจร้ายเกินไปแล้ว ถึงขั้นกล้าลงมือกับคุณหนูของนางโหดร้ายเช่นนี้
“ผู้ใดมันกล้าทำเรื่องเช่นนี้!!” น้ำเสียงเกรี้ยวกราดถูกเปล่งออกมา กล้ายิ่งนักที่กล้าทำเช่นนี้กับนาง คนตระกูลหงไม่รักชีวิตแล้วหรืออย่างไร
“เรื่องนี้ยากนักที่จะหาตัวคนร้าย ขนาดข้าระวังตัวแล้วยังถูกพิษได้” น้ำเสียงเรียบเรื่อยถูกเปล่งออกมาก่อนจะหันไปถามหมอที่มาทำการตรวจร่างกายนาง “ท่านหมอ มีวิธีรักษาหรือไม่”
“มีขอรับ ดื่มยาสองสามเทียบก็ขับพิษออกหมดแล้ว”
พิษนี้เป็นพิษที่ไม่ร้ายแรง แต่หากได้รับเข้าไปในร่างกายเป็นเวลานานก็ทำให้ร่างกายอ่อนแอและเสียชีวิตได้
“เช่นนั้นท่านก็จัดการให้นางเถิด” ตอนนี้ในหัวของเขาคิดอะไรไม่ออก ในหัวของเขามีแต่คำว่าเป็นห่วง
หากนางกลับไปอยู่ที่จวนคงเป็นอันตรายอย่างแน่นอน
“ท่านหมอ ข้าขอถามได้หรือไม่ว่าหากได้รับยาพิษนี้เป็นเวลานานจะเกิดอันใดขึ้น” นางถามออกมา ความกลัวเริ่มเกาะกินหัวใจของนาง ลงมือเหี้ยมโหดเช่นนี้คงไม่ใช่ฝีมือของเด็ก ๆ อย่างแน่นอน
“หากได้รับยานี้เป็นเวลานาน ร่างกายก็จะยิ่งอ่อนแอ และตายลงในที่สุด” เขาบอกตามความจริง พิษนี้จะว่าหายากก็หายาก แต่ถ้าหากมีเงินมากพอก็ไม่เป็นปัญหา
“ท่านแม่” หญิงสาวเอ่ยออกมาอย่างเหม่อลอย ก่อนที่มารดาจะจากไป ร่างกายก็อ่อนแอลงเช่นนี้ หรือว่าท่านแม่ก็จะโดนพิษนี้เช่นกัน
“หรือเจ้าคิดว่าท่านป้าก็ถูกพิษชนิดนี้เช่นกัน” เมื่อเห็น
สีหน้าของนางเขาก็พอจะเดาออกว่าอะไรเป็นอะไร ดูเหมือนเรื่องนี้จะใหญ่เกินกว่าที่นางจะรับมือไหว“ข้าคิดว่าอาจจะเป็นไปได้ ตอนนั้นร่างกายของท่านแม่อ่อนแอลงเรื่อย ๆ” ในความทรงจำนี้มีเรื่องราวของผู้เป็นมารดาเพียงเลือนราง แต่นางจำได้ว่าตอนเด็ก ๆ นางไม่ค่อยได้อยู่กับมารดาบ่อยนัก เพราะว่าร่างกายมารดาไม่แข็งแรงและเหนื่อยง่าย นางจึงเข้าไปหาได้เพียงครู่เดียวเท่านั้น
“เรื่องนี้เจ้ารับมือไม่ไหว เข้าไปอยู่ในวังกับเสด็จแม่ก่อน
ดีหรือไม่ รอให้ร่างกายของเจ้าแข็งแรง ค่อยจัดการทุกอย่างก็ยัง ไม่สาย”หากนางกลับไปอยู่ที่จวน คนพวกนั้นต้องหาทางส่งยาพิษมาให้นางอีกอย่างแน่นอน
“ดีเหมือนกัน ข้าไม่รู้ว่าผู้ใดคิดที่จะลงมือกับข้า และยังไม่รู้ว่าคนเหล่านั้นส่งยาพิษมายังไง” การออกไปอยู่นอกจวนนั้นปลอดภัยกว่า รอให้หาตัวคนทำได้ค่อยกลับไปชำระความก็ยังไม่สาย รักษาชีวิตเอาไว้ถึงจะสามารถแก้แค้นได้
