Compartir

บทที่ 3

last update Última actualización: 2025-12-31 08:38:51

เจี่ยนอิงมองมือที่ยื่นชามข้าวนั้นนิ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองนางคล้ายกำลังลังเล เมื่อเห็นนางพยักหน้าให้ เขาก็ยื่นมือออกมาช้าๆ แล้วรับชามข้าวไปแต่ไม่ยอมรับตะเกียบไปด้วย

‘รับตะเกียบไปด้วย เจ้าต้องใช้ตะเกียบ’

จำได้ว่าในครานั้นนางต้องสูดลมหายใจเข้าออกช้าๆ พยายามอดทนให้มากที่สุด ทั้งยังพยายามทำความเข้าใจในท่าทีและความคิดของอีกฝ่าย เพราะตอนนี้ที่อยู่ต่อหน้านางนั้น มีเพียงคนที่มีบาดแผลฉกรรจ์ทั้งร่างกายและจิตใจ เขาคนนี้ไม่ใช่เจี่ยนอิง บุรุษที่ครั้งหนึ่งคือจอมยุทธ์ฝีมือดี นักฆ่าเลือดเย็นที่ฆ่าคนดังผักปลา และคนเลวที่มองข้ามชีวิตผู้อื่นโดยสิ้นเชิง

เจี่ยนอิงคนเดิมคนนั้นไม่มีอีกแล้ว

ที่นั่งอยู่ตรงนี้มีเพียง...อาอิง บุรุษที่มีความคิดอ่านคล้ายกับเด็กน้อยคนหนึ่ง เด็กน้อยที่ต้องเริ่มเรียนรู้ทุกสิ่งใหม่ทั้งหมด เพราะเขาไม่หลงเหลือความทรงจำใดๆ

หลังจากจูเสวี่ยหลินออกมาจากหุบเขามังกรหลับ หญิงสาวก็เริ่มต้นแกะรอยอย่างนักล่า ยิ่งในยามที่นางมีอุปกรณ์ที่ล้ำยุคที่เขาไม่มีทางจินตนาการได้อย่างนาฬิกาไมโคร สิ่งที่สามารถใช้ย่อส่วนข้าวของหรือสัมภาระต่างๆ ซึ่งมันมีความจุอันมากมายมหาศาลจนแทบจะไม่มีที่สิ้นสุด

และด้านในนั้นก็มีทั้งอาวุธยุทโธปกรณ์นานาชนิดที่หากจะว่าไปแล้ว คนในยุคอดีตเช่นนี้ไม่มีทางที่จะคาดคิดถึงอานุภาพของมัน

และในตอนนี้นางก็เลือกใช้ปีกบินแบบบังคับ ที่ทำให้นางสามารถเดินทางได้อย่างรวดเร็วกว่าผู้อื่น บวกกับชุดเกราะรัดกุมสีดำแนบเนื้อ ความยืดหยุ่นสูง ทนทาน และสามารถพรางตัวได้หากต้องการ ซึ่งนี่ก็คือหนึ่งในวิวัฒนาการจากห้องแล็บทดลองของสกายเวิลด์

ในยามที่กำลังหยุดพักกลางป่า จูเสวี่ยหลินบังเอิญได้พบกับไป๋ซูที่กำลังเดินทางผ่านมาพอดี ที่จริงแล้วไป๋ซูนับว่าเป็นยอดฝีมือจริงๆ เพราะเขาถึงกับรับรู้ถึงตัวตนของหญิงสาว ทั้งที่ในยามนั้นนางเปิดเกราะพรางตัวทำให้ผู้อื่นไม่อาจมองเห็น

 จอมดาบประจิมโจมตีนางโดยไม่เอ่ยคำ เมื่อจูเสวี่ยหลินรับรู้ถึงรังสีของการเข่นฆ่า หญิงสาวเองก็ไม่รีรอที่จะปลดอาวุธอีกฝ่าย แส้ของเจี่ยนอิงที่นางพกติดตัวสะบัดออกไปท่ามกลางความมืด เพียงสองกระบวนท่าเท่านั้นจูเสวี่ยหลินก็สามารถปลดอาวุธของไป๋ซูลงได้ จอมดาบแห่งประจิมพ่ายแพ้แก่นาง ทั้งที่หญิงสาวไร้ซึ่งกำลังภายใน ไร้ซึ่งวรยุทธ์

