INICIAR SESIÓNเจี่ยนอิงอ้าปากค้างมองคนตัวเล็กกว่าที่เขาตระหนักดีว่าแม้นางจะตัวเล็ก แต่กลับมีพิษสงอันน่าตระหนกรอบด้าน หากเปรียบนางเป็นดังบุบผา จูเสวี่ยหลินก็เป็นดังกุหลาบเช่นกลิ่นกายบนตัวนาง กุหลาบที่มีทั้งความงดงามที่แฝงเอาไว้ด้วยอันตราย เพราะกุหลาบนั้นมีหนามอันแหลมคมที่ไม่ควรประมาท
ความเฉลียวฉลาด ความคล่องแคล่ว ความงดงามที่มาพร้อมกับความเจ้าเล่ห์ร้ายกาจ ทำให้ในสายตาเขาแล้วจูเสวี่ยหลินเป็นหญิงสาวที่อยู่เหนือสตรีทุกผู้ในผืนแผ่นดินนี้ ทุกอย่างที่เป็นนางทำให้เขาหวาดหวั่น เขาไม่คู่ควร ไม่ดีพอ และไม่แน่ใจว่าตนสามารถยืนอยู่ข้างกายนางได้
แส้ของเจี่ยนอิงถูกโยนลงบนพื้น ในยามที่จูเสวี่ยหลินตรงเข้าไปหาเขา หมัดทั้งสองข้างที่ปล่อยออกไป แม้ไม่ได้เจือเอาไว้ด้วยกำลังภายใน เพราะนางยังฝึกได้ไม่ถึงไหน แต่ทุกครั้งที่หมัดนั้นพุ่งออกไป มันก็มั่นคง หนักหน่วง แม่นยำพอที่จะให้เจี่ยนอิงที่คอยต้านรับไปพร้อมๆ กับระวังไม่ให้นางต้องเจ็บตัวเสียเอง ต้องถอยร่นไปด้านหลังไม่เป็นท่า
เมื่อโจมตีเจี่ยนอิงไม่สำเร็จ จูเสวี่ยหลินที่ออกแรงไปจนรู้สึกเหนื่อยก็หยุดลง หญิงสาวหันหลังกลับแล้วเดินกลับไป จนทำให้เจี่ยนอิงใจหายขึ้นมาจริงๆ
เขาไม่คิดว่านางจะถอดใจง่ายถึงเพียงนี้ ทว่าเขายังไม่ทันได้รั้งนางเอาไว้ จูเสวี่ยหลินพลันก้มลงหยิบแส้ที่เพิ่งโยนทิ้งไปขึ้นมา
เพลงแส้เหมันต์ไร้ใจของเจี่ยนอิง ถูกนำมาใช้เพื่อโจมตีผู้ที่คิดค้น
ระหว่างที่เขาหลบการโจมตีของนางอยู่นั้น สายตาพลันปะทะเข้ากับพู่สีดำที่ร้อยเอาไว้กับไข่มุกเม็ดใหญ่สีชมพูที่เขาแทบจะเอาชีวิตแลกมาเพื่อมอบมันให้จูเสวี่ยหลิน
ในครานั้นเจี่ยนอิงและจูเสวี่ยหลินเดินทางท่องเที่ยวไปยังแคว้นฉิน ซึ่งเป็นแคว้นที่ด้านหนึ่งติดกับทะเล และแคว้นฉินก็ขึ้นชื่อในเรื่องของไข่มุกน้ำงาม หายาก และล้ำค่า เรียกขานกันตามชื่อของเมืองนั้นว่าไข่มุกหมิงจู
ทุกปีที่เมืองหมิงจูก็จะจัดงานประจำปีขึ้น ซึ่งในงานนั้นจะจัดให้มีการปนระลองหมัดมวยโดยห้ามให้ใช้วรยุทธ์อย่างเด็ดขาด และในงานก็จะมีเหล่าผู้กล้าจากทั่วทุกสารทิศเข้าร่วมมากมาย จุดประสงค์ก็เพื่อแย่งชิงไข่มุกล้ำค่าไปเป็นของกำนัลแด่คนสำคัญ
