登入“ชื่ออะไร!” ฉันถามอย่างฉุนเฉียว
“อัครเดช เอกสกุลมหาไพศาล”
“ชื่อกับนามสกุลก็เหมือนเป็นคนรวย ทำไมญาติไม่ได้ทำให้เหรอ” ฉันอดถามไม่ได้
“ญาติไม่เหลือแล้ว” ผีไร้ญาติและน่าจะขาดมิตรด้วยตอบเสียงแผ่ว
“เดี๋ยวทำให้ แต่หนูไม่ทำให้ฟรีนะรู้ใช่ไหม ข้าวของสมัยนี้แพง แค่ทำสังฆทานทีหนึ่งก็เกือบพันแล้ว” ฉันขู่ ให้ฉันช่วยผีทุกตนฉันคงหมดตัวพอดี ลำพังแค่ค่าขนมจะช่วยอะไรใครได้ตัวเองยังไม่รอด
“รู้...” ผีคุณตาอัครเดชพูดเบา ๆ และมือข้างหนึ่งก็โผล่พ้นพื้นดินมาพร้อมกับก้อนสีเหลืองดำเท่ากับเหรียญสิบบาทก็วางไว้ตรงพื้น ฉันยิ้มกับก้อนเหลืองดำที่ไม่น่ามองเท่าไหร่นั้น คนอื่นอาจคิดว่านี่เป็นก้อนกรวดก้อนหินธรรมดา แต่จริง ๆ แล้วมันคือทองคำธรรมชาติ
“อืม...น่าจะพอจัดการให้อยู่ แต่ที่ลุงทำหนูล้มต้องจ่ายมาอีกก้อน” ฉันกำลังขู่กับผีที่โผล่แต่หัว ช่วยไม่ได้ก็เขาทำฉันเจ็บตัว ป๊ากับม้าต้องจ่ายค่าแว่นใหม่ให้ฉันอีกตั้งสองหมื่นกว่า
“ขอโทษ” ก้อนทองที่ขนาดใหญ่กว่าก่อนหน้านี้ก็ถูกวางไว้ข้างเท้าฉัน
“ค่อยน่าช่วยหน่อย” ฉันพึมพำมองก้อนเหลืองดำในมือ
“แต่หนูก็ได้ขี่หลังไอ้หนุ่มนั่นนะ”
“นี่แอบฟังหนูคุยกับเพื่อนเหรอ” ถ้าไม่แอบฟังผีเหล่านี้ไม่มีทางรู้ ใครที่คิดว่าผีจะให้หวยฉันบอกเลยว่าไม่มีทาง ผีไม่ได้รู้ล่วงหน้าเหมือนเทวดา นางฟ้านะ
“ฟังนิดหนึ่ง” ผีแอบฟังบ่นเบา ๆ แต่ฉันได้ยิน
“เป็นยังไงบ้าง”
“ว้าย!” เสียงของคนข้างหลังทำฉันตกใจล้มนุ่งจุ้มปุ๊กอยู่ตรงพื้น ฉันไม่ถลึงตาใส่ผีที่โผล่แค่หน้าผากกับตา แม้จะโผล่มาแค่นั้นฉันก็รู้ว่าลุงอัครเดชนี่กำลังหัวเราะเพราะฉัน
“โทษที พี่ทำเราตกใจเหรอ”
“อ่อ...ค่ะ หนูคุยโทรศัพท์อยู่”
“เราหาอะไรอยู่เหรอ” พี่เหนือกวาดตามองรอบ ๆ บริเวณที่ฉันนั่ง
“เปล่าไม่ได้หาอะไรคะ หนูกำลังจะกลับแล้ว” ฉันรีบลุกพรวดโดยที่ไม่ได้ระวัง ทำให้ร่างถลาล้มคล้ายจะหงายหลัง
