LOGINห้องประชุมเงียบลงอีกครั้ง แม้แต่เปลวตะเกียงยังคล้ายจะนิ่งงันตามคำกล่าวนั้น องค์รัชทายาทนิ่งไปชั่วขณะ ก่อนสายตาจะเข้มข้นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แล้วพระองค์ก็พูดอย่างแน่วแน่“ไม่ใช่เพียงองค์ชายรอง ข้ามีเหตุผลให้เชื่อว่าองค์ชายสิบเอ็ดก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุโจมตีในช่วงหลัง ๆ รวมถึงเหตุการณ์ลอบสังหารผู้ติดตามของข้าตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาด้วย”อู๋ห่าวเทียนขมวดคิ้วทันที สายตาคมวาวจ้องตรงไปยังองค์รัชทายาท “แม้แต่การลอบโจมตีระหว่างที่ข้าเดินทางมาเมืองหลวงในครั้งนี้… ก็ด้วยหรือ?”องค์รัชทายาทพยักหน้าช้า ๆ“ใช่ รายงานจากหอข่าวเงาระบุว่าหนึ่งในมือสังหารรอดกลับมา และได้เข้ารักษาตัวอยู่ในเรือนลับขององค์ชายสิบเอ็ด”แม่ทัพซึ่งแต่งกายอย่างพ่อค้าเร่พึมพำขึ้นเสียงต่ำ ราวกับกำลังไตร่ตรองข้อมูลที่พึ่งได้รับรู้“แสดงว่าเขากำลังพยายามกำจัดคนที่เกี่ยวข้องกับแผนที่”เขาเหลือบตามองอู๋ห่าวเทียน “หรือไม่ก็…ผู้ที่องค์รัชทายาททรงไว้วางใจ”อู๋ห่าวเทียนหลุบตาลงชั่วครู่ มือขวาเผลอแตะข้างเอวอย่างไม่รู้ตัว ราวกับยังรู้สึกได้ถึงรอยแผลเก่าที่ฝังลึกในร่างกาย บาดแผลจากหุบเขามรณะเมื่อปีก่อน แม้กาลเวลาจะพัดผ่าน แต่ความรู้สึกนั้นย
ณ ร้านผ้าไหมหรูเฟิง เขตตะวันตกของเมืองหลวงแสงแดดยามสายส่องกระทบกระจกป้ายหน้าร้านที่ประดับลวดลายดอกเหมยอ่อนช้อย เกิดเป็นแสงระยิบระยับราวกับกลีบดอกไม้มีชีวิต ร้านหรูเฟิงตั้งตระหง่านอยู่ริมถนนสายหลักของเขตตะวันตก ซึ่งเป็นย่านการค้าเก่าแก่ที่คึกคักที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองหลวง อาคารโดยรอบล้วนเป็นร้านค้าทรงโบราณ หลังคามุงกระเบื้องสีเข้มเรียงตัวอย่างเป็นระเบียบ บางร้านมีโคมสีแดงห้อยระย้า บางร้านก็มีกลิ่นเครื่องหอมลอยมาตามลมหน้าร้านผ้าไหมหรูเฟิงมีผู้คนสัญจรไปมาตลอดเวลา พ่อค้าหาบเร่ตั้งร้านเรียงรายตลอดแนวถนน เสียงเรียกลูกค้าปะปนกับเสียงหัวเราะและเสียงฝีเท้าดังสลับกันเป็นจังหวะ ด้านข้างร้านมีต้นหลิวต้นหนึ่งโอนเอนไปตามแรงลมเบา ๆ บรรยากาศภายในร้านหรูเฟิงอบอวลไปด้วยกลิ่นของผ้าไหมใหม่ที่เพิ่งถูกนำออกวางจำหน่าย ส่วนหนึ่งถูกจัดเรียงไว้ในตู้กระจกอย่างเป็นระเบียบ บางส่วนก็ถูกนำไปพาดไว้บนราวไม้ เพื่อให้ลูกค้ามองเห็นลายผ้าได้ชัดเจนลูกค้าหญิงชายต่างพากันหยุดชมสินค้าใหม่ พนักงานของร้านซึ่งสวมใส่ชุดผ้าไหมสีน้ำตาล พยายามส่งเสียงเชื้อเชิญอย่างอ่อนโยนและกระตือรือร้นวันนี้อู๋ห่าวเทียนอยู่ในอาภรณ์เรียบหรู เขา
