로그인นางยื่นมือไปหาเหยียนหยาจื่อที่กำลังมองเด็กหนุ่มอย่างพินิจพิเคราะห์ ทว่ารออยู่นานเขาก็ยังไม่ขยับเขยื้อน
เมื่อเห็นใบหน้าใสซื่อบริสุทธิ์ของเหยียนหยาจื่อที่มองมาที่ตน เหยียนลั่วหลีก็ถึงกับปวดขมับ
“เจ้าเด็กคนนี้นี่ หรือว่าเจ้าอยากจะอยู่เฝ้าเขาไปอีกหลายวัน”
ดูหน้าก็รู้ว่าคนผู้นี้เป็นตัวนำโชคร้าย หากให้ติดตามพวกนางไปด้วย คงไม่แคล้วมีเรื่องวุ่นวายตามมาเป็นแน่
“ท่านพี่ ช่วยเขาหน่อยไม่ได้หรือขอรับ”
เหยียนหยาจื่อจับชายเสื้อของพี่สาวเขย่าไปมา พลางจ้องมองนางด้วยสายตาเว้าวอน หากเหยียนหยาจื่อล่วงรู้ว่าในภายภาคหน้าเด็กหนุ่มผู้นี้จะมาแย่งชิงความรักของพี่สาวไปจากเขา เกรงว่าเขาคงแทบอยากจะเชือดคอเด็กหนุ่มทิ้งเสียเดี๋ยวนี้เลยก็ได้
แต่ประเด็นสำคัญคือ เหยียนลั่วหลีแพ้ทางคนอ้อนเสียด้วยสิ น้องชายมาออดอ้อนปานนี้ จะไม่ใจอ่อนได้อย่างไร ช่วยก็ช่วย คนของตนจะให้ทำเยี่ยงไรได้เล่า ก็ตามใจเขาไปสิ
ทั้งสองช่วยกันลากร่างเด็กหนุ่มที่สลบไสลไม่ได้สติไปยังภูเขาอีกลูกหนึ่งอย่างทุลักทุเล มีตัวถ่วงเช่นนี้ เกรงว่าช่วงสองสามวันนี้คงไม่สามารถลงจากเขาได้แล้ว
ตลอดทางต้องคอยกลบร่องรอย กว่าจะหาสถานที่หลบซ่อนตัวที่มิดชิดได้ก็ปาเข้าไปปลายยามอู่ เอาละ เอาเป็นที่นี่ก็แล้วกัน
เหยียนหยาจื่อมองดูพี่สาวที่เหนื่อยหอบ เหงื่อชุ่มไปทั้งตัวก็รู้สึกผิดขึ้นมา
“ท่านพี่ รอให้เขาหายดีแล้ว ค่อยให้เขาช่วยแบกของให้พวกเรานะขอรับ”
เหยียนลั่วหลีที่กำลังเหนื่อยอ่อนจนแทบขาดใจ ได้ยินดังนั้นก็รีบจับไหล่เด็กน้อยให้หันมาเผชิญหน้า
“เด็กดี เจ้าบอกความจริงแก่พี่มาเถิด เหตุใดเจ้าจึงอยากช่วยพี่ชายผู้นี้ หรือว่าเคยพบหน้ากันมาก่อน”
เหยียนหยาจื่อมีสีหน้าขัดเขิน “ข้าอยากให้พี่ชายผู้นี้มาช่วยพวกเราแบกของขอรับ”
พูดจบเขาก็มองพี่สาวตาละห้อย น้ำตาคลอเบ้า เขาคงไม่ใช่เด็กไม่ดีใช่หรือไม่ แต่เหยียนลั่วหลีดีใจจนแทบกระโดดโลดเต้น นางหอมแก้มเด็กน้อยไปฟอดใหญ่ สมแล้วที่เป็นน้องชายของนาง ความเจ้าเล่ห์แสนกลที่ซุกซ่อนอยู่นี้ ช่างสร้างความประหลาดใจให้นางเสียจริง
“ไม่เลว ๆ เป็นเด็กดีจริง ๆ”
เหยียนลั่วหลีลูบศีรษะของน้องชาย ใบหน้าเต็มไปด้วยความรักใคร่เอ็นดู นางยังคิดอยู่ว่าจะแก้ไขนิสัยซื่อบริสุทธิ์ของเด็กคนนี้เช่นไร ที่แท้ก็ซ่อนความเจ้าเล่ห์ไว้เหมือนกันหรือนี่
