LOGINเจี่ยนอิงมองมือที่ยื่นชามข้าวนั้นนิ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองนางคล้ายกำลังลังเล เมื่อเห็นนางพยักหน้าให้ เขาก็ยื่นมือออกมาช้าๆ แล้วรับชามข้าวไปแต่ไม่ยอมรับตะเกียบไปด้วย
‘รับตะเกียบไปด้วย เจ้าต้องใช้ตะเกียบ’
จำได้ว่าในครานั้นนางต้องสูดลมหายใจเข้าออกช้าๆ พยายามอดทนให้มากที่สุด ทั้งยังพยายามทำความเข้าใจในท่าทีและความคิดของอีกฝ่าย เพราะตอนนี้ที่อยู่ต่อหน้านางนั้น มีเพียงคนที่มีบาดแผลฉกรรจ์ทั้งร่างกายและจิตใจ เขาคนนี้ไม่ใช่เจี่ยนอิง บุรุษที่ครั้งหนึ่งคือจอมยุทธ์ฝีมือดี นักฆ่าเลือดเย็นที่ฆ่าคนดังผักปลา และคนเลวที่มองข้ามชีวิตผู้อื่นโดยสิ้นเชิง
เจี่ยนอิงคนเดิมคนนั้นไม่มีอีกแล้ว
ที่นั่งอยู่ตรงนี้มีเพียง...อาอิง บุรุษที่มีความคิดอ่านคล้ายกับเด็กน้อยคนหนึ่ง เด็กน้อยที่ต้องเริ่มเรียนรู้ทุกสิ่งใหม่ทั้งหมด เพราะเขาไม่หลงเหลือความทรงจำใดๆ
หลังจากจูเสวี่ยหลินออกมาจากหุบเขามังกรหลับ หญิงสาวก็เริ่มต้นแกะรอยอย่างนักล่า ยิ่งในยามที่นางมีอุปกรณ์ที่ล้ำยุคที่เขาไม่มีทางจินตนาการได้อย่างนาฬิกาไมโคร สิ่งที่สามารถใช้ย่อส่วนข้าวของหรือสัมภาระต่างๆ ซึ่งมันมีความจุอันมากมายมหาศาลจนแทบจะไม่มีที่สิ้นสุด
และด้านในนั้นก็มีทั้งอาวุธยุทโธปกรณ์นานาชนิดที่หากจะว่าไปแล้ว คนในยุคอดีตเช่นนี้ไม่มีทางที่จะคาดคิดถึงอานุภาพของมัน
และในตอนนี้นางก็เลือกใช้ปีกบินแบบบังคับ ที่ทำให้นางสามารถเดินทางได้อย่างรวดเร็วกว่าผู้อื่น บวกกับชุดเกราะรัดกุมสีดำแนบเนื้อ ความยืดหยุ่นสูง ทนทาน และสามารถพรางตัวได้หากต้องการ ซึ่งนี่ก็คือหนึ่งในวิวัฒนาการจากห้องแล็บทดลองของสกายเวิลด์
ในยามที่กำลังหยุดพักกลางป่า จูเสวี่ยหลินบังเอิญได้พบกับไป๋ซูที่กำลังเดินทางผ่านมาพอดี ที่จริงแล้วไป๋ซูนับว่าเป็นยอดฝีมือจริงๆ เพราะเขาถึงกับรับรู้ถึงตัวตนของหญิงสาว ทั้งที่ในยามนั้นนางเปิดเกราะพรางตัวทำให้ผู้อื่นไม่อาจมองเห็น
จอมดาบประจิมโจมตีนางโดยไม่เอ่ยคำ เมื่อจูเสวี่ยหลินรับรู้ถึงรังสีของการเข่นฆ่า หญิงสาวเองก็ไม่รีรอที่จะปลดอาวุธอีกฝ่าย แส้ของเจี่ยนอิงที่นางพกติดตัวสะบัดออกไปท่ามกลางความมืด เพียงสองกระบวนท่าเท่านั้นจูเสวี่ยหลินก็สามารถปลดอาวุธของไป๋ซูลงได้ จอมดาบแห่งประจิมพ่ายแพ้แก่นาง ทั้งที่หญิงสาวไร้ซึ่งกำลังภายใน ไร้ซึ่งวรยุทธ์