“ดี ข้าจะได้ส่งคนไปแจ้งเสด็จแม่ก่อน” เรื่องนี้จะรอช้ามิได้ เขาจะต้องหาตัวคนผิดออกมาให้ได้ มิเช่นนั้นชีวิตต่อไปในจวนสกุลหงของนางคงยากจะรักษา
“เจ้าค่ะ” นางไม่เคยคิดเลยว่าชีวิตใหม่ของนางจะต้องมาพบเจอเรื่องราวอันตรายเช่นนี้ เดิมทีนางเพียงแค่คิดว่าเป็นการทะเลาะกันของเด็กสาวในจวนเท่านั้น แต่เมื่อมีเรื่องยาพิษมาเกี่ยวข้องเช่นนี้ เห็นทีว่าจะมิใช่เรื่องของเด็ก ๆ เสียแล้ว
– บทพิเศษ –ในขณะที่หงลี่ฮวากำลังนั่งเล่นอยู่ภายในห้อง ก็มีเสียงขลุกขลักดังขึ้นมาจากด้านนอกหน้าต่าง นางจึงตัดสินใจเดินไปดูด้วยความสงสัย นางไม่กลัวว่าจะเป็นคนร้าย เพราะรอบ ๆ เรือนของนางตอนนี้มีคนคอยคุ้มกันอยู่ตลอดนางค่อย ๆ เปิดหน้าต่างออกดูก็พบใบหน้าที่คุ้นเคยยืนยิ้มหวานอยู่ด้านนอก“ท่านมาได้อย่างไร” แม้จะถามออกมาด้วยความสงสัย แต่นัยน์ตาของนางมีความยินดีอยู่ไม่น้อยที่เขามาหานางในวันนี้ เพราะนางไม่ได้ไปหาเขาหลายวันแล้ว เนื่องจากเตรียมตัวเรื่องงานปักปิ่นที่จะมาถึงในวันพรุ่งนี้“ข้าคิดถึงเจ้า” เขาเอ่ยออกมาอย่างไม่ปิดปัง ตอนนี้ในใจของเขาร่ำร้องอยากแต่จะพบหน้าของนาง ไม่พบกันหนึ่งวันเหมือนสามปี ดูท่าเขาจะเข้าใจคำนี้อย่างถ่องแท้แล้ว“ข้าก็คิดถึงท่าน” นางคลี่ยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่ได้ “เข้ามาด้านในก่อนสิ”นางเปิดหน้าต่างให้กว้างขึ้นเพื่อให้เขาสามารถเข้ามาในห้องได้ เพราะนี่ก็มืดแล้ว หากผู้อื่นมาเห็นเข้าจะไม่ดี“ท่านมีอันใดหรือไม่ จึงได้
– บทส่งท้าย –หลังจบพิธีกราบไหว้ฟ้าดิน แม่สื่อก็พาเจ้าสาวไปรอที่เรือนหอส่วนเจ้าบ่าวแม้ใจอยากจะตามไปด้วย แต่ก็ถูกเหล่าสหายรั้งให้อยู่ต่อ กว่าจะกลับไปกันหมดก็เป็นเวลายามซวี (19:00 น. - 20:59 น.) ไป๋ซีฮันในชุดเจ้าบ่าวมีอาการมึนเมาเล็กน้อย แต่นั่นไม่ใช่เรื่องที่เขาจะมาใส่ใจ เพราะในห้องหอยังมีเจ้าสาวกำลังรอเขาอยู่ชายหนุ่มมาหยุดยืนอยู่หน้าประตู พลางสูดลมหายใจเข้าจนเต็มปอด วันนี้แล้วสินะที่นางและเขาจะได้เป็นของกันและกัน เพียงแค่คิดหัวใจก็เริ่มสั่นไหว เขาค่อย ๆ ผลักประตูและปิดลงอย่างช้า“รอข้านานหรือไม่” เขาเอ่ยถาม“ไม่เป็นไรหรอก ข้ารู้ว่าท่านต้องอยู่ต้อนรับแขก”ชายหนุ่มอมยิ้มก่อนจะค่อย ๆ บรรจงถอดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวออก เผยให้เห็นใบหน้างดงาม ริมฝีปากของนางคลี่ยิ้มเล็กน้อย“จะยืนมองอีกนานหรือไม่ ข้าง่วงแล้วนะเจ้าคะ”“เช่นนั้นข้าจะเคี่ยวกรำเจ้าทั้งคืน เตรียมใจไว้ให
