LOGINแน่นอนจูเสวี่ยหลินเดาออกได้ไม่ยาก บาดแผลตามร่างกายที่นับว่าสาหัสที่สุด กลับไม่ถึงครึ่งของเศษเสี้ยวจากบาดแผลทางจิตใจของเขาที่ถูกกระทบกระเทือนอย่างหนัก อีกทั้งหลังจากตื่นขึ้นมาแล้ว เจี่ยนอิงกลับโดนจับตัวมาเป็นทาส ถูกทุบตีอย่างทารุณ กอปรกับความทรงจำที่ขาดหายไป ทำให้เขาหวาดกลัวและไม่กล้าเข้าใกล้หรือไว้ใจผู้ใด
‘อิง มานี่ นั่งลงตรงนี้’
หลังจากที่นิ่งคิดทบทวนอยู่นาน จูเสวี่ยหลินเพียงคิดว่าเขาสูญเสียความทรงจำไม่แน่ว่าคือเรื่องดี เรื่องราวที่เกิดขึ้นทุกคนล้วนเหน็ดเหนื่อยกว่าจะคลี่คลายลงได้
ในทางตรงกันข้ามเจี่ยนอิงรอดมาได้และไม่ได้ความจำเสื่อม เกิดวันหนึ่งเขามีความคิดที่จะแก้แค้นให้ผู้เป็นมารดาที่เลี้ยงดูเขาขึ้นมา จะมีหลายคนที่ต้องเจ็บปวด แม้ว่ามารดาบุญธรรมของเขาจะก่อกรรมทำเข็ญกับผู้อื่นมานับไม่ถ้วน แต่ไม่มีสิ่งใดรับรองได้ว่าการยืดถือที่เขามีต่อมารดา จะไม่ผลักดันให้เขาลงมือทำเช่นนั้น และนางเองก็ไม่อยากผิดคำพูดที่ได้รับปากบิดาของเขาไว้ ดังนั้นให้เขาอยู่ข้างกายนางสักระยะ เพื่อดูให้แน่ใจว่าเขาจะไม่มีวันฟื้นคืนความทรงจำ หลังจากนั้นค่อยคิดอีกทีว่าจะทำเช่นไรกับเขา
แม้จะทำตามที่จูเสวี่ยหลินสั่ง แต่เจี่ยนอิงกลับนั่งตัวเกร็งอย่างไม่เป็นธรรมชาติ เนื่องจากปกติแล้วเขาไม่เคยได้รับอนุญาตให้นั่งร่วมโต๊ะกับผู้เป็นนาย
ในยามนั้นเขาเพียงคิดว่านายหญิงของเขาผู้นี้ ทำให้เขาประหลาดใจยิ่งนัก ไม่เพียงแต่บังคับให้เขานั่งร่วมโต๊ะกับนางเท่านั้น แต่นางถึงกับบังคับให้เขากินกับข้าวที่เขาเคยได้แต่ยืนมองอีกด้วย
ไม่นับรวมที่นางต่อยตีผู้อื่นเพื่อเขา คนที่เป็นทาสไร้ค่าเท่านั้น นางแตกต่างจากนายคนอื่นๆ ที่เขาเคยไปอยู่ด้วยอย่างสิ้นเชิง
แต่เขาชอบ...