จูเสวี่ยหลินเอาชนะไป๋ซูได้เพราะวิวัฒนาการจากโลกอนาคต และความชำนาญของนักล่าโดยแท้
‘บัดซบ! กล้าประมือแต่กลับไม่กล้าเผยตัว เจ้าถือว่ายังเป็นผู้กล้าอยู่หรือ’ ไป๋ซูที่กำลังเดือดดาลตะโกนลั่น ผู้ติดตามของเขาสองคนยังคงตกตะลึงกับภาพที่จอมดาบประจิมโดนปลดอาวุธ
‘พวกเจ้าไสหัวไปซะ’
จูเสวี่ยหลินเพียงเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดรำคาญ แต่หญิงสาวไม่รู้เลยว่านางได้ทำให้คนทั้งสามยิ่งตกตะลึง เนื่องจากพวกเขาไม่คาดคิดว่าคนที่สามารถเอาชนะจอมดาบผู้ยิ่งใหญ่แห่งตะวันตกได้ จะเป็นหญิงสาวผู้หนึ่ง
‘ข้าขอทราบนามของจอมยุทธ์หญิง’ ไป๋ซูที่เพิ่งหายตกตะลึงสูดลมหายใจแล้วเอ่ยถามออกไป
‘ไม่จำเป็น’
‘แต่ข้าพ่ายแพ้ให้แก่ท่าน อย่างน้อยข้าขอทราบกระบวนท่าที่ท่านใช้...ได้หรือไม่’
‘เหมันต์ไร้ใจ’
เหมันต์ไร้ใจเป็นเพลงแส้ของเจี่ยนอิง ก่อนหน้านี้เขาสอนให้นางระหว่างที่ทั้งสองเดินทางท่องเที่ยว อันที่จริงเขาเพิ่งจะคิดชื่อกระบวนท่านี้ออกมายามที่เขาเห็นนางร่ายรำ
เจี่ยนอิงเพียงพูดว่า ‘เยือกเย็น แข็งแกร่ง และอำมหิตราวกับหิมะยามเหมันต์’ และนั่นคือที่มาของเหมันต์ไร้ใจ ทั้งยังเป็นจุดเริ่มต้นของฉายานางมารประจิมเหมันต์ไร้ใจ ซึ่งกว่าจะรู้ตัวได้ทำอันใดลงไป ชื่อเสียงของนางก็โด่งดังจนไม่มีผู้ใดในยุทธภพไม่รู้จัก
เช้าตรู่ของวันที่เท่าไหร่จูเสวี่ยหลินไม่เคยนับ เนื่องจากก่อนหน้านี้ที่คลาดกันกับเจี่ยนอิงนางเฝ้าคอยนับวันเวลา จนพบว่ามันยิ่งทำให้จิตใจกระวนกระวายจนเสียสมาธิ ดังนั้นหญิงสาวจึงเลือกที่จะแกะรอยไปอย่างช้าๆ และปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปตามชะตาลิขิต
ก่อนหน้านี้จูเสวี่ยหลินอาจเคยคิดว่าการมายังสถานที่แห่งนี้ของตน เป็นเพราะโชคชะตาของไป๋หลินและสือเจี้ยนหาว ซึ่งนำพาชะตาของนางเข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง ทว่านางคิดมาเสมอว่าหากนั่นไม่ใช่ทั้งหมดเล่า
หากว่าการมาของนางครั้งนี้ เกิดขึ้นเพราะโชคชะตาของนางเช่นกัน นางมาเพื่อพบกับเจี่ยนอิง... กระทั่งตัดสินใจที่จะให้เขาติดตามอยู่ข้างกาย ตระหนักว่านางไม่อาจอยู่โดยไม่มีเขา