สำหรับน้องชายผู้นี้ เหยียนลั่วหลียิ่งมองก็ยิ่งรักใคร่ ตัวถ่วงอันใดกัน นี่มันคือกำลังรบชั้นยอดชัด ๆ
ไม่ใช่ว่าเหยียนลั่วหลีมีจิตใจชั่วร้าย ทว่านิสัยซื่อบริสุทธิ์นั้นไม่เหมาะกับยุคสมัยนี้เอาเสียเลย ยามนี้คือยุคสมัยอันใดกัน ขุนนางไม่ทำหน้าที่ขุนนาง ชาวบ้านไม่ใช่ชาวบ้าน กระทั่งเหตุการณ์คนกินคนก็ยังเกิดขึ้นให้เห็น แล้วความใสซื่อจะมีประโยชน์อันใดเล่า
เหยียนลั่วหลีหวังให้เด็กน้อยผู้นี้มองโลกตามความเป็นจริงโดยเร็ว หากวันใดเกิดพลัดหลงกันขึ้นมา จะได้ไม่ถูกคนอื่นจับไปขาย แล้วยังมานั่งช่วยเขานับเงินอีก
ที่แท้น้องชายตัวน้อยผู้นี้ก็รู้จักปวดใจแทนนาง ถึงได้ตั้งใจหาผู้ใช้แรงงานมาให้โดยเฉพาะ เหยียนลั่วหลีที่เดิมตั้งตนจะเป็นศัตรูกับเด็กหนุ่มที่สลบไสลไม่ได้สติ แต่ตอนนี้นางกลับมองเขาด้วยสายตาปรานีขึ้น
เด็กหนุ่มไม่รู้สักนิดว่าในยามที่ตนหมดสติอยู่นั้น ได้ถูกผู้อื่นจัดแจงวางแผนชีวิตไว้ให้อย่างเสร็จสรรพ ต่อให้เป็นเนื้อหมูก็ยังไม่อาจชำแหละขายได้หมดจดปานนี้กระมัง
“เจ้าเฝ้าเขาไว้ก่อนนะ พี่ใหญ่จะออกไปหาสมุนไพรเสียหน่อย”
คนผู้นี้จะตายไม่ได้เด็ดขาด มิเช่นนั้นที่ลงแรงแบกหามมาคงสูญเปล่า เหยียนหยาจื่อมองตามแผ่นหลังของพี่สาวตาละห้อย ก่อนจะวิ่งไปที่ปากถ้ำแล้วนำหญ้าแห้งมาปิดทับไว้อีกหลายกำมือ
เหยียนลั่วหลีปามีดสั้นในมืออกไป กระต่ายป่าสีเทาถูกตรึงร่างติดกับพื้น ขาที่ยังคงดิ้นรนถีบส่งถูกคว้าหมับแล้วหิ้วขึ้นมา เหยียนลั่วหลีคว้าขากระต่ายป่าสีเทาตัวอ้วนที่ถูกยิงนอนอยู่บนพื้นขึ้นมา ใช้เถาวัลย์ที่เตรียมไว้มามัดติดกับเอวของตนเอง ตอนนี้รอบเอวของนางมีสัตว์ป่าที่ล่าได้มัดติดอยู่เต็มไปหมด ทั้งไก่ป่าและกระต่ายป่าตัวอ้วนพี
เหยียนลั่วหลีถือห่อใบไม้ขนาดใหญ่ที่มีไข่นกฟองเล็กฟองใหญ่นับสิบฟองบรรจุอยู่ในนั้นอย่างระมัดระวัง อีกมือก็ถือสมุนไพรหลายชนิดมุ่งหน้ากลับไปหาน้องชาย และไม่ลืมที่จะกลบร่องรอยตนเองตลอดทางที่มาด้วย
ช่วงสองสามวันนี้คงไม่อาจออกมาหาอาหารได้อีก ไม่ใช่นางหวาดกลัว ทว่าการต้องกระเตงเด็กน้อย และคนเจ็บสาหัสไปด้วยนั้น นางไม่อาจเอาชีวิตตนไปเสี่ยงได้จริง ๆ
