تسجيل الدخول“ปิ่นได้กินฝีมือพี่สองแล้ว” ปิ่นแก้วยิ้มให้ชายหนุ่ม เขายิ้มตอบกลับมาก่อนจะเริ่มรับประทานอาหารอย่างออกรส สองพี่น้องคุยสนุก ตลกและเป็นกันเอง ทำให้ปิ่นแก้วรู้สึกอบอุ่นใจยิ่งนัก
“ผมไปส่งปิ่นก่อนนะครับพี่หนึ่ง” ตฤณบอกพี่สาวก่อนจะเปิดประตูรถให้หญิงสาว ปิ่นแก้วยกมือไหว้กล่าวลาติยากรก่อนจะขึ้นไปนั่งบนรถ
“รัดเข็มขัดนิรภัยด้วยครับ” เขาขยับมารัดเข็มขัดนิรภัยให้เธอ ปิ่นแก้วมองใบหน้าที่ขยับเข้ามาใกล้ตาปริบๆ ตฤณทำท่าจะถอยห่างก่อนจะรัดเข็มขัดนิรภัยให้เธอเสร็จ แต่ดวงตาหวานใสทำให้เขาหยุดมองนิ่ง ลมหายใจปะทะกันในระยะกระชั้นชิดให้ความรู้สึกวูบวาบหวามไหวอยู่มาก
“เรียบร้อยแล้วครับ” ตฤณขยับห่างเพื่อมาสตาร์ทรถ ปิ่นแก้วขยับตัว ไปมาเล็กน้อยด้วยท่าทีขัดเขิน
“ซี่โครงหมูทอดกระเทียมพริกไทยดำอร่อยไหมครับ” เขาชวนคุยเพื่อทำลายความเงียบในรถ
“อร่อยมากๆ เลยค่ะ ทำยังไงถึงจะได้กินฝีมือพี่สองไปตลอดชีวิตคะ”
เธอเอ่ยถามก่อนจะมองหน้าเขายิ้มๆ
ตฤณถึงกับไปไม่เป็นเมื่อถูกถามเช่นนั้น คนที่รอฟังคำตอบใจลุ้นระทึกแต่เขาก็ไม่ตอบ เธอเลยใจแป้วไปเล็กน้อย
“นอนหลับฝันดีนะครับ” เขาบอกหญิงสาวหลังจากส่งเธอหน้าบ้านเรียบร้อยแล้ว
“พี่สองเข้าไปดื่มน้ำก่อนไหมคะ”
“เอาไว้วันหลังนะครับ วันนี้พี่มีงานซ่อมคอมฯ ให้ลูกค้าที่ทำค้างเอาไว้ครับ ต้องส่งงานพรุ่งนี้”
“งั้นโชคดีนะคะ” เธอโบกมือให้เขา ขณะยืนส่งเขาหน้าบ้าน
“ว่าไงครับน้องพี่ ครอบครัวเขาเป็นยังไงบ้าง” พี่ชายทั้งสามที่นั่งรออยู่เอ่ยถาม
“ก็ดีค่ะ พี่สาวของพี่สองใจดีมากเลยค่ะ”
“แล้วแฟนเราล่ะใจดีไหม”
“แฟนปิ่น พี่สองน่ะเหรอคะ ยังไม่ได้เป็นแฟนกันเลยค่ะ” ปิ่นแก้ว หน้าแดงรีบปฏิเสธลิ้นพันกัน
“แล้วเมื่อกี้พูดว่า... แฟนปิ่น พี่สองน่ะเหรอคะ เหมือนยอมรับเลยว่า เป็นแฟนกันแล้ว” พี่ชายเอ่ยแซว
“อย่ามาพูดแบบนี้นะคะ เดี๋ยวงอน” ปิ่นแก้วค้อนพี่ชาย
“มานั่งตรงนี้มายายน้องเล็ก” เอกตบโซฟาข้างตัว ปิ่นแก้วแทรกตัว เข้าไปนั่งท่ามกลางพี่ชายทั้งสาม