จูเสวี่ยหลินเอาชนะไป๋ซูได้เพราะวิวัฒนาการจากโลกอนาคต และความชำนาญของนักล่าโดยแท้

‘บัดซบ! กล้าประมือแต่กลับไม่กล้าเผยตัว เจ้าถือว่ายังเป็นผู้กล้าอยู่หรือ’ ไป๋ซูที่กำลังเดือดดาลตะโกนลั่น ผู้ติดตามของเขาสองคนยังคงตกตะลึงกับภาพที่จอมดาบประจิมโดนปลดอาวุธ

‘พวกเจ้าไสหัวไปซะ’

จูเสวี่ยหลินเพียงเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดรำคาญ แต่หญิงสาวไม่รู้เลยว่านางได้ทำให้คนทั้งสามยิ่งตกตะลึง เนื่องจากพวกเขาไม่คาดคิดว่าคนที่สามารถเอาชนะจอมดาบผู้ยิ่งใหญ่แห่งตะวันตกได้ จะเป็นหญิงสาวผู้หนึ่ง

‘ข้าขอทราบนามของจอมยุทธ์หญิง’ ไป๋ซูที่เพิ่งหายตกตะลึงสูดลมหายใจแล้วเอ่ยถามออกไป

‘ไม่จำเป็น’

‘แต่ข้าพ่ายแพ้ให้แก่ท่าน อย่างน้อยข้าขอทราบกระบวนท่าที่ท่านใช้...ได้หรือไม่’

‘เหมันต์ไร้ใจ’

เหมันต์ไร้ใจเป็นเพลงแส้ของเจี่ยนอิง ก่อนหน้านี้เขาสอนให้นางระหว่างที่ทั้งสองเดินทางท่องเที่ยว อันที่จริงเขาเพิ่งจะคิดชื่อกระบวนท่านี้ออกมายามที่เขาเห็นนางร่ายรำ

เจี่ยนอิงเพียงพูดว่า ‘เยือกเย็น แข็งแกร่ง และอำมหิตราวกับหิมะยามเหมันต์’ และนั่นคือที่มาของเหมันต์ไร้ใจ ทั้งยังเป็นจุดเริ่มต้นของฉายานางมารประจิมเหมันต์ไร้ใจ ซึ่งกว่าจะรู้ตัวได้ทำอันใดลงไป ชื่อเสียงของนางก็โด่งดังจนไม่มีผู้ใดในยุทธภพไม่รู้จัก

เช้าตรู่ของวันที่เท่าไหร่จูเสวี่ยหลินไม่เคยนับ เนื่องจากก่อนหน้านี้ที่คลาดกันกับเจี่ยนอิงนางเฝ้าคอยนับวันเวลา จนพบว่ามันยิ่งทำให้จิตใจกระวนกระวายจนเสียสมาธิ ดังนั้นหญิงสาวจึงเลือกที่จะแกะรอยไปอย่างช้าๆ และปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปตามชะตาลิขิต

ก่อนหน้านี้จูเสวี่ยหลินอาจเคยคิดว่าการมายังสถานที่แห่งนี้ของตน เป็นเพราะโชคชะตาของไป๋หลินและสือเจี้ยนหาว ซึ่งนำพาชะตาของนางเข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง ทว่านางคิดมาเสมอว่าหากนั่นไม่ใช่ทั้งหมดเล่า

หากว่าการมาของนางครั้งนี้ เกิดขึ้นเพราะโชคชะตาของนางเช่นกัน นางมาเพื่อพบกับเจี่ยนอิง... กระทั่งตัดสินใจที่จะให้เขาติดตามอยู่ข้างกาย ตระหนักว่านางไม่อาจอยู่โดยไม่มีเขา

ทันที่ก้าวลงจากเตียงนอน ความทรงจำในเช้าวันแรกที่นางช่วยเหลือเจี่ยนอิงแวบเข้ามาในหัว เช้าวันนั้นหญิงสาวแทบจะล้มหน้าคะมำ เมื่อสะดุดเข้ากับบางอย่าง จะพูดให้ถูกก็คือเท้าของนางสะดุดเข้ากับร่างใหญ่ที่นอนขวางอยู่ที่หน้าเตียง

