INICIAR SESIÓN
ท่ามกลางแสงไฟนีออนที่พร่าเลือนจากสายฝนที่เริ่มโปรยปราย สถานบันเทิงสุดหรูใจกลางเมืองยังคงทิ้งร่องรอยความสนุกที่เพิ่งจบลง หญิงสาวในชุดมินิเดรสสายเดี่ยวสีดำขลับยืนเด่นตระหง่าน แผ่นหลังเปลือยเปล่าขาวเนียนละเอียดตัดกับเนื้อผ้าสีเข้มอย่างลงตัว ผิวของเธอสะท้อนแสงไฟยามค่ำคืนดูนวลตาราวกับหินอ่อนชั้นดี นิ้วเรียวสวยกำลังกดหน้าจอสมาร์ทโฟนอย่างเร่งรีบเพื่อเรียกบริการรถรับส่ง
ครืน...เสียงฟ้าคำรามกึกก้องทำเอาเธอสะดุ้งสุดตัว กลิ่นไอดินและพายุที่กำลังก่อตัวโชยมาปะทะจมูก ไม่นานนักเสียงแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันก็ดังขึ้น พร้อมกับสายเรียกเข้าที่ทำให้หัวใจเธอเต้นผิดจังหวะ
“สวัสดีครับคุณลูกค้า ตอนนี้ผมกำลังวนรถไปรับคุณที่หน้าเรดสกายนะครับ รถสีดำ ทะเบียน...”
เสียงทุ้มต่ำและกังวานที่ลอดผ่านหูโทรศัพท์นั้นช่างคุ้นเคยอย่างประหลาด มันมีแรงดึงดูดบางอย่างที่ทำให้เธอเผลอหยุดหายใจไปชั่วขณะ ความรู้สึกคะนึงหาที่ถูกซ่อนไว้ลึกสุดใจเริ่มสั่นคลอน
เมื่อรถยนต์คันหรูเคลื่อนมาจอดตรงหน้า หญิงสาวรีบแทรกตัวเข้าไปนั่งที่เบาะหลังหนีหยาดฝนที่เริ่มเทลงมาอย่างหนัก กลิ่นหอมสะอาดของน้ำหอมปรับอากาศผสมกับกลิ่นกายจาง ๆ ของชายหนุ่มพุ่งเข้าจู่โจมโสตประสาทของเธอทันที มันเป็นกลิ่นที่เธอจำได้แม่น... กลิ่นของความปลอดภัยและอันตรายในเวลาเดียวกัน
“ไปตามหมุดที่ปักไว้เลยนะคะ” เธอบอกพลางลูบต้นแขนที่เย็นเฉียบจากไอฝน
“ครับ...”
สายตาของเธอจับจ้องไปที่แผ่นหลังกว้างใต้เชิ้ตสีขาวที่ดูตึงเป๊ะไปทุกสัดส่วน ก่อนจะเลื่อนขึ้นไปสบตาเข้ากับดวงตาคมกริบผ่านกระจกมองหลัง เขากำลังจ้องเธออยู่ก่อนแล้ว สายตาคู่นั้นดูร้อนแรงและเต็มไปด้วยคำถาม
ชายหนุ่มขยับมือหนาขึ้นไปถอดหน้ากากอนามัยออกช้า ๆ เผยให้เห็นสันกรามคมชัดและริมฝีปากหยักลึกที่เธอเคยสัมผัสในวันวาน
“พี่กรณ์...” เสียงหวานพึมพำออกมาอย่างไม่เชื่อสายตา หัวใจสาวเต้นระรัวราวกับกลองรบ
“ไม่เจอกันนานเลยนะ... ริน”
เขาเรียกชื่อเธอด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่าเล็กน้อย รถที่ควรจะเคลื่อนตัวออกไปกลับนิ่งสนิทอยู่ท่ามกลางเสียงฝนที่ตกกระทบหลังคาอย่างบ้าคลั่ง บรรยากาศภายในรถเริ่มร้อนระอุขึ้นมาทันตาด้วยแรงดึงดูดที่โหยหากันมาแสนนาน
“พี่มาทำอะไรที่นี่คะ? ทำไมถึง...”
