LOGINหมิ่นลั่วกงจู่ ทอดสายพระเนตรมองตำหนักใน ทรงทอดพระเนตรอยู่เนิ่นนาน ทันในนั้นนางกำนัลนามว่า มายา ก้าวเดินเข้ามา นางถวายพระสุธารสชาที่ถ้วย กงจู่ทรงรับไว้ มายาจึงเอ่ยทูลถามพระนาง
“กงจู่ดำริถึงสิ่งใดอยู่เพคะ” “เกอเกอจับคนร้ายได้ไหม” กงจู่ตรัสถามมายา ขณะที่ยังไม่ได้หันมาทอดพระเนตรผู้ที่พูดคุยกับพระนาง “สายของเราบอกว่า เป็นฝีมือของไท่โฮ่วเพคะ” มายาเอ่ยด้วยน้ำเสียงโกรธจัด กงจู่หันกลับมาทอดพระเนตรมายา แล้วตรัสเรียบเฉย “ถึงเวลาที่ข้าต้องสะสางเรื่องราวให้จบเสียที” หมิ่นลั่วกงจู่ ถอนพระทัย แล้วทรงส่งถ้วยชาให้มายา “เรื่องของหลิวกุ้ยเฟยหรือเพคะ” มายาเอ่ยแผ่วเบา “ใช่” ไท่โฮ่วลืมพระเนตรช้าๆ ในยามเช้า ทรงทอดสายพระเนตรเบิกกว้างด้วยความตกพระทัย เมื่อลูกธนูมาจากทิศทางไหนไม่ทราบได้เฉียดพระเศียรไปปักที่หัวพระแท่น พระนางจึงตะโกนขึ้นทันที “ทหาร ทหาร!!!” ทหารราชองครักษ์วิ่งสิบคนตรวจห้องพระบรรทมทันที นางสนองพระโอษฐ์วิ่งเข้ามาหาพระนางไท่โฮ่วด้วยความตื่นตกใจ และทูลถาม “เกิดอะไรขึ้นเพคะ” “คนของเรารอคำสั่งอยู่เพคะ” มายาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “เกอเกอดีกับข้ามาตลอด ข้าไม่อาจหักหาญน้ำใจของเขาได้ เกอเกอรักข้าดุจแก้วตาดวงใจ” “กุ้ยเฟยพระนางตายไม่เป็นธรรม เพราะนางให้กำเนิดท่าน และอดีตต้าหวางจึงไม่สนใจนาง นางจึงสังหารกุ้ยเฟย” หญิงสาวอีกเอ่ยขึ้น นามว่า 'ชุนอิ๋ง' ก้าวเดินเข้ามาอยู่ด้านหลังกงจู่ กงจู่ถอนพระทัยอีกครั้ง แล้วหันกลับมาหา “เช่นนั้นทำตามแผน อย่าให้นางตาย ข้าไม่อยากมือเปื้อนเลือดก่อนออกนอกแคว้น” หมิ่นลั่วกงจู่ตรัสเช่นนี้ “เพคะ” ชุนอิ๋งรับคำสั่ง แล้วจึงก้าวเดินออกไป กงจู่เสด็จไปที่ถ้วยแก้ว แล้วเอาตะเกียบเหล็กบรรเลงเพลงก้องกังวาน จนกระทั่งกงจู่ทอดพระเนตรมองแก้วใบหนึ่งแตก เพราะตีหนักเต็มแรง ไท่โฮ่วลืมพระเนตรช้าๆ ในยามเช้า ทรงทอดสายพระเนตรเบิกกว้างด้วยความตกพระทัย เมื่อลูกธนูมาจากทิศทางไหนไม่ทราบได้เฉียดพระเศียรไปปักที่หัวพระแท่น พระนางจึงตะโกนขึ้นทันที “ทหาร ทหาร!!!” ทหารราชองครักษ์วิ่งสิบคนตรวจห้องพระบรรทมทันที นางสนองพระโอษฐ์วิ่งเข้ามาหาพระนางไท่โฮ่วด้วยความตื่นตกใจ และทูลถาม “เกิดอะไรขึ้นเพคะ” “มีลูกธนูแล่นเข้ามาในห้องของข้า” พระนางเอาลูกธนูส่งให้นางสนองพระโอษฐ์ นางจึงเอามาดู ที่ปลายลูกธนูมีกระดาษอยู่ นางจึงดึงออกมาคลี่ดู มีข้อความว่า “บัญชีนี้แค้น ข้าจะตอบแทนให้อย่างสาสม” นางสนองพระโอษฐ์กล่าวจบ ไท่โฮ่วทรงหยิบลูกธนูจากกางสนองพระโอษฐ์หักครึ่งทันที “หมิ่นลั่ว