INICIAR SESIÓNเจี่ยนอิงยืนนิ่ง ดวงตาคมที่อ่อนแสงลงกว่าตอนแรก จ้องตอบหญิงสาวอย่างค้นหา เขาแทบจะเผลอตอบตกลงออกไป หากไม่ใช่เพราะนึกถึงสาเหตุที่เขาต้องจากมาได้เสียก่อน
เขากับนางไม่อาจอยู่ด้วยกัน ไม่อาจเนรคุณด้วยการแสร้งทำเป็นเมินเฉยไปได้ การที่เขาไม่อาจแก้แค้นให้บุพการีก็นับว่าเนรคุณจนหาที่เปรียบไม่ได้แล้ว
“ไปซะ! ข้าไม่ใช่บุรุษคนเดิมในวันวานที่เจ้ารู้จักอีกแล้ว ข้าเจี่ยนอิง...จอมปิศาจแดนใต้ที่ฆ่าคนโดยไม่เห็นเลือดสักหยด ข้าไม่ใช่บุรุษอ่อนแอผู้นั้น เพราะบัดนี้ข้าจดจำทุกอย่างได้แล้ว จำได้แม้กระทั่งว่าเจ้าและพี่สาวของเจ้าคือสาเหตุการตายของท่านแม่!”
เจี่ยนอิงแสร้งทำเป็นเสียงดัง ขณะจ้องมองใบหน้าที่ยังคงยิ้มน้อยๆ ของหญิงสาว
นางกำลังทำให้เขาโกรธจริงๆ แล้ว ทั้งที่เขาแสร้งโมโหในคราแรก เพราะท่าทีของนางคล้ายกำลังรู้เท่าทันความคิดของเขา และนั่นทำให้เจี่ยนอิงเจียนคลั่ง
“อิง เจ้าโกรธแล้วหรือ” จูเสวี่ยหลินยื่นมืออกไปแตะหัวไหล่ของเขาแล้วปัดเบาๆ เมื่อเห็นว่ามีเศษใบไม้ติดอยู่ “ย่อตัวลงหน่อยข้าปัดออกให้ไม่ถนัด มีเศษใบไม้ติดอยู่ที่ไหล่เจ้า”
“ได้” เจี่ยนอิงทำตามที่นางสั่งทันทีอย่างลืมตัว
ท่าทางของเขาทำเอาจูเสวี่ยหลินแทบหลุดหัวเราะ
ไม่ใช่คนเดิมอะไรกัน...
เขายังคงปฏิบัติกับนางเหมือนเดิมไม่มีผิด แล้วเช่นนี้จะให้นางตัดใจปล่อยเขาไปได้อย่างไร ในเมื่อเขาน่ารักน่าเอ็นดูขนาดนี้
คิดไปก็แอบหัวเราะในใจ คนตัวโตอย่างเขานางกลับใช้คำว่าน่ารักน่าเอ็นดู ประโยคเหล่านั้นมันมีไว้ใช้กับเด็กเล็กๆ หากแต่นางกลับเอามาใช้กับเขา นี่...ไม่ใช่ว่าเกินไปหน่อยหรอกหรือ
เจี่ยนอิงที่ตระหนักว่าเขาหลงกลหญิงสาวรีบยืดตัวขึ้นเต็มความสูง ถอยหลังไปสามก้าวเพื่อให้ออกห่างจากนาง แต่ใครจะคาดคิดว่านางจะยังคงก้าวตามเขามาอย่างไม่ลดละ
“เสวี่ย!” ในที่สุดเขาก็ทนไม่ไหวตวาดชื่อของนางออกมาคำหนึ่ง
“ในที่สุดก็เรียกชื่อของข้าเสียที” หญิงสาวอมยิ้ม
ความพยายามที่จะให้เขาเรียกชื่อของนางสูญเปล่ามาโดยตลอด เจี่ยนอิงเอาแต่เรียกนางว่า ‘นายหญิง’ ให้ตายก็ไม่ยอมเรียกนางว่าเสวี่ยอย่างที่นางบังคับขู่เข็ญ
ทว่าในยามนี้เขากลับตะโกนชื่อของนางออกมาดังลั่น ทำให้นางอารมณ์ดียิ่งนัก
