Se connecter– บทที่ 5 –
“ท่านแม่ ลูกทนไม่ไหวแล้วนะเจ้าคะ” หงจินเยว่เอ่ยบอกมารดาอย่างเคี่ยวเข็ญในใจ เหตุในสตรีผู้นั้นจึงได้ดีกว่านางไปเสียทุกเรื่อง วันนี้เย่ฮองเฮาก็เรียกไปเข้าพบ แม้นางจะรู้เหตุผลอยู่แล้วว่าทั้งสองนั้นเป็นญาติกัน แต่นางก็อดที่จะอิจฉาไม่ได้
“เจ้าต้องใจเย็น ๆ อย่างไรตำแหน่งภรรยาเอกของหลงจื่อก็ต้องเป็นของเจ้า” ไม่ว่าอย่างไรนางก็จะเอาตำแหน่งนี้มาให้บุตรสาวของนาง นางจะไม่ยอมให้บุตรสาวของนางต้องกล้ำกลืนฝืนทนเช่นนาง
“เจ้าค่ะ ท่านแม่ต้องช่วยลูกให้ได้นะเจ้าคะ” นางเอ่ยออกมาอย่างหมายมั่น อย่างไรท่านพี่หลงจื่อก็ต้องเป็นของนาง ผู้อื่นไม่มีสิทธิ์
“อย่าห่วง ตำแหน่งภรรยาเอกเหมาะกับเจ้าเพียงผู้เดียว” อันดับแรกต้องกำจัดนางเด็กเหลือขอนั่งเสียก่อน เพื่อให้นางได้ขึ้นไปอยู่ในตำแหน่งฮูหยินใหญ่
“วันนั้นมันไม่น่ารอดมาได้เลยนะเจ้าคะ มิเช่นนั้นทุกอย่างคงจะง่ายกว่านี้” วันนั้นมันไม่น่ารอดมาได้เลย ปานนี้นางคงได้เป็นบุตรสาวของฮูหยินใหญ่ไปแล้ว ท่านแม่ก็คงไม่ต้องมานั่งกลุ้มใจเช่นนี้
“อย่าคิดอะไรง่าย ๆ ทุกวันนี้คนในจวนก็คิดว่าเจ้าเป็นคนผลักนางลงไปในน้ำแล้ว” เรื่องที่มีคนผลักหงลี่ฮวาตกลงไปในน้ำ ยังหาตัวคนผิดไม่ได้ และบุตรสาวของนางก็ทะเลาะกับอีกฝ่ายอยู่บ่อยครั้ง ทุกคนจึงพุ่งเป้ามาที่เยว่เอ๋อร์
“เจ้าค่ะ”
หงลี่ฮวาเอาแต่นั่งโมโหกับเรื่องที่เกิดขึ้นแม้จะผ่านมาหลายวันแล้วก็ตาม มันไม่เห็นเหมือนนิยายเรื่องอื่น ๆ ที่นางเคยอ่านเลย เวลานางเอกช่วยเหลือคนอื่นไว้ก็มักจะได้รับความช่วยเหลือเป็นการตอบแทนเสมอ แต่นี่อะไร สิ่งที่นางได้รับตอบแทนคือการฟาดมือลงที่หลังคอแบบนี้หรือ
“คุณหนู ผู้ใดกันเจ้าคะที่ลงมือกับเราวันนั้น” สีหน้าประหลาดใจปรากฏอยู่บนใบหน้าของนางเต็มไปหมด นางจำได้ว่านางถูกทำให้หมดสติไป หลังจากนั้นก็ไม่รู้อะไรอีกเลย จนกระทั่งมี่ฟางขึ้นมาปลุก
“ข้าไม่รู้” ใบหน้าเล็กง้ำงออย่างเห็นได้ชัด ยิ่งคิดถึงเรื่องนี้ก็ยิ่งทำให้โมโห ไม่น่าไปช่วยเลยจริง ๆ
“แล้ว...” ยังไม่ทันที่มี่มี่จะเอ่ยจบ ลี่ฮวาก็เอ่ยแทรกออกมา
“ข้าก็ถูกตีหัวข้าสลบเช่นเดียวกับเจ้า” น้ำเสียงของนางแข็งขึ้นหลายส่วน นางอยากจะรู้จริง ๆ ว่าคนผู้นั้นมันเป็นใคร ถึงได้กล้าทำกับนางเช่นนี้ ช่างไม่รู้จักรักหยก ถนอมบุปผาเอาเสียเลย
มี่มี่ที่ได้ยินเช่นนั้นก็เบิกตากว้างด้วยความตกใจ “จริงหรือเจ้าคะ คุณหนูเป็นอันใดหรือไม่”
