Compartir

บทที่ 2

last update Última actualización: 2025-12-31 08:38:27

นางรู้ดีว่าฝีมือของเขาร้ายกาจมาก ทั้งที่ก่อนหน้านี้แม้ความทรงจำของเขายังไม่กลับมาทั้งหมด แต่เขากลับสามารถดึงกำลังภายในและวรยุทธ์บางส่วนออกมาใช้โดยไม่รู้ตัว แต่ไม่คิดว่าทันทีที่ความทรงจำทั้งหมดกลับมา วรยุทธ์ทั้งหมดของเจี่ยนอิงเองก็กลับมาเช่นกัน ทำให้ในที่สุดทั้งสองก็คลาดจากกันจนได้

เมื่อรู้ว่าไล่ตามเขาไม่ทันแน่แล้ว จูเสวี่ยหลินตัดสินใจที่จะไปเตือนไป๋หลิน[1]พี่สาวร่วมสาบานของนาง เนื่องจากความรักและความแค้นระหว่างเจี่ยนอิงและคนอื่นๆ ในครอบครัว หยั่งรากฝังลึกจนเกรงว่าเขาจะคิดโง่ๆ โดยหาทางแก้แค้น

แม้ว่าจะไม่มั่นใจนักว่าจิตใจของเขาจะได้รับการเยียวยาอย่างที่นางต้องการหรือไม่ แต่นางก็ไม่ต้องการให้ใครบาดเจ็บหรือล้มตาย

ไม่อีกแล้ว...

ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวใหม่ของนางหรือเจี่ยนอิง พวกเขาล้วนเป็นคนสำคัญ

หลังจากที่ไล่ตามและค้นหาร่องรอยของเจี่ยนอิงมาเกือบเดือน กระทั่งระหว่างทางได้ปะทะกับไป๋ซูอย่างไม่ตั้งใจ จูเสวี่ยหลิน หรือสตรีที่ชาวยุทธ์ต่างเรียกขานว่า นางมารประจิมเหมันต์ไร้ใจ ก็ยังคงช้ากว่าเจี่ยนอิงไปก้าวหนึ่งเสมอ เขามักจะจากไปแล้ว คล้ายนำหน้านางไปเพียงก้าวหนึ่ง

หญิงสาวเริ่มมั่นใจว่าแม้ความทรงจำของเขาจะกลับมาแล้ว ทว่าการตายของสตรีที่เขาเคยคิดว่าเป็นมารดา ไม่ได้ทำให้เขาคั่งแค้นใจจนอยากแก้แค้น แต่มันกลับทำให้เขาไม่อาจยืนเคียงข้างนางได้ต่างหาก!!!

จูเสวี่ยหลินรู้ดีว่าเขาเองก็คิดถึงนาง

...คิดถึงมาก

ไม่เช่นนั้นทุกที่ที่นางแกะรอยมา จะเป็นสถานที่ซึ่งนางและเขาได้เดินทางท่องเที่ยวไปด้วยกันหรือ

…สองวันก่อนหน้านี้เขาเองก็เข้ามาพักที่โรงเตี๊ยมแห่งนี้ สถานที่ซึ่งทำให้เขาเริ่มที่จะไว้ใจนาง

ความทรงจำทุกอย่างยังคงชัดเจนราวกับมันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ ตอนนั้นหญิงสาวจำได้ว่าหลังแยกทางกับไป๋หลิน และสือเจี้ยนหาว[2] นางก็เดินทางกลับเข้ามายังเมืองหลวงแคว้นหนานเงียบๆ

ความหดหู่สิ้นหวังทำให้หัวใจสับสน คำสั่งเสียสุดท้ายของสหายก่อนสิ้นลมเพื่อให้นางดูแลบุตรชายของเขา ยังคงดังก้องในความทรงจำ

เช่นกันกับภาพที่เจี่ยนอิงถูกสัตว์ร้ายเหวี่ยงร่างลงไปในทะเลสาบ หลังจากนั้นไม่ว่านางจะพยายามค้นหาร่างของเขาเท่าไรก็หาไม่พบ

ความจริงแล้วตอนนั้นนางตระหนักดี โอกาสที่เจี่ยนอิงจะรอดชีวิตนั้นน้อยมาก เพราะด้วยบาดแผลฉกรรจ์ก่อนหน้าที่จะตกลงไปในทะเลสาบ ต่อให้ไม่จมหายไปในทะเลสาบ ก็ใช่ว่าเขาจะทนความเจ็บปวดได้ ถึงอย่างนั้นจูเสวี่ยหลินก็ยังอยากจะพยายาม เพราะรู้ดีว่าหากนางไม่ทำ

ก็ไม่มีใครอื่นอีก...

