INICIAR SESIÓNน่าตายนัก!
‘อิง’
เมื่อเห็นใบหน้าดีอกดีใจก่อนลุกขึ้นแล้วก้าวฉับๆ เข้ามาหา จูเสวี่ยหลินก็กล่าวอันใดไม่ออก แม้ว่าจะครู่เดียวแต่นางมองเห็นสายตาราวกับเด็กที่ถูกทอดทิ้งจากเขา
...เจี่ยนอิงกลัวนางจากไป!
‘นายหญิง’ เขาเรียกนางเสียงเบาทำให้เสี่ยวเอ้ออ้าปากค้าง
‘ไม่ใช่ว่าเขาเป็นใบ้หรอกหรือ ทำไมเขา...’ เสี่ยวเอ้อน้อยรีบหุบปากแล้วเดินหายไปทันที เมื่อรู้ว่าเอ่ยในสิ่งที่ไม่ควรออกไป ในยามที่นางตวัดสายตาดุดันเข้าใส่
‘ไยจึงยังนั่งอยู่ตรงนี้ไม่กลับห้อง’
‘ท่าน...ให้รอ’
เขาก้มหน้าลงแล้วเอ่ยเสียงแผ่ว ในใจที่หวาดหวั่นว่าจะถูกนางทิ้งไว้ที่โรงเตี๊ยม หายวับไปทันทีที่เห็นนางก้าวเข้ามา
ได้ยินเช่นนั้นจูเสวี่ยหลินก็พลันถอนหายใจ เป็นนางที่ผิดเอง นางผิดที่ไม่ได้บอกให้ชัดเจนว่าให้เขากลับไปรอที่ห้อง ทั้งที่นางก็รู้ว่าสมองของเขาสูญเสียความสามารถในการคิดไตร่ตรองโดยสิ้นเชิง
นับจากจบเรื่องในวันนั้นเจี่ยนอิงก็สถาปนาตัวเองไปเป็นทาสรับใช้ของนางไปโดยปริยาย และหน้าที่ยกน้ำร้อนเข้ามาให้นางล้างหน้า หรือหยิบจับของต่างๆ ให้นาง ก็คือหน้าที่ของเขา แม้ว่านางจะไม่เคยปริปากให้เขาทำก็ตาม
การเดินทางของเช้าวันนี้ ยังคงเหมือนหลายวันก่อนหน้า ร่องรอยของเจี่ยนอิงเริ่มสับสน ราวกับเขาล่วงรู้ว่านางติดตามเขาอยู่
เขาเก่งขึ้น รู้ว่าต้องทำอย่างไรจึงจะสามารถปกปิดร่องรอยของตัวเองจากนาง ซึ่งแน่นอนว่าจูเสวี่ยหลินไม่รู้สึกเคืองเขาแม้แต่น้อย
การที่เขาใช้เวลาอยู่กับนาง แลกเปลี่ยนสิ่งต่างๆ ร่วมกัน โดยนางสอนเขาให้รู้จักวิถีของนักล่า ส่วนเขาก็สอนวรยุทธ์ง่ายๆ ที่เขาพอจะนึกออก ซึ่งทั้งหมดที่นางสอนให้เขานั้น เจี่ยนอิงก็แสดงให้นางรู้ว่ามันไม่ได้สูญเปล่า
ร่องรอยของเจี่ยนอิงถูกลบเลือน แต่นั่นก็ไม่อาจทำให้จูเสวี่ยหลินถอดใจ นางใช้วิธีเดาใจเขาแทน การมาถึงเมืองหลวงแคว้นหนานของเจี่ยนอิงไม่ใช่เพียงบังเอิญ เขามีเป้าหมาย และนางรู้ว่าที่นั่นก็คือสถานที่ซึ่งเกิดเรื่องราวขึ้น ก่อนที่เขาจะสูญเสียความทรงจำ
สุสานตระกูลหลี่...