ผิดกับเจี่ยนอิงที่เพิ่งจะรู้ว่าทำอันใดลงไป เขาเม้มริมฝีปากเข้าหากันแน่น ทั้งยังถลึงตามองนางอย่างโกรธกรุ่น เขามักจะพ่ายแพ้ให้นางเช่นนี้เสมอ ความเจ้าเล่ห์ของนางที่เขาคุ้นเคย มักทำให้เขาเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ
“ข้าหยุดรอที่นี่เพียงเพื่อบอกเจ้าว่าอย่าได้ติดตามข้ามาอีก ระหว่างข้ากับเจ้าถือเสียว่าไม่ได้ติดค้างสิ่งใดกันแล้ว เจ้าไปตามทางของเจ้า ข้าเองก็จะไปตามทางของข้า”
“เจ้าอยากหนีก็หนี ข้าจะตามเสียอย่าง จะมาดูกันว่าเจ้ามีความสามารถหนีข้าตลอดหรือไม่” จูเสวี่ยหลินยักไหล่ ราวกับไม่แยแสในการตัดสินใจของเขา
“เจ้าต้องการสิ่งใดจากข้ากันแน่! ข้ายังแสดงออกไม่ชัดเจนอีกหรือว่าไม่ต้องการเกี่ยวข้องกับเจ้า”
“บอกเหตุผลมา เหตุผลที่แท้จริงในใจของเจ้า ไม่ใช่สิ่งที่เจ้าปั้นแต่งออกมาเพื่อให้ข้าจากไป” ครั้งนี้จูเสวี่ยหลินเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม ซึ่งนับเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่การพบกันระหว่างเขากับนางครั้งนี้
“ยังต้องมีเหตุผลอื่นด้วยหรือ เจ้ากับข้าตั้งแต่แรกก็เป็นศัตรูกันมาก่อน”
“ใครกำหนดว่าผู้ที่เคยเป็นศัตรูกันมาก่อน ไม่อาจเปลี่ยนมาเป็นมิตร”
“แต่เจ้าเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้มารดาของข้าต้องตาย!” หลังจากเสียงตวาดของเจี่ยนอิงจบลง รอบกายของทั้งสองก็ถูกปกคลุมเอาไว้ด้วยความเงียบ
จูเสวี่ยหลินไม่ได้ขยับตัวหรือต่อปากต่อคำกับเขาเช่นเคย นางเพียงยืนจ้องมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวของชายหนุ่มตรงหน้านิ่ง
ใบหน้าที่ไม่อาจคาดเดาอารมณ์ ทำให้เจี่ยนอิงรู้สึกคล้ายหายใจไม่ออก เขาไม่ได้ตั้งใจตวาดนาง ทั้งยังไม่ได้ตั้งใจพูดเช่นนั้นออกไป เขาเพียงต้องการให้นางยอมจากไปแต่โดยดีเท่านั้น
“เจ้าคิดเช่นนั้นจริงๆ หรือ” ครานี้เปลี่ยนเป็นนางที่กำลังเดือดดาลบ้าง
และนั่นทำเอาเจี่ยนอิงถึงกับเหงื่อตก แน่นอนว่าลึกๆ เขาไม่ได้โทษใครทั้งนั้น เขาไม่เคยคิดแม้แต่จะโยนความผิดให้นางแบกรับ
เขาไม่ยินยอมให้นางเปื้อนบาปที่นางไม่ได้ก่อ แม้ว่าเรื่องราวทั้งหมดในอดีตจะพัวพันมาถึงนางก็ตาม จะว่าไปแล้วการตายของมารดาเขา เกิดขึ้นก็เพราะสัตว์ร้ายตัวนั้น ซึ่งในที่สุดเขาก็รู้มาว่าเป็นนางร่วมมือกับพี่สาวและสหายของพวกนางฆ่ามัน