หอประมูลหยูเหอตั้งตระหง่านอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ สถานที่แห่งนี้เป็นศูนย์กลางแห่งการแลกเปลี่ยนวัตถุล้ำค่า อาคารขนาดใหญ่สองชั้นก่อด้วยอิฐสีเทาตัดกับกรอบหน้าต่างไม้แดงเข้ม ซึ่งแกะสลักลวดลายมังกรทะยานฟ้าอย่างประณีต ซุ้มประตูโค้งใหญ่หน้าทางเข้าให้ความรู้สึกราวกับประตูสู่โลกอีกใบ โลกที่เต็มไปด้วยการช่วงชิงรอบอาคารมีชายชุดดำยืนเรียงรายด้วยท่าทีเย็นชาและเคร่งขรึม ดวงตาคมใต้หมวกปีกกว้างจับจ้องทุกการเคลื่อนไหวอย่างไม่ประมาท ภายในและภายนอกหอคลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่แต่งกายหรูหรา ไม่ว่าจะเป็นขุนนางผู้มีอำนาจ พ่อค้าใหญ่จากต่างเมือง และเศรษฐีจากต่างแคว้น แววตาของทุกคนเต็มไปด้วยความมั่นใจ บางคนหนักแน่นและสง่าผ่าเผย ขณะที่บางคนก็เต็มไปด้วยความโลภที่สะท้อนออกมาอย่างชัดเจน ดุจเปลวไฟที่ลุกโชนโดยมิอาจปิดบังได้เมื่อจางซูเม่ยและอู๋เซียนอี้เดินทางมาถึงพร้อมสาวใช้ข้างกายทั้งสองคน ความงามของทั้งคู่กลายเป็นจุดสนใจและสะดุดตาผู้คนรอบข้างไม่น้อยเลย บางคนหันมองด้วยความหลงใหล ก่อนจะรีบหลบสายตาไปอย่างเกรงใจพนักงานหญิงในชุดเครื่องแบบสีน้ำตาลทองที่ตัดเย็บอย่างประณีต นางก้าวออกมาต้อนรับด้วยท่าทีสุภาพและคล่องแคล่ว ดวงตาประกาย
แสงแดดยามเช้าส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาในห้องนอน จางซูเม่ยลืมตาขึ้นมาด้วยความแจ่มใส ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มอย่างเป็นธรรมชาติ วันนี้อากาศดีเหมาะกับการออกไปเที่ยวเล่นข้างนอก แถมนางยังไม่มีเรื่องเร่งด่วนให้ต้องกังวลด้วย‘ไหน ๆ ก็มาถึงเมืองหลวงทั้งที ข้าขอไปเที่ยวก่อนแล้วกัน ส่วนเรื่องอื่นเอาไว้เริ่มพรุ่งนี้เถอะ อิอิ’ นางคิดในใจพลางลุกขึ้นจากเตียงอย่างกระฉับกระเฉงหลังจากชำระกายเรียบร้อยก็สวมใส่ชุดผ้าไหมสีเขียวอ่อน ซึ่งนางคิดว่าสีนี้มันช่างเข้ากับบรรยากาศยามเช้า จากนั้นก็เดินทอดน่องไปยังที่โต๊ะเขียนหนังสือ เพราะนางพึ่งนึกขึ้นได้ตอนอาบน้ำ ว่าควรเขียนจดหมายแจ้งข่าวกลับไปยังตระกูลจางเสียก่อนหญิงสาวจึงเอ่ยเรียกสาวใช้ประจำเรือนเสียงเบา แต่ชัดถ้อยชัดคำ “เจ้าช่วยไปเตรียมกระดาษ หมึก และพู่กันให้ข้าหน่อย ข้าจะเขียนจดหมายกลับบ้าน”สาวใช้ที่ยืนรออยู่นอกฉากกั้นรีบก้าวเข้ามาหาจางซูเม่ย และย่อตัวรับคำสั่งอย่างรวดเร็ว “เจ้าค่ะคุณหนูจาง ข้าน้อยจะไปจัดหาเดี๋ยวนี้”จางซูเม่ยมานั่งรอที่ตั่งไม้อย่างสงบ พลางมองแสงอาทิตย์ที่สะท้อนบนขอบกระถางต้นไม้ใกล้หน้าต่างไปด้วย นางรู้ดีว่าแม้จะเริ่มต้นวันอย่างสบาย ๆ และออกไปเที่ย