‘เจ้ารู้ใช่หรือไม่ว่าข้าคือคนที่ซื้อเจ้ามา’
จูเสวี่ยหลินจงใจมองข้ามอาการอึดอัดที่แสดงออกมาชัดเจนบนใบหน้าของเขา รู้ดีเพราะเขามองนางแล้วมองไปที่พื้นบ่อยๆ คล้ายกำลังขออนุญาตกลับไปนั่งบนพื้น แต่นางมีหรือจะยอม
ความคิดที่จะทำให้เขากลับมาเป็นเหมือนคนธรรมดาให้ได้ผุดขึ้น เพราะหลังจากเรื่องเมื่อคืนที่นางทำร้ายเสี่ยวเอ้อผู้นั้นแทนเขา ดูเหมือนเขาจะมีท่าทีหวาดกลัวนางน้อยลงมาก
‘หากเจ้าไม่ตอบ ข้าก็ไม่รู้ว่าเจ้าคิดอะไรอยู่’
จูเสวี่ยหลินเอ่ยทั้งยังจ้องหน้าเขาเขม็ง เขากระวนกระวายเล็กน้อยก่อนจะค่อยๆ พยักหน้า
‘พยักหน้าไม่ใช่คำตอบ ข้ารู้ว่าเจ้าพูดได้ ตอบข้ามา รู้หรือไม่รู้’ จูเสวี่ยหลินยังคงน้ำเสียงให้ราบเรียบ เพราะเกรงว่าเขาจะตื่นกลัว ด้วยสังเกตเห็นว่าเขาจะจับอารมณ์ของผู้คนจากน้ำเสียง หากนางเสียงเข้มขึ้นเพียงเล็กน้อย ความลนลานจะเผยออกมาทางแววตาเขาทันที คล้ายเกรงว่าเขาจะทำให้นางโกรธ
‘ระ...รู้’ เขาตอบเสียงเบา
จูเสวี่ยหลินลอบยิ้ม ‘ดี เช่นนั้นเจ้าจะเชื่อฟังข้าใช่หรือไม่’
‘เชื่อ’ เขาตอบและพยักหน้าในคราวเดียวกัน
‘อืม ถ้าเช่นนั้นฟังข้า นับจากนี้ชื่อของเจ้าคืออิง ข้าคือเสวี่ย’ จูเสวี่ยหลินทวนซ้ำๆ เพื่อให้เขาเข้าใจ
‘อิง...นายหญิง’ เขาเรียกชื่อตัวเองก็จริงแต่กลับยังเรียกนางว่านายหญิง
ในตอนนั้นนางไม่เข้าใจว่าก่อนที่จะเจอกันเกิดอะไรขึ้นกับเขา นางจึงทำได้เพียงขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
‘ไม่ใช่นายหญิงเรียก เสวี่ย พูดสิ เสวี่ย’
‘นายหญิง นายหญิง’ เขาส่ายหน้ารุนแรงแล้วนั่งลงกับพื้นก่อนจะมีท่าทีหวาดกลัวอย่างรุนแรง กระทั่งนางก้าวเข้าไปหาเขาก็สะดุ้งแล้วขยับตัวหนี
ในวันที่นางได้คำตอบว่าบาดแผลทางจิตใจที่เขาได้รับนั้น ไม่ได้มีสาเหตุมาจากก่อนหน้าที่เขาจะสูญเสียความทรงจำเท่านั้น แต่หลังจากที่เขาฟื้นขึ้นมาเขาก็ถูกสองสามีภรรยาตระกูลเหวินทารุณกรรม เพียงเพราะความชื่นชอบที่วิปริตทางจิตใจของตนเอง
จูเสวี่ยหลินตัดสินใจพาเจี่ยนอิงกลับไปหาคนที่ทำร้ายเขาโดยไม่หยุดคิดแม้แต่น้อย นางก็เป็นคนเช่นนี้หากไม่หาเรื่องนางก่อนนางก็ไม่ยุ่งกับผู้อื่น แต่หากกล้าทำให้นางขุ่นเคืองเมื่อใดก็ตาต่อตาฟันต่อฟัน