...ไม่รู้ว่าเขามาอยู่หน้าเตียงของนางตั้งแต่ตอนไหน ทั้งๆ ที่ตอนกลางคืนก็ให้เสี่ยวเอ้อจัดห้องอีกห้องให้เขาแล้ว

‘ทำไมถึงมาอยู่ตรงนี้ อิง ทำไมมานอนตรงนี้’ จูเสวี่ยหลินถามเขาอีกครั้ง

คราวนี้เขาเงยหน้าขึ้นช้าๆ ก่อนจะค่อยๆ ยกมือขึ้นชี้ไปยังอ่างน้ำที่วางอยู่บนโต๊ะ ซึ่งไอร้อนที่ยังหลงเหลืออยู่บ่งบอกได้ดีว่าเขาเพิ่งจะนำมันเข้ามาเมื่อไม่นาน

‘เจ้าเป็นคนนำมันเข้ามาหรือ’

เขาเงยหน้าขึ้นมองนาง ก่อนพยักหน้าช้าๆ

ชัดเจนยิ่งกว่าชัดแล้วว่าเจี่ยนอิงคิดว่าตนกลายเป็นทาสของนางไปแล้ว ซึ่งจูเสวี่ยหลินก็ได้แต่กลุ้มอกกลุ้มใจ เพราะนางไม่ทันได้คิดเลยด้วยซ้ำว่าหากหาเขาพบแล้วนางจะทำเช่นไร ยิ่งในยามที่เขาคล้ายกับเด็กหลงทางเช่นนี้

ในยามสายของวันนั้น หญิงสาวได้ให้เสี่ยวเอ้อตามหมอมาดูอาการบาดเจ็บของเขา ซึ่งโดยรวมแล้วนอกจากบาดแผลที่หลังและแผลฉกรรจ์ด้านหน้า บาดแผลที่อื่นก็ไม่มีสิ่งใดน่าเป็นห่วง ที่น่าเป็นห่วงคืออาการบาดเจ็บทางจิตใจของเขาต่างหาก

หมอที่มาดูอาการเขาบอกว่าเพราะร่างกายของเขาเคยได้รับบาดเจ็บสาหัส ส่งผลให้ธาตุต่างๆ ในร่างกายไม่คงที่ แม้ว่าความทรงจำจะขาดหาย แต่เพราะร่างกายจดจำความเจ็บปวดได้จึงทำให้เขาตื่นกลัวง่าย และไม่ยอมไว้ใจผู้คน

Continúa leyendo este libro gratis
Escanea el código para descargar la App

Último capítulo

  • เหมันต์ไร้ใจ   บทที่ 14

    อยู่ๆ หญิงสาวก็โพล่งขึ้นมา ทำเอาเฉิงเค่อฉวนเลิกคิ้วมองนางคล้ายกำลังเอ่ยถามว่านางหมายถึงเรื่องอะไร“ที่ข้าจะบอกก็คือ หากเกิดเรื่องอะไรขึ้นต่อจากนี้ไม่ใช่ความผิดของข้า แต่เป็นพวกเจ้าที่รนหาที่เอง” จูเสวี่ยหลินยักไหล่ประโยคที่นางเอ่ยไม่ได้ไขความกระจ่างให้เฉิงเค่อฉวนเท่าใดนัก เพราะนางเองก็ไม่มั่นใจในระดับความโกรธเกรี้ยวของเจี่ยนอิงยิ่งไม่รู้ว่าวรยุทธ์ของเขาจะสร้างหายนะให้ตระกูลเฉิงได้มากน้อยระดับใด จริงอยู่นางเคยประมือกับเขาจริงๆ จังๆ มาแล้วครั้งหนึ่ง ในยามที่เขายังคงเป็นคนของหนานหลิ่งอี้ แต่นั่นก็เกิดขึ้นเมื่อนานมาแล้ว“ก็ได้แต่หวังว่าเขาจะเปลี่ยนไปจากคนเดิมอย่างที่ข้าคิดด้วยเถิด...” จูเสวี่ยหลินครุ่นคิดแล้วพึมพำกับตัวเองอีกครั้งเดิมพันครั้งนี้สูงกว่าครั้งไหนๆ เพราะทุกครั้งนางไม่เคยเดิมพันด้วยความปลอดภัยของตัวเองมาก่อน หากไม่นับพี่สาวร่วมสาบานของนางที่นับว่าตนสามารถเสี่ยงชีวิต ครั้งนี้ก็คือครั้งที่นางใช้ตัวเองเดิมพันที่บ้าระห่ำที่สุดก่อนหน้านี้ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใด จูเสวี่ยหลินที่เป็นนักล่ามักจะวางแผนอย่างรอบคอบ เต็มไปด้วยความระมัดระวังอย่างที่สุด หากไม่มั่นใจว่ามีทางหนีที่ไล่ที่