ทันที่ก้าวลงจากเตียงนอน ความทรงจำในเช้าวันแรกที่นางช่วยเหลือเจี่ยนอิงแวบเข้ามาในหัว เช้าวันนั้นหญิงสาวแทบจะล้มหน้าคะมำ เมื่อสะดุดเข้ากับบางอย่าง จะพูดให้ถูกก็คือเท้าของนางสะดุดเข้ากับร่างใหญ่ที่นอนขวางอยู่ที่หน้าเตียง
...ไม่รู้ว่าเขามาอยู่หน้าเตียงของนางตั้งแต่ตอนไหน ทั้งๆ ที่ตอนกลางคืนก็ให้เสี่ยวเอ้อจัดห้องอีกห้องให้เขาแล้ว
‘ทำไมถึงมาอยู่ตรงนี้ อิง ทำไมมานอนตรงนี้’ จูเสวี่ยหลินถามเขาอีกครั้ง
คราวนี้เขาเงยหน้าขึ้นช้าๆ ก่อนจะค่อยๆ ยกมือขึ้นชี้ไปยังอ่างน้ำที่วางอยู่บนโต๊ะ ซึ่งไอร้อนที่ยังหลงเหลืออยู่บ่งบอกได้ดีว่าเขาเพิ่งจะนำมันเข้ามาเมื่อไม่นาน
‘เจ้าเป็นคนนำมันเข้ามาหรือ’
เขาเงยหน้าขึ้นมองนาง ก่อนพยักหน้าช้าๆ
ชัดเจนยิ่งกว่าชัดแล้วว่าเจี่ยนอิงคิดว่าตนกลายเป็นทาสของนางไปแล้ว ซึ่งจูเสวี่ยหลินก็ได้แต่กลุ้มอกกลุ้มใจ เพราะนางไม่ทันได้คิดเลยด้วยซ้ำว่าหากหาเขาพบแล้วนางจะทำเช่นไร ยิ่งในยามที่เขาคล้ายกับเด็กหลงทางเช่นนี้
ในยามสายของวันนั้น หญิงสาวได้ให้เสี่ยวเอ้อตามหมอมาดูอาการบาดเจ็บของเขา ซึ่งโดยรวมแล้วนอกจากบาดแผลที่หลังและแผลฉกรรจ์ด้านหน้า บาดแผลที่อื่นก็ไม่มีสิ่งใดน่าเป็นห่วง ที่น่าเป็นห่วงคืออาการบาดเจ็บทางจิตใจของเขาต่างหาก
หมอที่มาดูอาการเขาบอกว่าเพราะร่างกายของเขาเคยได้รับบาดเจ็บสาหัส ส่งผลให้ธาตุต่างๆ ในร่างกายไม่คงที่ แม้ว่าความทรงจำจะขาดหาย แต่เพราะร่างกายจดจำความเจ็บปวดได้จึงทำให้เขาตื่นกลัวง่าย และไม่ยอมไว้ใจผู้คน
นามของข้าคือ ‘อู๋อิงสง’ข้าเป็นบิดาของอู๋ฉงเหยา บุตรสาวที่เพิ่งจะหนีออกจากบ้านไปผู้นั้นนับตั้งแต่ในอดีตชีวิตของข้า และสหายซึ่งตอนนี้กลายมาเป็นครอบครัวต้องผ่านอะไรมามาก กว่าที่พวกเราทั้งหมดจะได้มีชีวิตที่สงบสุขในหุบเขามังกรหลับเช่นทุกวันนี้ข้าคิดถึงค่ำคืนหนึ่งที่เหยาเอ๋อร์นอนซมเพราะเผลอทำมีดบาดตัวเอง นางเป็นคนที่หากมีแผลขึ้นมา เลือดของนางก็จะหยุดไหลช้ามาก หลายปีก่อนหน้านั้น เราทุกคนพยายามดูแลนางเป็นอย่างดี ทำให้ไม่ค่อยเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น ครั้งนั้นจึงเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีเลยก็ว่าได้ที่นางเสียเลือดไปมากข้าถูกน้องเล็กไล่กลับกระท่อม ก่อนนางจะรับปากว่าจะเป็นผู้ที่ดูแลเหยาเอ๋อร์ด้วยตัวเอง ซึ่งแน่นอนข้าวางใจในตัวน้องสาวผู้นี้มากกว่าผู้ใด