– บทที่ 32 –หงลี่ฮวาย้ำถึงฐานะของหงฝูเหยา นางได้เข้าสังคมบ่อย คงลืมไปแล้วกระมังว่าตนนั้นมีฐานะอันใด สตรีเช่นนางแต่งออกไปก็เป็นได้เพียงอนุเท่านั้น คิดที่จะยกฐานะของตนเองมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้นรอยยิ้มบนใบหน้านั้นแข็งค้างในทันที นางก้มหน้าลงเพื่อซ่อนแววตาเกลียดชังเอาไว้“ข้ารู้” นางพยายามเอ่ยด้วยน้ำเสียงปกติ“สรุปแล้วที่มาหาข้ามีเรื่องอันใดหรือ” นางเอ่ยถามราวกับเมื่อครู่ไม่ได้เอ่ยวาจาใดที่หักหาญน้ำใจอีกฝ่าย “หรือมาเพื่อแสดงความยินดีกับข้าเฉย ๆ”“ใช่ ข้ามาเพื่อแสดงความยินดี” นางฝืนยกยิ้มออกมา พยายามซ่อนสายตาที่เคียดแค้นเอาไว้“อ้อ ขอบคุณ” นางเอ่ยอย่างไม่ยี่หระ มือยังคงปักผ้าที่อยู่ในมือ“เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน” พูดจบก็ลุกขึ้นแล้วเดินจากไปทันที ไม่คิดที่จะเอ่ยอันใดต่ออีก“เรื่องที่ข้าตกน้ำ เป็นฝีมือของท่านใช่หรือไม่” นางเอ่ยไล่หลังผู้เป็นพี่สาวฝูเหยาที่ได้ยินเช่นนั้นก็ชะงักไป แต่ก็มิได้หันกลับมา แล้วรีบเดินออกไปจากตรงนี้ให้เร็วที่ส
– บทที่ 31 –เซียวหนิงเฉิงที่เงียบอยู่นาน เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็เอ่ยปากขึ้นทันที “ท่านราชครู อย่าทำให้เป็นเรื่องใหญ่เลย เพียงแค่โบยสั่งสอนก็พอแล้วกระมัง”น้ำเสียงของเขาไม่ช้าไม่เร็ว แต่ก็มีท่าทีนิ่งเฉยอยู่ในที ทั้งที่ในใจอยากจะด่าสองพ่อลูกจนแทบควบคุมตนเองไม่ได้“แต่ว่าบุตรสาวของกระหม่อมเสียหาย” เขาเอ่ยออกมาอย่างไม่ยอม “ชื่อเสียงของบุตรสาวของกระหม่อมเสียหาย แล้วเช่นนี้จะมีบุรุษดี ๆ มาขอแต่งงานหรือพ่ะย่ะค่ะ”บุตรสาวของเขาได้ชื่อว่าเป็นสตรีอันดับหนึ่ง แต่ต้องมาเสื่อมเสียเพราะคนบ้าตัณหาเช่นนี้ เขาจะยอมได้อย่างไร“ท่านราชครูห่วงเรื่องนี้เองหรือ” น้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยเมตตาของฮองเฮาดังขึ้น มุมปากของนางยกยิ้มขึ้นน้อย ๆ ก่อนจะเอ่ยต่อ“เอาเช่นนี้ดีหรือไม่ ให้บุตรสาวของท่านแต่งงานกับใต้เท้าฮวน เพื่อเป็นการรักษาหน้าของท่านด้วย”ที่นางเ