เจี่ยนอิงที่วรยุทธ์ยังไม่คงที่ แอบไปลงชื่อเข้าร่วมการประลองหมัดมวย กว่าที่จูเสวี่ยหลินจะรู้ว่าเขาคือหนึ่งในผู้เข้าแข่งขัน นางก็ไปยืนอยู่ข้างสนามการต่อสู้และได้เห็นเขาพยายามอย่างสุดความสามารถ ทั้งที่ในยามนั้นเขาไม่ใช่เจี่ยนอิงคนที่สามารถฆ่าคนได้โดยไร้ซึ่งความลังเล แต่เขาคืออาอิงผู้ที่ยังคงหวาดกลัวที่จะเข้าใกล้ผู้คน
แม้จะเดือดดาลแต่ในความเดือดดาลนั้น กลับแฝงเอาไว้ด้วยความยินดี เนื่องจากก่อนหน้านี้ที่เขาไม่เคยพูดคุยกับคนแปลกหน้าเลยนอกจากนาง แต่เพื่อเข้าร่วมการแข่งขันนี้โดยไม่ให้นางรู้ เขาจึงจำเป็นต้องแอบออกมาจากโรงเตี๊ยมเพื่อเข้าสมัคร และแน่นอนว่าการคัดเลือกคงจะไม่ง่ายเช่นกัน
กระทั่งตอนนี้เจี่ยนอิงก็ยังคงไม่บอกจูเสวี่ยหลิน เรื่องที่เขาต้องจ่ายค่าสมัครเป็นสองเท่า เพียงเพราะเขาเป็นคนต่างถิ่นที่ไม่รู้รายละเอียดของการแข่งขัน หลังจากนั้นไม่นานเขาจึงได้รับรู้ว่าเขาถูกโกง
หากหญิงสาวรู้ว่าเขาถูกโกงเงินค่าสมัคร มีหวังงานในวันนั้นคงได้ถูกนางอาละวาดจนล่มไม่เป็นท่าแน่นอน และเงินอีกจำนวนหนึ่งซึ่งเป็นเงินจำนวนสุดท้ายที่เขามีก็หมดลง หลังจากทำงานหลังขดหลังแข็ง ในการแบกหามถึงสามวันสามคืน เพียงเพื่อจ่ายค่าพู่ประดับสีดำอันแสนอัปลักษณ์ด้วยราคาสูงลิ่ว เพราะตัวเขาไม่มีความรู้เรื่องนี้
เมื่อนึกถึงรอยยิ้มยินดีของจูเสวี่ยหลิน ในยามที่เขามอบพู่ประดับสีดำห้อยด้วยไข่มุกล้ำค่า ด้วยใบหน้าที่เขียวช้ำและบาดแผลตามเนื้อตัว เจี่ยนอิงก็ลืมหมดสิ้นทั้งความขัดเคืองที่ถูกหลอก กระทั่งหลังจากวันนั้นเขาก็ล้มป่วยแทบจะเอาชีวิตไม่รอด เพราะบอบช้ำภายในอย่างรุนแรง
เจี่ยนอิงยังจำได้ว่าวันนั้นเขาเพิ่งจะเคยเห็นใบหน้าราวกับอยากจะฆ่าคนให้ตายของจูเสวี่ยหลิน และคนที่ทำให้นางเดือดดาลถึงขั้นนั้นก็คือตัวเขาเอง
เงาร่างของหนึ่งบุรุษและหนึ่งหญิงสาวในชุดรัดกุม ซึ่งกำลังประมือกันอย่างดุเดือดใกล้กับบริเวณสุสานหลวง ดึงดูดความสนใจของชาวบ้านที่อยู่ในละแวกนั้น รวมไปถึงชาวยุทธ์ที่ชื่นชอบการต่อสู้ พวกเขาต่างก็อยากรู้อยากเห็นว่าเกิดอะไรขึ้น โดยที่ผู้ที่กำลังตกเป็นเป้าทั้งสองไม่รับรู้แม้แต่น้อย ดังนั้นการประมือที่ดูเหมือนจะมีฝ่ายหญิงเป็นฝ่ายโจมตีอยู่ฝ่ายเดียว จึงยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ กระทั่งคนที่หมดแรงก่อนหยุดลง แน่นอนว่าจูเสวี่ยหลินคือคนผู้นั้น