  • เหมันต์ไร้ใจ   บทที่ 13

    นางซึ่งเป็นคนโผงผางและไม่ชอบเรื่องจุกจิก ทั้งยังรำคาญบุรุษจำพวกบัณฑิตที่แสดงท่าทีของผู้คงแก่เรียนที่ใช้ชีวิตอยู่บนหลักการที่กินไม่ได้ ไหนจะกฎข้อห้าม และธรรมเนียมหยุมหยิมมากมาย แค่นางได้สนทนาด้วยเพียงครั้งเดียวนางก็แทบจะเป็นลมแล้ว“ดูเหมือนจะอายุน้อยกว่าข้ากระมัง เจ้าอายุเท่าไหร่”“ยี่สิบสอง”“เอ๋” ในที่สุดนางก็ลืมตาขึ้นมาพิจารณาเขาอย่างจริงๆ จังๆ “อายุเท่าข้าหรอกหรือ นึกว่าเด็กกว่าเสียอีก” นางจ้องเขาอย่างเอาเป็นเอาตาย ราวกับไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง และนั่นทำเอาอีกฝ่ายขมวดคิ้วด้วยความอึดอัดเฉิงเค่อฉวนประหลาดใจกับท่าทีของหญิงสาวเป็นอย่างมาก ตามที่สายสืบของตระกูลเฉิงรายงานมา นางก็คือนางมารประจิมที่ผู้คนต่างก็ร่ำลือกันไม่ผิดแน่ แต่จากที่ได้พูดคุยและพบปะ เขาพลันรู้สึกลังเลว่าอาจจะเชิญมาผิดคน หญิงสาวผู้นี้แม้จะมีท่าทีสงบเยือกเย็น อันที่จริงน่าจะบอกว่านางดูผ่อนคลายจึงจะถูก ทั้งที่รู้ว่าตนโดนกักตัวแต่รอบกายนางกลับไม่มีแม้แต่กลิ่นอายของผู้ฝึกยุทธ์ที่สมควรระมัดระวังตัว แล้วนางจะเป็นนางมารผู้ที่โค่นล้มจอมดาบประจิมได้อย่างไรทว่าแส้ที่ประดับพู่สีดำห้อยมุกอันแสนอัปลักษณ์ที่นางไม่ยอมให้ห่างกาย ก็

  • เหมันต์ไร้ใจ   บทที่ 12

    สิ่งที่ทำให้เจี่ยนอิงประหลาดใจคือผู้คนในโรงเตี๊ยมไม่มีทีท่าว่าจะรู้จักกลุ่มคนเหล่านั้นเลยสักคน นั่นย่อมหมายความว่าคนเหล่านี้เป็นคนต่างถิ่นเช่นกันกับเขาคำถามที่ว่าทำไมคนต่างถิ่นจึงยกโขยงกันมามากมายถึงเพียงนี้ อีกทั้งแต่ละคนก็ไม่อาจประเมินฝีมือได้ผุดขึ้นมาในใจทันทีในขณะที่เขากำลังครุ่นคิดเพื่อคาดเดาอยู่นั้น เขากลับรู้สึกถึงรังสีเข่นฆ่าที่พุ่งเข้ามาหาแผ่นหลังของตัวเอง ฝ่ามือที่แฝงเอาด้วยด้วยกำลังภายในแรงกล้า ฟาดลงไปยังจุดที่เขานั่งอยู่เมื่อครู่จนแผ่นกระเบื้องแตกกระจาย เกิดเป็นรูขนาดใหญ่ขนาดคนลอดเข้าไปได้ฝีมือของคนผู้นี้นับว่าไม่เลว เมื่อพิจารณาใบหน้าบึ้งตึงเย็นชาที่กำลังมองมา เขากลับไม่คุ้นเคยเลยแม้แต่น้อย จึงไม่อาจเดาจุดประสงค์ของอีกฝ่ายออก“จอมยุทธ์ท่านนี้ข้ากับท่านเคยบาดหมางกันหรือ ไยจึงมุ่งร้ายต่อข้า” เขาถามออกไปตามตรงด้วยเพราะฝ่ามือที่ซัดมาเมื่อครู่ ไม่ต้องคิดมากก็พอจะกระจ่างว่าหมายเอาชีวิต“ผู้ฝึกยุทธ์ประมือไยต้องหาเหตุผล ผู้ชนะจึงสามารถตั้งคำถาม อย่ามากความ เข้ามา หรือไม่ก็รับการโจมตี”น้ำเสียงเย็นชานั้นทำให้เจี่ยนอิงยิ่งฉงนในใจ เขามั่นใจว่าไม่เคยรู้จักกับบุรุษผู้นี้มาก่อน แต่ท