– บทที่ 30 –วันนี้เป็นงานเลี้ยงที่จัดขึ้นเพื่อเลี้ยงฉลองให้ขุนนางในราชสำนัก ที่ต่างก็ทำงานทุ่มเทให้กับแผ่นดิน โดยงานเลี้ยงนี้จะสามารถนำครอบครัวเข้างานเลี้ยงได้บิดาของนางเลือกที่จะพาฮูหยินสามไปออกงานด้วย ซึ่งนางก็สามารถทำได้ดีไม่มีที่ติเลยแม้แต่น้อย ทว่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับสกุลหงนั้นก็ยังเป็นที่ขบขันอยู่ไม่น้อย จึงทำให้ตลอดทั้งงานบิดาของนางมีใบหน้าเรียบนิ่งส่วนนางนั้นก็ได้นั่งใกล้ ๆ ฮองเฮาเช่นเดิม เพราะฮองเฮาเป็นคนเชิญนางมาด้วยตนเองงานเลี้ยงดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย เหล่าบุตรสาว ขุนนางต่างพากันออกมาแสดงความสามารถมากมาย เพราะงานนี้รวบรวมคนที่พร้อมออกเรือนไว้หมดแล้ว จึงเป็นเรื่องดีที่จะแสดงความสามารถ“ฮวาเอ๋อร์ เจ้าไม่คิดที่จะออกไปแสดงความสามารถบ้างหรือ” หนิงเฉิงหันถามคนที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ นางถูกเสด็จแม่เขาสอนมาตั้งแต่เด็ก ฝีมือย่อมไม่ธรรมดา เหตุใดจึงได้ปกปิดไว้เช่นนี้“ท่านพี่หนิงเฉิงลืมไปแล้วหรือ ข้ายังมิได้ปักปิ่น” นางตอบ ทว่
– บทที่ 29 –“แล้วเจ้ามั่นใจได้อย่างไรว่าตนเองเป็นบุตรของท่านพ่อ” หงลี่ฮวาเอ่ยออกมาในที่สุด “มารดาของเจ้าไม่แน่ว่าอาจสวมหมวกเขียวให้ท่านพ่อตั้งแต่ก่อนที่เจ้าจะเกิดมาเสียอีก”เรื่องที่นางเอ่ยออกมานี่ไม่แน่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ มิเช่นนั้นผิงอานคงไม่ได้ติดตามมาอยู่ข้างกายหานฟางเซียนที่จวนนี้ได้“ไม่จริง!!” นางตะโกนออกมา “ข้าเป็นบุตรสาวท่านพ่อ ท่านแม่ บอกพวกมันไปสิเจ้าคะว่าข้าเป็นบุตรของท่านพ่อ”นางร่ำไห้ออกมาอย่างหนัก เรื่องนี้ต้องไม่เป็นความจริง นางจะเป็นบุตรของบ่าวชั้นต่ำได้อย่างไร“ท่านแม่ บอกไปสิเจ้าคะว่าข้าเป็นบุตรสาวท่านพ่อ” นางหันไปบอกมารดาอีกครั้ง ทว่ากลับมิได้มีปฏิกิริยาอันใดตอบกลับมา มีเพียงเสียงร้องไห้จากผู้เป็นมารดาเท่านั้น“ไม่ ๆ ท่านพ่อ ข้าเป็นบุตรสาวของท่าน ท่านต้องเชื่อข้านะเจ้าคะ” เมื่อเห็นว่ามารดาไม่เอ่ยอันใด จึงได้หันไปเอ่ยกับบิดา ทว