ข้าจะไม่ปล่อยเจ้าให้ถึงแคว้นหรูเป็นอันขาด”ต้าหวางเสด็จกลับมาจากเจียวฟาง มายังตำหนักส่วนพระองค์ และประทับเพียงลำพังไม่ให้เข้ามาพบ แต่ฉงอิ๋งก้าวเดินเข้ามาพร้อมชากุ้ยฮัวทอดพระเนตรมองต้าหวางที่หมองเศร้าเช่นนี้ ก็ทำให้เขาเป็นทุกข์ไปด้วย“ลั่วเอ๋อร์ นางไม่เคยรักข้าเลย นางรักแต่แคว้นของนาง นางแต่มาอยู่กับข้า เพียงเพราะต้องการตำราพิชิตใต้หล้าเพียงเท่านั้น ข้าเสียงแรงที่ข้ารักเจ้า ไม่ว่าสิ่งใดข้าก็ให้นางได้” ต้าหวางตรัสด้วยพระสุรเสียงหมองเศร้า“ต้าหวางหม่อมฉันขอพูดสักเรื่องได้หรือไม่พระเจ้าค่ะ” ฉงอิ๋งทูลบอก ต้าหวางเสวยน้ำจัณฑ์ทันที“มายาเคยเล่าให้หม่อมฉันฟังเมื่อนานมาแล้วว่า พระนางเป็นลูกของฟูเหรินของอดีตซีอวี้ต้าหวาง แต่ทว่าฟูเหรินเหนียงชินของพระนางได้สิ้นพระชนม์ไปนั้น พระนางก็ถูกไท่โฮ่วรังแกเรื่อยมา ต้าหวางแคว้นซีอวี้ทนไม่ได้จึงคิดส่งพระนางมาที่นี่ และอยากให้พระนางอยู่ในใต้การดูแลของพระองค์ แต่พระนางก็รักต้าหวางแคว้นซีอวี้มากอยากจะให้ต้าหวางพิชิตดินแดนเช่นพระองค์ มายาบอกหม่อมฉันว่าพระนางล้มเลิกเรื่องนี้ตั้งแต่มารับตำแหน่งหวางโฮ่ว และเลิกยาขับเย็นด้วยเช่นกัน เพราะอยากให้กำเนิดหวางจื่อให้พระองค์ แต่ตอนนี้พระวรกายภายในอ่อนแอเช่นหมอ
หมิ่นลั่วไท่จื่อเฟยทอดพระเนตรไปยังวังหลวง เพราะเสียงฆ้องดังกังวานแปดครั้ง ทำให้ในวังและนอกวังรู้ว่าต้าหวางสวรรคตแล้ว พระนางก้มลงประทับที่พื้นตำหนัก ถวายบังคมสามครั้ง เช่นเดียวกับเหล่าข้าหลวงที่ถวายบังคมเช่นกัน และร้องไห้กันระงมทั่วกันหลังจากฉินหรงลั่วต้าหวางครองราชย์มาได้สี่เดือนพระองค์ได้ขยายดินแดนมากขึ้นจรดแคว้นซีอวี้ โดยให้เหล่าต้าเจียนจวินนำทัพออกไปบุกดินแดนต่างๆ และดินแดนแข็งข้อพระองค์ให้เจียนจวินจัดการแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน จึงไม่มีใครกล้าแข็งข้อกับพระองค์อีกขณะที่ต้าหวางขยายดินแดนอยู่นั้นหมิ่นลั่วกงจู่ได้ละทิ้งความพยายามตามหาตำราพิชิตใต้หล้าไปเสียแล้ว พระนางมีพระดำริว่าได้มาก็เปล่าประโยชน์ เพราะถึงอย่างไรแคว้นหรูก็เป็นแคว้นของพระนางที่ต้องรักษาดูแลไม่ให้ผู้ใดมารุกรานได้ ถึงแคว้นซีอวี้จะเป็นแคว้นบ้านเกิดก็ตามที พระนางจึงได้หยุดยาขับเย็นอย่างจริงจัง เพื่อมีหวางเย่ให้พระองค์ แต่ทว่าเรื่องหนึ่งเกิดขึ้นกับพระนางเฉินหมิ่นลั่วหวางโฮ่วประทับนั่งที่คันฉ่องขณะที่มายากำลังสางพระเกศา ส่วนฉุนอิ๋งลงน้ำมันจันทน์ทำให้กลิ่นหอมทั่วทั้งตำหนัก เมื่อชุนอิ๋งลงน้ำมันจันทน์ลงพระเกศาเสร็จสิ้น พระนางลุก