“ว้าย!” แต่แทนที่ฉันจะล้มกระแทกพื้น พี่เหนือที่เร็วกว่าก็จับแขนฉันดึงไว้ทัน สิ่งที่ฉันกระแทกคืออกแกร่ง ๆ ของคนตรงหน้า วันก่อนขี่หลังเขา วันนี้กระแทกหน้ากับแผงอก เสียงหัวเราะชอบใจของผีลุงอัครเดชทำฉันต้องถลึงตาใส่เขาอีกรอบ
ฝีมือเขาแน่
“เราทำไมซุ่มซ่าม” พี่เหนือว่าและพยุงให้ฉันยืนได้ด้วยตัวเอง
“ขอบคุณค่ะ หนูกลับก่อนนะคะ” ฉันรีบยกมือไหว้ขอบคุณและเดินเร็วไปยังหน้าประตูโรงเรียน ซึ่งวันนี้เฮียมังกรจะแวะมารับฉันกลับบ้าน
“เป็นอะไรหน้าแดง” ทันทีที่ฉันขึ้นนั่งบนรถเฮียมังกรก็ถามทันที ฉันใช้ฝ่ามือทั้งสองข้างจับแก้มตัวเองและแน่นอนว่ามันร้อน
“หนูวิ่งมาหาเฮียไงก็เลยร้อน” ฉันโกหกหน้านิ่ง
“หึ เชื่อก็โง่แล้ว หน้าแบบนี้แกมีคนที่ชอบใช่ไหม เหมยลี่ อย่าให้เฮียรู้นะว่ามันเป็นใคร” พ่อของฉันขึ้นชื่อว่าหวงลูกสาว แต่เฮียมังกรเรียกว่าหวงน้องสาวขั้นสุด ใครมาจีบ มาแซว เฮียแกก็พร้อมจะหิ้วปีกไปปรับทัศนคติทันที
“ไม่มี้!” เสียงยิ่งสูงยิ่งส่อพิรุธคงไม่เกินจริง เพราะเวลานี้เสียงฉันสูงปรี๊ด
“เฮีย หลอมอันนี้ให้หน่อย” ฉันแบมือให้เฮียดูของที่กำไว้แน่นตั้งแต่ลุงอัครเดชให้มา
“ได้มาจากไหน”
“ตรงที่ล้ม พรุ่งนี้ต้องไปทำบุญให้เขา” ความลับของฉันมีแค่เฮียมังกรเท่านั้นที่รู้ ก็ฉันต้องให้เฮียหลอมทองให้ทุกครั้งที่ได้มาจากคุณลุงคุณน้าผี ๆ ทั้งหลาย ครั้งแรก ครั้งสองพอบอกว่าเก็บได้ให้พี่ชายฟัง แต่ครั้งสาม ครั้งสี่พี่ชายไม่เชื่อทำให้ฉันจำเป็นต้องเล่าความจริง
“อืม น่าจะได้เยอะอยู่” นี่แหละที่เขาเรียกมืออาชีพเพราะแค่ปรายตามองนิดหน่อยเท่านั้นเฮียของฉันก็แทบประเมินราคาได้เลย
“จริง ๆ เขาให้ก้อนเดียว แต่เขาทำแว่นหนูแตก ทำหนูเจ็บตัว หนูก็เลยเรียกค่าทำขวัญเยอะ ๆ หน่อย”
“ฉลาด ใครใช้ให้มันทำน้องเฮียเจ็บตัว” เฮียมังกรจับหัวฉันโยกไปมาอย่างแสนรัก
“น้องเฮียมังกรไงคนนี้ ฉลาดเหมือนเฮีย”
“ให้มันได้อย่างนี้สิ ฮ่าฮ่า” เสียงหัวเราะคับรถบ่งบอกได้ดีกว่าเฮียมังกรกำลังอารมณ์ดี
“หกหมื่นห้า!” ฉันตกใจกับจำนวนเงินที่ขายทองให้เฮียมังกร ไม่คิดว่าสองก้อนเล็ก ๆ นั้นจะขายได้ถึงหกหมื่นห้า