“เราโตแล้วนะ ตอนนั้นยังตัวเล็กๆ อยู่เลย” โทพูดขึ้นก่อนจะโยกศีรษะน้องสาวไปมา ปิ่นแก้วนั้นเป็นลูกหลงของพ่อแม่เพราะอายุห่างจากพี่ๆ ค่อนข้างมาก เกิดมาลืมตาดูโลกไม่เท่าไหร่บิดามารดาก็จากไปพวกเขาเลย ต้องเลี้ยงยายน้องเล็กมาตั้งแต่เด็กๆ
“แต่ปิ่นรู้สึกว่ายังเป็นเด็กน้อยของพี่เอกพี่โทและพี่ตรีอยู่เลยนะคะ”
“พวกพี่แค่เป็นห่วง อยากให้ปิ่นเจอผู้ชายดีๆ พวกพี่จะคอยดูแลอยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆ ปิ่นเรียนจบแล้วต้องมีอิสระและตัดสินใจด้วยตัวเองได้แล้วว่า อยากทำอะไร ชอบอะไร หรือรักใคร อยากมีชีวิตแบบไหน”
“ดูสิคะ พวกพี่ๆ ทำเหมือนปิ่นจะแต่งงานออกเรือนพรุ่งนี้แน่ะ” ปิ่นแก้วหัวเราะร่วนเมื่อพี่ชายทั้งสามของเธอดูจริงจังเหลือเกิน
“ไหนเล่าให้ฟังหน่อยสิ ไปกินข้าวกับนายสองอะไรนั่นเป็นยังไงบ้าง”
เมื่อพี่ชายเอ่ยถาม เธอก็เล่าให้ฟังอย่างละเอียด พี่ๆ ของเธอฟังไปพยักหน้ารับรู้ไปเหมือนอยากรู้ว่าเธอมีความรู้สึกเช่นไรกับตฤณ
“เราเพิ่งรู้จักกันน่ะค่ะ ยังมีเวลาอีกเยอะ” ปิ่นแก้วคิดว่าบางสิ่งบางอย่างไม่ควรรีบ โดยเฉพาะเรื่องความรัก
“ก็จริงนะ”
“ดูอย่างพี่ๆ สิคะ สามสิบกว่ากันทุกคนแล้ว ยังไม่เห็นแต่งงานกันเลย”
“ก็รอให้เราเรียนจบก่อนไง”
“ตอนนี้น้องเรียนจบแล้ว พี่ๆ ก็ควรที่จะเปิดใจคบใครบ้างนะคะ”
“ยังไม่เจอคนที่ถูกใจเลย”
“นั่นปะไร ก่อนปิ่นจะออกเรือน พี่ๆ ต้องออกเรือนมีคนดูแลก่อนนะคะ ไม่งั้นปิ่นจะแซงหน้าไปได้ยังไงกัน ปิ่นเป็นน้องนะ” เธอพูดติดตลกเลยโดนโยกศีรษะไปมา
“มันไม่สำคัญหรอกว่าใครจะออกเรือนก่อนหลัง ไปนอนได้แล้ว พรุ่งนี้ต้องไปทำงานอีก” พอเจอประโยคนี้ของน้องสาวเข้า พี่ๆ ของเธอก็ไล่ขึ้นห้องนอนกันเลยทีเดียว
ปิ่นแก้วขึ้นห้องก็อาบน้ำอาบท่าเตรียมตัวเข้านอน เธอไลน์ไปถามว่าตฤณถึงบ้านหรือยัง เพราะนึกเป็นห่วง เขาก็ตอบไลน์กลับมาว่าถึงเรียบร้อยแล้ว อาบน้ำเสร็จแล้ว กำลังนั่งซ่อมคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กให้ลูกค้าอยู่
ปิ่นแก้วมองโทรศัพท์นิ่ง ก่อนจะกดโทร. ไลน์หาเขา เพราะเขาคงไม่สะดวกพิมพ์
