Mag-log in– บทที่ 5 –
“ท่านแม่ ลูกทนไม่ไหวแล้วนะเจ้าคะ” หงจินเยว่เอ่ยบอกมารดาอย่างเคี่ยวเข็ญในใจ เหตุในสตรีผู้นั้นจึงได้ดีกว่านางไปเสียทุกเรื่อง วันนี้เย่ฮองเฮาก็เรียกไปเข้าพบ แม้นางจะรู้เหตุผลอยู่แล้วว่าทั้งสองนั้นเป็นญาติกัน แต่นางก็อดที่จะอิจฉาไม่ได้
“เจ้าต้องใจเย็น ๆ อย่างไรตำแหน่งภรรยาเอกของหลงจื่อก็ต้องเป็นของเจ้า” ไม่ว่าอย่างไรนางก็จะเอาตำแหน่งนี้มาให้บุตรสาวของนาง นางจะไม่ยอมให้บุตรสาวของนางต้องกล้ำกลืนฝืนทนเช่นนาง
“เจ้าค่ะ ท่านแม่ต้องช่วยลูกให้ได้นะเจ้าคะ” นางเอ่ยออกมาอย่างหมายมั่น อย่างไรท่านพี่หลงจื่อก็ต้องเป็นของนาง ผู้อื่นไม่มีสิทธิ์
“อย่าห่วง ตำแหน่งภรรยาเอกเหมาะกับเจ้าเพียงผู้เดียว” อันดับแรกต้องกำจัดนางเด็กเหลือขอนั่งเสียก่อน เพื่อให้นางได้ขึ้นไปอยู่ในตำแหน่งฮูหยินใหญ่
“วันนั้นมันไม่น่ารอดมาได้เลยนะเจ้าคะ มิเช่นนั้นทุกอย่างคงจะง่ายกว่านี้” วันนั้นมันไม่น่ารอดมาได้เลย ปานนี้นางคงได้เป็นบุตรสาวของฮูหยินใหญ่ไปแล้ว ท่านแม่ก็คงไม่ต้องมานั่งกลุ้มใจเช่นนี้
“อย่าคิดอะไรง่าย ๆ ทุกวันนี้คนในจวนก็คิดว่าเจ้าเป็นคนผลักนางลงไปในน้ำแล้ว” เรื่องที่มีคนผลักหงลี่ฮวาตกลงไปในน้ำ ยังหาตัวคนผิดไม่ได้ และบุตรสาวของนางก็ทะเลาะกับอีกฝ่ายอยู่บ่อยครั้ง ทุกคนจึงพุ่งเป้ามาที่เยว่เอ๋อร์
“เจ้าค่ะ”
หงลี่ฮวาเอาแต่นั่งโมโหกับเรื่องที่เกิดขึ้นแม้จะผ่านมาหลายวันแล้วก็ตาม มันไม่เห็นเหมือนนิยายเรื่องอื่น ๆ ที่นางเคยอ่านเลย เวลานางเอกช่วยเหลือคนอื่นไว้ก็มักจะได้รับความช่วยเหลือเป็นการตอบแทนเสมอ แต่นี่อะไร สิ่งที่นางได้รับตอบแทนคือการฟาดมือลงที่หลังคอแบบนี้หรือ
“คุณหนู ผู้ใดกันเจ้าคะที่ลงมือกับเราวันนั้น” สีหน้าประหลาดใจปรากฏอยู่บนใบหน้าของนางเต็มไปหมด นางจำได้ว่านางถูกทำให้หมดสติไป หลังจากนั้นก็ไม่รู้อะไรอีกเลย จนกระทั่งมี่ฟางขึ้นมาปลุก
“ข้าไม่รู้” ใบหน้าเล็กง้ำงออย่างเห็นได้ชัด ยิ่งคิดถึงเรื่องนี้ก็ยิ่งทำให้โมโห ไม่น่าไปช่วยเลยจริง ๆ
“แล้ว...” ยังไม่ทันที่มี่มี่จะเอ่ยจบ ลี่ฮวาก็เอ่ยแทรกออกมา
“ข้าก็ถูกตีหัวข้าสลบเช่นเดียวกับเจ้า” น้ำเสียงของนางแข็งขึ้นหลายส่วน นางอยากจะรู้จริง ๆ ว่าคนผู้นั้นมันเป็นใคร ถึงได้กล้าทำกับนางเช่นนี้ ช่างไม่รู้จักรักหยก ถนอมบุปผาเอาเสียเลย
มี่มี่ที่ได้ยินเช่นนั้นก็เบิกตากว้างด้วยความตกใจ “จริงหรือเจ้าคะ คุณหนูเป็นอันใดหรือไม่”