ภาพใบหน้าเศร้าสร้อยและดวงตาสิ้นหวังของเขา ในยามที่ถูกสตรีที่เขาคิดว่าเป็นมารดาทำร้ายจิตใจครั้งแล้วครั้งเล่า

น้ำเสียงสลดที่เต็มเปี่ยมด้วยการขอร้อง ในยามที่เขาบอกให้นางเกลียดเขา แต่ขอให้นางอภัยให้ผู้เป็นมารดา และรอยยิ้มน่าสงสารของเขา ในยามที่เอ่ยขอบคุณที่นางอุตส่าห์มีความคิดที่จะช่วยเหลือเขาอย่างจริงใจ เพราะไม่เคยมีใครคิดทำเช่นนั้นกับเขามาก่อน

เจี่ยนอิงเคยเป็นคนเลว

ใช่ จูเสวี่ยหลินไม่อาจปฏิเสธ แต่หากย้อนกลับไปมองในมุมของเขาแล้ว หญิงสาวกลับเข้าใจเขามากขึ้น เพราะตอนถูกลักพาตัวมาจากบิดาและมารดาที่แท้จริง สตรีผู้นั้นไม่เพียงลบความทรงจำเขา แต่กลับเลี้ยงดูเขาให้ยึดเหนี่ยวนางเป็นเพียงหนึ่งเดียวที่เขาต้องให้ความสำคัญ

เขาจึงมองอีกฝ่ายเป็นดังเจ้าชีวิต ไม่ว่าอีกฝ่ายจะชี้นำไปในทางใด เขาก็จะทำตามโดยไม่สนใจว่าสิ่งเหล่านั้นจะถูกหรือผิด แต่สุดท้ายสตรีผู้นั้นกลับทอดทิ้งเขา ทั้งยังทำราวกับเขาเป็นเพียงสัตว์เลี้ยงที่พอนางไม่ต้องการก็เพียงแค่หันหลังให้ โดยไม่สนใจว่าเขาจะเป็นตายอย่างไร

สถานการณ์ทุกอย่างรอบกายของเจี่ยนอิง ผลักดันให้เขาไม่มีทางเลือก เพราะตั้งแต่แรกเขาก็รู้จักเพียงความดำมืดในใจของผู้ที่เลี้ยงดู ดังนั้นทั้งชีวิตของเขานอกจากด้านมืดนั้นแล้ว เขาก็ไม่รู้ว่ายังมีด้านอื่นที่เขาต้องออกไปสัมผัสและเรียนรู้

...ตลาดค้าทาส

สถานที่ซึ่งจูเสวี่ยหลินพบเขา เจี่ยนอิงไม่หลงเหลือความยโสโอหังอย่างที่เขาเป็น ในยามที่นางและเขาได้พบและประมือกัน เขาที่ได้รับบาดเจ็บถูกพ่อค้าคนกลางนำมาประมูล และทาสเหล่านั้นต่างก็ถูกซื้อต่อมาจากที่ต่างๆ หลังจากที่พวกเขาถูกนายขายต่อมาเป็นทอดๆ

แน่นอนว่าด้วยยุคสมัยที่ต่างกัน หากจะพูดถึงสิทธิเสรีภาพนั้นเรียกได้ว่ายากยิ่งกว่ายาก ดังนั้นเรื่องที่มีการซื้อขายทาสจึงมีให้เห็นบ่อยครั้ง

จูเสวี่ยหลินพบเจี่ยนอิงที่ทั้งสกปรกมอมแมมและหวาดกลัว ที่เมืองหลวงแคว้นหนานแห่งนี้ ทั้งยังพาเขากลับมาที่โรงเตี๊ยม ให้เขาอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า และกินข้าว และที่โรงเตี๊ยมแห่งนี้ที่เขาถูกเสี่ยวเอ้อทุบตี เพียงเพราะเห็นว่าเขาคือทาสที่หญิงสาวซื้อกลับมา