หวางเย่ทั้งสามเสด็จเข้าวังในกลางดึกตามพระกระแสรับสั่งของต้าหวาง เพราะไฟนั้นไหม้ตงกงอย่างหนัก โดยในตำหนักมีไท่จื่อและไท่จื่อเฟยประทับอยู่ในตำหนักด้วย อีกทั้งสองพระองค์ก็ไม่สามารถเสด็จออกมาได้ เพราะไฟนั้นโหมหนักยิ่งนัก ตวนมู่กุ้ยเฟยได้สดับในเรื่องนี้ พระนางรีบเสด็จมาดูที่ตงกง และร่ำเรียกถึงไท่จื่อให้เสด็จออกมา แต่ไร้วี่แวว ขันทีสามคนที่เข้าไปช่วยเหลือก็ตายในกองเพลิงด้วยเช่นกัน เพราะเสาและของในตำหนักหล่นทับจนตายพอรุ่งสางไฟได้มอดดับลงไปแล้ว เหลือแต่ซากตำหนักที่เต็มไปด้วยขี้เถ้าและมีซากศพที่เผาไหมอยู่ข้างกัน เจ้ากรมอาญาเอาศพไปพิสูจน์ทั้งหกศพ มีพระศพของไท่จื่อและไท่จื่อเฟย รวมไปถึงขันที และนางสนองพระโอษฐ์ของไท่จื่อเฟยที่ตายในกองเพลิงการสิ้นพระชนม์นำความเศร้าโศกมาให้ต้าหวางและตวนมู่กุ้ยเฟยผู้เป็นเหนียงชินสามเดือนต่อมาหรูต้าหวางมีพระกระแสรับสั่งให้ขุนนางชั้นผู้ใหญ่มาตำหนักทรงงาน โดยมีขุนนางชั้นผู้ใหญ่ถึงหกคนมาพร้อมเพรียงกัน เนื่องด้วยการจัดพระศพเข้าเขาไท่ฉาง และการแต่งตั้งไท่จื่อพระองค์ใหม่“ข้าต้องการจัดศพของเฉินไท่เข้าสุสานหลวงไท่ฉาง” ต้าหวางตรัสเช่นนี้“ต้าหวางก่อนที่ไท่จื่อสวรรคตสองเด
กงจู่เสด็จกลับมาเรือนไม้ฝูหรง มายาและชุนอิ๋งก้าวเดินเข้ามาพร้อมพระนาง พระนางประทับนั่งบนฟูกตรงตั่งที่ประทับ มายาถวายพระสุธารสชาดอกท้อ คังหยางก้าวเดินเข้ามาหาพระนางถวายบังคมทุกครั้ง“กงจู่ยานั้นได้ออกฤทธิ์แล้ว เห็นว่าวันที่ไท่จื่อก็ไม่ได้เสด็จเข้าท้องพระโรง พระองค์ให้ขันทีในตำหนักรายงานว่าประชวร” คังหยางทูลบอก“ว่าแต่ทำไมยาออกฤทธิ์ไวจัง ยานี้ต้องออกฤทธิ์ประมาณห้าถึงหกเดือนขึ้นไป” กงจู่ตรัสถามสงสัย“หม่อมฉันคิดว่าไท่จื่อเฟยสั่งให้คนใส่ยาในปริมาณมากเป็นแน่ หม่อมฉันยังได้ยินมาว่าเมื่อสองสามวันก่อนไท่จื่อให้ไท่จื่อเฟยถวายงานในห้องบรรทม พอเสด็จออกมาในยามเช้าเนื้อตัวเขียวช้ำ คิดว่าไท่จื่อคงซ้อมพระนางแน่แท้” คังหยางทูลบอก“ความจริงแล้วข้าก็อยากให้ฉินไท่ตายวันนี้ พรุ่งนี้เลย ไม่ใช่เพียงเพราะข้าเห็นใจไท่จื่อเฟยนะ แต่ไท่จื่อส่งคนมาลอบฆ่าหวางเย่ครั้งแล้วครั้งเล่า หวางเย่อาจทนได้ แต่ข้าไม่อาจทนได้อีกต่อไป” กงจู่ตรัสจริงจัง“กงจู่เพคะคนของไท่จื่อเฟยส่งจดหมายมาให้พระนาง นางบอกว่าต้องให้กับมือของพระนาง” หลานลี่ทูลบอกพระนางหน้าห้องบรรทม“ให้นางเข้ามา” กงจู่ตรัสเช่นนี้ นางสนองพระโอษฐ์ของไท่จื่อเฟยก้าวเ