เหยียนลั่วหลีผู้นี้ต้องตกอยู่ในสภาพยุ่งยากเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน รอให้สบโอกาสก่อนเถิด นางจะสับพวกมันให้แหลกละเอียด แล้วโยนให้สุนัขป่ากินเสีย
เดิน ๆ หยุด ๆ เด็ดผลไม้ป่ามาอีกหลายผลจนล้นมือจึงรีบเร่งฝีเท้า เหยียนหยาจื่ออยู่ในถ้ำเพียงลำพัง ไม่รู้ว่าจะหวาดกลัวหรือไม่
ยามนี้เหยียนหยาจื่อกำลังถอดเสื้อผ้าของเด็กหนุ่มเพื่อเช็ดตัวให้ ทว่าเมื่อเห็นท่อนบนที่เปลือยเปล่าของเด็กหนุ่มก็รู้สึกไม่ค่อยเหมาะสม จึงรีบนำเสื้อผ้ามาคลุมปิดไว้ พี่สาวของเขาเป็นสตรี จะปล่อยให้คนผู้นี้มาเอาเปรียบไม่ได้เด็ดขาด
เมื่อได้ยินความเคลื่อนไหวภายนอกถ้ำ เขาก็รีบคว้ามีดสั้นมากอดไว้แนบอก จ้องเขม็งไปยังเงาร่างที่เคลื่อนไหวอยู่ด้านนอก
“เหยียนหยาจื่อ”
พอได้ยินเสียงพี่สาวเรียก เขาก็วิ่งไปแหวกกอหญ้าออก หัวเล็ก ๆ โผล่พ้นปากถ้ำออกมา
“พี่ใหญ่”
ภายในถ้ำ เหยียนหยาจื่อกระโดดโลดเต้นวนรอบตัวเหยียนลั่วหลี
“มีเนื้อเยอะแยะเลย”
ช่างน่าเวทนานัก เด็กคนนี้หิวโหยมานานเพียงใดกัน นางปลดสัตว์ป่าที่เอวโยนทิ้งไว้ให้เขาชื่นชมตามสบาย ส่วนตนเองก็หยิบก้อนหินมาบดทุบสมุนไพร
ขณะกำลังจะเลิกเสื้อของเด็กหนุ่มขึ้น นางก็ถูกเรียกเอาไว้เสียก่อน เหยียนหยาจื่อร้อนรนจนเสียงหลง
“ข้าทำเอง ให้ข้าทำเอง”
เขาแย่งสมุนไพรมาถือไว้แล้ววิ่งไปหยุดอยู่ตรงหน้าเด็กหนุ่ม แล้วหันมามองเหยียนลั่วหลีด้วยใบหน้าขึงขัง
“พี่ใหญ่ ท่านหันไปเลยนะ ห้ามแอบดูเด็ดขาด”
เหยียนลั่วหลีได้ยินก็หัวเราะร่วน
“เหตุใดจึงแอบดูไม่ได้เล่า ตอนเจ้าอาบน้ำก็ไม่ใช่ข้าหรอกหรือที่เป็นคนอาบให้น่ะ”
“นั่น นั่นมันไม่เหมือนกันนี่” เหยียนหยาจื่อโวยวายหน้าแดงก่ำ
“ไม่เหมือนกันอย่างไร เจ้าไม่ใช่เด็กผู้ชายหรือ หรือว่าเขาไม่ใช่เด็กผู้ชาย”
เหยียนลั่วหลีรู้สึกขบขัน มองน้องชายที่หน้าแดงเถือกถึงใบหูพลางย้อนถาม
“โธ่เอ๊ย ก็มันไม่เหมือนกันนี่นา”
เหยียนหยาจื่อร้อนรนจนกระทืบเท้า ทว่ากลับอธิบายไม่ได้ว่าไม่เหมือนกันตรงที่ใด
เมื่อเห็นว่าตนเองแกล้งน้องจนเกือบร้องไห้ นางก็ยอมแพ้