“พี่แค่อยากเจอเรา” เขาตัดบทพร้อมกับเอี้ยวตัวหันกลับมาหาเธอ สายตาคมกริบกวาดมองตั้งแต่วงหน้าหวานลงมายังเนินอกอิ่มที่กระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะหายใจ และแผ่นหลังขาวเนียนที่โผล่พ้นสายเดี่ยวเส้นเล็ก
“ชุดนี้... เหมาะกับรินดีนะ แต่มันทำให้พี่อยากจะหาอะไรมาปิดเพื่อให้คนอื่นมองไม่เห็น”
คำพูดกึ่งหวงแหนกึ่งหยอกเย้าทำให้รินหน้าร้อนผ่าว ความทรงจำเรื่องสัมผัสของเขาในอดีตย้อนกลับมาเป็นฉาก ๆ ราวกับหนังม้วนเดิมที่ถูกฉายซ้ำ
“พี่กรณ์พูดเหมือนเรายังเป็น...”
“พี่ไม่เคยคิดว่าเราเลิกกัน” เขาขยับกายเข้ามาใกล้ขึ้นจนได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน
“และคืนนี้... ฝนตกหนักขนาดนี้ พี่คงปล่อยให้รินกลับไปนอนคนเดียวไม่ได้หรอก”
ภายในห้องโดยสารที่ตัดขาดจากความวุ่นวายภายนอก มีเพียงเสียงที่ปัดน้ำฝนทำงานเป็นจังหวะสม่ำเสมอสลับกับเสียงหัวใจของหญิงสาวที่เต้นโครมคราม พิมพ์นารินลอบมองเสี้ยวหน้าคมเข้มของคนขับผ่านความสลัว แสงไฟจากข้างทางที่วูบผ่านทำให้เห็นสันกรามและลำคอแกร่งของเขาชัดเจนขึ้น
“เรื่องของเรามันจบไปแล้วค่ะ” เธอเอ่ยทำลายความเงียบ เสียงนั้นสั่นพร่าอย่างควบคุมไม่ได้
“จริงเหรอ คิดไปเองหรือเปล่า” ชายหนุ่มถามกลับ น้ำเสียงทุ้มต่ำนั้นนุ่มนวลทว่าแฝงไปด้วยความระแวดระวัง
“พิมพ์ไม่ใช่คนเดิมแล้ว พี่ก็รู้”
คำพูดนั้นทำให้รถหรูชะลอความเร็วลงเล็กน้อย ศุภกรณ์ หันกลับมามองใบหน้าหวานที่บัดนี้ดูโตเป็นสาวสะพรั่ง ดวงตากลมอีโตที่เคยจ้องมองเขาด้วยความเทิดทูนเมื่อห้าปีก่อน บัดนี้ถูกเคลือบไว้ด้วยเสน่ห์เย้ายวนใจในชุดมินิเดรสที่ขับเน้นทรวงอกอิ่ม
“พิมพ์!...” เขาครางชื่อเธอออกมาเบา ๆ ก่อนจะหันกลับไปรวบรวมสมาธิควบคุมพวงมาลัย ทว่านิ้วมือหนาที่กำพวงมาลัยอยู่นั้นกลับเกร็งแน่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“พิมพ์ไม่คิดเลยว่าจะได้เจอกับพี่อีกครั้ง...” พิมพ์นารินพึมพำ ห้าปีที่เขาหายไปจากชีวิตเธออย่างไร้ร่องรอย บัดนี้เขากลับมานั่งอยู่ตรงหน้า ในระยะที่ห่างกันเพียงเบาะกั้น
“พิมพ์มาเที่ยวที่นี่คนเดียวเหรอ” เขาถามพลางชำเลืองมองผ่านกระจกหลัง สายตาคมกริบกวาดมองเรียวขาขาวเนียนที่โผล่พ้นชายกระโปรงสั้นกุดอย่างเผลอตัว
“เปล่าหรอกค่ะ พิมพ์มากับเพื่อน แต่พอดีว่าเพื่อนพิมพ์เขาไปต่อกับแฟนนะสิ พิมพ์ก็เลยต้องกลับคนเดียว ไม่อยากไปเป็น กขค. เขาน่ะ”