ใบหน้าที่เต็มไปด้วยหยาดเหงื่อ และเสียงหอบถี่รัวของหญิงสาวทำให้เจี่ยนอิงขมวดคิ้ว การโจมตีของนางแต่ละครั้ง เขาจดจำได้ไว้ทั้งหมดว่าตรงไหนยังคงบกพร่อง เนื่องจากก่อนหน้านี้ที่เขาสอนให้ นางเขายังคงจดจำได้ไม่หมด ทว่าตอนนี้ไม่เหมือนกัน เมื่อเขารู้ว่าจุดใดที่เป็นจุดอ่อนของกระบวนท่า เขาก็อยากจะให้นางแก้ไขในจุดนั้น
“เจ้าต้องปรับลมหายใจและฝึกการเดินลมปราณอย่างที่ข้าได้สอนไปให้บ่อยขึ้น เจ้ายังด้อยเรื่องกำลังภายใน แต่กระบวนท่าของแส้ไม่ซับซ้อน หากว่าเจ้าโจมตีอย่างไร้ทิศทางเช่นนี้ สักวันเจ้าอาจถูกคู่ต่อสู้รู้จุดอ่อน”
เจี่ยนอิงที่จับปลายของแส้อีกด้านของนางเอาไว้ได้ แต่นั่นกลับยิ่งเป็นการเพิ่มความหงุดหงิดและเดือดดาลให้คนฟังเป็นอย่างยิ่ง
อยู่ๆ หญิงสาวก็โพล่งขึ้นมา ทำเอาเฉิงเค่อฉวนเลิกคิ้วมองนางคล้ายกำลังเอ่ยถามว่านางหมายถึงเรื่องอะไร“ที่ข้าจะบอกก็คือ หากเกิดเรื่องอะไรขึ้นต่อจากนี้ไม่ใช่ความผิดของข้า แต่เป็นพวกเจ้าที่รนหาที่เอง” จูเสวี่ยหลินยักไหล่ประโยคที่นางเอ่ยไม่ได้ไขความกระจ่างให้เฉิงเค่อฉวนเท่าใดนัก เพราะนางเองก็ไม่มั่นใจในระดับความโกรธเกรี้ยวของเจี่ยนอิงยิ่งไม่รู้ว่าวรยุทธ์ของเขาจะสร้างหายนะให้ตระกูลเฉิงได้มากน้อยระดับใด จริงอยู่นางเคยประมือกับเขาจริงๆ จังๆ มาแล้วครั้งหนึ่ง ในยามที่เขายังคงเป็นคนของหนานหลิ่งอี้ แต่นั่นก็เกิดขึ้นเมื่อนานมาแล้ว“ก็ได้แต่หวังว่าเขาจะเปลี่ยนไปจากคนเดิมอย่างที่ข้าคิดด้วยเถิด...” จูเสวี่ยหลินครุ่นคิดแล้วพึมพำกับตัวเองอีกครั้งเดิมพันครั้งนี้สูงกว่าครั้งไหนๆ เพราะทุกครั้งนางไม่เคยเดิมพันด้วยความปลอดภัยของตัวเองมาก่อน หากไม่นับพี่สาวร่วมสาบานของนางที่นับว่าตนสามารถเสี่ยงชีวิต ครั้งนี้ก็คือครั้งที่นางใช้ตัวเองเดิมพันที่บ้าระห่ำที่สุดก่อนหน้านี้ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใด จูเสวี่ยหลินที่เป็นนักล่ามักจะวางแผนอย่างรอบคอบ เต็มไปด้วยความระมัดระวังอย่างที่สุด หากไม่มั่นใจว่ามีทางหนีที่ไล่ที่