ขนาดนางยังปวดไปหลายวัน คุณหนูของนางบอบบางเช่นนี้จะยิ่งไม่แย่ไปกว่านางหรือ มี่มี่ทำท่าจะเข้าไปดูแต่ก็ต้องชะงักเมื่อได้ยินคำพูดของผู้เป็นนาย
“ข้าไม่เป็นอันใด หายแล้ว” นางตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยเพราะรู้สึกเบื่อหน่าย ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห มิสู้ปล่อยวางดีกว่า เพราะอย่างไรก็คงมิได้พบเจ้าโจรชั่วผู้นั้นอีกแล้ว
“เจ้าค่ะ”
ลี่ฮวาหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านเพื่อแก้เบื่อ แต่ก็ต้องหยุดลง เพราะมี่ฟางเดินเข้ามาขัดจังหวะ “คุณหนู องค์รัชทายาทให้คนมารับที่หน้าประตูจวนเจ้าค่ะ”
“มีเรื่องอันใด” หญิงสาวพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะลุกขึ้นเดินเพื่อไปพบคนที่องค์รัชทายาทส่งมาพบ เขาอาจจะส่งคนมาให้นางแล้วก็ได้ หลังจากที่นางร้องขอไปหลายวัน
ครั้นเมื่อมาถึงหน้าประตูก็ต้องผิดหวัง เพราะคนที่มาเพียงมารับนางไปพบองค์รัชทายาทเท่านั้น “องค์รัชทายาทให้มารับคุณหนูรองหงไปพบขอรับ”
“มี่ฟาง กลับไปดูแลเรือน ข้าจะไปกับมี่มี่” นางหันไปสั่ง
มี่ฟาง เพราะในจวนก็ไม่สามารถวางใจได้ จำเป็นต้องมีคนที่ไว้ใจคอยดูแลตลอด“เจ้าค่ะ” มี่ฟางรับคำอย่างว่าง่าย เพราะรู้ดีว่าหน้าที่ของตนนั้นคืออันใด
สองนางบ่าวขึ้นรถม้าไปพร้อมกับเหล่าทหาร แม้จะไม่รู้ว่าต้องไปที่ใด แต่นางก็เชื่อว่าคงไม่มีผู้ใดแอบอ้างชื่อขององค์
รัชทายาทมาทำร้ายนางอย่างแน่นอน“คุณหนู เราจะไปที่ใดกันเจ้าคะ” มี่มี่ถามขึ้นอย่างหวั่นกลัว ไม่รู้ว่าพวกข้างนอกจะพาพวกนางไปที่ใดกันแน่
“ไม่ต้องกลัว คนของท่านพี่หนิงเฉิงไม่ทำอันใดพวกเราหรอก” นางส่งยิ้มไปให้กำลังใจสาวใช้ ทหารพวกนี้น่าจะเป็นทหารองครักษ์ท่านพี่หนิงเฉิง เพราะนางเหมือนจะคุ้น ๆ หน้าคนที่พูดกับนาง
“เจ้าค่ะ” แม้ปากจะบอกไปแบบนั้น แต่ในใจก็ยังคงหวั่นกลัวอยู่
“ถึงแล้วขอรับ คุณหนูรองหง” ตงเฟยเอ่ยบอกคนที่อยู่
บนรถ องค์รัชทายาทให้เขาไปรับคุณหนูรองหงมาที่ค่ายทหาร เพื่อให้นางเลือกองครักษ์ด้วยตนเองลี่ฮวาและมี่มี่ที่ลงจากรถม้าก็ต้องตกตะลึง นี่องค์รัชทายาทเรียกนางมาพบที่ค่ายทหาร
“เชิญขอรับ”
เขาเดินนำคนทั้งสองไปหาองค์รัชทายาทที่รออยู่ หญิงสาวทั้งสองเดินไปตามเขาไปอย่างงง ๆ จนไปพบกับเซียวหนิงเฉิงที่ยืนรออยู่ ชายหนุ่มที่เห็นคนที่เขากำลังรออยู่เดินมาก็ยกยิ้มขึ้นอย่างเป็นกันเอง