หลังจากที่รับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเจี่ยนอิงบ้าง นางก็กลับโรงเตี๊ยมด้วยเพลิงพิโรธที่ยังคุกรุ่น ท่าทีการก้าวเดินฉับๆ คล้ายอารมณ์เสียเต็มที่ ทำให้ชาวบ้านหลายคนไม่กล้าเดินเฉียดเข้ามาใกล้ เนื่องจากสิ่งที่ได้ยินมาทำให้หญิงสาวโกรธสุดๆ จนรู้สึกเหมือนอยากจะฆ่าใครสักคนให้ตาย จึงจะสามารถระบายอารมณ์เช่นนี้ลงได้ เมื่อคิดถึงสิ่งที่เจี่ยนอิงต้องพบเจอในระยะหนึ่งเดือนที่อยู่ในคฤหาสน์ตระกูลเหวินแห่งนั้น
ทว่าในยามที่กลับไปถึงโรงเตี๊ยม ความโกรธเกรี้ยวของนางพลันปลิวหายไปจนหมดสิ้น เพราะเสี่ยวเอ้อปรี่เข้ามาหานางด้วยใบหน้าที่จวนเจียนจะร้องไห้ ในตอนนั้นจูเสวี่ยหลินรู้สึกแตกตื่นเล็กน้อย ในใจก็เริ่มคิดในแง่ร้ายว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับเจี่ยนอิง
‘เกิดอะไรขึ้น’
‘ท่านกลับมาแล้วหรือขอรับ ข้ารอท่านตั้งนาน คนผู้นั้นที่ท่านพากลับมาด้วย ตั้งแต่ท่านออกไปเขาก็นั่งอยู่ที่โต๊ะไม่ขยับไปไหนเลย ถามก็ไม่ยอมตอบ เอาแต่นั่งตัวแข็งอยู่แบบนั้น ตอนนี้ลูกค้าเข้ามากินอาหารจนโต๊ะเต็มไม่มีที่ว่าง เหลือโต๊ะนั้นเพียงโต๊ะเดียว ดังนั้น...’
‘เขานั่งอยู่ตรงนั้นตั้งแต่บ่ายเลยหรือ’
จูเสวี่ยหลินเลิกคิ้วอ้าปากค้าง เพราะนางออกไปจากโรงเตี๊ยมหลังมื้อเที่ยง กว่าจะที่นางจะรู้เรื่องทั้งหมดและกว่าที่นางจะสงบสติอารมณ์ลงได้ก็พลบค่ำแล้ว คิดได้เช่นนั้นหญิงสาวก็พุ่งไปยังโต๊ะเดิมที่นางนั่งเมื่อตอนเที่ยง เป็นนางที่ผิดเอง นางสั่งให้เขารอ เขาก็รอจริงๆ ทั้งยังนั่งรอแบบไม่ยอมขยับไปไหน
นามของข้าคือ ‘อู๋อิงสง’ข้าเป็นบิดาของอู๋ฉงเหยา บุตรสาวที่เพิ่งจะหนีออกจากบ้านไปผู้นั้นนับตั้งแต่ในอดีตชีวิตของข้า และสหายซึ่งตอนนี้กลายมาเป็นครอบครัวต้องผ่านอะไรมามาก กว่าที่พวกเราทั้งหมดจะได้มีชีวิตที่สงบสุขในหุบเขามังกรหลับเช่นทุกวันนี้ข้าคิดถึงค่ำคืนหนึ่งที่เหยาเอ๋อร์นอนซมเพราะเผลอทำมีดบาดตัวเอง นางเป็นคนที่หากมีแผลขึ้นมา เลือดของนางก็จะหยุดไหลช้ามาก หลายปีก่อนหน้านั้น เราทุกคนพยายามดูแลนางเป็นอย่างดี ทำให้ไม่ค่อยเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น ครั้งนั้นจึงเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีเลยก็ว่าได้ที่นางเสียเลือดไปมากข้าถูกน้องเล็กไล่กลับกระท่อม