 เจี่ยนอิงที่ทั้งอ่อนแอและหวาดกลัว ยืนมองนางโยนเสี่ยวเอ้อที่ทุบตีเขาออกมาจากห้องอาบน้ำด้วยดวงตาเทิดทูน ก่อนจะยอมไว้ใจและติดตามนางไปทุกหนทุกแห่ง

ในห้องนี้บนโต๊ะตัวนี้ที่หญิงสาวพยายามสอนให้เขาเรียนรู้ทุกอย่างใหม่ โต๊ะซึ่งมีข้าวปลาอาหารวางเรียงรายอยู่ทว่าพอสั่งให้เขานั่งเจี่ยนอิงกลับนั่งลงบนพื้น ทั้งยังยกเข่าทั้งสองข้างขึ้นมากอดแล้วมุดตัวเข้าไปใต้โต๊ะ ดวงตาสองข้างกะพริบมองนางนิ่งคล้ายรอ

‘ไม่หิวหรือ’

ในยามนั้นคนอื่นคิดว่าเขาเป็นใบ้ เพราะไม่มีใครเคยได้ยินเขาพูด แต่นางรู้ว่าเขาไม่ได้เป็นใบ้ เพียงแต่เขายังไม่ไว้ใจผู้ใดมากพอที่จะคุยด้วย ดังนั้นนางจึงอดทนรอ รอให้เขาไว้ใจและพร้อมที่จะเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับเขาทั้งหมด

ใบหน้าที่อยู่ใต้โต๊ะยังคงมองมาที่นาง ทว่าดวงตาของเขากลับไม่ได้หวาดกลัวเช่นเคย เขามองนางสลับกับการยืดคอขึ้นมามองอาหารบนโต๊ะ

‘หิวหรือไม่’ นางยังคงเอ่ยถามหวังว่าเขาจะตอบกลับมาสักประโยค ‘อิง’

นางเรียกเขาแล้วหยิบตะเกียบกับชามข้าวขึ้นมา ซึ่งเขาก็มองตามแล้วกลืนน้ำลายลงคอ มือเรียวคีบกับข้าวใส่ลงไปในถ้วยจนพูน และนั่งนิ่งเฉยเพื่อรอกระทั่งเขายอมมองสบตากับนาง

ริมฝีปากอิ่มส่งยิ้มอ่อนโยนให้เขา ‘เจ้าชื่อ อิง นี่ข้าวของเจ้า’ จูเสวี่ยหลินยื่นข้าวและตะเกียบให้

[1] นางเอกเรื่อง กับดักเสน่หา

[2] พระเอกเรื่อง กับดักเสน่หา

Continúa leyendo este libro gratis
Escanea el código para descargar la App

Último capítulo

  • เหมันต์ไร้ใจ   บทที่ 14

    อยู่ๆ หญิงสาวก็โพล่งขึ้นมา ทำเอาเฉิงเค่อฉวนเลิกคิ้วมองนางคล้ายกำลังเอ่ยถามว่านางหมายถึงเรื่องอะไร“ที่ข้าจะบอกก็คือ หากเกิดเรื่องอะไรขึ้นต่อจากนี้ไม่ใช่ความผิดของข้า แต่เป็นพวกเจ้าที่รนหาที่เอง” จูเสวี่ยหลินยักไหล่ประโยคที่นางเอ่ยไม่ได้ไขความกระจ่างให้เฉิงเค่อฉวนเท่าใดนัก เพราะนางเองก็ไม่มั่นใจในระดับความโกรธเกรี้ยวของเจี่ยนอิงยิ่งไม่รู้ว่าวรยุทธ์ของเขาจะสร้างหายนะให้ตระกูลเฉิงได้มากน้อยระดับใด จริงอยู่นางเคยประมือกับเขาจริงๆ จังๆ มาแล้วครั้งหนึ่ง ในยามที่เขายังคงเป็นคนของหนานหลิ่งอี้ แต่นั่นก็เกิดขึ้นเมื่อนานมาแล้ว“ก็ได้แต่หวังว่าเขาจะเปลี่ยนไปจากคนเดิมอย่างที่ข้าคิดด้วยเถิด...” จูเสวี่ยหลินครุ่นคิดแล้วพึมพำกับตัวเองอีกครั้งเดิมพันครั้งนี้สูงกว่าครั้งไหนๆ เพราะทุกครั้งนางไม่เคยเดิมพันด้วยความปลอดภัยของตัวเองมาก่อน หากไม่นับพี่สาวร่วมสาบานของนางที่นับว่าตนสามารถเสี่ยงชีวิต ครั้งนี้ก็คือครั้งที่นางใช้ตัวเองเดิมพันที่บ้าระห่ำที่สุดก่อนหน้านี้ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใด จูเสวี่ยหลินที่เป็นนักล่ามักจะวางแผนอย่างรอบคอบ เต็มไปด้วยความระมัดระวังอย่างที่สุด หากไม่มั่นใจว่ามีทางหนีที่ไล่ที่