พวกเขาต่างพบจุดหมายปลายทางของตนเอง เหยียนลั่วหลีเองก็ได้ตั้งรกรากในต่างโลกแห่งนี้ ความทรงจำในอดีตเริ่มเลือนลางลงทุกที ปีจิ้งจงที่ยี่สิบสามเมื่อได้ยินว่าทางตอนใต้เกิดความวุ่นวาย มีผู้อพยพมากมายและซากศพเกลื่อนกลาด แดนเหนือก็ประกาศปิดกั้นเส้นทางสัญจรอย่างเป็นทางการ แม้จะมีเมืองหลวงขวางอยู่เบื้องหน้า แต่ก็ยังมีผู้อพยพจำนวนไม่น้อยเดินทางมาถึงก่อนเข้าฤดูหนาว พวกเขาเคยได้ยินว่าแดนเหนือมีชื่อเสียงว่าเป็นเจียงหนานแห่งตอนเหนือ การคมนาคมเชื่อมต่อเหนือใต้ ประชาชนมีชีวิตมั่งคั่ง เมื่อเห็นว่าเมืองหลวงและที่อื่นๆ เข้าไปไม่ได้ จึงเดินอ้อมมายังแดนเหนือเหยียนลั่วหลีคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าและได้รับจดหมายจากเซียวเฉิน จึงตั้งด่านตรวจและวางกำลังคนป้องกันไว้อย่างแน่นหนาแต่เนิ่นๆ ผู้อพยพกลุ่มใหญ่ถูกขวางไว้ที่ด่าน เข้าไม่ได้และไม่อยากจากไป สุดท้ายก็กลายเป็นศพเกลื่อนกลาดไม่มีใครกล้าทำตัวใจบุญให้ผู้อพยพเหล่านี้เข้ามา แม้แต่คนที่เคยเป็นผู้อพยพแล้วถูกเกณฑ์มาบุกเบิกที่ดินจนกลายเป็นชาวแดนเหนือต่างก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอกโชคดีที่พวกตนมาเร็ว ไม่อย่างนั้นจะมีกินมีใช้แบบไม่ขัดสนอย่างวันนี้ได้หรือ ทุกครอบครัวต้
เหล่าขุนนางตกตะลึง ฤดูหนาวจะปลูกธัญพืชอะไร เวลานี้จะปลูกอะไรขึ้น เหลวไหล ขุนนางที่รักความสบายบางคนพากันถวายฎีกาขอให้ฮ่องเต้ถอนรับสั่ง ทว่าราชโองการออกไปแล้วจะถอนคืนได้อย่างไรหลังจากประหารแกะอ้วนไปสองสามคน ขุนนางต่างก็เริ่มลงมืออย่างไม่เต็มใจ พวกเขาระดมคนทุกบ้านทุกเรือนในทุกพื้นที่เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับสงครามรอบใหม่แม้ชาวบ้านจะโอดครวญแต่ก็ขัดราชโองการไม่ได้ ในฤดูหนาวพวกเขาจุดไฟละลายหิมะจนเห็นผืนดิน สร้างโรงเรือนปลูกเมล็ดพันธุ์และรอคอยการเก็บเกี่ยวภายในโรงเรือนมีคนคอยเฝ้าตลอดเวลา มีการสุมไฟรักษาอุณหภูมิ แม้ช่วงแรกจะยากลำบาก แต่พอถึงเวลาเก็บเกี่ยวและได้กินผักผลไม้สดใหม่ที่หาได้ยากในฤดูหนาว ทุกคนก็ปิดปากเงียบฤดูหนาวไม่มีกิจกรรมบันเทิงใดๆ บางทีการปลูกผักปลูกหญ้าก็ไม่เลว ทั้งยังได้กินผักผลไม้สดหวานๆ อีกด้วยชาวบ้านที่ได้ลิ้มรสผลประโยชน์พากันไปที่ศาลาว่าการเพื่อขอวัสดุสำหรับสร้างโรงเรือน ทุกพื้นที่เกิดกระแสการปลูกผักอย่างบ้าคลั่ง ต่างพากันอวดว่าโรงเรือนของตนวันนี้เก็บเกี่ยวอะไรได้บ้างและปลูกอะไรลงไปใหม่สิ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้ก็คือภูมิปัญญาของชาวบ้าน หลังจากใช้วัสดุที่ได้มาจากทางการแล้ว พ