“ครับน้องปิ่น” ตฤณกดรับก่อนจะทักทายกลับไปขณะที่มือยังง่วนกับการซ่อมคอมพิวเตอร์อยู่
“พี่สองสะดวกคุยไหมคะ”
“คุยได้ครับ เมื่อกี้พี่พิมพ์ไม่ถนัด โทร. มาคุยแบบนี้ถนัดกว่า” เขาตอบกลับไป เสียงหวานใสทำให้ตฤณรู้สึกมีความสุขไม่น้อย หากได้ยินเสียงของเธอก่อนนอนทุกคืนคงดีเป็นที่สุด
“ขยันจังเลยนะคะ กลางวันก็ทำงาน กลางคืนก็ทำงาน”
“เก็บเงินไปขอเมียน่ะครับ” เขาหยอดกลับไป แต่พูดจริงๆ ปลายสายถึงกับเงียบไป ปิ่นแก้วเผลอยิ้มแต่ไม่กล้าถามว่าเก็บเงินไปขอใคร ไม่อยากคิดเข้าข้างตัวเองมาก กลัวหน้าแตก
“น้องปิ่นครับ”
“คะ”
“เป็นอะไรรึเปล่าครับเห็นเงียบไป” ตฤณเอ่ยถามกลัวพูดอะไรผิดไป
“เปล่าค่ะ คือจะบอกว่าวันมะรืนเจ้าดำออกจากโรงพยาบาลได้แล้วนะคะ”
“ดีจังเลยครับ เจ้าดำออกจากโรงพยาบาลแล้ว แต่พี่ยังไปหาคนรักษาเจ้าดำได้ไหมครับ” ตฤณถามกลับไป
“ไม่รู้สิคะ ถ้าจะมาใครจะห้ามล่ะคะ” เธอตอบกลับไปแล้วยิ้มกับโทรศัพท์
“พี่หนึ่ง ฮือๆๆ” ตุ๊กตาร้องไห้ออกมาร่างสั่นสะท้านอยู่ในอ้อมแขนของติยากร เธอรู้สึกว่าอ้อมแขนนี้อบอุ่นที่สุดเหมือนทุกครั้งที่เธอต้องการมัน แต่ถ้าเธอรู้จักรักตัวเองและกอดตัวเองได้ ยืนด้วยลำแข้งของตัวเองเธอก็น่าจะมีความรู้สึกอบอุ่นมากกว่านี้เป็นร้อยเท่าพันเท่าไม่ถึงหนึ่งอาทิตย์ด้วยซ้ำที่ตุ๊กตายอมล่าถอยไปเอง แต่เธอกลับได้พี่สาวเพิ่มมาอีกคน ปิ่นแก้วเป็นพี่สาวอีกคนที่น่ารัก อีกฝ่ายไม่ได้มาแย่งตฤณหรือติยากรไปจากเธอ แต่กลับมาเติมเต็มในสิ่งที่เธอขาดหาย นั่นก็คือมิตรภาพดีๆ ที่หายากยิ่งในสังคมปัจจุบันปิ่นแก้วสอนให้เธอได้เรียนรู้คุณค่าของชีวิต สอนให้เธอได้รู้จักตัวเองว่าชอบอะไร สอนการบ้านให้อย่างไม่เกี่ยงงอน เธอกลับไปเรียนอีกครั้ง คิดว่าจะพยายามตั้งใจเรียนให้สำเร็จในครั้งนี้ แม้บิดามารดาจะยังคงบ้างาน แต่เธอก็คิดไปว่าพวกท่านมีความสุขกับการทำงาน เธอนึกย้อนไปถึงอดีต ถึงแม้เธอปรารถนาเวลาและอ้อมแขนของพวกท่านเพียงใด แต่สิ่งหนึ่งที่พวกท่านทำคือไม่เคยให้เธอลำบากเลย ไม่ว่าจะเป็นอาหารการกิน บ้านช่องห้องหอที่อยู่อาศัยที่ไม่ให้น้อยหน้าใคร และเงินฝากในบัญชีที่พวกท่านฝากเอาไว้ให้ทุกเดือนเพราะไม่อยากให้เธอขัดส