แต่จะให้เขายืนเคียงข้างนางได้อย่างไร เขาคือบุตรชายของสตรีที่เคยเป็นศัตรูกับนาง ด้วยบุญคุณของมารดาที่มีต่อเขา ทำให้เขาไม่อาจใช้ชีวิตร่วมกับศัตรูของมารดาได้อย่างสนิทใจ
อีกทั้งคนในครอบครัวของอีกฝ่ายเล่า หากพวกเขารับรู้ว่าความทรงจำของเขากลับมาแล้ว พวกเขายังจะยอมรับใจตัวเขาได้อีกหรือ พวกเขาจะไว้ใจใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับเขาอย่างสงบได้หรือ
เขากลัวเหลือเกิน...กลัวว่าวันหนึ่งเขาจะถูกทอดทิ้งอีกครั้ง หากวันหนึ่งในภายภาคหน้า นางจำเป็นต้องเลือกระหว่างเขากับครอบครัวของนาง เขากลัวว่านางจะไม่เลือกเขา
“เจ้าคิดเช่นนั้นจริงๆ สินะว่าข้าเป็นคนลงมือฆ่าแม่ของเจ้า ทั้งที่นางตายเพราะความแค้นในใจนาง ตายภายใต้กรงเล็บของสัตว์ร้ายตัวนั้น! อิง! เจ้าคนงี่เง่า!”
พูดจบจูเสวี่ยหลินก็พุ่งเข้าโจมตีเขาด้วยความโมโห นางหรืออุตส่าห์ติดตามเขามาด้วยความห่วงใย กลัวเหลือเกินว่าเขาจะคิดเช่นนี้ กระนั้นในใจของนางก็ยังคงหวังว่าระหว่างที่เขามีโอกาสได้อยู่ร่วมกับนาง นับตั้งแต่นางหาเขาพบ สิ่งที่นางปฏิบัติต่อเขาจะช่วยพิสูจน์ถึงความจริงใจและความเปิดเผยตรงไปตรงมาของนาง
กอปรกับหลายวันมานี้เขากลบร่องรอยของเขาเสียสิ้นจนนางกังวลสารพัด เกรงว่านางจะคลาดจากเขาโดยสิ้นเชิง จนไม่มีโอกาสได้อธิบายหรือแก้ตัวว่าเหตุใดตลอดเวลาที่ผ่าน นางไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องราวในอดีตให้เขารับรู้เลยสักครั้ง
แต่เขากลับพูดเช่นนี้ออกมาพูดว่านางเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้มารดาของเขาต้องตาย ประเสริฐ!!
อยู่ๆ หญิงสาวก็โพล่งขึ้นมา ทำเอาเฉิงเค่อฉวนเลิกคิ้วมองนางคล้ายกำลังเอ่ยถามว่านางหมายถึงเรื่องอะไร“ที่ข้าจะบอกก็คือ หากเกิดเรื่องอะไรขึ้นต่อจากนี้ไม่ใช่ความผิดของข้า แต่เป็นพวกเจ้าที่รนหาที่เอง” จูเสวี่ยหลินยักไหล่ประโยคที่นางเอ่ยไม่ได้ไขความกระจ่างให้เฉิงเค่อฉวนเท่าใดนัก เพราะนางเองก็ไม่มั่นใจในระดับความโกรธเกรี้ยวของเจี่ยนอิงยิ่งไม่รู้ว่าวรยุทธ์ของเขาจะสร้างหายนะให้ตระกูลเฉิงได้มากน้อยระดับใด จริงอยู่นางเคยประมือกับเขาจริงๆ จังๆ มาแล้วครั้งหนึ่ง ในยามที่เขายังคงเป็นคนของหนานหลิ่งอี้ แต่นั่นก็เกิดขึ้นเมื่อนานมาแล้ว“ก็ได้แต่หวังว่าเขาจะเปลี่ยนไปจากคนเดิมอย่างที่ข้าคิดด้วยเถิด...” จูเสวี่ยหลินครุ่นคิดแล้วพึมพำกับตัวเองอีกครั้งเดิมพันครั้งนี้สูงกว่าครั้งไหนๆ เพราะทุกครั้งนางไม่เคยเดิมพันด้วยความปลอดภัยของตัวเองมาก่อน หากไม่นับพี่สาวร่วมสาบานของนางที่นับว่าตนสามารถเสี่ยงชีวิต ครั้งนี้ก็คือครั้งที่นางใช้ตัวเองเดิมพันที่บ้าระห่ำที่สุดก่อนหน้านี้ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใด จูเสวี่ยหลินที่เป็นนักล่ามักจะวางแผนอย่างรอบคอบ เต็มไปด้วยความระมัดระวังอย่างที่สุด หากไม่มั่นใจว่ามีทางหนีที่ไล่ที่
นางซึ่งเป็นคนโผงผางและไม่ชอบเรื่องจุกจิก ทั้งยังรำคาญบุรุษจำพวกบัณฑิตที่แสดงท่าทีของผู้คงแก่เรียนที่ใช้ชีวิตอยู่บนหลักการที่กินไม่ได้ ไหนจะกฎข้อห้าม และธรรมเนียมหยุมหยิมมากมาย แค่นางได้สนทนาด้วยเพียงครั้งเดียวนางก็แทบจะเป็นลมแล้ว“ดูเหมือนจะอายุน้อยกว่าข้ากระมัง เจ้าอายุเท่าไหร่”“ยี่สิบสอง”“เอ๋” ในที่สุดนางก็ลืมตาขึ้นมาพิจารณาเขาอย่างจริงๆ จังๆ “อายุเท่าข้าหรอกหรือ นึกว่าเด็กกว่าเสียอีก” นางจ้องเขาอย่างเอาเป็นเอาตาย ราวกับไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง และนั่นทำเอาอีกฝ่ายขมวดคิ้วด้วยความอึดอัดเฉิงเค่อฉวนประหลาดใจกับท่าทีของหญิงสาวเป็นอย่างมาก ตามที่สายสืบของตระกูลเฉิงรายงานมา นางก็คือนางมารประจิมที่ผู้คนต่างก็ร่ำลือกันไม่ผิดแน่ แต่จากที่ได้พูดคุยและพบปะ เขาพลันรู้สึกลังเลว่าอาจจะเชิญมาผิดคน หญิงสาวผู้นี้แม้จะมีท่าทีสงบเยือกเย็น อันที่จริงน่าจะบอกว่านางดูผ่อนคลายจึงจะถูก ทั้งที่รู้ว่าตนโดนกักตัวแต่รอบกายนางกลับไม่มีแม้แต่กลิ่นอายของผู้ฝึกยุทธ์ที่สมควรระมัดระวังตัว แล้วนางจะเป็นนางมารผู้ที่โค่นล้มจอมดาบประจิมได้อย่างไรทว่าแส้ที่ประดับพู่สีดำห้อยมุกอันแสนอัปลักษณ์ที่นางไม่ยอมให้ห่างกาย ก็
สิ่งที่ทำให้เจี่ยนอิงประหลาดใจคือผู้คนในโรงเตี๊ยมไม่มีทีท่าว่าจะรู้จักกลุ่มคนเหล่านั้นเลยสักคน นั่นย่อมหมายความว่าคนเหล่านี้เป็นคนต่างถิ่นเช่นกันกับเขาคำถามที่ว่าทำไมคนต่างถิ่นจึงยกโขยงกันมามากมายถึงเพียงนี้ อีกทั้งแต่ละคนก็ไม่อาจประเมินฝีมือได้ผุดขึ้นมาในใจทันทีในขณะที่เขากำลังครุ่นคิดเพื่อคาดเดาอยู่นั้น เขากลับรู้สึกถึงรังสีเข่นฆ่าที่พุ่งเข้ามาหาแผ่นหลังของตัวเอง