“ทองบริสุทธิ์มากเลยนะ อีกอย่างน้ำหนักก็ดี” เฮียมังกรว่าซึ่งแน่นอนว่าฉันพยักหน้าหงึก ๆ เห็นด้วยอย่างยิ่ง เอาไปทำบุญให้คุณลุงอัครเดช เอกสกุลมหาไพศาลสักสองหมื่นบาท ทำกับวัดสักสองพันที่เหลือก็บริจาคให้โรงพยาบาลแล้วกัน
เช้าวันต่อมาฉันรีบเรียกรถจากแอปพลิเคชันสีเขียวยอดนิยม เพื่อไปยังวัดที่ใกล้โรงเรียนซึ่งอยู่ใกล้กับคุณลุงอัครเดชมากที่สุด ส่วนเงินที่บริจาคโรงพยาบาลฉันโอนบริจาคตั้งแต่เมื่อคืนที่ได้เงินจากเฮียมังกร
เหลือแต่พิธีทางศาสนา เมื่อมาถึงวัดคนที่มารอทำบุญประมาณห้าคนก่อนหน้านี้ ฉันรีบยกสังฆทานพร้อมทั้งใส่ซองปัจจัยที่มีชื่อของลุงอัครเดชแนบไว้ตอนยกถวายหลวงตา พร้อมทั้งไม่ลืมแยกอีกซองสีขาวว่าเป็นค่าน้ำค่าไฟวัด
“ตอนนี้ก็กำลังจะหนาวแล้ว ขากลับไปกับเราสิ” พี่เหนือเอ่ยชวนเพื่อนของเขากลับเชียงใหม่พร้อมเรา“กีฟ นี่เมียเรา น้องเหมยลี่”“โอ้ยเขินแทนเมียเต็มปากเต็มคำ สวัสดีจ้าเหมยลี่” พี่กีฟยกมือรับไหว้ฉันอย่างเป็นกันเอง พี่กีฟจัดเป็นคนสวยมาก หน้าคม ตาหวาน รูปร่างดี สมส่วน“นี่เรียนจบแล้วใช่ไหม” พี่เหนือเอ่ยถามเพื่อนตัวเองในขณะที่เราทั้งสามเดินจากท่าเรือบนเกาะเพื่อไปที่พัก“จบแล้วสิ เราไม่ได้เรียนหมอเหมือนเหนือนะ” พี่กีฟหัวเราะชอบใจกับคำถามของเพื่อน“จบแล้วพี่กีฟจะทำอะไรต่อคะ” ฉันเอ่ยถามเพราะอยากรู้ว่าคนสวย ๆ รวย ๆ เขามีจุดมุ่งหมายในชีวิตอย่างไร“คงช่วยที่บ้านทำงานแหละ” วิถีคนรวยที่แท้ทรู บริหารกิจการของครอบครัว แล้วฉันละจบไปทำอะไรดี เปิดเช่าพระเครื่อง ขายทอง รับหล่อทองหรืออะไรดีไว้ค่อยคิดแล้วกันอีกตั้งสามปี ช่วงนี้ก็เกาะพี่เหนือกินไปก่อนก็แล้วกัน“พักหลังนี้นะ หลังนี้เราไม่ได้เปิดให้แขกเข้าพัก ส่วนมากให้ญาติ ๆ กับคนสนิทเท่านั้นพัก” บ้านพักตากอากาศขนาดใหญ่ที่มองเห็นน้ำทะเลใสแจ๋วจากพื้นห้อง น้ำทะเลสีฟ้าอมเขียวใสและสวยมากมัลดีฟเมืองไทยคงไม่เกินจริง ฉันเป็นคนเที่ยวในประเทศที่สุดเพราะเป็นคนกินยาก อยู่