หากว่าเหยาเอ๋อร์เจ็บป่วยหรือได้รับบาดเจ็บในคืนนั้นข้าหลับลงอย่างยากเย็นและฝันประหลาดมาก ข้าฝันว่าบุตรสาวของข้าอุ้มกระต่ายบาดเจ็บกลับบ้าน นางเฝ้าฟูมฟักดูแลและรักษาบาดแผลกระต่ายตัวนั้นเป็นอย่างดี กระทั่งกระต่ายตัวนั้นหายดีนางจึงเลี้ยงเอาไว้ แต่อยู่มาวันหนึ่งกระต่ายตัวนั้นกลับหนีหายไป นางเสียใจมากเฝ้าตามหากระต่ายตัวนั้นอยู่นานจนไม่ยอมกินไม่ยอมนอนข้าไม่อ
“เจ้าไม่สบายต้องนอนพัก”“ข้านอนมาทั้งวันแล้วเบื่อจะแย่ นะ...ท่านอยู่เป็นเพื่อนข้าอีกหน่อย”“เช่นนั้นเพียงครู่เดียวนะ”ข้าพยักหน้าด้วยความดีใจที่เขายอมอยู่เป็นเพื่อน ทั้งยังเอื้อมมือออกไปกุมมือเขาเอาไว้ เพราะกลัวเขาเปลี่ยนใจมือของเขาหยาบกร้านเล็กน้อยเหมือนมือท่านพ่อ เนื่องจากพวกเขาทั้งสองต่างก็เป็นผู้ที่ฝึกยุทธ์และจับอาวุธ ทว่าไม่รู้ว่าข้าคิดไปเองหรือไม่ว่าแม้ทั้งสองจะมีความอบอุ่นเหมือนๆ กัน แต่ในความอบอุ่นนั้น ก็ยังมีความแตกต่างที่ข้าไม่อาจอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้“ท่านเล่านิทานให้ข้าฟังได้หรือไม่”“เจ้าอยากฟังเรื่องอะไรเล่า”“เรื่องของท่าน”“เรื่องของข้าหรือ...อืม เอาเป็นข้าจะเล่าเรื่องของบุรุษผู้โดดเดี่ยวให้เจ้าฟังแทนดีหรือไม่ แต่มีข้อแม้ว่าเจ้าต้องหลับตาลงตอนที่ข้าเล่านะ”“ได้” ข้ารับปากและหลับตาลงทันที แต่มือของข้ายังคงยึดมือของเขาเอาไว้ไม่ยอมปล่อย“กาลครั้งหนึ่งมีเด็กชายที่เกิดมาจากห้องทดลอง ไม่ใช่เด็กที่มารดาคลอดออกมาเช่นเด็กทั่วไป และเพราะเช่นนั้นเขาจึงมีดวงตาที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งนั่นทำให้เขากลายเป็นตัวประหลาด ไม่อาจเผชิญหน้ากับผู้คนโดยตรง เนื่องจากคนเหล่านั้นต่างก็กล่าวหาว่าเขา
ข้าควรทำเช่นไรดี ปล่อยมือฉงเหยาไปเช่นที่ข้าเลือกทำในอดีต หรือข้าควรทำตามใจปรารถนาด้วยการรั้งนางเอาไว้ข้างกาย...“หากเจ้าอยากไปป่าไผ่กับข้า ข้าจะส่งข่าวไปยังหุบเขามังกรหลับ ไม่เช่นนั้นบิดามารดาเจ้า และบรรดาท่านลุงท่านน้าทั้งหลายจะเป็นกังวลเอาได้”“ได้ ข้าจะเขียนจดหมายด้วยตัวเอง”นางยิ้มร่าก่อนจะผละออกไปจากห้อง ชั่วขณะที่นางดึงตัวออกห่างจากข้า ข้าพลันรู้สึกว่างเปล่าจนแทบจะห้ามตัวเองไม่ให้เอื้อมมือไปดึงนางกลับมาไม่ได้ข้าถามตัวเองซ้ำๆ หากวันหนึ่งบิดามารดาของนางยื่นคำขาดให้ข้าปล่อยมือจากนาง ข้าจะทำเช่นไรดี ...