ระหว่างทาง กองทัพหามสินสอดทองหมั้นและสัมภาระสามร้อยแปดหีบเคลื่อนตัวไปอย่างเชื่องช้า บนท้องฟ้านอกจากลมหนาวที่พัดโชยและเกล็ดหิมะที่โปรยปรายแล้ว ยังมีเหยี่ยวไห่ตงชิงโบยบินอยู่ด้วยเมื่อเข้าสู่เขตแดนเหนือ เหยี่ยวไห่ตงชิงก็หายลับไป ส่วนชาวหมู่บ้านเป่ยซานก็ได้รับข่าวแล้วเช่นกันผู้ที่มารอต้อนรับนอกจากชาวหมู่บ้านแล้ว ยังมีคหบดีและผู้มีอิทธิพลจากเมืองใหญ่หลายแห่งในแดนเหนือ เจ้าเมือง ตลอดจนแม่ทัพอย่างฝูอวี่เมืองโยวโจวย่อมได้รับบัตรเชิญเช่นกัน หลังจากคิดดูแล้วก็ส่งคนมาเป็นตัวแทน ตอนนี้หิมะตกหนัก กระทั่งหมาป่าหรือเสือดาวก็ยังไม่ออกจากรัง ปลอดภัยหายห่วง“มาแล้ว มาแล้ว”“กองทัพ กองทัพมาแล้ว ดูเหมือนว่าราชโองการนั่นจะเป็นเรื่องจริง”เมื่อสองวันก่อน เจ้าเมืองในแดนเหนือต่างได้รับราชโองการด่วน เนื้อหาระบุว่านับจากนี้แดนเหนือจะเป็นดินแดนศักดินาของโหวเซียว ผู้ใดฝ่าฝืนจะถูกลงโทษฐานกบฏตอนที่เพิ่งได้รับข่าว ทุกคนต่างก็ตื่นตระหนก แต่เมื่อเห็นชื่อของโหวเซียวผู้นี้ก็ถึงกับกระจ่างแจ้ง ที่แท้ก็เป็นชู้รักของเหยียนลั่วหลีนี่เองเช่นนั้นแดนเหนือก็ยังคงอยู่ในกำมือของเหยียนลั่วหลีไม่เปลี่ยนแปลง ขุมอำนาจที่เคยคิดจะก
บ่าวไพร่เมื่อได้ยินว่าจะต้องย้ายไปแดนเหนือ มีทั้งคนที่อยากตามไปและไม่อยากไป คนที่ไม่อยากไป เซียวเย่หยางก็มอบเงินตั้งตัวให้แล้วส่งออกจากจวน ส่วนคนที่เหลือ ตอนนี้กำลังวุ่นอยู่กับการจัดเตรียมและบรรจุสมบัติของซื่อจื่อลงหีบจนกระทั่งเซียวเย่หยางนำเทียนแดงและกระดาษแดงสำหรับงานแต่งงานมาให้จัดเตรียม ทุกคนถึงได้กระจ่างแจ้ง ซื่อจื่อมีสตรีในดวงใจแล้วและกำลังจะแต่งงานเสิ่นเมิ่งซียังคงพักอยู่ในจวน เมื่อเห็นการเตรียมการนี้ก็รู้สึกประหลาดใจ นางรีบวิ่งไปที่ห้องหนังสือ ไม่รู้ว่าทั้งสองคนคุยอะไรกัน เสิ่นเมิ่งซีเดินออกมาด้วยท่าทางเหม่อลอยคุณชายเหยียนกลับเป็นสตรีงั้นหรือ ในเวลานี้ นอกจากเสิ่นเมิ่งซีที่ตกตะลึงแล้ว