“นี่ไม่ใช่พ่อ คนนี้อาไธม์น้องชายฝาแฝดของพ่อ” ฉันเพิ่งรู้ว่าพ่อของพี่เหนือมีแฝด เป็นแฝดที่เหมือนกันมาก มากจนแยกไม่ออก“สวัสดีค่ะ อาไธม์ อากล้วย” ฉันเรียกป้าไม่ได้จริงจึงเรียกอาแทน ยังงงกับสรรพนามที่พี่เหนือเรียก เรียกอาไธม์แต่เรียกอาสะใภ้ว่าป้ากล้วยอะไรของเขามีปัญหาเรื่องการลำดับญาติหรือไง“ไหนให้ป้ากอดหน่อย เลี้ยงมาตั้งแต่ในท้องแม่เรา โตเป็นหนุ่มจนมีเมียแล้วเหรอ” อากล้วยอ้าแขนให้พี่เหนือเข้าไปกอด ทั้งสองดูสนิทสนมกันมาก“โตจนมีเมียแล้วยังอ้อนเป็นเด็ก” อาไธม์ผลักหน้าผากของพี่เหนือออกจากอ้อมกอดของอากล้วย“นี่คุณอย่าทำหลานฉัน” เสียงของอากล้วยโวยวายพร้อมทำเสียงจิ๊จ๊ะกับคนเป็นสามี“ก็หลานผมด้วยเหมือนกันนั่นแหละ”“ทะเลาะอะไรกัน” พ่อธาร์เดินลงมาจากชั้นบนและนั่งข้างแม่น้ำ ฉันซึ่งยังไม่คุ้นชิน“เป็นอย่างงี้แหละ เดี๋ยวเหมยลี่ก็ชิน” ที่พี่เหนือเคยบอกว่าครอบครัวเขาเป็นครอบครัวใหญ่ญาติเยอะ ตอนนี้ฉันแน่ใจแล้วว่าเยอะจริง ๆ“ไธม์แวะไปหาพ่อกับแม่มาหรือยัง” ใช่นอกจากพ่อแม่พี่เหนือปู่กับย่าพี่เหนือก็ยังอยู่แม้จะอายุเข้าเลขแปดแล้วแต่พวกท่านก็ยังแข็งแรง“อืม เดี๋ยวแวะไป อยากเห็นหน้าไอ้เด็กแก่แดดมีเมียตั้ง
จังหวะนี้ผมเห็นคนตรงหน้าส่งสายตาเขียวปัดมาให้ผม จึงต้องรีบพูดต่อก่อนจะได้กินตีนก่อนจะได้พูดต่อ“แต่เฮียเชื่อเถอะว่าไม่ว่าจะทะเลาะกันแค่ไหน ผมจะยอมน้อง แม้น้องจะผิดผมก็จะยอม”“มึงรักน้องกูจริงเหรอวะ”“ผมรักน้องเฮียตั้งแต่ผมสิบแปด ตอนนี้ผมยี่สิบสอง ไม่มีวันไหนที่ไม่รักน้อง ไม่สิ ผมรักน้องตั้งแต่สามชาติที่แล้ว เฮียคิดว่ามันน้อยไปเหรอ”เสียงถอนหายใจของเฮียมังกรดังขึ้น“มึงเชื่อเรื่องที่น้องกูบอกเหรอ”“เชื่อสิ ทำไมเฮียไม่เชื่อเหรอ”“เชื่อ” นั่นไงเขาเองก็เชื่อแล้วจะถามทำไม“ทำไมมึงเชื่อวะเหนือ มึงมองไม่เห็น มึงแค่ฟังจากที่น้องกูเล่า หลักฐานที่น้องกูยกมาอ้างอาจแค่เรื่องแต่งขึ้นก็ได้ มึงไม่คิดบ้างเหรอ มึงเป็นหมอนะ มึงจะเชื่อเรื่องผีเหรอวะ”ผมยิ้มกับคำพูดของเฮียมังกรแล้วตอบอย่างที่ตัวเองคิดไป“เพราะรัก แม้จะมองไม่เห็นด้วยตาผม