ฝ่ามือที่แฝงเอาด้วยด้วยกำลังภายในแรงกล้า ฟาดลงไปยังจุดที่เขานั่งอยู่เมื่อครู่จนแผ่นกระเบื้องแตกกระจาย เกิดเป็นรูขนาดใหญ่ขนาดคนลอดเข้าไปได้ฝีมือของคนผู้นี้นับว่าไม่เลว เมื่อพิจารณาใบหน้าบึ้งตึงเย็นชาที่กำลังมองมา เขากลับไม่คุ้นเคยเลยแม้แต่น้อย จึงไม่อาจเดาจุดประสงค์ของอีกฝ่ายออก“จอมยุทธ์ท่านนี้ข้ากับท่านเคยบาดหมางกันหรือ ไยจึงมุ่งร้ายต่อข้า” เขาถามออกไปตามตรงด้วยเพราะฝ่ามือที่ซัดมาเมื่อครู่ ไม่ต้องคิดมากก็พอจะกระจ่างว่าหมายเอาชีวิต“ผู้ฝึกยุทธ์ประมือไยต้องหาเหตุผล ผู้ชนะจึงสามารถตั้งคำถาม อย่ามากความ เข้ามา หรือไม่ก็รับการโจมตี”น้ำเสียงเย็นชานั้นทำให้เจี่ยนอิงยิ่งฉงนในใจ เขามั่นใจว่าไม่เคยรู้จักกับบุรุษผู้นี้มาก่อน แต่ท
“เจ้าหนีมาเพราะคิดว่าตัวเองไม่คู่ควรที่จะอยู่กับข้าใช่หรือไม่”คำถามตรงประเด็นของหญิงสาวทำเอาเจี่ยนอิงชะงัก ไม่ใช่แค่เขาที่รู้จักนางดีเท่านั้น แต่จูเสวี่ยหลินเองก็รู้เท่าทันความคิดของเขาเช่นกัน “ใช่”“เจ้าดูแลข้าเพียงเพราะรับปากบิดาของข้าใช่หรือไม่” คำถามนี้ของเจี่ยนอิงทำให้จูเสวี่ยหลินต้องเป็นฝ่ายสูดลมหายใจเข้าออกด้วยความเดือดดาลบ้าง ทว่าเมื่อคิดดูอย่างถี่ถ้วนนางกลับสงบใจลงได้เขาไม่ผิดที่คิดเช่นนั้น เพราะตอนแรกที่นางออกตามหาเขานางคิดเช่นนั้นจริงๆ แต่ไม่รู้ว่ามันเริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อใดที่ความคิดนั้นค่อยเปลี่ยนไป จนไม่เหลืออยู่ในหัวของนางแม้แต่น้อย“มันเคยเป็นหนึ่งในเหตุผล ใช่” จูเสวี่ยหลินยอมรับออกมาเจี่ยนอิงเพียงแค่ยิ้มจางๆ ทว่ามันกลับฉายแววเศร้าโศกขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด“เจ้าโกรธข้าหรือไม่ที่ปิดบังอดีตของเจ้า” นางอดไม่ได้ที่จะถามขึ้น เมื่อมองเห็นรอยยิ้มที่มีร่องรอยของความโศกเศร้าบางอย่างแฝงอยู่“ไม่ เพราะข้าเองก็อยากจะลืมมันเหลือเกิน อยากจะกลับไปเป็นคนเดิมที่คอยวิ่งตามเจ้าไปทุกที่”น้ำเสียงสั่นสะท้านของเขา ทำให้จูเสวี่ยหลินสะท้อนใจ หญิงสาววางจอกสุราลง ดวงตาของนางแดงก่ำไม่รู้ว่าเป็