นางซึ่งเป็นคนโผงผางและไม่ชอบเรื่องจุกจิก ทั้งยังรำคาญบุรุษจำพวกบัณฑิตที่แสดงท่าทีของผู้คงแก่เรียนที่ใช้ชีวิตอยู่บนหลักการที่กินไม่ได้ ไหนจะกฎข้อห้าม และธรรมเนียมหยุมหยิมมากมาย แค่นางได้สนทนาด้วยเพียงครั้งเดียวนางก็แทบจะเป็นลมแล้ว“ดูเหมือนจะอายุน้อยกว่าข้ากระมัง เจ้าอายุเท่าไหร่”“ยี่สิบสอง”“เอ๋” ในที่สุดนางก็ลืมตาขึ้นมาพิจารณาเขาอย่างจริงๆ จังๆ “อายุเท่าข้าหรอกหรือ นึกว่าเด็กกว่าเสียอีก” นางจ้องเขาอย่างเอาเป็นเอาตาย ราวกับไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง และนั่นทำเอาอีกฝ่ายขมวดคิ้วด้วยความอึดอัดเฉิงเค่อฉวนประหลาดใจกับท่าทีของหญิงสาวเป็นอย่างมาก ตามที่สายสืบของตระกูลเฉิงรายงานมา นางก็คือนางมารประจิมที่ผู้คนต่างก็ร่ำลือกันไม่ผิดแน่ แต่จากที่ได้พูดคุยและพบปะ เขาพลันรู้สึกลังเลว่าอาจจะเชิญมาผิดคน หญิงสาวผู้นี้แม้จะมีท่าทีสงบเยือกเย็น อันที่จริงน่าจะบอกว่านางดูผ่อนคลายจึงจะถูก ทั้งที่รู้ว่าตนโดนกักตัวแต่รอบกายนางกลับไม่มีแม้แต่กลิ่นอายของผู้ฝึกยุทธ์ที่สมควรระมัดระวังตัว แล้วนางจะเป็นนางมารผู้ที่โค่นล้มจอมดาบประจิมได้อย่างไรทว่าแส้ที่ประดับพู่สีดำห้อยมุกอันแสนอัปลักษณ์ที่นางไม่ยอมให้ห่างกาย ก็
สิ่งที่ทำให้เจี่ยนอิงประหลาดใจคือผู้คนในโรงเตี๊ยมไม่มีทีท่าว่าจะรู้จักกลุ่มคนเหล่านั้นเลยสักคน นั่นย่อมหมายความว่าคนเหล่านี้เป็นคนต่างถิ่นเช่นกันกับเขาคำถามที่ว่าทำไมคนต่างถิ่นจึงยกโขยงกันมามากมายถึงเพียงนี้ อีกทั้งแต่ละคนก็ไม่อาจประเมินฝีมือได้ผุดขึ้นมาในใจทันทีในขณะที่เขากำลังครุ่นคิดเพื่อคาดเดาอยู่นั้น เขากลับรู้สึกถึงรังสีเข่นฆ่าที่พุ่งเข้ามาหาแผ่นหลังของตัวเอง ฝ่ามือที่แฝงเอาด้วยด้วยกำลังภายในแรงกล้า ฟาดลงไปยังจุดที่เขานั่งอยู่เมื่อครู่จนแผ่นกระเบื้องแตกกระจาย เกิดเป็นรูขนาดใหญ่ขนาดคนลอดเข้าไปได้ฝีมือของคนผู้นี้นับว่าไม่เลว เมื่อพิจารณาใบหน้าบึ้งตึงเย็นชาที่กำลังมองมา