แต่น้องบอกว่าเห็นผมพร้อมจะเชื่อน้องมากกว่าตาตัวเองครับ”“ไอ้เชี่ย! แม่งขนลุกฉิบหาย”“ความรักมักทำให้คนตาบอดเฮีย”“สัดขนลุกกว่าเดิมอีก”“เฮียไม่เคยมีความรักไม่รู้หรอก”“พอ ๆ ไอ้เหนือกูจะไปนอนแล้ว” ว่าแล้วเฮียมังกรก็อุ้มแมวในตักแล้วรีบเดินเข้าบ้าน ทำราวกับว่าผมเป็นตัวเชื้อโ
ตอนพิเศษ 1 พี่เมียวันนี้น้องให้ผมพากลับบ้าน ใบหน้าน้องฉายให้เห็นความยุ่งยากใจ“ไม่ต้องคิดมากหรอกน้อง”“เฮียมังกรงี่เง่าจะตายพี่เหนือไม่รู้หรอก”“ไม่มั้งคนเราโต ๆ กันแล้ว” เฮียมังกรอายุมากกว่าผมอีกก็น่าจะเข้าใจอะไรไม่ยาก“ไม่เข้าใจ!” ผมขอถอนคำพูดที่พูดกับน้องในรถได้ไหม หลังจากเราสองคนมาถึงบ้านของน้อง ทั้งป๊าม้าและน้องพยายามอธิบายเหตุผลของการแต่งงานแต่คำตอบที่ได้รับก็คือ“ไม่เข้าใจว่าทำไมไม่หย่ากัน ในเมื่อเรื่องมันก็จบแล้ว เหมยลี่เพิ่งยี่สิบนะป๊าม้า ใช่เวลามีครอบครัวไหม” เฮียมังกรใช้ทั้งน้ำเสียงและเหตุผลกดดันป๊าม้าและน้อง“แต่หนูรักพี่เหนือ”“แต่เรายังเด็ก”“หนูยี่สิบแล้ว บรรลุนิติภาวะแล้ว กฎหมายก็ให้มีผัวได้โดยไม่ต้องถามความคิดเห็นจากใคร” ผมอยากยืนขึ้นและตบมือให้น้องแต่สิ่งที่ทำคือก้มหน้าราวกับว่ารู้สึกเสียใจที่ทำให้เฮียมังกรไม่พอใจ“ไอ้ลี่ นี่เฮียเป็นพี่แกนะ”“ก็เป็นพี่นะสิ หนูโตแล้ว มีสิทธิ์ตัดสินใจเอง เฮียไม่ต้องยุ่ง”“ป๊าม้าผมไม่อยู่แค่ไม่กี่วัน ทำไมให้มันแต่งงาน ทำไมไม่ปรึกษากัน” เมื่อเห็นว่าเถียงสู้น้องสาวไม่ได้เฮียมังกรก็เปลี่ยนเป้าหมายไปทางผู้เป็นพ่อแม่ทันที“เรื่องมันด่วน อี
“ไปเรือนหลังเล็กกันค่ะพี่เหนือ วันนี้เปิดรับลูกค้าไหมคะ” ฉันจับมือพี่เหนือไว้แน่นสาวเท้าเร็วไปยังเรือนหลังเล็กที่ฉันคิดว่าพวกเขาน่าจะอยู่ที่นั่น“ไม่ได้รับลูกค้าก็วันนี้จะเลี้ยงวันเกิดให้น้องไง” ใช่วันนี้ตอนเย็นเราสองบ้านจะเลี้ยงฉลองวันเกิดให้ฉันท้องฟ้ารอบบริเวณเรือนหลังเล็กขมุกขมัวราวกับว่าบ้านหลังนี้อยู่ระหว่างความจริงกับความฝันคล้ายไม่มีอยู่จริงแต่ก็จับต้องได้และเมื่อฉันกับพี่เหนือเดินขึ้นบันไดถึงชั้นสอง