ในเมื่อต้องเป็นแฟนกับตฤณ ตุ๊กตาคิดว่าต้องเอาใจตฤณให้เขาพึงพอใจมากที่สุด แต่เธอเองก็มีข้อแม้เช่นเดียวกัน“ในระหว่างนี้เธอห้ามยุ่งกับพี่สองเด็ดขาด ทำได้ไหม” ตุ๊กตาพูดขึ้น“ได้ พี่จะไม่ยุ่งกับพี่สองและเธอเด็ดขาด” ความใจเด็ดของอีกฝ่ายทำให้ตุ๊กตาอึ้งไป ถ้าเป็นเธอจะไม่ยอมยกสามีให้ใครหรอก วูบหนึ่งตุ๊กตาอยากถามว่าปิ่นแก้วกำลังคิดอะไรอยู่ แต่เธอก็เลือกที่จะไม่พูดไม่ถามออกไปหลังจากที่ตกลงกันเช่นนั้น ปิ่นแก้วแฟร์ๆ ว่าตัวเองมาทีหลัง ก็อยากให้ตุ๊กตาได้ลองคบกับตฤณดูเพื่อพิสูจน์ให้รู้ว่าถึงจะมาก่อนหรือมาหลัง สำคัญที่สุดคือจิตใจของคน และเพื่อเป็นการทดสอบความรักของตฤณที่มีให้เธอว่าเขาจะหวั่นไหวไปกับผู้หญิงคนอื่นไหม และอยากจบปัญหาทุกอย่างเธอจึงตัดสินใจเด็ดขาดปิ่นแก้วไม่ได้หวั่นไหวและมั่นใจว่าสามีไม่ใช่คนเจ้าชู้ เธอคิดว่าเขาเป็นคนดี แต่ถ้าครั้งนี้เธอคิดผิด ก็จะยอมรับในสิ่งที่ตัวเองตัดสินใจ เพราะถ้าไม่ทำแบบนี้ ตุ๊กตาก็จะเข้ามายุ่งวุ่นวายกับชีวิตของเธอไม่จบไม่สิ้นปิ่นแก้วย้ายกลับไปอยู่กับพี่ชายทั้งสามที่บ้าน ตุ๊กตาย้ายเข้ามานอนที่บ้านของตฤณอย่างเป็นทางการ เธอพยายามเอาอกเอาใจและเข้าหาเขาแต่โดนปฏิเสธ ตุ๊
“ค่ะ พี่หนึ่งได้ช่วยเลี้ยงแน่ๆ เลยค่ะ เพราะว่าปิ่นไม่มีพ่อแม่ มีแต่พี่ชาย ให้พวกพี่ชายเลี้ยง ถ้าลูกเป็นหญิงสงสัยได้กลายเป็นทอมแน่ๆ เลยค่ะ”ติยากรหัวเราะเบาๆ กับประโยคของน้องสะใภ้“เป็นเพศอะไรก็ช่าง แต่ให้ดูแลตัวเองได้ รับผิดชอบตัวเอง ไม่เป็นภาระสังคมพี่ก็ว่าดีแล้วนะ ถ้าเลี้ยงลูกแล้วนิสัยเหมือนตุ๊กตาก็ไม่ไหว พ่อแม่เขาตามใจลูกแต่ไม่มีเวลาให้ ให้แต่เงินทอง ตุ๊กตาเลยเป็นเด็กมีปัญหาเพราะถูกตามใจ อยากได้อะไรก็ต้องได้ ทำร้ายคนอื่นยังไม่ผิด พ่อแม่คอยปกป้องออกรับแทนเสียทุกอย่าง”“เราก็ต้องทำให้เขารู้สิคะว่าการจะให้คนอื่นยอมเขาทุกอย่างมันเป็นไปไม่ได้ เหมือนที่เขาเองก็ไม่มีทางยอมทำตามความต้องการของคนอื่นไปเสียทั้งหมดหรอกค่ะ”“เราสองคนน่ะ กลับมาเหนื่อยๆ ไปอาบน้ำพักผ่อนเถอะ เราเองก็กำลังท้องกำลังไส้ ไม่ต้องคิดมากหรอก พี่จะคอยรับมือตุ๊กตาให้เอง”“งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ” ตฤณดึงมือภรรยาขึ้นจากโซฟาที่นั่งคุยกันอยู่“จ้ะ ตามสบายเถอะ”“ฤทัยฝากของกินมาให้พี่เยอะแยะเลยนะครับ ฝากความคิดถึงมาให้ พี่หนึ่งด้วย”“ขอบใจมากจ้ะ เดี๋ยวพี่จะฝากขนมไปให้ฤทัยด้วย เขามีน้ำใจกับพี่เสมอ วันนี้พี่อยากนั่งดูซีรีส์น่ะจ้
“ปิ่นก็เข้าใจค่ะ มันผ่านไปแล้ว ตอนนั้นพี่สองอาจจะมีเหตุผลและอยากช่วย เลยต้องฝืนใจตบปากรับคำออกไปแบบนั้น แต่ตอนนี้ปิ่นเป็นภรรยาของพี่ ปิ่นจะทำทุกอย่างเพื่อช่วยเหลือพี่ค่ะ จะยืนอยู่เคียงข้างพี่สอง ไม่ซ้ำเติมไม่ตำหนิ แต่จะช่วยแก้ปัญหา”“นายโชคดีมากนะที่ได้น้องปิ่นเป็นภรรยา น่ารักและเฉลียวฉลาดแบบนี้สิถึงจะเหมาะกับคนที่จะเป็นแม่ของลูกนาย นายเลือกไม่ผิดจริงๆ” ณฤทัยตบไหล่เพื่อนขณะเอ่ยชม“แต่เขาร้ายมากนะน้องปิ่น ระวังตัวให้ดีแล้วกัน เขาเคยเอาหมามุ่ยไปใส่ในเสื้อผ้าของเพื่อนอีกคน ทำเอาเพื่อนคนนั้นอับอายไปทั่วเพราะนั่งรถเมล์ กลับบ้านแล้วนั่งคันไปหมด ดีนะพวกพี่ขับรถไปช่วยได้ทัน พาไปส่งโรงพยาบาล ไม่งั้นไม่รู้จะเป็นยังไง”“ร้ายจังเลยนะคะ” ปิ่นแก้วถึงกับคราง“ตุ๊กตาชอบแกล้งคนอื่น สมัยก่อนไม่มีเพื่อนเลย มีแต่สองนี่แหละที่ไม่เคยรังเกียจ พี่หนึ่งอีกคนมั้ง เพราะสองคนนี้เป็นคนดี ถ้าเป็นพี่ล่ะนะเละไปแล้ว” ณฤทัยไม่ใช่คนยอมคน“ปิ่นไม่กลัวหรอกนะ จริงๆ แล้วตุ๊กตาเขาก็น่าสงสารอยู่นะคะ เป็นเด็กขาดความอบอุ่น”“ตรงนั้นก็เข้าใจ แต่เขาร้ายมากนะ คนที่จะต้องรับผิดชอบชีวิตเขาและเผลอๆ ต้องพาไปบำบัดอาการเอาแต่ใจคือพ่อแ
“เดี๋ยวพี่จัดของอร่อยๆ ให้นะ ที่นี่มีสลัดเยอะแยะเลย น้ำสลัดพี่ทำเอง กินแล้วไม่อ้วนไม่เลี่ยน รับรองว่าไม่ทำให้คนท้องคลื่นไส้แน่ๆ”“ตุ๊กตาอยากกินสเต๊กปลา” ตุ๊กตาพูดจาทะลุกลางปล้องขึ้นมาเพื่อเรียกร้องความสนใจ“รู้แล้ว เดี๋ยวจะให้คนทำให้” ณฤทัยหุบยิ้มรับคำอืออา ใบหน้าเรียบเฉย ก่อนจะหันมายิ้มให้เพื่อนรัก“สองอยากกินอะไรสั่งเต็มที่เลยนะ เดี๋ยวจะฝากสลัดไข่กุ้งไปให้พี่หนึ่งด้วย พี่หนึ่งชอบกิน เราจำได้”“ดีจังนะคะ ทำตัวเป็นโรงทานเที่ยวแจกอาหารไปทั่ว ขายแบบนี้ได้กำไรบ้างไหมคะ สงสัยจะขาดทุนย่อยยับ”“เขาเรียกน้ำใจ ไม่ใช่เรียกทำทาน”“งั้นตุ๊กตาขอไปให้คนรับใช้ที่บ้านบ้างสิคะ” ตุ๊กตาประชดกลับ“คงไม่ได้หรอกจ้ะ ของกินอร่อยๆ ฉันให้สำหรับเพื่อนฉันเท่านั้น คนอื่นฉันไม่ให้จ้ะ ถ้าอยากได้ก็ซื้อสิจ๊ะ บ้านรวยมีเงินไม่ใช่เหรอ” ณฤทัยพูดตอกกลับก่อนจะสะบัดหน้าเดินหนีไป“นี่ กลับมาก่อนนะ!” ตุ๊กตากระชากเสียงทำท่าจะเดินตามไป ปิ่นแก้วได้แต่มองตาปริบๆ ก่อนหน้านี้ก็ว่าตุ๊กตาดูแปลกๆ ตอนนี้รู้แล้วว่านิสัยทั้งแปลกทั้งไม่มีมารยาทและหยาบคายที่สุด“คนมองกันใหญ่แล้วตุ๊กตา นั่งลงเถอะ” ตฤณรีบปรามเอาไว้“พี่สองดูเพื่อนพี่สิคะ มา
“อ้าว.. พี่ไม่เห็นรู้เลย” ตฤณใบหน้าเหลอหลา ตุ๊กตาเคยแกล้งเพื่อนผู้หญิงของเขาให้อับอายและมีเรื่องราวกันมาแล้ว เธอค่อนข้างแสบ เขาจึงคิดว่าการอยู่ห่างๆ จากเธอเป็นการดีที่สุด คนเราคุยกันได้ รู้จักกันได้ แต่ไม่จำเป็นต้องสนิทกันมาก บางครั้งการอยู่ห่างๆ กันก็ยังจะรักษามิตรภาพกันได้มากกว่าการอยู่ใกล้ชิดกัน“เดี๋ยวพี่หนึ่งก็คงจะบอกค่ะ แล้วพี่สองมาทำอะไรคะนี่”“พี่พาภรรยามาตรวจครับ”“ภรรยาเหรอคะ” หญิงสาวกัดปากตัวเองเบาๆ เธอแอบชอบตฤณมานาน ไม่คิดเลยว่าเขาจะชิงตัดหน้าแต่งงานไปเสียก่อน ทั้งๆ ที่ไม่เคยมีท่าทีสนใจผู้หญิงคนไหนมาก่อน แม้แต่ยายมะปราง เพื่อนของตฤณที่โดนเธอแกล้งอย่างเจ็บแสบเมื่อหลายปีก่อน ยายนั่นแอบชอบตฤณ แต่ตฤณไม่ได้คิดเกินเลย เธอจึงช่วยสั่งสอนก็เท่านั้นเอง“พี่สอง” คนที่ออกมาจากห้องตรวจยิ้มหน้าบาน ก่อนจะมองหญิงสาวที่นั่งอยู่ใกล้สามีด้วยความสงสัย“นี่เหรอคะภรรยาพี่สอง”“ใครเหรอคะพี่สอง” ปิ่นแก้วเอ่ยถาม“ตุ๊กตาครับ เป็นเพื่อนบ้านของพี่กับพี่หนึ่ง น้องเขาไปเรียนหลายปีเพิ่งกลับมา”“อ้อค่ะ” ปิ่นแก้วรับคำหันไปยิ้ม อีกฝ่ายก็ยิ้มตอบกลับมา แต่สีหน้า แววตาท่าทีดูแปลกๆ ของอีกฝ่ายทำให้ปิ่นแก้วต้องข