ขนาดนางยังปวดไปหลายวัน คุณหนูของนางบอบบางเช่นนี้จะยิ่งไม่แย่ไปกว่านางหรือ มี่มี่ทำท่าจะเข้าไปดูแต่ก็ต้องชะงักเมื่อได้ยินคำพูดของผู้เป็นนาย
“ข้าไม่เป็นอันใด หายแล้ว” นางตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยเพราะรู้สึกเบื่อหน่าย ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห มิสู้ปล่อยวางดีกว่า เพราะอย่างไรก็คงมิได้พบเจ้าโจรชั่วผู้นั้นอีกแล้ว
“เจ้าค่ะ”
ลี่ฮวาหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านเพื่อแก้เบื่อ แต่ก็ต้องหยุดลง เพราะมี่ฟางเดินเข้ามาขัดจังหวะ “คุณหนู องค์รัชทายาทให้คนมารับที่หน้าประตูจวนเจ้าค่ะ”
“มีเรื่องอันใด” หญิงสาวพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะลุกขึ้นเดินเพื่อไปพบคนที่องค์รัชทายาทส่งมาพบ เขาอาจจะส่งคนมาให้นางแล้วก็ได้ หลังจากที่นางร้องขอไปหลายวัน
ครั้นเมื่อมาถึงหน้าประตูก็ต้องผิดหวัง เพราะคนที่มาเพียงมารับนางไปพบองค์รัชทายาทเท่านั้น “องค์รัชทายาทให้มารับคุณหนูรองหงไปพบขอรับ”
“มี่ฟาง กลับไปดูแลเรือน ข้าจะไปกับมี่มี่” นางหันไปสั่ง
มี่ฟาง เพราะในจวนก็ไม่สามารถวางใจได้ จำเป็นต้องมีคนที่ไว้ใจคอยดูแลตลอด“เจ้าค่ะ” มี่ฟางรับคำอย่างว่าง่าย เพราะรู้ดีว่าหน้าที่ของตนนั้นคืออันใด
สองนางบ่าวขึ้นรถม้าไปพร้อมกับเหล่าทหาร แม้จะไม่รู้ว่าต้องไปที่ใด แต่นางก็เชื่อว่าคงไม่มีผู้ใดแอบอ้างชื่อขององค์
รัชทายาทมาทำร้ายนางอย่างแน่นอน“คุณหนู เราจะไปที่ใดกันเจ้าคะ” มี่มี่ถามขึ้นอย่างหวั่นกลัว ไม่รู้ว่าพวกข้างนอกจะพาพวกนางไปที่ใดกันแน่
“ไม่ต้องกลัว คนของท่านพี่หนิงเฉิงไม่ทำอันใดพวกเราหรอก” นางส่งยิ้มไปให้กำลังใจสาวใช้ ทหารพวกนี้น่าจะเป็นทหารองครักษ์ท่านพี่หนิงเฉิง เพราะนางเหมือนจะคุ้น ๆ หน้าคนที่พูดกับนาง
“เจ้าค่ะ” แม้ปากจะบอกไปแบบนั้น แต่ในใจก็ยังคงหวั่นกลัวอยู่
“ถึงแล้วขอรับ คุณหนูรองหง” ตงเฟยเอ่ยบอกคนที่อยู่
บนรถ องค์รัชทายาทให้เขาไปรับคุณหนูรองหงมาที่ค่ายทหาร เพื่อให้นางเลือกองครักษ์ด้วยตนเองลี่ฮวาและมี่มี่ที่ลงจากรถม้าก็ต้องตกตะลึง นี่องค์รัชทายาทเรียกนางมาพบที่ค่ายทหาร
“เชิญขอรับ”
เขาเดินนำคนทั้งสองไปหาองค์รัชทายาทที่รออยู่ หญิงสาวทั้งสองเดินไปตามเขาไปอย่างงง ๆ จนไปพบกับเซียวหนิงเฉิงที่ยืนรออยู่ ชายหนุ่มที่เห็นคนที่เขากำลังรออยู่เดินมาก็ยกยิ้มขึ้นอย่างเป็นกันเอง
“มาแล้วหรือ มา ๆ มานั่งข้าง ๆ ข้า” เขาเรียกน้องสาวสุดที่รักให้มานั่งลงข้าง ๆ และลูบหัวอย่างอ่อนโยน
“ท่านพาข้ามาที่นี่ทำไมหรือ” นางยังงุนงงกับเรื่องที่เกิดขึ้น พานางมาสถานที่แบบนี้มันเหมาะสมแล้วหรือ
“ก็เจ้าบอกว่าอยากได้องครักษ์ พี่ชายก็พาเจ้ามาเลือกอย่างไรเล่า” เขาเอ่ยออกมาอย่างหน้าชื่นตาบานราวกับว่าสิ่งที่ตนทำลงไปนั้นถูกต้องแล้ว
“ท่านไม่คิดว่ามันเกินไปหรือไม่” เขาคิดจะให้นางมาเลือกบุรุษเช่นนี้เลยหรือ ใบหน้าของนางปรากฏความไม่อยากเชื่ออยู่หลายส่วน
“ทำไม แปลกหรือ” หน้าตาใสซื่อของเขาทำให้หญิงสาวที่ได้ฟังแทบอยากจะเป็นลมไปตรงนั้นเลย นี่เขาไม่รู้หรือว่ามันไม่เหมาะสม
“ข้าเป็นสตรี” น้ำเสียงเหนื่อยใจถูกเปล่งออกมาจากผู้ที่เป็นน้อง
“เอาน่า อย่างไรก็มาแล้ว เจ้าก็เลือกกลับไปสักสองสามคนสิ” เขายังคงยัดเยียดให้นางเลือกองครักษ์กลับจวน หากคนอื่นรู้นางจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน เหตุใดเขาจึงไม่คัดเลือกมาให้นางเลย
“ท่านเลือกให้ข้าเถิด ข้าไม่รู้ว่าผู้ใดมีฝีมือบ้าง” จะให้นางมาเลือกบุรุษกลับจวน นางควรที่จะต้องทำสีหน้าเช่นไรหรือ นางว่าสถานการณ์เช่นนี้ไม่ดีเอาเสียเลย
“เช่นนั้นก็ให้พวกเขาแสดงฝีมือให้เจ้าดู ถูกใจผู้ใดก็บอกข้า เดี๋ยวข้าจะจัดการให้เจ้าเอง” เขาอยากให้นางเลือกคนคุ้มกันด้วยตัวเองเพื่อความสบายใจของนาง
“เช่นนี้ยิ่งเหมือนเข้าไปใหญ่” นางทำได้เพียงพึมพำกับตัวเองและถอนหายใจออกมาเบา ๆ เขาทำเช่นนี้ไม่คิดเลยหรือว่าเหมือนว่านางมาเลือกบ่าวรับใช้ไปปรนนิบัติ
แต่ก่อนจะได้เอ่ยอะไรไปมากกว่านี้ เสียงของคนผู้หนึ่งก็ดังขึ้น ทำให้ทั้งคนที่เถียงกันอยู่เมื่อครู่ต้องละสายตาจากทหารองครักษ์หันไปมองคนที่มาใหม่
“ถวายพระพรองค์รัชทายาท”
“มาแล้วหรือ มาเลือกองครักษ์ให้น้องสาวข้าสักสองสามคนสิ” เซียวหนิงเฉิงเอ่ยกับสหายที่เพิ่งมาใหม่ด้วยใบหน้าที่เปื้อนยิ้ม องครักษ์ของเขาก็มีแต่ไป่ซีฮันนี่แหละที่คอยดูแล หากเขาคอยแนะนำฮวาเอ๋อร์คงจะได้องครักษ์ที่ฝีมือดีเป็นแน่
“พระองค์ว่าอย่างไรนะ” เขาถามย้ำเพื่อความแน่ใจว่า
ได้ยินไม่ผิด“แนะนำทหารองครักษ์ให้นางหน่อย นางอยากจะพากลับจวนด้วย”
ลี่ฮวาที่ได้ยินแบบนั้นก็ได้แต่ยกมือขึ้นกุมขมับ คำพูดของเขาช่าง...