มันคือผัดผักธรรมดาที่ไม่ได้มีความพิเศษแต่อย่างใด แต่เขากลับจำได้ไม่มีวันลืมถึงรสชาติของมัน เพราะมันคือผัดผักเช่นเดียวกันกับจานที่นางบังคับเขาให้กินให้หมด ไม่ให้เหลือแม้แต่น้ำ‘อิง! คีบกับข้าวกินให้หมด ผักจานนั้นด้วย อย่าให้เหลือแม้แต่น้ำ’น้ำเสียงของจูเสวี่ยหลินเคร่งเครียด คล้ายกับมันคือเรื่องคอขาดบาดตาย หญิงสาวจะเข้มงวดกับเขาเช่นนี้เสมอเมื่อถึงมื้ออาหาร เพราะเขามักจะกินข้าวเปล่าอย่างเดียว โดยไม่กล้าแตะกับข้าวที่นางสั่งมาเต็มโต๊ะ“เจ้าจะเอาอย่างไร” เจี่ยนอิงเอ่ยถามขึ้นเพื่อทำลายความเงียบอันน่าอึดอัด“เจ้ายังติดค้างข้าอยู่ จำได้หรือไม่” จูเสวี่ยหลินเอ่ยทั้งที่ยังคงเอาแต่มองจานกับข้าวที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ หญิงสาวตั้งใจละเลียดอาหารอันโอชะไปช้าๆ ทำตัวราวกับวันเก่าๆ ที่เจี่ยนอิงยังคงสูญเสียความทรงจำ“เช่นนั้นมาเถิดทำให้จบๆ ตีข้าเสีย ข้าจะได้รีบไป”เจี่ยนอิงให้หดหู่ใจยิ่งนักในยามที่เขาเอ่ยคำนั้นออกมาจูเสวี่ยหลินวางตะเกียบในที่สุด ใบหน้าเรียบเฉยที่ไม่บ่งบอกอารมณ์ จ้องมองไปยังบุรุษที่ส่งผลต่อจิตใจนางอย่างน่าประหลาดตลอดระยะเวลาสองปีที่ทั้งคู่ออกเดินทางท่องเที่ยวด้วยกัน ใช้เวลาร่วมกัน และนอนกลางด
“จอมยุทธ์ทั้งหลาย พวกท่านประสงค์สิ่งใดหรือ” เจี่ยนอิงเอ่ยถามออกไปอย่างใจเย็น หนึ่งในผู้ที่ยืนมองอยู่ก้าวออกมา เขาเป็นบุรุษอายุราวยี่สิบปลายๆ ดูจากที่เขาก้าวออกมาด้านหน้าอย่างมั่นใจ โดยไม่มีเสียงคัดค้านจากเหล่าคนที่ยังคงยืนนิ่งอยู่ด้านหลัง ทำให้เจี่ยนอิงเดาว่าคนผู้นี้เป็นหัวหน้ากลุ่ม“จอมยุทธ์ท่านนี้ เราไม่ได้มีกิจอันใดต่อท่าน แต่เป็นจอมยุทธ์หญิงท่านนั้น หากข้าเดาไม่ผิดนางก็คือเหมันต์ไร้ใจแห่งทิศประจิมถูกต้องหรือไม่” “เอ่อ...” จูเสวี่ยหลินกำลังจะอ้าปากพูด แต่เจี่ยนอิงก็หันกลับมาหยุดนางเอาไว้ด้วยสายตาคมกริบสิ่งที่เจี่ยนอิงกังวลที่สุดคือ เรื่องราวในยุทธภพไม่ใช่เรื่องที่จูเสวี่ยหลินจะเข้าใจ เขาไม่รู้ว่านางทำเช่นไรจึงสามารถเอาชนะจอมดาบไป๋ซูมาได้ในสองกระบวนท่า ทั้งๆ ที่นางไร้มีเพียงวรยุทธ์แมวสามขาที่เขาเป็นคนสอนใช่...เจี่ยนอิงได้ยินเรื่องราวที่ผู้คนต่างก็ร่ำลือกัน นามของนางมารประจิม ไม่ได้ทำให้เขาตระหนกไปกว่าเหมันต์ไร้ใจที่ทำให้เขารู้ทันทีว่าคนผู้นั้นก็คือสตรีที่ยืนอยู่ด้านหลังเขาอย่างไม่ต้องสงสัย“นางไม่ใช่คนที่พวกท่านตามหา และเรากำลังจะกลับแล้ว” เจี่ยนอิงตัดบทดื้อๆ ก่อนจะรั้งจูเสวี่ยหล