บรรดาผู้นำในแดนเหนือก็รู้สึกหวาดหวั่นไม่แพ้กันวันนี้คหบดีและผู้มีอิทธิพลตามหัวเมืองต่างๆ ล้วนได้รับบัตรเชิญ ตอนแรกพวกเขาไม่ได้ใส่ใจนัก แต่เมื่อเปิดดูชื่อแล้วก็ถึงกับนั่งไม่ติด นี่คือบัตรเชิญงานแต่งของเหยียนลั่วหลีฝ่ายหญิงเขียนชื่อเหยียนลั่วหลี ฝ่ายชายเขียนชื่อเซียวเย่หยาง แม้พวกเขาจะไม่รู้จักเซียวเย่หยาง แต่เมื่อคิดว่าคนระดับเหยียนลั่วหลีไม่มีทางเลือกคนไร้ชื่อเสียง ย่อมต้องเป็นคนที่คู่ควร พว
เซียวเย่หยางกำลังอารมณ์ดี ตั้งแต่ได้สาวงามมาครอบครอง รอยยิ้มก็ไม่เคยจางหายไปจากมุมปาก เมื่อใกล้ถึงทางแยกที่ต้องแยกจากกัน เขาก็เริ่มรู้สึกอาลัยอาวรณ์ เขาพูดด้วยสีหน้าหม่นหมอง“ข้ายังต้องกลับไปจัดการธุระที่เมืองหลวง เมื่อข้ากลับมาถึง ก็จะได้..”เขารู้สึกกลุ้มใจนัก เหตุใดตอนออกมาถึงไม่จัดการเรื่องพวกนี้ให้เรียบร้อยเสียก่อน ยังต้องให้เดินทางไกลกลับไปอีกยิ่งใกล้ชิดลั่วหลี เขาก็ยิ่งรู้สึกไม่อยากจากนางไป แม้จะรู้จักกันเพียงไม่กี่วัน แต่กลับรู้สึกราวกับผูกพันกันมาหลายปี เหยียนลั่วหลีจับความรู้สึกหม่นหมองของชายหนุ่มข้างกายได้จึงยิ้มตอบ “ข้าจะรอเจ้ากลับมา”สองวันนี้คล้ายกับนางเปลี่ยนไปมาก ปล่อยวางความคาดหวังและความยึดติดในใจลง ทุกอย่างเริ่มมีความหวังมากขึ้นและการเปลี่ยนแปลงนี้ ก็เกิดจากบุรุษที่อยู่เคียงข้างนางหากจะบอกว่ารักจนยอมตายแทนกันได้คงไม่ใช่ เพียงแต่เขาคือคนที่นางปรารถนาจะใช้ชีวิตร่วมกันไปตลอดในเมื่อยังไม่คุ้นเคย ก็ใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อเรียนรู้กันไปเถิด“จะให้ข้าทิ้งคนไว้ดูแลหรือไม่ เผื่อพวกเขารู้ความจริงแล้วคิดจะก่อกบฏ”เซียวเย่หยางกังวลว่าคนพวกนั้นจะลุกฮือขึ้นต่อต้าน“ไม่ต้องหรอก” เห
ฐานะของนางในสายตาของชาวแดนเหนือและราษฎรทั่วไปนั้นคือผู้นำที่สูงส่งที่สุด เป็นบุรุษผู้เก่งกาจและไร้เทียมทาน หากความจริงที่ว่านางเป็นเพียงสตรีบอบบางผู้หนึ่งถูกเปิดเผยและแพร่งพรายออกไปสู่สาธารณชนจู่ๆ เซียวเย่หยางก็รู้สึกตระหนักได้ว่าตนเองช่างมีความคิดที่เห็นแก่ตัวยิ่งนัก การดึงรั้งนางให้ก้าวลงมาจากบัลลังก์แห่งอำนาจและต้องมาตกระกำลำบากเผชิญกับคำครหา เพียงเพื่อตอบสนองความรักและความปรารถนาส่วนตัวของเขา