“มาแล้วหรือ มา ๆ มานั่งข้าง ๆ ข้า” เขาเรียกน้องสาวสุดที่รักให้มานั่งลงข้าง ๆ และลูบหัวอย่างอ่อนโยน
“ท่านพาข้ามาที่นี่ทำไมหรือ” นางยังงุนงงกับเรื่องที่เกิดขึ้น พานางมาสถานที่แบบนี้มันเหมาะสมแล้วหรือ
“ก็เจ้าบอกว่าอยากได้องครักษ์ พี่ชายก็พาเจ้ามาเลือกอย่างไรเล่า” เขาเอ่ยออกมาอย่างหน้าชื่นตาบานราวกับว่าสิ่งที่ตนทำลงไปนั้นถูกต้องแล้ว
“ท่านไม่คิดว่ามันเกินไปหรือไม่” เขาคิดจะให้นางมาเลือกบุรุษเช่นนี้เลยหรือ ใบหน้าของนางปรากฏความไม่อยากเชื่ออยู่หลายส่วน
“ทำไม แปลกหรือ” หน้าตาใสซื่อของเขาทำให้หญิงสาวที่ได้ฟังแทบอยากจะเป็นลมไปตรงนั้นเลย นี่เขาไม่รู้หรือว่ามันไม่เหมาะสม
“ข้าเป็นสตรี” น้ำเสียงเหนื่อยใจถูกเปล่งออกมาจากผู้ที่เป็นน้อง
“เอาน่า อย่างไรก็มาแล้ว เจ้าก็เลือกกลับไปสักสองสามคนสิ” เขายังคงยัดเยียดให้นางเลือกองครักษ์กลับจวน หากคนอื่นรู้นางจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน เหตุใดเขาจึงไม่คัดเลือกมาให้นางเลย
“ท่านเลือกให้ข้าเถิด ข้าไม่รู้ว่าผู้ใดมีฝีมือบ้าง” จะให้นางมาเลือกบุรุษกลับจวน นางควรที่จะต้องทำสีหน้าเช่นไรหรือ นางว่าสถานการณ์เช่นนี้ไม่ดีเอาเสียเลย
“เช่นนั้นก็ให้พวกเขาแสดงฝีมือให้เจ้าดู ถูกใจผู้ใดก็บอกข้า เดี๋ยวข้าจะจัดการให้เจ้าเอง” เขาอยากให้นางเลือกคนคุ้มกันด้วยตัวเองเพื่อความสบายใจของนาง
“เช่นนี้ยิ่งเหมือนเข้าไปใหญ่” นางทำได้เพียงพึมพำกับตัวเองและถอนหายใจออกมาเบา ๆ เขาทำเช่นนี้ไม่คิดเลยหรือว่าเหมือนว่านางมาเลือกบ่าวรับใช้ไปปรนนิบัติ
แต่ก่อนจะได้เอ่ยอะไรไปมากกว่านี้ เสียงของคนผู้หนึ่งก็ดังขึ้น ทำให้ทั้งคนที่เถียงกันอยู่เมื่อครู่ต้องละสายตาจากทหารองครักษ์หันไปมองคนที่มาใหม่
“ถวายพระพรองค์รัชทายาท”
“มาแล้วหรือ มาเลือกองครักษ์ให้น้องสาวข้าสักสองสามคนสิ” เซียวหนิงเฉิงเอ่ยกับสหายที่เพิ่งมาใหม่ด้วยใบหน้าที่เปื้อนยิ้ม องครักษ์ของเขาก็มีแต่ไป่ซีฮันนี่แหละที่คอยดูแล หากเขาคอยแนะนำฮวาเอ๋อร์คงจะได้องครักษ์ที่ฝีมือดีเป็นแน่
“พระองค์ว่าอย่างไรนะ” เขาถามย้ำเพื่อความแน่ใจว่า
ได้ยินไม่ผิด“แนะนำทหารองครักษ์ให้นางหน่อย นางอยากจะพากลับจวนด้วย”
ลี่ฮวาที่ได้ยินแบบนั้นก็ได้แต่ยกมือขึ้นกุมขมับ คำพูดของเขาช่าง...
“นางอยากจะได้องครักษ์ไปปรนนิบัติหรือ” เขาถามออกไปอย่างไม่เข้าใจ คำพูดขององค์รัชทายาทตีความหมายได้อย่างเดียวคืออยากได้องครักษ์ไปคอยปรนนิบัติ
“นางก็แค่อยากได้คนไปคุ้มครอง เจ้าคิดไปถึงไหน” เมื่อได้ยินคำพูดของไป่ซีฮัน เขาก็รีบแก้ตัวให้น้องสาว เหตุใดบุรุษผู้นี้ถึงกล้าเอ่ยเรื่องน่าอายเช่นนี้ออกมาต่อหน้าน้องสาวของเขา
“ก็คำพูดของพระองค์หมายความว่าเช่นนั้น ราวกับพาคุณหนูรองหงไปเลือกคณิกาชาย” เขาอธิบายให้คนตรงหน้าได้รู้ เขาจะได้รู้ว่าที่เอ่ยออกมานั้นมันตีความได้เช่นไร
ลี่ฮวาที่ได้ยินคำพูดของเขาก็หันหน้าไปมองเขาตรง ๆ นางรู้สึกคุ้นตาคนผู้นี้เหลือเกิน แต่คิดอย่างไรก็คิดไม่ออกว่าเคยเจอกันที่ไหน
ไป่ซีฮันที่รู้สึกว่ามีคนจ้องมองอยู่ก็หันไปทางสตรีที่กำลังมองเขาอยู่ ดวงตาทั้งสองคู่สบกัน เขาจ้องมองนางอย่างไม่ได้คิดอะไร
หญิงสาวที่ครุ่นคิดอยู่นานเมื่อได้สบกับดวงตาคมเข้มความทรงจำของนางก็ค่อย ๆ ผุดขึ้นมา นัยน์ตาของนางค่อย ๆ เบิกกว้างด้วยความตกใจ ที่แท้ก็เป็นคนผู้นี้ที่ตีหลังคอนางวันนั้น นางจำดวงตาคู่นั้นของเขาได้
ในที่สุดก็พบตัวเสียที ไม่คิดว่าจะง่ายดายปานนี้ ดูเถิดว่านางจะจัดการเช่นไรกับเขาที่บังอาจมาทำเช่นนั้นกับนาง
“เอาล่ะ ๆ อย่างไรก็เลือกทหารฝีมือดีให้นางหน่อย สักสองสามคน เอาจากทหารองครักษ์ของข้าก็ได้” คำพูดของหนิงเฉิง
ทำให้ทั้งสองละสายตาออกจากกัน หันไปให้ความสนใจเขาแทน“พ่ะย่ะค่ะ” เขารับคำอย่างว่าง่าย ก่อนจะหันไปมองเหล่าทหารที่ยืนอยู่
“เจ้าเลือกไปก่อนก็แล้วกัน เดี๋ยวข้ามา” เขาหันไปสั่งการลูกน้องที่ควบฐานะสหาย ให้คนผู้นี้จัดการไปก่อน เดี๋ยวเขาขอไปจัดการธุระสักครู่
ลี่ฮวาปรายตามองเขานิดหนึ่งก่อนจะเอ่ยกับเขาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ท่านไม่คิดที่จะทักทายข้าหน่อยหรือ ทั้งที่ข้าเคยช่วยท่านเอาไว้แท้ ๆ” นางยกน้ำชาขึ้นจิบอย่างไม่ได้คิดที่จะดูว่าเขาจะแสดงสีหน้าเช่นไร
“คุณหนูรองหงเอ่ยอันใด ข้าไม่เข้าใจ” เขาที่ได้ยินคำทักทายของนางก็ทำให้ตกตะลึงไม่น้อย นี่นางจำเขาได้หรือ เขามิได้บอกตัวตนของเขาให้นางรู้ แล้วนางรู้ได้อย่างไรว่าเป็นเขา