“นางอยากจะได้องครักษ์ไปปรนนิบัติหรือ” เขาถามออกไปอย่างไม่เข้าใจ คำพูดขององค์รัชทายาทตีความหมายได้อย่างเดียวคืออยากได้องครักษ์ไปคอยปรนนิบัติ
“นางก็แค่อยากได้คนไปคุ้มครอง เจ้าคิดไปถึงไหน” เมื่อได้ยินคำพูดของไป่ซีฮัน เขาก็รีบแก้ตัวให้น้องสาว เหตุใดบุรุษผู้นี้ถึงกล้าเอ่ยเรื่องน่าอายเช่นนี้ออกมาต่อหน้าน้องสาวของเขา
“ก็คำพูดของพระองค์หมายความว่าเช่นนั้น ราวกับพาคุณหนูรองหงไปเลือกคณิกาชาย” เขาอธิบายให้คนตรงหน้าได้รู้ เขาจะได้รู้ว่าที่เอ่ยออกมานั้นมันตีความได้เช่นไร
ลี่ฮวาที่ได้ยินคำพูดของเขาก็หันหน้าไปมองเขาตรง ๆ นางรู้สึกคุ้นตาคนผู้นี้เหลือเกิน แต่คิดอย่างไรก็คิดไม่ออกว่าเคยเจอกันที่ไหน
ไป่ซีฮันที่รู้สึกว่ามีคนจ้องมองอยู่ก็หันไปทางสตรีที่กำลังมองเขาอยู่ ดวงตาทั้งสองคู่สบกัน เขาจ้องมองนางอย่างไม่ได้คิดอะไร
หญิงสาวที่ครุ่นคิดอยู่นานเมื่อได้สบกับดวงตาคมเข้มความทรงจำของนางก็ค่อย ๆ ผุดขึ้นมา นัยน์ตาของนางค่อย ๆ เบิกกว้างด้วยความตกใจ ที่แท้ก็เป็นคนผู้นี้ที่ตีหลังคอนางวันนั้น นางจำดวงตาคู่นั้นของเขาได้
ในที่สุดก็พบตัวเสียที ไม่คิดว่าจะง่ายดายปานนี้ ดูเถิดว่านางจะจัดการเช่นไรกับเขาที่บังอาจมาทำเช่นนั้นกับนาง
“เอาล่ะ ๆ อย่างไรก็เลือกทหารฝีมือดีให้นางหน่อย สักสองสามคน เอาจากทหารองครักษ์ของข้าก็ได้” คำพูดของหนิงเฉิง
ทำให้ทั้งสองละสายตาออกจากกัน หันไปให้ความสนใจเขาแทน“พ่ะย่ะค่ะ” เขารับคำอย่างว่าง่าย ก่อนจะหันไปมองเหล่าทหารที่ยืนอยู่
“เจ้าเลือกไปก่อนก็แล้วกัน เดี๋ยวข้ามา” เขาหันไปสั่งการลูกน้องที่ควบฐานะสหาย ให้คนผู้นี้จัดการไปก่อน เดี๋ยวเขาขอไปจัดการธุระสักครู่
ลี่ฮวาปรายตามองเขานิดหนึ่งก่อนจะเอ่ยกับเขาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ท่านไม่คิดที่จะทักทายข้าหน่อยหรือ ทั้งที่ข้าเคยช่วยท่านเอาไว้แท้ ๆ” นางยกน้ำชาขึ้นจิบอย่างไม่ได้คิดที่จะดูว่าเขาจะแสดงสีหน้าเช่นไร
“คุณหนูรองหงเอ่ยอันใด ข้าไม่เข้าใจ” เขาที่ได้ยินคำทักทายของนางก็ทำให้ตกตะลึงไม่น้อย นี่นางจำเขาได้หรือ เขามิได้บอกตัวตนของเขาให้นางรู้ แล้วนางรู้ได้อย่างไรว่าเป็นเขา