ก่อนนางจะรับปากว่าจะเป็นผู้ที่ดูแลเหยาเอ๋อร์ด้วยตัวเอง ซึ่งแน่นอนข้าวางใจในตัวน้องสาวผู้นี้มากกว่าผู้ใด หากว่าเหยาเอ๋อร์เจ็บป่วยหรือได้รับบาดเจ็บในคืนนั้นข้าหลับลงอย่างยากเย็นและฝันประหลาดมาก ข้าฝันว่าบุตรสาวของข้าอุ้มกระต่ายบาดเจ็บกลับบ้าน นางเฝ้าฟูมฟักดูแลและรักษาบาดแผลกระต่ายตัวนั้นเป็นอย่างดี กระทั่งกระต่ายตัวนั้นหายดีนางจึงเลี้ยงเอาไว้ แต่อยู่มาวันหนึ่งกระต่ายตัวนั้นกลับหนีหายไป นางเสียใจมากเฝ้าตามหากระต่ายตัวนั้นอยู่นานจนไม่ยอมกินไม่ยอมนอนข้าไม่อ
“เจ้าไม่สบายต้องนอนพัก”“ข้านอนมาทั้งวันแล้วเบื่อจะแย่ นะ...ท่านอยู่เป็นเพื่อนข้าอีกหน่อย”“เช่นนั้นเพียงครู่เดียวนะ”ข้าพยักหน้าด้วยความดีใจที่เขายอมอยู่เป็นเพื่อน ทั้งยังเอื้อมมือออกไปกุมมือเขาเอาไว้ เพราะกลัวเขาเปลี่ยนใจมือของเขาหยาบกร้านเล็กน้อยเหมือนมือท่านพ่อ เนื่องจากพวกเขาทั้งสองต่างก็เป็นผู้ที่ฝึกยุทธ์และจับอาวุธ ทว่าไม่รู้ว่าข้าคิดไปเองหรือไม่ว่าแม้ทั้งสองจะมีความอบอุ่นเหมือนๆ กัน แต่ในความอบอุ่นนั้น ก็ยังมีความแตกต่างที่ข้าไม่อาจอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้“ท่านเล่านิทานให้ข้าฟังได้หรือไม่”“เจ้าอยากฟังเรื่องอะไรเล่า”“เรื่องของท่าน”“เรื่องของข้าหรือ...อืม เอาเป็นข้าจะเล่าเรื่องของบุรุษผู้โดดเดี่ยวให้เจ้าฟังแทนดีหรือไม่ แต่มีข้อแม้ว่าเจ้าต้องหลับตาลงตอนที่ข้าเล่านะ”“ได้” ข้ารับปากและหลับตาลงทันที แต่มือของข้ายังคงยึดมือของเขาเอาไว้ไม่ยอมปล่อย“กาลครั้งหนึ่งมีเด็กชายที่เกิดมาจากห้องทดลอง ไม่ใช่เด็กที่มารดาคลอดออกมาเช่นเด็กทั่วไป และเพราะเช่นนั้นเขาจึงมีดวงตาที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งนั่นทำให้เขากลายเป็นตัวประหลาด ไม่อาจเผชิญหน้ากับผู้คนโดยตรง เนื่องจากคนเหล่านั้นต่างก็กล่าวหาว่าเขา
ข้าควรทำเช่นไรดี ปล่อยมือฉงเหยาไปเช่นที่ข้าเลือกทำในอดีต หรือข้าควรทำตามใจปรารถนาด้วยการรั้งนางเอาไว้ข้างกาย...“หากเจ้าอยากไปป่าไผ่กับข้า ข้าจะส่งข่าวไปยังหุบเขามังกรหลับ ไม่เช่นนั้นบิดามารดาเจ้า และบรรดาท่านลุงท่านน้าทั้งหลายจะเป็นกังวลเอาได้”“ได้ ข้าจะเขียนจดหมายด้วยตัวเอง”นางยิ้มร่าก่อนจะผละออกไปจากห้อง ชั่วขณะที่นางดึงตัวออกห่างจากข้า ข้าพลันรู้สึกว่างเปล่าจนแทบจะห้ามตัวเองไม่ให้เอื้อมมือไปดึงนางกลับมาไม่ได้ข้าถามตัวเองซ้ำๆ หากวันหนึ่งบิดามารดาของนางยื่นคำขาดให้ข้าปล่อยมือจากนาง ข้าจะทำเช่นไรดี ...