พอกลับถึงไทย ศุภกรณ์ก็พาพิมพ์นารินและลูกน้อยมายังคอนโดที่เธอเคยอยู่“พิมพ์อยู่ที่นี่ ห้ามออกไปไหนเด็ดขาด ยกเว้นพี่จะสั่ง” ศุภกรณ์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดพลางวางกระเป๋าลง แววตาของเขาฉายแววกังวลระคนคาดหวัง“พี่จะคอยมาหาบ่อย ๆ ระหว่างนี้... พิมพ์อย่าลืมฝึกหัดลายเซ็นของคุณบัวแก้วให้คล่องล่ะ ทุกอย่างต้องเหมือนจนคนในบริษัทจับไม่ได้” เขายื่นเอกสารตัวอย่างที่มีลายเซ็นของบัวแก้วให้เธอ พิมพ์นารินรับมาประคองไว้ แผ่นกระดาษนั้นดูหนักอึ้งเหมือนแบกรับโชคชะตาของเขาเอาไว้“ส่วนเรื่องลูก... พรุ่งนี้พี่เลี้ยงจะเริ่มเข้ามาช่วยงาน พิมพ์จะได้มีเวลาทุ่มเทกับการฝึกสวมรอยเป็นบัวแก้วให้สมบูรณ์แบบที่สุด”พิมพ์นารินทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างกระจกบานใหญ่ที่เห็นทัศนียภาพของกรุงเทพฯ เมืองที่เธอเคยหนีจากไปพร้อมน้ำตา และตอนนี้เธอกลับมาเพื่อทวงทุกอย่างคืนภายใต้ใบหน้าของบัวแก้ว“ค่ะ... พิมพ์จะพยายาม พี่กรณ์ไม่ต้องห่วงนะ” เธอตอบรับด้วยเสียงจริงจังนิ้วเรียวสวยที่ดูแลมาอย่างดีลูบไล้ไปตามตัวอักษรบนลายเซ็นของบัวแก้ว เธอรู้ดีว่านี่ไม่ใช่แค่การฝึกเขียนหนังสือ แต่มันคือการกลืนกินตัวตนของหญิงอีกคนเข้ามาไว้ในร่าง ทุกลมหายใจ ท่
พิมพ์นารินหลับตาแน่น พยายามหนีบขาเข้าหากันด้วยความหวาดกลัวถึงขีดสุด ในวินาทีชี้เป็นชี้ตายที่มัจจุราชกำลังจะหยิบยื่นความอัปยศให้เธออยู่นั้น เงามืดของชายคนหนึ่งก็ปรากฏขึ้นที่ด้านหลังไอ้ชดศุภกรณ์ยืนนิ่ง แววตาคมกริบดุจพยัคฆ์จ้องมองเฒ่าหื่นที่กำลังจะย่ำยีแม่ของลูกและผู้หญิงที่เขาไม่เคยลืมเลือนไปจากใจ ปืนสั้นในมือที่เตรียมไว้จัดการเสี้ยนหนามอย่างวุฒิชัยถูกกำแน่น ก่อนที่เขาจะเหวี่ยงด้ามปืนทุบเข้าที่ท้ายทอยของไอ้ชดอย่างสุดแรง!ผลัวะ!!!!ร่างของชายชราหื่นกามทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นในทันทีโดยไม่ทันได้ส่งเสียง พิมพ์นารินตื่นตระหนกจนตัวสั่น เธอก็รวบรวมเรี่ยวแรงอุ้มลูกน้อยพุ่งเข้าซบผู้เป็นสามีตามสัญชาตญาณความปลอดภัยศุภกรณ์รีบกอดปลอบขวัญเมียรักด้วยความเป็นห่วง“พี่กรณ์! ฮื้อ!!... พิมพ์เกือบจะโดนมันเข้าแล้ว” เธอสะอื้นไห้ ร่างกายสั่นสะท้านด้วยความขวัญเสีย“ไม่ต้องกลัวพิมพ์ ยังไงพี่ก็มาช่วย” ศุภกรณ์รีบถอดเสื้อสูทเนื้อดีของเขาออกมาคลุมร่างที่เสื้อผ้าขาดหลุดลุ่ยของเธอไว้อย่างมิดชิด แววตาที่เคยแข็งกร้าวอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเห็นรอยช้ำบนผิวขาวนวล“มันรู้ได้ไงว่าพิมพ์อยูที่นี่”“พิมพ์ก็ไม่รู้เหมือนกัน