  • เหมันต์ไร้ใจ   บทที่ 13

    นางซึ่งเป็นคนโผงผางและไม่ชอบเรื่องจุกจิก ทั้งยังรำคาญบุรุษจำพวกบัณฑิตที่แสดงท่าทีของผู้คงแก่เรียนที่ใช้ชีวิตอยู่บนหลักการที่กินไม่ได้ ไหนจะกฎข้อห้าม และธรรมเนียมหยุมหยิมมากมาย แค่นางได้สนทนาด้วยเพียงครั้งเดียวนางก็แทบจะเป็นลมแล้ว“ดูเหมือนจะอายุน้อยกว่าข้ากระมัง เจ้าอายุเท่าไหร่”“ยี่สิบสอง”“เอ๋” ในที่สุดนางก็ลืมตาขึ้นมาพิจารณาเขาอย่างจริงๆ จังๆ “อายุเท่าข้าหรอกหรือ นึกว่าเด็กกว่าเสียอีก” นางจ้องเขาอย่างเอาเป็นเอาตาย ราวกับไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง และนั่นทำเอาอีกฝ่ายขมวดคิ้วด้วยความอึดอัดเฉิงเค่อฉวนประหลาดใจกับท่าทีของหญิงสาวเป็นอย่างมาก ตามที่สายสืบของตระกูลเฉิงรายงานมา นางก็คือนางมารประจิมที่ผู้คนต่างก็ร่ำลือกันไม่ผิดแน่ แต่จากที่ได้พูดคุยและพบปะ เขาพลันรู้สึกลังเลว่าอาจจะเชิญมาผิดคน หญิงสาวผู้นี้แม้จะมีท่าทีสงบเยือกเย็น อันที่จริงน่าจะบอกว่านางดูผ่อนคลายจึงจะถูก ทั้งที่รู้ว่าตนโดนกักตัวแต่รอบกายนางกลับไม่มีแม้แต่กลิ่นอายของผู้ฝึกยุทธ์ที่สมควรระมัดระวังตัว แล้วนางจะเป็นนางมารผู้ที่โค่นล้มจอมดาบประจิมได้อย่างไรทว่าแส้ที่ประดับพู่สีดำห้อยมุกอันแสนอัปลักษณ์ที่นางไม่ยอมให้ห่างกาย ก็