เสียงหนึ่งตอบกลับมาทันที ทั้งยังเป็นคำตอบที่น่ากลัวเหลือเกินคำตอบที่ว่า...ข้าคงจะพานางหนีไปให้ไกลแล้วไม่กลับมาอีกข้าหวังเหลือเกินว่าข้าคงไม่ต้องทำเช่นนั้น เพราะสิ่งที่ข้าต้องการจริงๆ คือพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ผู้อาวุโสทุกคนที่หุบเขามังกรหลับยอมรับตัวข้าไม่ว่าต้องใช้เวลานานเพียงใด ขอเพียงในที่สุดแล้วข้าไม่ต้องสูญเสียทั้งครอบครัว และสตรีเดียวที่ข้ารักและหวงแหน ข้า...เจี่ยนอวิ๋นพร้อมจะทำโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อยเมื่อตัดสินใจได้ดังนั้นข้าจึงตัดสินใจที่จะเขียนจดหมาย และแนบไปพร้อมกับจดห
ใบหน้าบึ้งตึงของนาง ไม่อาจทำอะไรข้าได้ เนื่องจากข้านั้นดีใจยิ่งนักที่อย่างน้อยนางยังมีน้ำใจนำเสื้อผ้ามาให้ข้าเปลี่ยน เห็นชัดว่านางไม่ได้โกรธข้ามากมายอย่างที่ข้าคิดข้าส่งยิ้มให้นางและเดินหลบไปอีกด้านเมื่อนางก้าวเข้ามาในห้อง ก่อนจะปิดประตูตามหลังทันทีที่นางก้าวเข้าห้อง ในใจวางแผนว่าหากพูดคุยกับนางไม่เข้าใจ ข้าจะไม่ปล่อยนางออกไปจากห้องโดยเด็ดขาด“เหยาเอ๋อร์ เหตุใดเจ้าจึงกล้าหนีออกมาจากหุบเพียงลำพัง รู้หรือไม่ว่ามันอันตรายเพียงใด หากเจ้าเกิดบาดเจ็บขึ้นมาแล้วไม่มีผู้ใดคอยช่วยจะว่าอย่างไร”“เอ๋ หนีออกมาจากหุบเขาเพียงลำพัง ท่านหมายความว่าอย่างไรกัน ข้ามากับพี่ซูแล้วก็พี่ชื่อ พวกเขาไม่มีทางปล่อยให้ข้าลำบากแม้แต่น้อย”“พวกเขา...ไม่ใช่ว่าพวกเขาสะกดรอยตามเจ้ามาหรือ”“พวกเขามากับข้า บอกว่าจะพาข้าออกมาท่องเที่ยว”ฉงเหยาเอ่ยตอบข้าด้วยใบหน้างงงัน ในยามนั้นข้าจึงรู้ว่าข้ากำลังถูกหลอก เด็กหนุ่มทั้งสี่คนโกหกข้า พวกเขาหลอกข้าว่าฉงเหยาหนีออกมาจากหุบเขา ทั้งที่พวกเขาเองใช้นางเป็นข้ออ้างในการหนีออกมาจากหุบเขาหากจะดูจากระยะทางและช่วงเวลาแล้ว นั่นแสดงว่าในขณะที่หม่าเยว่ชื่อและสือหยางซู พาฉงเหยาหนีออกมาจากห