บรรยากาศยามบ่ายที่บ้านเช่าหลังเล็กที่พิมพ์นารินหวังใช้เป็นที่หลบภัยชั่วคราวกลับอบอวลไปด้วยรังสีแห่งความอันตราย เมื่อนายชดพ่อเลี้ยงจอมหื่นที่แอบสะกดรอยตามมา แอบซุ่มมองลอดช่องประตูรั้ว ดวงตาแดงก่ำด้วยฤทธิ์สุราจับจ้องไปยังม้าหินอ่อนหน้าบ้าน พิมพ์นารินกำลังกล่อมลูกน้อยของเธอและกำลังรอให้ศุภกรณ์พาไปหาหมอ ภาพเต้านมอวบหยัดขาวโพลนที่ล้นทะลักออกมาจากสาบเสื้อยามที่ทารกซุกไซ้ดูดดึง ช่างเป็นภาพที่ปลุกสัญชาตญาณดิบในตัวพ่อเลี้ยงจอมหื่นที่จ้องจะจับเธอเป็นนางบำเรอมาตั้งแต่ต้น“อีพิมพ์!! มึงกับแม่หนีมามุดหัวอยู่กันที่นี่เองรึ!!” เสียงของนายชดพึมพำอยู่ที่หน้าประตูรั้ว ทันใดนั้นพิมพ์นารินทร์ก็เหลือบไปเห็นพอดีหญิงสาวสะดุ้งสุดตัว มือสั่นเทารีบกระชับเสื้อปิดบังปทุมถันคู่สวยพลางอุ้มลูกน้อยถอยกรูดเข้าไปในบ้าน ก่อนจะล็อกกลอนอย่างแน่นหนา หัวใจเต้นรัวจนแทบหลุดออกมานอกอก เธอรีบกดโทรศัพท์หาศุภกรณ์ด้วยเสียงสั่นเครือ“พี่กรณ์!!! ถึงไหนแล้ว ไอ้ชดมันมาด้อม ๆ มอง ๆ แถวบ้านพิมพ์ มันคงรู้แน่เลยว่าพิมพ์กับแม่ย้ายมาอยู่ที่นี่”“ใจเย็นนะพิมพ์ พี่กำลังไป พิมพ์อยู่ในบ้านนะอย่าออกมาเด็ดขาด” ศุภกรณ์เริ่มเป็นกังวลหลังจากที่พิม
หลายเดือนต่อมาพิมพ์นารินก็ให้กำเนิดบุตรสาวตัวน้อยท่ามกลางความยินดีของทุกคน แต่พายุลูกใหญ่กลับตั้งเค้าขึ้นเมื่อคุณประภารัตน์ แม่ผัวผู้จ้องจับผิดและแอบนำเส้นผมของเด็กน้อยไปตรวจ DNA และผลที่ออกมาก็คือเด็กคนนี้ไม่ใช่สายเลือดของลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของเธอในวันที่นาวินต้องออกไปช่วยงานคุณคมสันเดินสายขอบคุณประชาชนยังต่างจังหวัด คุณประภารัตน์ก็ถือผลตรวจปรี่เข้ามาหาพิมพ์นารินถึงในบ้าน ท่ามกลางเสียงสะอื้นไห้ของทารกน้อยที่เพิ่งจะหลับใหล“ฉันถามหน่อยเถอะ ใครเป็นพ่อเด็กกันแน่ยะ! รึว่า... ความแรดในตัวเธอมันมีเยอะจนเธอจำหน้าพ่อเด็กไม่ได้แล้ว!” เสียงแผดด่าของคุณประภารัตน์ทำเอาพิมพ์นารินตัวสั่นด้วยความโกรธ เธอพยายามแย่งโทรศัพท์ในมือแม่ผัวที่กำลังจะกดต่อสายหาลูกชาย แต่เพราะในอ้อมอกมีลูกน้อยที่แสนรัก พิมพ์นารินจึงจำต้องปล่อยมือเพราะกลัวลูกจะหลุดมือบาดเจ็บเมื่อคุณประภารัตน์ไม่สามารถติดต่อนาวินตอนนี้ได้ เธอจึงหันมาสาดเสียเทเสียใส่พิมพ์นารินอย่างหนักหน่วง ราวกับจะเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของลูกสะใภ้ให้จมดิน วินาทีนั้น... เส้นด้ายแห่งความอดทนของพิมพ์นารินที่ขึงตึงมานานนับปีก็ขาดสะบั้นลงเธอนำลูกน้อยไปวางลงบนเปลอย่