  • เหมันต์ไร้ใจ   บทที่ 11

    “เจ้าหนีมาเพราะคิดว่าตัวเองไม่คู่ควรที่จะอยู่กับข้าใช่หรือไม่”คำถามตรงประเด็นของหญิงสาวทำเอาเจี่ยนอิงชะงัก ไม่ใช่แค่เขาที่รู้จักนางดีเท่านั้น แต่จูเสวี่ยหลินเองก็รู้เท่าทันความคิดของเขาเช่นกัน “ใช่”“เจ้าดูแลข้าเพียงเพราะรับปากบิดาของข้าใช่หรือไม่” คำถามนี้ของเจี่ยนอิงทำให้จูเสวี่ยหลินต้องเป็นฝ่ายสูดลมหายใจเข้าออกด้วยความเดือดดาลบ้าง ทว่าเมื่อคิดดูอย่างถี่ถ้วนนางกลับสงบใจลงได้เขาไม่ผิดที่คิดเช่นนั้น เพราะตอนแรกที่นางออกตามหาเขานางคิดเช่นนั้นจริงๆ แต่ไม่รู้ว่ามันเริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อใดที่ความคิดนั้นค่อยเปลี่ยนไป จนไม่เหลืออยู่ในหัวของนางแม้แต่น้อย“มันเคยเป็นหนึ่งในเหตุผล ใช่” จูเสวี่ยหลินยอมรับออกมาเจี่ยนอิงเพียงแค่ยิ้มจางๆ ทว่ามันกลับฉายแววเศร้าโศกขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด“เจ้าโกรธข้าหรือไม่ที่ปิดบังอดีตของเจ้า” นางอดไม่ได้ที่จะถามขึ้น เมื่อมองเห็นรอยยิ้มที่มีร่องรอยของความโศกเศร้าบางอย่างแฝงอยู่“ไม่ เพราะข้าเองก็อยากจะลืมมันเหลือเกิน อยากจะกลับไปเป็นคนเดิมที่คอยวิ่งตามเจ้าไปทุกที่”น้ำเสียงสั่นสะท้านของเขา ทำให้จูเสวี่ยหลินสะท้อนใจ หญิงสาววางจอกสุราลง ดวงตาของนางแดงก่ำไม่รู้ว่าเป็