หลังจากทนตกเป็นเป้าสายตาอยู่หน้าร้านขนมตระกูลอิ่นสักพัก ข้าก็ได้รับเพียงคำตอบให้เดินเข้าไปด้านใน เนื่องจากผู้คนที่เข้ามาซื้อขนมอยู่กันเต็มร้าน ดังนั้นเด็กรับใช้คนแล้วคนเล่าจึงนึกว่าข้ามาที่ตระกูลอิ่น เพื่อติดต่อกับเจ้าบ้านข้าเห็นความวุ่นวายที่ผู้คนเริ่มหันมามองข้าและซุบซิบขึ้น จึงได้แต่รีบเดินเข้าไปด้านในด้วยตัวเอง สายตาก็มองกวาดไปเพื่อมองหาร่างที่คุ้นตาสามปีแล้วนางจะเปลี่ยนไปเพียงใดหนอ ข้าได้แต่คิดเช่นนี้ในใจ กระทั่งสายตาของข้าสานสบเข้ากับดวงตาคู่งามดวงตาคู่นั้นดึงดูดข้าเอาไว้จนข้าไม่อาจละสายตาไปได้ หญิงสาวผู้เป็นเจ้าของดวงตาจ้องมองข้าเขม็ง ก่อนที่นางจะก้าวเดินเข้ามาหาข้าช้าๆข้ามั่นใจในทันทีว่านี่คือเหยาเอ๋อร์ของข้าจึงยื่นมืออกไปหานาง ทั้งยังส่งยิ้มให้นางอย่างอ่อนโยน ทว่าทุกอย่างกลับไม่ได้เป็นอย่างที่ข้าคาดการณ์เอาไว้ ฉงเหยาเดินผ่านข้าไปเฉยๆ ราวกับข้าไม่มีตัวตน นางไม่แม้แต่จะมองข้าทั้งที่ข้ามั่นใจว่านางจดจำข้าได้อย่างแน่นอน“เหยาเอ๋อร์”“คุณชายท่านนี้ได้โปรดระวังกิริยาด้วย”นางปรายตามองยังมือของข้าที่รั้งต้นแขนของนางเอาไว้ให้หยุดเดิน ข้าปล่อยแต่ก็ไม่อาจยอมให้นางเดินจากไป ข้ายืนขว
ข้าไม่อาจเอ่ยถ้อยคำที่ใจหวาดหวั่นออกมา ในใจลนลานจนไม่รู้ว่าจะต้องเริ่มจากตรงไหน กระทั่งเด็กหนุ่มสองคนที่กำลังมองการกระทำของข้า ซึ่งไม่อยู่กับร่องกับรอยด้วยความงงงันข้าเดินเข้าออกกระท่อมหินหลายครั้ง เดินหาบางอย่างที่ข้าจำเป็นต้องใช้ในการเดินทาง ทว่าจนแล้วจนรอดข้ากลับเดินออกมามือเปล่าเนื่องจากไม่รู้ว่าต้องนำสิ่งใดติดตัวไปบ้างที่สำคัญไปกว่านั้น ข้ายังไม่รู้ว่าจะเริ่มออกตามหานางจากที่ใด“ท่านน้าท่านจะไปไหน”“ออกไปตามหาเหยาเอ๋อร์”“แต่ท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านลุง ท่านอา ทุกคนให้ข้ามาหาท่านที่นี่ เพราะสงสัยว่านางจะมาหาท่าน”“หาข้า” ข้าเลิกคิ้วและเสียงสูงขึ้นด้วยความประหลาดใจ“ใช่ นางทิ้งจดหมายไว้บอกว่าคนเดียวที่นางจะแต่งให้คือท่าน ดังนั้นนางจะหนีตามท่านไปหากท่านลุงอิงสงไม่เห็นด้วย ดังนั้นข้าจึงมาที่นี่เพื่อดักพบนาง” เหยียนหย่งหลุนอธิบาย ทั้งยังมองข้าด้วยสายตาชอบกล“เจ้ามองข้าเช่นนั้นทำไม”“ท่านเองก็จะแต่งนางเป็นฮูหยินใช่หรือไม่”“เหตุใดจึงถามเช่นนั้น”“เพราะหากท่านไม่แต่งนางเป็นฮูหยิน ข้าจะจับท่านมัดแล้วโยนเข้าห้องเหยาเอ๋อร์ ให้นางปล้ำท่านเสียเลย สองปีที่ท่านจากมารู้หรือไม่ว่านางมีสภาพเช่นไร ท