สถานที่ซึ่งเขาได้รับรู้ความจริงว่าเขาไม่ใช่บุตรชายแท้ๆของสตรีที่เลี้ยงดูเขามา แต่เขาถูกนางลักพาตัวมาจากบิดาและมารดาที่แท้จริง เพียงเพราะนางเคียดแค้นและชิงชังคนทุกผู้ที่คอยขัดขวางนาง ไม่ให้นางหาร่องรอยของบุรุษที่นางทั้งรักและแค้นพบ
บุรุษร่างสูงที่กำลังยืนหันหลังให้จูเสวี่ยหลินนิ่ง ทำให้หญิงสาวเองก็ไม่ได้เดินเข้าไปหา หญิงสาวรู้ดีว่าเขารับรู้การมาถึงของนาง แต่นางก็ยังเลือกที่จะรอให้เขาพร้อมที่จะหันกลับมาเผชิญหน้ากับนางด้วยตัวเขาเอง ไม่ใช่เพราะนางกดดันหรือบังคับให้เขาทำ
เจี่ยนอิงยืนมองซากปรักหักพังในอดีตด้วยใบหน้าเรียบเฉย ความทรงจำที่เพิ่งจะครบถ้วนยังคงให้ส่งผลต่อความรู้สึก ทั้งความเจ็บปวด ความรัก และความแค้น ทั้งหมดนี้ยังคงคุกรุ่นอยู่ในใจ จนยากที่จะทำเป็นไม่แยแส
หากเพียงแต่เขาจะลืมมันไปอย่างที่เป็น หากเพียงแต่เขายังคงสูญเสียความทรงจำเช่นเดิมทุกอย่างคงง่ายขึ้น เขาคงยังสามารถยืนอยู่ข้างกายนาง ท่องเที่ยวและเล่นสนุกไปวันๆ เหนื่อยก็พัก หิวก็หาอะไรให้นางกิน หมดแรงก็นอนพัก ไม่ว่าจะเป็นกลางป่าหรือในชุมชนที่พลุกพล่าน ชีวิตอิสรเสรีไร้ข้อผูกมัดคือสิ่งที่เขาเฝ้าแต่ฝันถึงมาโดยตลอด
ทว่าทั้งหมดนั้นคล้ายฝันตื่นหนึ่ง ในยามนี้เขาได้ตื่นจากฝันนั้นแล้ว ตื่นขึ้นมาเพียงเพื่อพบกับความจริงที่ว่า...เขาและนางไม่อาจอยู่ร่วมกัน
“มาแล้วหรือ” ในที่สุดเจี่ยนอิงก็หันกลับไปหาหญิงสาวที่ยืนนิ่งเงียบนับตั้งแต่มาถึง
ใบหน้าเนียนที่แดงก่ำเพราะแดดแผดเผา ทำให้เขาต้องอดทนที่จะไม่โทษตัวเองซึ่งเป็นต้นเหตุ เนื่องจากในยามปกติจูเสวี่ยหลินจะอยู่ภายใต้ผ้าคลุมหน้า
หญิงสาวทำเช่นนี้เสมอ โดยให้เหตุผลว่ามันคือความเคยชินที่จะปกปิดโฉมหน้าของตัวเอง เนื่องจากโลกที่นางจากมา นางและสหายอีกสี่คนมีรูปลักษณ์ที่ต่างไป ทำให้นางมักจะตกเป็นเป้าสายตาของคนอื่นเสมอ ไม่ว่าจะย่างกรายไปที่ไหน
แต่เป็นเขาที่ขอให้นางปฏิบัติตัวอย่างคนที่นี่ ขอให้นางปรับตัว และใช้ชีวิตเช่นเดียวกันกับเขา เป็นชาวยุทธ์ธรรมดาที่เดินทางท่องเที่ยวไปทั่วหล้าค่ำไหนนอนนั่น ซึ่งนั่นคงเป็นสาเหตุให้จูเสวี่ยหลินยังคงแต่งกายอย่างชาวยุทธ์ ทั้งที่หญิงสาวสามารถสวมชุดที่มีเกราะพรางตัว ทำให้ไม่มีใครรับรู้ตัวตนและไม่มีใครมองเห็นนาง