– บทที่ 12 –ในคืนวันเดียวกัน ฮ่องเต้ก็มีรับสั่งให้จัดงานเลี้ยงเล็ก ๆ ขึ้นเพื่อให้ทุกคนผ่อนคลายจากการเดินทาง คุณหนูตระกูลต่าง ๆ ที่มีชื่อเข้าร่วมเทศกาลล่าสัตว์ต่างก็พากันเตรียมตัวกันอย่างดี เพื่อที่จะได้โดดเด่นที่สุดในงานนี้หงลี่ฮวาและจูซินหยานเลือกที่จะมาแต่งตัวด้วยกันที่กระโจมของลี่ฮวา เพราะอยู่ใกล้สถานที่จัดงานมากกว่า จะได้ไม่ต้องเร่งรีบจนเกินไป“ฮวาเอ๋อร์ เจ้างดงามมาก” ซินหยานอดไม่ได้ที่จะเอ่ยชมหญิงสาวที่กำลังแต่งตัวอยู่ด้วยกัน นางไม่เคยพบเห็นผู้ใดในเมืองหลวงที่งดงามกว่าสหายผู้นี้ของนางเลยสักคน แม้แต่เว่ยลู่เหลียน หญิงงามอันดับหนึ่งก็ยังสู้สตรีผู้นี้ไม่ได้“ข้าก็งามเช่นนี้อยู่ทุกวัน เหตุใดเพิ่งมาชมเอาวันนี้เล่า” หญิงสาวอีกคนเอ่ยอย่างถือดี เพราะมองดูแล้วในเมืองหลวงนี้ไม่มีผู้ใดที่มีความงามสู้นางได้เลยสักคน“ฮ่า ๆ ตรงไปตรงมายิ่งนัก คิดไม่ถึงว่าจะกล้าเอ่ยประโยคนี้ออกมา” เสียงหัวเราะของซินหยานดังไปทั่วกระโจมเพราะถูกใจคำพูดของสหาย สตรีที่ตรงไปตรงมาเช่นนี้ช่างถูกใจนางยิ่งนัก ยิ่งอยู่กับลี่ฮวาก็ยิ่งทำให้นางมีความสุข“เอาล่ะ รีบแต่งตัวเถิด นี่ก็ใกล้จะได้เวลาแล้ว” เอาแต่พูดคุยกันเช่น
– บทที่ 11 –“คู่ควรแล้วอย่างไร ไม่คู่ควรแล้วอย่างไร ท้ายที่สุดแล้วสกุลเซี่ยก็ยังเลือกข้าไปเป็นคู่หมั้นของบุตรชายเขาอยู่ดี และเรื่องการหมั้นหมายของสองตระกูลก็กำหนดเอาไว้นานแล้ว เหตุใดสหายที่แสนดีของเจ้ายังเข้ามาวุ่นวายกับเขาอีกเล่า สรุปแล้วเรื่องทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพราะผู้ใดกันแน่”มุมปากของหงลี่ฮวายกขึ้นน้อย ๆ เรื่องสัญญาหมั้นหมายของสองตระกูลก็หาได้เป็นความลับไม่ ทุกคนในเมืองต่างก็รับรู้เรื่องนี้กันดี ว่าอย่างไรภรรยาเอกของเซี่ยหลงจื่อก็ต้องมาจากสกุลหง เป็นลู่เหลียนที่ไม่รู้หรือนางไม่สนใจเรื่องนี้กันแน่“เจ้า!!” เล่อฉีกำลังจะเอ่ยต่อ แต่ก็ต้องหยุดลงเพราะสหายห้ามปรามเอาไว้ก่อน“ฉีเอ๋อร์ เราไปกันเถิด” นางอยากจะออกไปจากตรงนี้เสียที ไม่อยากจะรับฟังเรื่องอันใดอีก เพียงเท่านี้นางก็เสียใจมากพอแล้วใบหน้าที่ราวกับจะร้องไห้ของสตรีอันดับหนึ่งทำให้ผู้ที่พบเห็นต่างก็เกิดความสงสาร ตอนนี้นางราวกับตุ๊กตาเคลือบที่สามารถแตกสลายได้ตลอดเวลาก่อนที่เว่ยลู่เหลียนจะเดินจากไป หงลี่ฮวาก็ได้เอ่ยขึ้นอีกครั้ง “คุณหนูเว่ย หวังว่าท่านจะเก็บคำขอของข้าไปพิจารณาด้วย”ลู่เหลียนเดินจากไปด้วยใบหน้าที่น่าสงสาร ต่างจากใน