– บทพิเศษ –ในขณะที่หงลี่ฮวากำลังนั่งเล่นอยู่ภายในห้อง ก็มีเสียงขลุกขลักดังขึ้นมาจากด้านนอกหน้าต่าง นางจึงตัดสินใจเดินไปดูด้วยความสงสัย นางไม่กลัวว่าจะเป็นคนร้าย เพราะรอบ ๆ เรือนของนางตอนนี้มีคนคอยคุ้มกันอยู่ตลอดนางค่อย ๆ เปิดหน้าต่างออกดูก็พบใบหน้าที่คุ้นเคยยืนยิ้มหวานอยู่ด้านนอก“ท่านมาได้อย่างไร” แม้จะถามออกมาด้วยความสงสัย แต่นัยน์ตาของนางมีความยินดีอยู่ไม่น้อยที่เขามาหานางในวันนี้ เพราะนางไม่ได้ไปหาเขาหลายวันแล้ว เนื่องจากเตรียมตัวเรื่องงานปักปิ่นที่จะมาถึงในวันพรุ่งนี้“ข้าคิดถึงเจ้า” เขาเอ่ยออกมาอย่างไม่ปิดปัง ตอนนี้ในใจของเขาร่ำร้องอยากแต่จะพบหน้าของนาง ไม่พบกันหนึ่งวันเหมือนสามปี ดูท่าเขาจะเข้าใจคำนี้อย่างถ่องแท้แล้ว“ข้าก็คิดถึงท่าน” นางคลี่ยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่ได้ “เข้ามาด้านในก่อนสิ”นางเปิดหน้าต่างให้กว้างขึ้นเพื่อให้เขาสามารถเข้ามาในห้องได้ เพราะนี่ก็มืดแล้ว หากผู้อื่นมาเห็นเข้าจะไม่ดี“ท่านมีอันใดหรือไม่ จึงได้
– บทส่งท้าย –หลังจบพิธีกราบไหว้ฟ้าดิน แม่สื่อก็พาเจ้าสาวไปรอที่เรือนหอส่วนเจ้าบ่าวแม้ใจอยากจะตามไปด้วย แต่ก็ถูกเหล่าสหายรั้งให้อยู่ต่อ กว่าจะกลับไปกันหมดก็เป็นเวลายามซวี (19:00 น. - 20:59 น.) ไป๋ซีฮันในชุดเจ้าบ่าวมีอาการมึนเมาเล็กน้อย แต่นั่นไม่ใช่เรื่องที่เขาจะมาใส่ใจ เพราะในห้องหอยังมีเจ้าสาวกำลังรอเขาอยู่ชายหนุ่มมาหยุดยืนอยู่หน้าประตู พลางสูดลมหายใจเข้าจนเต็มปอด วันนี้แล้วสินะที่นางและเขาจะได้เป็นของกันและกัน เพียงแค่คิดหัวใจก็เริ่มสั่นไหว เขาค่อย ๆ ผลักประตูและปิดลงอย่างช้า“รอข้านานหรือไม่” เขาเอ่ยถาม“ไม่เป็นไรหรอก ข้ารู้ว่าท่านต้องอยู่ต้อนรับแขก”ชายหนุ่มอมยิ้มก่อนจะค่อย ๆ บรรจงถอดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวออก เผยให้เห็นใบหน้างดงาม ริมฝีปากของนางคลี่ยิ้มเล็กน้อย“จะยืนมองอีกนานหรือไม่ ข้าง่วงแล้วนะเจ้าคะ”“เช่นนั้นข้าจะเคี่ยวกรำเจ้าทั้งคืน เตรียมใจไว้ให