  • เหมันต์ไร้ใจ   บทที่ 10

    มันคือผัดผักธรรมดาที่ไม่ได้มีความพิเศษแต่อย่างใด แต่เขากลับจำได้ไม่มีวันลืมถึงรสชาติของมัน เพราะมันคือผัดผักเช่นเดียวกันกับจานที่นางบังคับเขาให้กินให้หมด ไม่ให้เหลือแม้แต่น้ำ‘อิง! คีบกับข้าวกินให้หมด ผักจานนั้นด้วย อย่าให้เหลือแม้แต่น้ำ’น้ำเสียงของจูเสวี่ยหลินเคร่งเครียด คล้ายกับมันคือเรื่องคอขาดบาดตาย หญิงสาวจะเข้มงวดกับเขาเช่นนี้เสมอเมื่อถึงมื้ออาหาร เพราะเขามักจะกินข้าวเปล่าอย่างเดียว โดยไม่กล้าแตะกับข้าวที่นางสั่งมาเต็มโต๊ะ“เจ้าจะเอาอย่างไร” เจี่ยนอิงเอ่ยถามขึ้นเพื่อทำลายความเงียบอันน่าอึดอัด“เจ้ายังติดค้างข้าอยู่ จำได้หรือไม่” จูเสวี่ยหลินเอ่ยทั้งที่ยังคงเอาแต่มองจานกับข้าวที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ หญิงสาวตั้งใจละเลียดอาหารอันโอชะไปช้าๆ ทำตัวราวกับวันเก่าๆ ที่เจี่ยนอิงยังคงสูญเสียความทรงจำ“เช่นนั้นมาเถิดทำให้จบๆ ตีข้าเสีย ข้าจะได้รีบไป”เจี่ยนอิงให้หดหู่ใจยิ่งนักในยามที่เขาเอ่ยคำนั้นออกมาจูเสวี่ยหลินวางตะเกียบในที่สุด ใบหน้าเรียบเฉยที่ไม่บ่งบอกอารมณ์ จ้องมองไปยังบุรุษที่ส่งผลต่อจิตใจนางอย่างน่าประหลาดตลอดระยะเวลาสองปีที่ทั้งคู่ออกเดินทางท่องเที่ยวด้วยกัน ใช้เวลาร่วมกัน และนอนกลางด

  • เหมันต์ไร้ใจ   บทที่ 9

    “จอมยุทธ์ทั้งหลาย พวกท่านประสงค์สิ่งใดหรือ” เจี่ยนอิงเอ่ยถามออกไปอย่างใจเย็น หนึ่งในผู้ที่ยืนมองอยู่ก้าวออกมา เขาเป็นบุรุษอายุราวยี่สิบปลายๆ ดูจากที่เขาก้าวออกมาด้านหน้าอย่างมั่นใจ โดยไม่มีเสียงคัดค้านจากเหล่าคนที่ยังคงยืนนิ่งอยู่ด้านหลัง ทำให้เจี่ยนอิงเดาว่าคนผู้นี้เป็นหัวหน้ากลุ่ม“จอมยุทธ์ท่านนี้ เราไม่ได้มีกิจอันใดต่อท่าน แต่เป็นจอมยุทธ์หญิงท่านนั้น หากข้าเดาไม่ผิดนางก็คือเหมันต์ไร้ใจแห่งทิศประจิมถูกต้องหรือไม่” “เอ่อ...” จูเสวี่ยหลินกำลังจะอ้าปากพูด แต่เจี่ยนอิงก็หันกลับมาหยุดนางเอาไว้ด้วยสายตาคมกริบสิ่งที่เจี่ยนอิงกังวลที่สุดคือ เรื่องราวในยุทธภพไม่ใช่เรื่องที่จูเสวี่ยหลินจะเข้าใจ เขาไม่รู้ว่านางทำเช่นไรจึงสามารถเอาชนะจอมดาบไป๋ซูมาได้ในสองกระบวนท่า ทั้งๆ ที่นางไร้มีเพียงวรยุทธ์แมวสามขาที่เขาเป็นคนสอนใช่...เจี่ยนอิงได้ยินเรื่องราวที่ผู้คนต่างก็ร่ำลือกัน นามของนางมารประจิม ไม่ได้ทำให้เขาตระหนกไปกว่าเหมันต์ไร้ใจที่ทำให้เขารู้ทันทีว่าคนผู้นั้นก็คือสตรีที่ยืนอยู่ด้านหลังเขาอย่างไม่ต้องสงสัย“นางไม่ใช่คนที่พวกท่านตามหา และเรากำลังจะกลับแล้ว” เจี่ยนอิงตัดบทดื้อๆ ก่อนจะรั้งจูเสวี่ยหล

Más capítulos
Explora y lee buenas novelas gratis
Acceso gratuito a una gran cantidad de buenas novelas en la app GoodNovel. Descarga los libros que te gusten y léelos donde y cuando quieras.
Lee libros gratis en la app
ESCANEA EL CÓDIGO PARA LEER EN LA APP
DMCA.com Protection Status