แม้ร่างกายของจางซูเม่ยจะหมดสติไปแล้ว แต่นางกลับรู้สึกเหมือนถูกแสงสว่างบางอย่างส่องเข้าตา จนนางต้องยกมือขึ้นมาบังเอาไว้ เพียงชั่วครู่แสงนั้นก็หายไป ก่อนจะแทนที่ด้วยภาพอันแสนเลือนลางจากม่านหมอกหนาทึบ แล้วมันก็ค่อย ๆ ชัดเจนขึ้นราวกับรู้ว่านางเอ่ยตำหนิอยู่ในใจหญิงสาวพบว่าตนเองกำลังยืนอยู่ท่ามกลางป่าอันกว้างใหญ่ มองไปทางไหนก็เห็นแต่สีเขียวชอุ่มแผ่คลุมไปทั่วผืนดินราวกับไม่มีจุดสิ้นสุด นางได้ยินเสียงน้ำไหลดังอยู่ไกล ๆ และได้กลิ่นไม้ใบและดินชื้นอบอวลอยู่ในอากาศอย่างชัดเจนทั้งยังมีละลองสีทองอ่อนจำนวนมากกระจายอยู่ทั่วบริเวณ และพวกมันเคลื่อนไหวอยู่รอบกายของนางอย่างนุ่มนวล ราวกับว่ากำลังต้อนรับหญิงสาวผู้มาเยือนสถานที่พิเศษแห่งนี้ ยิ่งส่งเสริมให้บรรยากาศดูนุ่มนวลและเหนือความเป็นจริงขึ้นไปอีกเพราะมีทั้งความงดงามและความลึกลับ ราวกับโลกอีกใบที่ไม่ควรมีอยู่จริงตอนนี้ตรงหน้าของจางซูเม่ย ปรากฏร่างของหญิงสาวคนหนึ่ง ใบหน้างามดุจเทพธิดาแห่งป่าใหญ่ ผมสีมรกตยาวสยายถึงเอว ราวกับเส้นไหมระยิบระยับแสงสีทองนวล นางสวมเสื้อผ้าจากเส้นใยไม้ถักทออย่างปราณีต ดวงตาสีเดียวกับจางซูเม่ยจับจ้องมาอย่างลึกซึ้ง สะท้อนถึงควา
“เจ้า…คืออะไรกันแน่?”เด็กหญิงตัวน้อยเพียงยิ้มตอบไม่เอ่ยวาจาใด ก่อนจะโน้มตัวไปกอดไหล่ของจางซูเม่ยเอาไว้แน่น จากนั้นร่างน้อยก็พลันจางหายกลับเข้าไปในดอกไม้ดังเดิมราวกับไม่เคยปรากฏตัวมาก่อน เหลือไว้เพียงกลีบดอกไม้สีม่วงที่ไหวระริกตามแรงลม และละอองที่ล่องลอยอยู่ในอากาศอย่างเงียบงันจางซูเม่ยนิ่งยืนอยู่เช่นนั้น นางไม่อาจแยกแยะได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความจริงหรือเพียงภาพในความฝัน ทว่ากลิ่นหอมจากดอกไม้และไออุ่นที่ยังหลงเหลือในอก…คือสิ่งที่ยืนยันว่าทุกอย่างเกิดขึ้นจริง บางที…มิติพฤกษาแห่งนี้ อาจไม่ใช่แค่สถานที่ลี้ภัยหรือปลูกต้นไม้ดอกไม้ของนางเพียงอย่างเดียว…แต่มันน่าจะสามารถสร้างสิ่งมีชีวิตขึ้นมาได้ด้วยหลังจากเหตุการณ์ประหลาดผ่านพ้นไป หญิงสาวยังคงนั่งอยู่ที่เดิมไม่ลุกไปไหน เนื่องจากรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนบางอย่างในอากาศรอบ ๆ ตัว ราวกับว่ามีบางสิ่งบางอย่างกำลังเฝ้ามองนางอยู่จากทั่วทุกมุมของมิติแห่งนี้นางหลุบตาลงมองดอกไม้สีม่วงเบื้องหน้าอย่างครุ่นคิด หรือจะเป็นภูตดอกไม้นะ ถ้าเมล็ดพันธุ์ทุกต้นที่นางปลูกมีภูตหลับใหลอยู่จริง ๆ แล้วตื่นขึ้นมาทั้งหมดล่ะ?เมื่อคิดแบบนั้นก็หันไปยังแปลงดอกไม้ป่าเล็ก