– บทที่ 32 –หงลี่ฮวาย้ำถึงฐานะของหงฝูเหยา นางได้เข้าสังคมบ่อย คงลืมไปแล้วกระมังว่าตนนั้นมีฐานะอันใด สตรีเช่นนางแต่งออกไปก็เป็นได้เพียงอนุเท่านั้น คิดที่จะยกฐานะของตนเองมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้นรอยยิ้มบนใบหน้านั้นแข็งค้างในทันที นางก้มหน้าลงเพื่อซ่อนแววตาเกลียดชังเอาไว้“ข้ารู้” นางพยายามเอ่ยด้วยน้ำเสียงปกติ“สรุปแล้วที่มาหาข้ามีเรื่องอันใดหรือ” นางเอ่ยถามราวกับเมื่อครู่ไม่ได้เอ่ยวาจาใดที่หักหาญน้ำใจอีกฝ่าย “หรือมาเพื่อแสดงความยินดีกับข้าเฉย ๆ”“ใช่ ข้ามาเพื่อแสดงความยินดี” นางฝืนยกยิ้มออกมา พยายามซ่อนสายตาที่เคียดแค้นเอาไว้“อ้อ ขอบคุณ” นางเอ่ยอย่างไม่ยี่หระ มือยังคงปักผ้าที่อยู่ในมือ“เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน” พูดจบก็ลุกขึ้นแล้วเดินจากไปทันที ไม่คิดที่จะเอ่ยอันใดต่ออีก“เรื่องที่ข้าตกน้ำ เป็นฝีมือของท่านใช่หรือไม่” นางเอ่ยไล่หลังผู้เป็นพี่สาวฝูเหยาที่ได้ยินเช่นนั้นก็ชะงักไป แต่ก็มิได้หันกลับมา แล้วรีบเดินออกไปจากตรงนี้ให้เร็วที่ส
– บทที่ 31 –เซียวหนิงเฉิงที่เงียบอยู่นาน เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็เอ่ยปากขึ้นทันที “ท่านราชครู อย่าทำให้เป็นเรื่องใหญ่เลย เพียงแค่โบยสั่งสอนก็พอแล้วกระมัง”น้ำเสียงของเขาไม่ช้าไม่เร็ว แต่ก็มีท่าทีนิ่งเฉยอยู่ในที ทั้งที่ในใจอยากจะด่าสองพ่อลูกจนแทบควบคุมตนเองไม่ได้“แต่ว่าบุตรสาวของกระหม่อมเสียหาย” เขาเอ่ยออกมาอย่างไม่ยอม “ชื่อเสียงของบุตรสาวของกระหม่อมเสียหาย แล้วเช่นนี้จะมีบุรุษดี ๆ มาขอแต่งงานหรือพ่ะย่ะค่ะ”บุตรสาวของเขาได้ชื่อว่าเป็นสตรีอันดับหนึ่ง แต่ต้องมาเสื่อมเสียเพราะคนบ้าตัณหาเช่นนี้ เขาจะยอมได้อย่างไร“ท่านราชครูห่วงเรื่องนี้เองหรือ” น้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยเมตตาของฮองเฮาดังขึ้น มุมปากของนางยกยิ้มขึ้นน้อย ๆ ก่อนจะเอ่ยต่อ“เอาเช่นนี้ดีหรือไม่ ให้บุตรสาวของท่านแต่งงานกับใต้เท้าฮวน เพื่อเป็นการรักษาหน้าของท่านด้วย”ที่นางเ