เขากลับไม่คุ้นเคยเลยแม้แต่น้อย จึงไม่อาจเดาจุดประสงค์ของอีกฝ่ายออก“จอมยุทธ์ท่านนี้ข้ากับท่านเคยบาดหมางกันหรือ ไยจึงมุ่งร้ายต่อข้า” เขาถามออกไปตามตรงด้วยเพราะฝ่ามือที่ซัดมาเมื่อครู่ ไม่ต้องคิดมากก็พอจะกระจ่างว่าหมายเอาชีวิต“ผู้ฝึกยุทธ์ประมือไยต้องหาเหตุผล ผู้ชนะจึงสามารถตั้งคำถาม อย่ามากความ เข้ามา หรือไม่ก็รับการโจมตี”น้ำเสียงเย็นชานั้นทำให้เจี่ยนอิงยิ่งฉงนในใจ เขามั่นใจว่าไม่เคยรู้จักกับบุรุษผู้นี้มาก่อน แต่ท
“เจ้าหนีมาเพราะคิดว่าตัวเองไม่คู่ควรที่จะอยู่กับข้าใช่หรือไม่”คำถามตรงประเด็นของหญิงสาวทำเอาเจี่ยนอิงชะงัก ไม่ใช่แค่เขาที่รู้จักนางดีเท่านั้น แต่จูเสวี่ยหลินเองก็รู้เท่าทันความคิดของเขาเช่นกัน “ใช่”“เจ้าดูแลข้าเพียงเพราะรับปากบิดาของข้าใช่หรือไม่” คำถามนี้ของเจี่ยนอิงทำให้จูเสวี่ยหลินต้องเป็นฝ่ายสูดลมหายใจเข้าออกด้วยความเดือดดาลบ้าง ทว่าเมื่อคิดดูอย่างถี่ถ้วนนางกลับสงบใจลงได้เขาไม่ผิดที่คิดเช่นนั้น เพราะตอนแรกที่นางออกตามหาเขานางคิดเช่นนั้นจริงๆ แต่ไม่รู้ว่ามันเริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อใดที่ความคิดนั้นค่อยเปลี่ยนไป จนไม่เหลืออยู่ในหัวของนางแม้แต่น้อย“มันเคยเป็นหนึ่งในเหตุผล ใช่” จูเสวี่ยหลินยอมรับออกมาเจี่ยนอิงเพียงแค่ยิ้มจางๆ ทว่ามันกลับฉายแววเศร้าโศกขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด“เจ้าโกรธข้าหรือไม่ที่ปิดบังอดีตของเจ้า” นางอดไม่ได้ที่จะถามขึ้น เมื่อมองเห็นรอยยิ้มที่มีร่องรอยของความโศกเศร้าบางอย่างแฝงอยู่“ไม่ เพราะข้าเองก็อยากจะลืมมันเหลือเกิน อยากจะกลับไปเป็นคนเดิมที่คอยวิ่งตามเจ้าไปทุกที่”น้ำเสียงสั่นสะท้านของเขา ทำให้จูเสวี่ยหลินสะท้อนใจ หญิงสาววางจอกสุราลง ดวงตาของนางแดงก่ำไม่รู้ว่าเป็
มันคือผัดผักธรรมดาที่ไม่ได้มีความพิเศษแต่อย่างใด แต่เขากลับจำได้ไม่มีวันลืมถึงรสชาติของมัน เพราะมันคือผัดผักเช่นเดียวกันกับจานที่นางบังคับเขาให้กินให้หมด ไม่ให้เหลือแม้แต่น้ำ‘อิง! คีบกับข้าวกินให้หมด ผักจานนั้นด้วย อย่าให้เหลือแม้แต่น้ำ’น้ำเสียงของจูเสวี่ยหลินเคร่งเครียด