ไม่ใช่สิ่งที่เขาตั้งใจหรืออยากให้เกิดขึ้นตั้งแต่แรกคนที่มีความสามารถและเสียสละเช่นนาง สมควรที่จะได้ยืนหยัดอยู่บนจุดสูงสุดของแผ่นดิน เป็นเขาเองที่ดึงนางลงมาจากแท่นบูชาอันสูงส่ง ชาวแดนเหนือและทหารใต้บังคับบัญชาจะมองนางด้วยสายตาเช่นไรเมื่อรู้ความจริงทั้งหมดเขาเสนอทางออกด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด ว่าบางทีพวกเราอาจจะไม่ต้องจัดงานพิธีมงคลสมรสอย่างเอิกเกริกหรือประกาศให้ผู้คนรับรู้ก็ได้ หากมันจะสร้างความลำบากใจและส่งผลกระทบต่ออำนาจของนาง เขาไม่อยากให้นางต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากหรือเผชิญกับอันตรายจากความขัดแย้งของขั้วอำนาจต่างๆเขารู้ซึ้งเป็นอย่างดีว่านางต้องอดทน เสียสละ และทุ่
รุ่งสาง บนถนนสายหลักพลันมีเสียงแผดร้องโหยหวนดังขึ้น จากนั้นก็บังเกิดความโกลาหลวุ่นวายขึ้น ทว่ายามนี้ ภายในป่าทึบอันเงียบสงบ ร่างเล็กจ้อยสองร่างกำลังนอนหลับใหลเอาศีรษะอิงแอบกัน เสียงวิหคยามเช้าส่งเสียงร้องสลับสูงต่ำขับขาน“ติ๋ง” เสียงหยดน้ำหล่นกระทบดังก้องอยู่ข้างหูเหยียนลั่วหลีลืมตาอันคมกริบขึ้นมา
ผู้เฒ่าเหยียนมือไม้สั่นเทา ล้วงเอากระบอกไม้ไผ่บรรจุน้ำออกมาจากสาบเสื้อขาดวิ่นที่สวมซ้อนทับกันหลายชั้น เขาดื่มนำไปก่อนหนึ่งอึก แล้วจึงส่งต่อให้หญิงชรา หญิงชราดื่มเสร็จก็ส่งต่อให้บิดาไม่ได้เรื่อง ถัดจากบิดาไม่ได้เรื่องจึงตกถึงมือเหยียนหยาจื่อ และสุดท้ายก็คือเหยียนลั่วหลีเหยียนลั่วหลีรู้ดีแก่ใจว่า กา
ยามมองดูคนรอบกายที่ค่อย ๆ หลับใหลไปทีละคน เหยียนลั่วหลีกลับไร้ซึ่งความง่วงงุนใด ๆ นั่นก็เพราะนางมิใช่เหยียนลั่วหลีคนเดิมอีกต่อไป แม้จะใช้ชื่อแซ่เดียวกัน ทว่าแท้จริงแล้วนางคือดวงวิญญาณที่ทะลุมิติมา เมื่อมองดูสภาพแวดล้อมรอบกาย เหยียนลั่วหลีได้แต่นิ่งอึ้งไปเนิ่นนาน เรื่องบัดซบเยี่ยงนี้ตกมาใส่หัวนางได้
ยามค่ำคืนริมถนนสายหนึ่งที่สว่างไสวไปด้วยกองไฟน้อยใหญ่ที่ถูกจุดขึ้น เสียงผู้คนดังจอแจเซ็งแซ่ แทรกด้วยเสียงเด็กร้องไห้งอแงเพราะความหิว ท่ามกลางความวุ่นวายเหล่านั้น เหยียนลั่วหลีได้สติคืนมาแล้ว นางได้ยินเสียงร้องไห้ของน้องชาย ทว่านางกลับไม่กล้าลืมตามอง ด้วยกลัวว่าหากลืมตาขึ้นมา จะพบว่าตนเองยังติดอยู่ใ