– บทที่ 30 –วันนี้เป็นงานเลี้ยงที่จัดขึ้นเพื่อเลี้ยงฉลองให้ขุนนางในราชสำนัก ที่ต่างก็ทำงานทุ่มเทให้กับแผ่นดิน โดยงานเลี้ยงนี้จะสามารถนำครอบครัวเข้างานเลี้ยงได้บิดาของนางเลือกที่จะพาฮูหยินสามไปออกงานด้วย ซึ่งนางก็สามารถทำได้ดีไม่มีที่ติเลยแม้แต่น้อย ทว่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับสกุลหงนั้นก็ยังเป็นที่ขบขันอยู่ไม่น้อย จึงทำให้ตลอดทั้งงานบิดาของนางมีใบหน้าเรียบนิ่งส่วนนางนั้นก็ได้นั่งใกล้ ๆ ฮองเฮาเช่นเดิม เพราะฮองเฮาเป็นคนเชิญนางมาด้วยตนเองงานเลี้ยงดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย เหล่าบุตรสาว ขุนนางต่างพากันออกมาแสดงความสามารถมากมาย เพราะงานนี้รวบรวมคนที่พร้อมออกเรือนไว้หมดแล้ว จึงเป็นเรื่องดีที่จะแสดงความสามารถ“ฮวาเอ๋อร์ เจ้าไม่คิดที่จะออกไปแสดงความสามารถบ้างหรือ” หนิงเฉิงหันถามคนที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ นางถูกเสด็จแม่เขาสอนมาตั้งแต่เด็ก ฝีมือย่อมไม่ธรรมดา เหตุใดจึงได้ปกปิดไว้เช่นนี้“ท่านพี่หนิงเฉิงลืมไปแล้วหรือ ข้ายังมิได้ปักปิ่น” นางตอบ ทว่
– บทที่ 29 –“แล้วเจ้ามั่นใจได้อย่างไรว่าตนเองเป็นบุตรของท่านพ่อ” หงลี่ฮวาเอ่ยออกมาในที่สุด “มารดาของเจ้าไม่แน่ว่าอาจสวมหมวกเขียวให้ท่านพ่อตั้งแต่ก่อนที่เจ้าจะเกิดมาเสียอีก”เรื่องที่นางเอ่ยออกมานี่ไม่แน่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ มิเช่นนั้นผิงอานคงไม่ได้ติดตามมาอยู่ข้างกายหานฟางเซียนที่จวนนี้ได้“ไม่จริง!!” นางตะโกนออกมา “ข้าเป็นบุตรสาวท่านพ่อ ท่านแม่ บอกพวกมันไปสิเจ้าคะว่าข้าเป็นบุตรของท่านพ่อ”นางร่ำไห้ออกมาอย่างหนัก เรื่องนี้ต้องไม่เป็นความจริง นางจะเป็นบุตรของบ่าวชั้นต่ำได้อย่างไร“ท่านแม่ บอกไปสิเจ้าคะว่าข้าเป็นบุตรสาวท่านพ่อ” นางหันไปบอกมารดาอีกครั้ง ทว่ากลับมิได้มีปฏิกิริยาอันใดตอบกลับมา มีเพียงเสียงร้องไห้จากผู้เป็นมารดาเท่านั้น“ไม่ ๆ ท่านพ่อ ข้าเป็นบุตรสาวของท่าน ท่านต้องเชื่อข้านะเจ้าคะ” เมื่อเห็นว่ามารดาไม่เอ่ยอันใด จึงได้หันไปเอ่ยกับบิดา ทว