คล้ายกับมันคือเรื่องคอขาดบาดตาย หญิงสาวจะเข้มงวดกับเขาเช่นนี้เสมอเมื่อถึงมื้ออาหาร เพราะเขามักจะกินข้าวเปล่าอย่างเดียว โดยไม่กล้าแตะกับข้าวที่นางสั่งมาเต็มโต๊ะ“เจ้าจะเอาอย่างไร” เจี่ยนอิงเอ่ยถามขึ้นเพื่อทำลายความเงียบอันน่าอึดอัด“เจ้ายังติดค้างข้าอยู่ จำได้หรือไม่” จูเสวี่ยหลินเอ่ยทั้งที่ยังคงเอาแต่มองจานกับข้าวที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ หญิงสาวตั้งใจละเลียดอาหารอันโอชะไปช้าๆ ทำตัวราวกับวันเก่าๆ ที่เจี่ยนอิงยังคงสูญเสียความทรงจำ“เช่นนั้นมาเถิดทำให้จบๆ ตีข้าเสีย ข้าจะได้รีบไป”เจี่ยนอิงให้หดหู่ใจยิ่งนักในยามที่เขาเอ่ยคำนั้นออกมาจูเสวี่ยหลินวางตะเกียบในที่สุด ใบหน้าเรียบเฉยที่ไม่บ่งบอกอารมณ์ จ้องมองไปยังบุรุษที่ส่งผลต่อจิตใจนางอย่างน่าประหลาดตลอดระยะเวลาสองปีที่ทั้งคู่ออกเดินทางท่องเที่ยวด้วยกัน ใช้เวลาร่วมกัน และนอนกลางด
“จอมยุทธ์ทั้งหลาย พวกท่านประสงค์สิ่งใดหรือ” เจี่ยนอิงเอ่ยถามออกไปอย่างใจเย็น หนึ่งในผู้ที่ยืนมองอยู่ก้าวออกมา เขาเป็นบุรุษอายุราวยี่สิบปลายๆ ดูจากที่เขาก้าวออกมาด้านหน้าอย่างมั่นใจ โดยไม่มีเสียงคัดค้านจากเหล่าคนที่ยังคงยืนนิ่งอยู่ด้านหลัง ทำให้เจี่ยนอิงเดาว่าคนผู้นี้เป็นหัวหน้ากลุ่ม“จอมยุทธ์ท่านนี้ เราไม่ได้มีกิจอันใดต่อท่าน แต่เป็นจอมยุทธ์หญิงท่านนั้น หากข้าเดาไม่ผิดนางก็คือเหมันต์ไร้ใจแห่งทิศประจิมถูกต้องหรือไม่” “เอ่อ...” จูเสวี่ยหลินกำลังจะอ้าปากพูด แต่เจี่ยนอิงก็หันกลับมาหยุดนางเอาไว้ด้วยสายตาคมกริบสิ่งที่เจี่ยนอิงกังวลที่สุดคือ เรื่องราวในยุทธภพไม่ใช่เรื่องที่จูเสวี่ยหลินจะเข้าใจ เขาไม่รู้ว่านางทำเช่นไรจึงสามารถเอาชนะจอมดาบไป๋ซูมาได้ในสองกระบวนท่า ทั้งๆ ที่นางไร้มีเพียงวรยุทธ์แมวสามขาที่เขาเป็นคนสอนใช่...เจี่ยนอิงได้ยินเรื่องราวที่ผู้คนต่างก็ร่ำลือกัน นามของนางมารประจิม ไม่ได้ทำให้เขาตระหนกไปกว่าเหมันต์ไร้ใจที่ทำให้เขารู้ทันทีว่าคนผู้นั้นก็คือสตรีที่ยืนอยู่ด้านหลังเขาอย่างไม่ต้องสงสัย“นางไม่ใช่คนที่พวกท่านตามหา และเรากำลังจะกลับแล้ว” เจี่ยนอิงตัดบทดื้อๆ ก่อนจะรั้งจูเสวี่ยหล