  • เหมันต์ไร้ใจ   บทที่ 12

    สิ่งที่ทำให้เจี่ยนอิงประหลาดใจคือผู้คนในโรงเตี๊ยมไม่มีทีท่าว่าจะรู้จักกลุ่มคนเหล่านั้นเลยสักคน นั่นย่อมหมายความว่าคนเหล่านี้เป็นคนต่างถิ่นเช่นกันกับเขาคำถามที่ว่าทำไมคนต่างถิ่นจึงยกโขยงกันมามากมายถึงเพียงนี้ อีกทั้งแต่ละคนก็ไม่อาจประเมินฝีมือได้ผุดขึ้นมาในใจทันทีในขณะที่เขากำลังครุ่นคิดเพื่อคาดเดาอยู่นั้น เขากลับรู้สึกถึงรังสีเข่นฆ่าที่พุ่งเข้ามาหาแผ่นหลังของตัวเอง ฝ่ามือที่แฝงเอาด้วยด้วยกำลังภายในแรงกล้า ฟาดลงไปยังจุดที่เขานั่งอยู่เมื่อครู่จนแผ่นกระเบื้องแตกกระจาย เกิดเป็นรูขนาดใหญ่ขนาดคนลอดเข้าไปได้ฝีมือของคนผู้นี้นับว่าไม่เลว เมื่อพิจารณาใบหน้าบึ้งตึงเย็นชาที่กำลังมองมา เขากลับไม่คุ้นเคยเลยแม้แต่น้อย จึงไม่อาจเดาจุดประสงค์ของอีกฝ่ายออก“จอมยุทธ์ท่านนี้ข้ากับท่านเคยบาดหมางกันหรือ ไยจึงมุ่งร้ายต่อข้า” เขาถามออกไปตามตรงด้วยเพราะฝ่ามือที่ซัดมาเมื่อครู่ ไม่ต้องคิดมากก็พอจะกระจ่างว่าหมายเอาชีวิต“ผู้ฝึกยุทธ์ประมือไยต้องหาเหตุผล ผู้ชนะจึงสามารถตั้งคำถาม อย่ามากความ เข้ามา หรือไม่ก็รับการโจมตี”น้ำเสียงเย็นชานั้นทำให้เจี่ยนอิงยิ่งฉงนในใจ เขามั่นใจว่าไม่เคยรู้จักกับบุรุษผู้นี้มาก่อน แต่ท

  • เหมันต์ไร้ใจ   บทที่ 11

    “เจ้าหนีมาเพราะคิดว่าตัวเองไม่คู่ควรที่จะอยู่กับข้าใช่หรือไม่”คำถามตรงประเด็นของหญิงสาวทำเอาเจี่ยนอิงชะงัก ไม่ใช่แค่เขาที่รู้จักนางดีเท่านั้น แต่จูเสวี่ยหลินเองก็รู้เท่าทันความคิดของเขาเช่นกัน “ใช่”“เจ้าดูแลข้าเพียงเพราะรับปากบิดาของข้าใช่หรือไม่” คำถามนี้ของเจี่ยนอิงทำให้จูเสวี่ยหลินต้องเป็นฝ่ายสูดลมหายใจเข้าออกด้วยความเดือดดาลบ้าง ทว่าเมื่อคิดดูอย่างถี่ถ้วนนางกลับสงบใจลงได้เขาไม่ผิดที่คิดเช่นนั้น เพราะตอนแรกที่นางออกตามหาเขานางคิดเช่นนั้นจริงๆ แต่ไม่รู้ว่ามันเริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อใดที่ความคิดนั้นค่อยเปลี่ยนไป จนไม่เหลืออยู่ในหัวของนางแม้แต่น้อย“มันเคยเป็นหนึ่งในเหตุผล ใช่” จูเสวี่ยหลินยอมรับออกมาเจี่ยนอิงเพียงแค่ยิ้มจางๆ ทว่ามันกลับฉายแววเศร้าโศกขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด“เจ้าโกรธข้าหรือไม่ที่ปิดบังอดีตของเจ้า” นางอดไม่ได้ที่จะถามขึ้น เมื่อมองเห็นรอยยิ้มที่มีร่องรอยของความโศกเศร้าบางอย่างแฝงอยู่“ไม่ เพราะข้าเองก็อยากจะลืมมันเหลือเกิน อยากจะกลับไปเป็นคนเดิมที่คอยวิ่งตามเจ้าไปทุกที่”น้ำเสียงสั่นสะท้านของเขา ทำให้จูเสวี่ยหลินสะท้อนใจ หญิงสาววางจอกสุราลง ดวงตาของนางแดงก่ำไม่รู้ว่าเป็