เสียงหนึ่งตอบกลับมาทันที ทั้งยังเป็นคำตอบที่น่ากลัวเหลือเกินคำตอบที่ว่า...ข้าคงจะพานางหนีไปให้ไกลแล้วไม่กลับมาอีกข้าหวังเหลือเกินว่าข้าคงไม่ต้องทำเช่นนั้น เพราะสิ่งที่ข้าต้องการจริงๆ คือพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ผู้อาวุโสทุกคนที่หุบเขามังกรหลับยอมรับตัวข้าไม่ว่าต้องใช้เวลานานเพียงใด ขอเพียงในที่สุดแล้วข้าไม่ต้องสูญเสียทั้งครอบครัว และสตรีเดียวที่ข้ารักและหวงแหน ข้า...เจี่ยนอวิ๋นพร้อมจะทำโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อยเมื่อตัดสินใจได้ดังนั้นข้าจึงตัดสินใจที่จะเขียนจดหมาย และแนบไปพร้อมกับจดห
ใบหน้าบึ้งตึงของนาง ไม่อาจทำอะไรข้าได้ เนื่องจากข้านั้นดีใจยิ่งนักที่อย่างน้อยนางยังมีน้ำใจนำเสื้อผ้ามาให้ข้าเปลี่ยน เห็นชัดว่านางไม่ได้โกรธข้ามากมายอย่างที่ข้าคิดข้าส่งยิ้มให้นางและเดินหลบไปอีกด้านเมื่อนางก้าวเข้ามาในห้อง ก่อนจะปิดประตูตามหลังทันทีที่นางก้าวเข้าห้อง ในใจวางแผนว่าหากพูดคุยกับนางไม่เข้าใจ ข้าจะไม่ปล่อยนางออกไปจากห้องโดยเด็ดขาด“เหยาเอ๋อร์ เหตุใดเจ้าจึงกล้าหนีออกมาจากหุบเพียงลำพัง รู้หรือไม่ว่ามันอันตรายเพียงใด หากเจ้าเกิดบาดเจ็บขึ้นมาแล้วไม่มีผู้ใดคอยช่วยจะว่าอย่างไร”“เอ๋ หนีออกมาจากหุบเขาเพียงลำพัง ท่านหมายความว่าอย่างไรกัน ข้ามากับพี่ซูแล้วก็พี่ชื่อ พวกเขาไม่มีทางปล่อยให้ข้าลำบากแม้แต่น้อย”“พวกเขา...ไม่ใช่ว่าพวกเขาสะกดรอยตามเจ้ามาหรือ”“พวกเขามากับข้า บอกว่าจะพาข้าออกมาท่องเที่ยว”ฉงเหยาเอ่ยตอบข้าด้วยใบหน้างงงัน ในยามนั้นข้าจึงรู้ว่าข้ากำลังถูกหลอก เด็กหนุ่มทั้งสี่คนโกหกข้า พวกเขาหลอกข้าว่าฉงเหยาหนีออกมาจากหุบเขา ทั้งที่พวกเขาเองใช้นางเป็นข้ออ้างในการหนีออกมาจากหุบเขาหากจะดูจากระยะทางและช่วงเวลาแล้ว นั่นแสดงว่าในขณะที่หม่าเยว่ชื่อและสือหยางซู พาฉงเหยาหนีออกมาจากห