หญิงสาวคงทำมันมาหลายวันแล้ว ดูจากผิวพรรณขาวละเอียดที่โดนแดดแผดเผาจนเริ่มมีรอยแดงพาดผ่าน
“เจ้ากลับไปยังที่ของเจ้าเสีย ข้าเองก็จะไปตามทางของข้า อย่าเกี่ยวข้องกันอีกเลยนับจากนี้” เจี่ยนอิงพยายามรักษาน้ำเสียงให้ราบเรียบ พร้อมๆ กับรักษาใบหน้าให้สงบนิ่ง
“อิง” จูเสวี่ยหลินเรียกเขาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนดังเดิม “คิดถึงจัง” นางยิ้มแล้วก้าวเข้าไปหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเขา
ด้วยความสูงที่แตกต่าง ทำให้หญิงสาวต้องเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าที่เริ่มขึ้นสีเล็กน้อย เขาเป็นเช่นนี้เสมอนับตั้งแต่ติดตามนาง หากนางเข้าประชิดตัวหรือเข้าใกล้ เขามักจะหลุดกิริยา
เจี่ยนอิงคือบุรุษที่ไม่อาจเก็บงำความเขินอาย โดยเฉพาะยามที่จูเสวี่ยหลินจู่โจมเขาก่อน และสิ่งที่ทำให้จูเสวี่ยหลินยิ่งมั่นใจว่าไม่ว่าความทรงจำของเขาจะกลับมาหรือไม่ เจี่ยนอิงตรงหน้าก็คืออาอิง...ของนาง
“เจ้าถอยไป! ข้าเป็นบุรุษส่วนเจ้าเป็นอิสตรี ไม่ควรใกล้ชิดเกินงาม”
“ทำไมหรือ เจ้ากลัวจะผิดประเพณี? อย่าห่วงเลยข้าจะรับผิดชอบเจ้าเอง” จูเสวี่ยหลินเย้ากลั้วหัวเราะ
“เจ้า...” เจี่ยนอิงจนด้วยคำพูด เขาทั้งโมโหทั้งขัดเขินจนไม่รู้ว่าควรจะวางมือเอาไว้ตรงไหน ได้แต่ละล้าละลังจนลืมแม้กระทั่งถอยหลัง
“กลับไปกับข้า อยู่ข้างกายข้า” จูเสวี่ยหลินไม่ปิดบังและไม่อ้อมค้อมแม้แต่น้อย ใบหน้าของนางยังคงจ้องมองไปยังเขาไม่มีท่าทียอมแพ้
อยู่ๆ หญิงสาวก็โพล่งขึ้นมา ทำเอาเฉิงเค่อฉวนเลิกคิ้วมองนางคล้ายกำลังเอ่ยถามว่านางหมายถึงเรื่องอะไร“ที่ข้าจะบอกก็คือ หากเกิดเรื่องอะไรขึ้นต่อจากนี้ไม่ใช่ความผิดของข้า แต่เป็นพวกเจ้าที่รนหาที่เอง” จูเสวี่ยหลินยักไหล่ประโยคที่นางเอ่ยไม่ได้ไขความกระจ่างให้เฉิงเค่อฉวนเท่าใดนัก เพราะนางเองก็ไม่มั่นใจในระดับความโกรธเกรี้ยวของเจี่ยนอิงยิ่งไม่รู้ว่าวรยุทธ์ของเขาจะสร้างหายนะให้ตระกูลเฉิงได้มากน้อยระดับใด จริงอยู่นางเคยประมือกับเขาจริงๆ จังๆ มาแล้วครั้งหนึ่ง ในยามที่เขายังคงเป็นคนของหนานหลิ่งอี้ แต่นั่นก็เกิดขึ้นเมื่อนานมาแล้ว“ก็ได้แต่หวังว่าเขาจะเปลี่ยนไปจากคนเดิมอย่างที่ข้าคิดด้วยเถิด...” จูเสวี่ยหลินครุ่นคิดแล้วพึมพำกับตัวเองอีกครั้งเดิมพันครั้งนี้สูงกว่าครั้งไหนๆ เพราะทุกครั้งนางไม่เคยเดิมพันด้วยความปลอดภัยของตัวเองมาก่อน หากไม่นับพี่สาวร่วมสาบานของนางที่นับว่าตนสามารถเสี่ยงชีวิต ครั้งนี้ก็คือครั้งที่นางใช้ตัวเองเดิมพันที่บ้าระห่ำที่สุดก่อนหน้านี้ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใด จูเสวี่ยหลินที่เป็นนักล่ามักจะวางแผนอย่างรอบคอบ เต็มไปด้วยความระมัดระวังอย่างที่สุด หากไม่มั่นใจว่ามีทางหนีที่ไล่ที่
นางซึ่งเป็นคนโผงผางและไม่ชอบเรื่องจุกจิก ทั้งยังรำคาญบุรุษจำพวกบัณฑิตที่แสดงท่าทีของผู้คงแก่เรียนที่ใช้ชีวิตอยู่บนหลักการที่กินไม่ได้ ไหนจะกฎข้อห้าม และธรรมเนียมหยุมหยิมมากมาย แค่นางได้สนทนาด้วยเพียงครั้งเดียวนางก็แทบจะเป็นลมแล้ว“ดูเหมือนจะอายุน้อยกว่าข้ากระมัง เจ้าอายุเท่าไหร่”“ยี่สิบสอง”“เอ๋” ในที่สุดนางก็ลืมตาขึ้นมาพิจารณาเขาอย่างจริงๆ จังๆ “อายุเท่าข้าหรอกหรือ นึกว่าเด็กกว่าเสียอีก” นางจ้องเขาอย่างเอาเป็นเอาตาย ราวกับไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง และนั่นทำเอาอีกฝ่ายขมวดคิ้วด้วยความอึดอัดเฉิงเค่อฉวนประหลาดใจกับท่าทีของหญิงสาวเป็นอย่างมาก ตามที่สายสืบของตระกูลเฉิงรายงานมา นางก็คือนางมารประจิมที่ผู้คนต่างก็ร่ำลือกันไม่ผิดแน่ แต่จากที่ได้พูดคุยและพบปะ เขาพลันรู้สึกลังเลว่าอาจจะเชิญมาผิดคน หญิงสาวผู้นี้แม้จะมีท่าทีสงบเยือกเย็น อันที่จริงน่าจะบอกว่านางดูผ่อนคลายจึงจะถูก ทั้งที่รู้ว่าตนโดนกักตัวแต่รอบกายนางกลับไม่มีแม้แต่กลิ่นอายของผู้ฝึกยุทธ์ที่สมควรระมัดระวังตัว แล้วนางจะเป็นนางมารผู้ที่โค่นล้มจอมดาบประจิมได้อย่างไรทว่าแส้ที่ประดับพู่สีดำห้อยมุกอันแสนอัปลักษณ์ที่นางไม่ยอมให้ห่างกาย ก็
สิ่งที่ทำให้เจี่ยนอิงประหลาดใจคือผู้คนในโรงเตี๊ยมไม่มีทีท่าว่าจะรู้จักกลุ่มคนเหล่านั้นเลยสักคน นั่นย่อมหมายความว่าคนเหล่านี้เป็นคนต่างถิ่นเช่นกันกับเขาคำถามที่ว่าทำไมคนต่างถิ่นจึงยกโขยงกันมามากมายถึงเพียงนี้ อีกทั้งแต่ละคนก็ไม่อาจประเมินฝีมือได้ผุดขึ้นมาในใจทันทีในขณะที่เขากำลังครุ่นคิดเพื่อคาดเดาอยู่นั้น เขากลับรู้สึกถึงรังสีเข่นฆ่าที่พุ่งเข้ามาหาแผ่นหลังของตัวเอง ฝ่ามือที่แฝงเอาด้วยด้วยกำลังภายในแรงกล้า