ภาพตรงหน้าก็ยิ่งเหมือนความฝันกึ่งความจริง ม่านหมอกปกคลุมแยกแทบไม่ออกว่าเวลานี้กลางวันหรือกลางคืนเงาจาง ๆ ของชายหญิงที่ก้มหมอบอยู่หน้าห้อง คือเหล่าข้าทาสบริวารของคุณลุงอัครเดช ประตูห้องเปิดไว้ดั่งเช่นที่เคยเห็น เสียงเก้ากี้โยกดังกระทบกับไม้เพียงเบา ๆฉันเดินตรงไปยังห้องนั้น ห้องที่เคยมาเมื่อไม่กี่วันก่อน รอบห้องยังคงเหมือนเดิม มีภาพถ่ายดั่งเช่นเดิม หากแต่มีม่านหมอกปกคลุมจนแทบมองไม่เห็นแต่สิ่งที่เด่นชัดในห้องนั้นคือชายสูงวัยผมสีขาว กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้โยกมองออกไปนอกหน้าต่าง นอกหน้าต่างนั้นก็เช่นกัน ปกคลุมด้วยเมฆหมอกมีเพียงแสงสีขาวปนเทาเท่านั้น“คุณลุง!” ฉันเอ่ยเรียกและยอบกายนั
ฉันมองหาพี่เหนือโดยรอบแต่กลับไม่มี เจอแต่ผู้คนที่ต่างมามุงดูอุบัติเหตุครั้งนี้“เจ้าของรถเป็นนักศึกษาแพทย์ปีสี่แล้วน่าเสียดายเนอะ” เสียงคุณป้าคนหนึ่งคุยกับคนที่ยืนข้างกัน“น่าสงสารนะขับมาดี ๆ เจอพวกเมาแล้วขับ ไอ้นั่นมันรอดนะ ไม่ได้เป็นอะไรเลย ส่วนคนดีต้องตาย สวรรค์ทำไมไม่ยุติธรรมเลย”ใช่ ทำไมสวรรค์ไม่ยุติธรรม ฉันกับพี่เหนือทำอะไรผิดทำไมถึงต้องมาตายแบบนี้“ฮือ ฮือ ทำไม ทำไม เราสองคนทำอะไรผิด ทำไมต้องให้เราตายด้วย กี่ชาติก็เป็นแบบนี้ ทำไม” ฉันทรุดกายลงกับพื้นนั่งลงบนพื้นหญ้าริมทาง ร้องไห้กับโชคชะตา ไม่ว่ากี่ภพกี่ชาติ ฉันกับพี่เหนือก็ไม่ได้สมหวังในรักชาตินี้ก็เช่นกันแม้ว่าเราจะแต่งงานกันแล้ว แต่ก็ไม่ได้อยู่ครองคู่กัน อยากถามพระเจ้าหรือเทวดาบนฟ้า ชีวิตมนุษย์ตัวเล็ก ๆ สองชีวิตอย่างฉันกับพี่เหนือ ไม่มีโอกาสเลยหรือที่จะได้อยู่มีชีวิต ใช้ชีวิตคู่ด้วยกันจนแก่เฒ่าเราสองคนทำผิดอะไรหนักหนา“พี่เหนือ พี่เหนือ” น้ำตาของฉันยังไหลไม่หยุด ร้องเรียกหาพี่เหนือ ที่ไม่รู้ว่าเวลานี้เขาไปอยู่ที่แห่งหนไหน จะเจ็บปวดหรือทุกข์ทรมานแค่ไหนหรือจริงแล้ว ทางรอดเดียวของเราคือควรเลิกกัน อย่างน้อยเราสองคนก็อาจมีชีวิ