หลังจากทนตกเป็นเป้าสายตาอยู่หน้าร้านขนมตระกูลอิ่นสักพัก ข้าก็ได้รับเพียงคำตอบให้เดินเข้าไปด้านใน เนื่องจากผู้คนที่เข้ามาซื้อขนมอยู่กันเต็มร้าน ดังนั้นเด็กรับใช้คนแล้วคนเล่าจึงนึกว่าข้ามาที่ตระกูลอิ่น เพื่อติดต่อกับเจ้าบ้านข้าเห็นความวุ่นวายที่ผู้คนเริ่มหันมามองข้าและซุบซิบขึ้น จึงได้แต่รีบเดินเข้าไปด้านในด้วยตัวเอง สายตาก็มองกวาดไปเพื่อมองหาร่างที่คุ้นตาสามปีแล้วนางจะเปลี่ยนไปเพียงใดหนอ ข้าได้แต่คิดเช่นนี้ในใจ กระทั่งสายตาของข้าสานสบเข้ากับดวงตาคู่งามดวงตาคู่นั้นดึงดูดข้าเอาไว้จนข้าไม่อาจละสายตาไปได้ หญิงสาวผู้เป็นเจ้าของดวงตาจ้องมองข้าเขม็ง ก่อนที่นางจะก้าวเดินเข้ามาหาข้าช้าๆข้ามั่นใจในทันทีว่านี่คือเหยาเอ๋อร์ของข้าจึงยื่นมืออกไปหานาง ทั้งยังส่งยิ้มให้นางอย่างอ่อนโยน ทว่าทุกอย่างกลับไม่ได้เป็นอย่างที่ข้าคาดการณ์เอาไว้ ฉงเหยาเดินผ่านข้าไปเฉยๆ ราวกับข้าไม่มีตัวตน นางไม่แม้แต่จะมองข้าทั้งที่ข้ามั่นใจว่านางจดจำข้าได้อย่างแน่นอน“เหยาเอ๋อร์”“คุณชายท่านนี้ได้โปรดระวังกิริยาด้วย”นางปรายตามองยังมือของข้าที่รั้งต้นแขนของนางเอาไว้ให้หยุดเดิน ข้าปล่อยแต่ก็ไม่อาจยอมให้นางเดินจากไป ข้ายืนขว
ข้าไม่อาจเอ่ยถ้อยคำที่ใจหวาดหวั่นออกมา ในใจลนลานจนไม่รู้ว่าจะต้องเริ่มจากตรงไหน กระทั่งเด็กหนุ่มสองคนที่กำลังมองการกระทำของข้า ซึ่งไม่อยู่กับร่องกับรอยด้วยความงงงันข้าเดินเข้าออกกระท่อมหินหลายครั้ง เดินหาบางอย่างที่ข้าจำเป็นต้องใช้ในการเดินทาง ทว่าจนแล้วจนรอดข้ากลับเดินออกมามือเปล่าเนื่องจากไม่รู้ว่าต้องนำสิ่งใดติดตัวไปบ้างที่สำคัญไปกว่านั้น ข้ายังไม่รู้ว่าจะเริ่มออกตามหานางจากที่ใด“ท่านน้าท่านจะไปไหน”“ออกไปตามหาเหยาเอ๋อร์”“แต่ท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านลุง ท่านอา ทุกคนให้ข้ามาหาท่านที่นี่ เพราะสงสัยว่านางจะมาหาท่าน”“หาข้า” ข้าเลิกคิ้วและเสียงสูงขึ้นด้วยความประหลาดใจ“ใช่ นางทิ้งจดหมายไว้บอกว่าคนเดียวที่นางจะแต่งให้คือท่าน ดังนั้นนางจะหนีตามท่านไปหากท่านลุงอิงสงไม่เห็นด้วย ดังนั้นข้าจึงมาที่นี่เพื่อดักพบนาง” เหยียนหย่งหลุนอธิบาย ทั้งยังมองข้าด้วยสายตาชอบกล“เจ้ามองข้าเช่นนั้นทำไม”“ท่านเองก็จะแต่งนางเป็นฮูหยินใช่หรือไม่”“เหตุใดจึงถามเช่นนั้น”“เพราะหากท่านไม่แต่งนางเป็นฮูหยิน ข้าจะจับท่านมัดแล้วโยนเข้าห้องเหยาเอ๋อร์ ให้นางปล้ำท่านเสียเลย สองปีที่ท่านจากมารู้หรือไม่ว่านางมีสภาพเช่นไร ท







![ไอยคุปต์ มนตรา พันธนาการราคะ [PWP] + [NC30+] #จบแล้ว](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)