ฟาดลงไปยังจุดที่เขานั่งอยู่เมื่อครู่จนแผ่นกระเบื้องแตกกระจาย เกิดเป็นรูขนาดใหญ่ขนาดคนลอดเข้าไปได้ฝีมือของคนผู้นี้นับว่าไม่เลว เมื่อพิจารณาใบหน้าบึ้งตึงเย็นชาที่กำลังมองมา เขากลับไม่คุ้นเคยเลยแม้แต่น้อย จึงไม่อาจเดาจุดประสงค์ของอีกฝ่ายออก“จอมยุทธ์ท่านนี้ข้ากับท่านเคยบาดหมางกันหรือ ไยจึงมุ่งร้ายต่อข้า” เขาถามออกไปตามตรงด้วยเพราะฝ่ามือที่ซัดมาเมื่อครู่ ไม่ต้องคิดมากก็พอจะกระจ่างว่าหมายเอาชีวิต“ผู้ฝึกยุทธ์ประมือไยต้องหาเหตุผล ผู้ชนะจึงสามารถตั้งคำถาม อย่ามากความ เข้ามา หรือไม่ก็รับการโจมตี”น้ำเสียงเย็นชานั้นทำให้เจี่ยนอิงยิ่งฉงนในใจ เขามั่นใจว่าไม่เคยรู้จักกับบุรุษผู้นี้มาก่อน แต่ท
“เจ้าหนีมาเพราะคิดว่าตัวเองไม่คู่ควรที่จะอยู่กับข้าใช่หรือไม่”คำถามตรงประเด็นของหญิงสาวทำเอาเจี่ยนอิงชะงัก ไม่ใช่แค่เขาที่รู้จักนางดีเท่านั้น แต่จูเสวี่ยหลินเองก็รู้เท่าทันความคิดของเขาเช่นกัน “ใช่”“เจ้าดูแลข้าเพียงเพราะรับปากบิดาของข้าใช่หรือไม่” คำถามนี้ของเจี่ยนอิงทำให้จูเสวี่ยหลินต้องเป็นฝ่ายสูดลมหายใจเข้าออกด้วยความเดือดดาลบ้าง ทว่าเมื่อคิดดูอย่างถี่ถ้วนนางกลับสงบใจลงได้เขาไม่ผิดที่คิดเช่นนั้น เพราะตอนแรกที่นางออกตามหาเขานางคิดเช่นนั้นจริงๆ แต่ไม่รู้ว่ามันเริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อใดที่ความคิดนั้นค่อยเปลี่ยนไป จนไม่เหลืออยู่ในหัวของนางแม้แต่น้อย“มันเคยเป็นหนึ่งในเหตุผล ใช่” จูเสวี่ยหลินยอมรับออกมาเจี่ยนอิงเพียงแค่ยิ้มจางๆ ทว่ามันกลับฉายแววเศร้าโศกขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด“เจ้าโกรธข้าหรือไม่ที่ปิดบังอดีตของเจ้า” นางอดไม่ได้ที่จะถามขึ้น เมื่อมองเห็นรอยยิ้มที่มีร่องรอยของความโศกเศร้าบางอย่างแฝงอยู่“ไม่ เพราะข้าเองก็อยากจะลืมมันเหลือเกิน อยากจะกลับไปเป็นคนเดิมที่คอยวิ่งตามเจ้าไปทุกที่”น้ำเสียงสั่นสะท้านของเขา ทำให้จูเสวี่ยหลินสะท้อนใจ หญิงสาววางจอกสุราลง ดวงตาของนางแดงก่ำไม่รู้ว่าเป็