– บทที่ 10 –หงลี่ฮวายกยิ้มขึ้นน้อย ๆ ก่อนจะบอกเรื่องที่ตนเองรู้แก่น้องชายผู้นี้ “คนของข้าเห็นบ่าวรับใช้ผู้นั้นของเจ้าลอบพบกับคนของฮูหยินรอง เจ้าจะเชื่อหรือไม่อันนี้ก็แล้วแต่เจ้า”นางไม่หวังให้เขามาเชื่อนาง นางเพียงแค่ต้องการแสดงความจริงใจของนางก็เท่านั้น“ท่านต้องการอันใดกันแน่ถึงได้บอกเรื่องนี้แก่ข้า” เขาไม่เชื่อว่านางมาบอกเพียงเพราะต้องการช่วยเขาอย่างแน่นอน ก่อนหน้านี้ก็ไม่เคยมีไมตรีต่อกัน นางไม่มีทางยื่นมือมาช่วยเหลือเขาเฉย ๆ อย่างแน่นอนนางปรายตามองน้องชายครู่หนึ่งก็เห็นแต่ใบหน้าที่เรียบนิ่ง จึงคิดว่าเขาคงรู้เรื่องนี้มาก่อนแล้ว “เจ้ารู้แล้ว? เหตุใดจึงยังเก็บไว้ข้างกายเช่นนี้”“ข้าไม่รู้ เพียงแค่สงสัยเท่านั้น ไม่มีหลักฐานอันใด” เขาตอบไปตามจริง“อ้อ จากนี้เจ้าก็ตัดสินใจเอาเองเถิดว่าจะทำอย่างไรต่อไป” ไม่เลว ๆ คนผู้นี้ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว ฉลาดเฉลียวไม่น้อย หากได้ร่วมมือกับเขาคงจะไม่สร้างความลำบากให้นางมากนัก“ขอรับ”“เรามาคุยธุระสำคัญกันดีหรือไม่” ในที่สุดนางก็เอ่ยเรื่องสำคัญที่มาดักรอน้องชายผู้นี้“เชิญพี่รองเอ่ยมาเถิด” เขาว่าแล้วว่านางต้องมีเรื่องสำคัญที่ต้องการพูดคุยกับเขาอย่าง
– บทที่ 9 –หงลี่ฮวาหยุดมองน้องสาวด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง สตรีผู้นี้ช่างไม่รู้จักเก็บงำอารมณ์เสียจริง นางน่าจะรู้ความมากกว่านี้ หากรอให้มารดาของนางจัดการก็คงไม่ต้องมาทำเรื่องไร้ปัญญาเช่นนี้ดี!! ตอนนี้นางกำลังอารมณ์ไม่ดี ระบายอารมณ์ใส่นางก็คงจะดีไม่น้อย“ทำไม เจ้าจะทำอันใดข้า” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยียบ ทำเอาหญิงสาวตรงหน้ารู้สึกกลัวไม่น้อย แต่ก็ทำใจดีสู้เสือเอ่ยออกมาอย่างไม่เกรงกลัว“เป็นฝีมือของเจ้าใช่หรือไม่ที่บังคับให้สกุลเซี่ยมาทำการหมั้นหมายกับเจ้า!!” ตอนนี้นางคิดออกเพียงอย่างเดียว หาไม่แล้วสกุลเซี่ยที่เฉยเมยต่อเรื่องนี้มาตลอด จะเอ่ยปากเรื่องการหมั้นหมายได้อย่างไร“เจ้าว่าข้ามีอำนาจขนาดนั้นเลยหรือ” สตรีผู้นี้ช่างโง่จริง ๆ คิดออกมาได้อย่างไรว่าเป็นนางที่ไปบังคับสกุลเซี่ยให้มาทำการหมั้นหมาย“ไม่เช่นนั้นเขาจะมาขอเจ้าหมั้นหมายหรือ” นางปักใจไปแล้วว่าเรื่องนี้เป็นฝีมือของลี่ฮวา หรือไม่นางก็ให้องค์รัชทายาทไปบังคับสกุลเซี่ยอย่างแน่นอน“หากข้ามีอำนาจขนาดนั้น แล้วเหตุใดจึงไม่กลัวในอำนาจของข้าเลยเล่า” นางขยับเข้าไปใกล้ ๆ อีกฝ่าย อย่างต้องการข่มขวัญ“จะ...เจ้ามันสตรีแพศยา แพศยาเหมือนกับแม้