  • เหมันต์ไร้ใจ   บทที่ 10

    มันคือผัดผักธรรมดาที่ไม่ได้มีความพิเศษแต่อย่างใด แต่เขากลับจำได้ไม่มีวันลืมถึงรสชาติของมัน เพราะมันคือผัดผักเช่นเดียวกันกับจานที่นางบังคับเขาให้กินให้หมด ไม่ให้เหลือแม้แต่น้ำ‘อิง! คีบกับข้าวกินให้หมด ผักจานนั้นด้วย อย่าให้เหลือแม้แต่น้ำ’น้ำเสียงของจูเสวี่ยหลินเคร่งเครียด คล้ายกับมันคือเรื่องคอขาดบาดตาย หญิงสาวจะเข้มงวดกับเขาเช่นนี้เสมอเมื่อถึงมื้ออาหาร เพราะเขามักจะกินข้าวเปล่าอย่างเดียว โดยไม่กล้าแตะกับข้าวที่นางสั่งมาเต็มโต๊ะ“เจ้าจะเอาอย่างไร” เจี่ยนอิงเอ่ยถามขึ้นเพื่อทำลายความเงียบอันน่าอึดอัด“เจ้ายังติดค้างข้าอยู่ จำได้หรือไม่” จูเสวี่ยหลินเอ่ยทั้งที่ยังคงเอาแต่มองจานกับข้าวที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ หญิงสาวตั้งใจละเลียดอาหารอันโอชะไปช้าๆ ทำตัวราวกับวันเก่าๆ ที่เจี่ยนอิงยังคงสูญเสียความทรงจำ“เช่นนั้นมาเถิดทำให้จบๆ ตีข้าเสีย ข้าจะได้รีบไป”เจี่ยนอิงให้หดหู่ใจยิ่งนักในยามที่เขาเอ่ยคำนั้นออกมาจูเสวี่ยหลินวางตะเกียบในที่สุด ใบหน้าเรียบเฉยที่ไม่บ่งบอกอารมณ์ จ้องมองไปยังบุรุษที่ส่งผลต่อจิตใจนางอย่างน่าประหลาดตลอดระยะเวลาสองปีที่ทั้งคู่ออกเดินทางท่องเที่ยวด้วยกัน ใช้เวลาร่วมกัน และนอนกลางด

  • เหมันต์ไร้ใจ   บทที่ 9

    “จอมยุทธ์ทั้งหลาย พวกท่านประสงค์สิ่งใดหรือ” เจี่ยนอิงเอ่ยถามออกไปอย่างใจเย็น หนึ่งในผู้ที่ยืนมองอยู่ก้าวออกมา เขาเป็นบุรุษอายุราวยี่สิบปลายๆ ดูจากที่เขาก้าวออกมาด้านหน้าอย่างมั่นใจ โดยไม่มีเสียงคัดค้านจากเหล่าคนที่ยังคงยืนนิ่งอยู่ด้านหลัง ทำให้เจี่ยนอิงเดาว่าคนผู้นี้เป็นหัวหน้ากลุ่ม“จอมยุทธ์ท่านนี้ เราไม่ได้มีกิจอันใดต่อท่าน แต่เป็นจอมยุทธ์หญิงท่านนั้น หากข้าเดาไม่ผิดนางก็คือเหมันต์ไร้ใจแห่งทิศประจิมถูกต้องหรือไม่” “เอ่อ...” จูเสวี่ยหลินกำลังจะอ้าปากพูด แต่เจี่ยนอิงก็หันกลับมาหยุดนางเอาไว้ด้วยสายตาคมกริบสิ่งที่เจี่ยนอิงกังวลที่สุดคือ เรื่องราวในยุทธภพไม่ใช่เรื่องที่จูเสวี่ยหลินจะเข้าใจ เขาไม่รู้ว่านางทำเช่นไรจึงสามารถเอาชนะจอมดาบไป๋ซูมาได้ในสองกระบวนท่า ทั้งๆ ที่นางไร้มีเพียงวรยุทธ์แมวสามขาที่เขาเป็นคนสอนใช่...เจี่ยนอิงได้ยินเรื่องราวที่ผู้คนต่างก็ร่ำลือกัน นามของนางมารประจิม ไม่ได้ทำให้เขาตระหนกไปกว่าเหมันต์ไร้ใจที่ทำให้เขารู้ทันทีว่าคนผู้นั้นก็คือสตรีที่ยืนอยู่ด้านหลังเขาอย่างไม่ต้องสงสัย“นางไม่ใช่คนที่พวกท่านตามหา และเรากำลังจะกลับแล้ว” เจี่ยนอิงตัดบทดื้อๆ ก่อนจะรั้งจูเสวี่ยหล

Más capítulos
Explora y lee buenas novelas gratis
Acceso gratuito a una gran cantidad de buenas novelas en la app GoodNovel. Descarga los libros que te gusten y léelos donde y cuando quieras.
Lee libros gratis en la app
ESCANEA EL CÓDIGO PARA LEER EN LA APP
DMCA.com Protection Status