มันคือผัดผักธรรมดาที่ไม่ได้มีความพิเศษแต่อย่างใด แต่เขากลับจำได้ไม่มีวันลืมถึงรสชาติของมัน เพราะมันคือผัดผักเช่นเดียวกันกับจานที่นางบังคับเขาให้กินให้หมด ไม่ให้เหลือแม้แต่น้ำ‘อิง! คีบกับข้าวกินให้หมด ผักจานนั้นด้วย อย่าให้เหลือแม้แต่น้ำ’น้ำเสียงของจูเสวี่ยหลินเคร่งเครียด คล้ายกับมันคือเรื่องคอขาดบาดตาย หญิงสาวจะเข้มงวดกับเขาเช่นนี้เสมอเมื่อถึงมื้ออาหาร เพราะเขามักจะกินข้าวเปล่าอย่างเดียว โดยไม่กล้าแตะกับข้าวที่นางสั่งมาเต็มโต๊ะ“เจ้าจะเอาอย่างไร” เจี่ยนอิงเอ่ยถามขึ้นเพื่อทำลายความเงียบอันน่าอึดอัด“เจ้ายังติดค้างข้าอยู่ จำได้หรือไม่” จูเสวี่ยหลินเอ่ยทั้งที่ยังคงเอาแต่มองจานกับข้าวที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ หญิงสาวตั้งใจละเลียดอาหารอันโอชะไปช้าๆ ทำตัวราวกับวันเก่าๆ ที่เจี่ยนอิงยังคงสูญเสียความทรงจำ“เช่นนั้นมาเถิดทำให้จบๆ ตีข้าเสีย ข้าจะได้รีบไป”เจี่ยนอิงให้หดหู่ใจยิ่งนักในยามที่เขาเอ่ยคำนั้นออกมาจูเสวี่ยหลินวางตะเกียบในที่สุด ใบหน้าเรียบเฉยที่ไม่บ่งบอกอารมณ์ จ้องมองไปยังบุรุษที่ส่งผลต่อจิตใจนางอย่างน่าประหลาดตลอดระยะเวลาสองปีที่ทั้งคู่ออกเดินทางท่องเที่ยวด้วยกัน ใช้เวลาร่วมกัน และนอนกลางด
“จอมยุทธ์ทั้งหลาย พวกท่านประสงค์สิ่งใดหรือ” เจี่ยนอิงเอ่ยถามออกไปอย่างใจเย็น หนึ่งในผู้ที่ยืนมองอยู่ก้าวออกมา เขาเป็นบุรุษอายุราวยี่สิบปลายๆ ดูจากที่เขาก้าวออกมาด้านหน้าอย่างมั่นใจ โดยไม่มีเสียงคัดค้านจากเหล่าคนที่ยังคงยืนนิ่งอยู่ด้านหลัง ทำให้เจี่ยนอิงเดาว่าคนผู้นี้เป็นหัวหน้ากลุ่ม“จอมยุทธ์ท่านนี้ เราไม่ได้มีกิจอันใดต่อท่าน แต่เป็นจอมยุทธ์หญิงท่านนั้น หากข้าเดาไม่ผิดนางก็คือเหมันต์ไร้ใจแห่งทิศประจิมถูกต้องหรือไม่” “เอ่อ...” จูเสวี่ยหลินกำลังจะอ้าปากพูด แต่เจี่ยนอิงก็หันกลับมาหยุดนางเอาไว้ด้วยสายตาคมกริบสิ่งที่เจี่ยนอิงกังวลที่สุดคือ เรื่องราวในยุทธภพไม่ใช่เรื่องที่จูเสวี่ยหลินจะเข้าใจ เขาไม่รู้ว่านางทำเช่นไรจึงสามารถเอาชนะจอมดาบไป๋ซูมาได้ในสองกระบวนท่า ทั้งๆ ที่นางไร้มีเพียงวรยุทธ์แมวสามขาที่เขาเป็นคนสอนใช่...เจี่ยนอิงได้ยินเรื่องราวที่ผู้คนต่างก็ร่ำลือกัน นามของนางมารประจิม ไม่ได้ทำให้เขาตระหนกไปกว่าเหมันต์ไร้ใจที่ทำให้เขารู้ทันทีว่าคนผู้นั้นก็คือสตรีที่ยืนอยู่ด้านหลังเขาอย่างไม่ต้องสงสัย“นางไม่ใช่คนที่พวกท่านตามหา และเรากำลังจะกลับแล้ว” เจี่ยนอิงตัดบทดื้อๆ ก่อนจะรั้งจูเสวี่ยหล