เขารีบเร่งจังหวะกระแทกกระทั้นเข้าออกด้วยความหื่นกระหาย โหมกระหน่ำพายุอารมณ์ใส่ร่างบางอย่างไม่ปรานี เสียงครางที่เคยกระสันเปลี่ยนเป็นเสียงร้องด้วยความเจ็บจุก บัวรินรู้สึกเหมือนร่างกายจะฉีกขาด น้ำตาแห่งความเสียใจไหลอาบหางตาทั้งสองข้าง ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีตีกลับมาจนเธอกลั้นสะอื้นไม่อยู่“ฮื้อ... รินไม่ไหวแล้ว... ฮื้อ ๆ ๆ”ศุภกรณ์ไม่สนเสียงอ้อนวอน เขาจับเรียวขาอวบของน้องเมียพาดบ่าแกร่ง แล้วถอนตัวตนออกจนเกือบสุดก่อนจะกระแทกกลับเข้าไปใหม่ด้วยแรงทั้งหมดที่มี“ตั่บ! ตั่บ! ตั่บ!”“โอ๊ยยย! เจ็บ... พี่กรณ์ทำไมทำแรงแบบนี้ ฮื้อออ... รินเจ็บนะ คนหื่นกาม!” เธอตัดพ่อทั้งน้ำตา ร่างกายสั่นสะท้านไปตามแรงกระแทกที่รุนแรงจนเลือดแห่งพรหมจรรย์ค่อย ๆ ซึมออกมาเป็นรอยราคีบนที่นอนขาวสะอาดเมื่ออารมณ์เดินทางมาถึงจุดเดือด ศุภกรณ์รีบถอดถอนตัวตนออกมาจากความคับแน่น เขามองดูร่างที่บอบช้ำของน้องเมียด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความกระหายครั้งสุดท้าย“ริน! หนีบขาแน่น ๆ ซิ!”บัวรินที่สะอื้นไห้จนตัวโยนทำอะไรไม่ถูก เธอผงกหัวขึ้นมองด้วยความสับสน ก่อนจะถูกเขาจับขาอวบทั้งสองข้างรวบเข้าหากัน แล้วใช้แท่งรักถูไถระหว่างโคนขาอ่อนอย่าง
ทันทีที่ความหฤหรรษ์ผ่านพ้นไป ความเงียบงันก็เข้าปกคลุมห้องนอนอีกครั้ง สติที่เคยมืดบอดเริ่มกลับคืนมาทีละน้อยพร้อมกับคำถามที่ทิ่มแทงหัวใจดวงน้อย บัวรินนอนมองเพดานห้องด้วยสายตาที่ว่างเปล่าความรู้สึกผิดชอบชั่วดีเริ่มตีตื้นขึ้นมาจนจุกอยู่ที่ลำคอ ทั้งที่ในยามปกติเธอไม่เคยคิดเกินเลยกับสามีของพี่สาวแม้แต่น้อย ความรู้สึกขยะแขยงตัวเองเริ่มก่อตัวขึ้นช้าๆเมื่อความซ่านสยิวจากฤทธิ์ยายังคงทำหน้าที่ทรยศจิตใจ ความสับสนนี้ก็กัดกินความรู้สึกของเธอจนเริ่มหวาดกลัว... เธอกลัวว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในคืนนี้ จะไม่ได้หยุดลงเพียงแค่สัมผัสจากปลายนิ้วของเขาเท่านั้น!ท่ามกลางความเงียบสงัดภายในห้องนอน บัวรินนอนระทดระทวยอยู่บนเตียงหนาด้วยความสับสนที่ตีรวนอยู่ในอก สติของเธอเพิ่งจะฟื้นคืนมาได้เพียงเสี้ยว แต่พอสายตาเห็นศุภกรณ์เดินเปลือยเปล่ากลับมาจากห้องน้ำ แก่นกายความเป็นชายของเขาที่ตั้งตระหง่านและดูใหญ่โตน่ากลัวทำให้เด็กสาวที่ไม่เคยผ่านมือชายใดถึงกับสั่นสะท้านด้วยความหวาดหวั่นศุภกรณ์ก้าวขึ้นเตียงมาหาเหยื่อสาวที่นอนเปลือยเปล่าอย่างย่ามใจ เขารวบตัวเธอเข้ามากอดไว้อีกครั้งด้วยท่าทางคุกคาม“พี่กรณ์... ขอร้อง อย่าทำอะไรรินอี