– บทที่ 8 –หงลี่ฮวามาอยู่ที่ตำหนักเทียนซื่อของฮองเฮาหลายวันแล้ว ร่างกายของนางก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ แต่ก็ไม่วายมีเรื่องที่ทำให้นางต้องปวดหัว ท่านพี่หนิงเฉิงเพิ่งส่งข่าวมาบอกนางว่าสกุลเซี่ยเพิ่งส่งของหมั้นไปที่สกุลหง และผู้ที่ได้รับของหมั้นนั้นก็คือนางสกุลเซี่ยต้องการให้บุตรชายแต่งงานกับนางเพื่อเพิ่มอำนาจให้บุตรชายของตน เพราะนางนั้นสนิทสนมกับองค์รัชทายาท ในภายภาคหน้าอาจจะช่วยเหลือพวกเขาได้“ที่ท่านเอ่ยมานั้นคือเรื่องจริงหรือ” หญิงสาวถามขึ้นอย่างหมดอาลัยตายอยาก นี่นางต้องแต่กับบุรุษผู้นั้นจริง ๆ หรือ แล้วเว่ยลู่เหลียนที่มีความสัมพันธ์ที่ไม่ธรรมดากับเซี่ยหลงจื่อเล่า“จริงแท้ ตอนนี้ก็ทำการแลกสมุดวันเกิดกันแล้วด้วย”หนิงเฉิงมองน้องสาวด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสาร เรื่องนี้เขาไม่อาจยื่นมือเข้าไปยุ่งได้เพราะเป็นเรื่องภายในครอบครัวของนาง เขาก็ได้แต่หวังว่านางจะใช้ความร้ายกาจที่มีให้เป็นประโยชน์ และยกเลิกการหมั้นหมายนี้ได้ในที่สุด“ข้าไม่อยู่จวนเพียงไม่กี่วันก็มีคนสร้างเรื่องให้ข้าแล้วหรือ” นางได้แต่ถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย เห็นทีคงจะต้องรีบกลับจวนเสียแล้ว“พี่น้องของเจ้าคงเตรียมมือต้อนรับเจ้าก
– บทที่ 7 –เรื่องทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก นางมีเพียงเวลากลับไปเก็บของครู่หนึ่งก่อนจะถูกส่งเข้าไปอยู่ในวังหลวงกับฮองเฮา นางทิ้งให้มี่ฟางอยู่ที่เรือนและทิ้งองครักษ์ให้อยู่เป็นเพื่อนนางสองคน เพราะนางเข้าไปอยู่ในวังคงยังไม่ต้องใช้องครักษ์ในตอนนี้ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วจนทุกคนในจวนก็ไม่สามารถตั้งตัวได้ แม้แต่บิดาของนางเองก็ยังงุนงงกับเรื่องที่เกิดขึ้น“ต้องรวดเร็วถึงขั้นนี้เลยหรือ” หงหยางเฉิงเอ่ยถามบุตรสาวด้วยน้ำเสียงแปลกใจ เหตุใดต้องรีบถึงเพียงนี้ หรือว่ามีเรื่องอันใดเกิดขึ้น“ฮองเฮาทรงพระประชวร จึงอยากให้ข้าไปอยู่เป็นเพื่อนเจ้าค่ะ” นางตอบผู้เป็นบิดาด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง นางพยายามมองหาข้อดีของคนผู้นี้แล้วแต่นางก็ไม่พบมันเลยสักข้อ บุรุษผู้นี้ทำทุกอย่างเพื่ออำนาจของตนเอง ไม่เคยสนใจเลยว่าบุตรที่ใช้เป็นหมากจะเป็นตายร้ายดียังไง“เจ้าก็ดูแลฮองเฮาให้ดี” เขาพยักหน้าเบา ๆ อย่างเข้าใจ เขาคิดว่าเย่ฮองเฮาคงเหงา จึงได้เรียกบุตรสาวของเขาไปอยู่เป็นเพื่อน“เจ้าค่ะ” นางรับปากอย่างว่าง่าย ที่นางรับปากมิใช่ว่าเพราะคำสั่งของเขา แต่เพราะฮองเฮานั้นดีกับนางมาก หลังจากตกน้ำก็คอยส่งหมอหลวงมาตรวจดูอาการนางอยู่บ่อยค