กงจู่เสด็จเข้ามาในจิ้นซ่านกง เสด็จมาประทับที่ตั่งบรรทม ขณะที่หวางฉีหวางเย่เสด็จเข้ามาในห้องบรรทมเช่นกัน หวางเย่แย้มพระสรวลกว้างทำให้พระนางสงสัยว่าเหตุใดพระองค์จึงแย้มพระสรวลเช่นนี้“ยิ้มอะไรเพคะ” พระนางตรัสถามสงสัย“ข้าไม่เคยคิดว่าเจ้าจะหึงหวงข้าถึงเพียงนี้” หวางเย่แย้มพระสรวล และประทับนั่งเคียงข้างพระนาง“หม่อมฉันเพียงแค่ไม่ไว้ใจจ้าวหวางโฮ่ว” กงจู่ตรัสจริงจัง“ทำไมเจ้าถึงคิดเช่นนั้น” หวางเย่ตรัสสงสัย“คังหยางรายงานหม่อมฉันว่า วันที่หวางเย่ชนะศึก และกลับมาเห็นหม่อมฉันและเหล่าทหารในค่ายเมื่อวันก่อน เป็นเพราะจ้าวหวางโฮ่วผู้นี้เป็นคนสั่งการโจมตีค่ายของเรา และนางสั่งตายหม่อมฉันด้วยเช่นกัน ถ้าหม่าเสียวหยินมาเป็นฟูเหรินของพระองค์ หม่อมฉันก็ไม่รู้ว่านางจะมาฆ่าหม่อมฉันหรือพระองค์ หม่อมฉันเลยหาข้ออ้างตัดไฟตั้งแต่ต้นลม เพื่อไม่ให้บานปลายไปยังภายภาคหน้า” กงจู่ตรัสเช่นนี้ หวางเย่โอบกอดพระนางและประทับพระโอษฐ์ที่พระนลาฏแผ่วเบา“ขอบคุณนะ ที่เจ้าคิดอ่านเพื่อข้า เรื่องบางเรื่องข้าก็ไม่อยากให้เจ้าเข้ามาเสี่ยง มันเป็นอันตรายต่อตัวของเจ้าด้วย ถ้าเจ้าเป็นสิ่งใดขึ้นมา แล้วข้าจะอยู่ได้อย่างไร” หวางเย่ตรัสเช
กงจู่ประทับนั่งในอ่างสรงน้ำ หลานลี่และชุนอิ๋งเทน้ำลงมาในอ่าง ส่วนชุนอิ๋งโปรยดอกไม้ลงมาในอ่างเช่นกัน หวางเย่เสด็จเข้ามาในห้อง ทอดพระเนตรมองกงจู่ที่ประทับนั่งในอ่าง ขณะที่ฉงอิ๋งถอดฉลองพระองค์ให้หวางเย่จนเหลือเพียงแต่เสื้อผาว พระองค์โบกพระหัตถ์ไล่เหล่าข้าหลวงให้ออก ไป เหล่าข้าหลวงถวายบังคมและก้าวเดินออกไป“เสด็จกลับมาแล้วหรือเพคะ” กงจู่ตรัสถาม หวางเย่ถอนฉลองพระองค์ออก และมาประทับนั่งข้างพระนางในอ่างน้ำ“ขอบคุณนะที่รักษาค่ายไว้ได้ และขอโทษที่เหลือทหารไว้ให้เจ้าเพียงสามร้อยคน ข้าไม่รู้ว่าเหตุการณ์จะเป็นเช่นนี้” หวางเย่ตรัสแผ่วเบา พระนางหันพระพักตร์มาหาพระองค์“เราไม่อาจร่วงรู้ว่าเหตุการณ์ข้างจะเป็นเช่นไร แต่ว่าพระองค์ชนะกลับมาและปลอดภัยเช่นนี้หม่อมฉันก็ดีใจเพคะ” พระนางตรัสเช่นนี้“ทหารข้างนอกเอ่ยชื่นชมกันหนาหูในการต้านทหารแคว้นไป๋ถังจนต้องหนีกลับไป” หวางเย่ตรัสชื่นชม“หม่อมฉันทำไปตามหน้าที่เท่านั้นเพคะ แคว้นเราจะแพ้ไม่ได้ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม” พระนางตรัสจริงจัง“ขอบคุณนะ” หวางเย่ตรัสเช่นนี้และแย้มพระสรวล เป็นการแย้มพระสรวลที่อบอุ่นยิ่งนัก พระนางสบพระเนตรพระองค์ที่เปล่งประกายดุจแสงตะวัน ท
หมิ่นลั่วกงจู่เสด็จมาหน้าพระราชวังพร้อมกับต้าหวาง และเหล่าข้าหลวง ต้าหวางจัดขบวนเสด็จของกงจู่หมิ่นลั่วอย่างเอิกเกริกมีผู้ติดตามสามพันคนไปส่งถึงชายแดง พร้อมด้วยเครื่องบรรณาการหลากหลายอย่างที่ถวายให้ต้าหวางแห่งแคว้นหรู แต่ทว่าไท่โฮ่วไม่ได้มาส่งนาง ก็ถือว่าโชคดีมาก และกงจูพระดำริว่า ของขวัญที่พระนางมอ
หมิ่นลั่วกงจู่ กงจู่แห่งแคว้นซีอวี้เสด็จเข้าห้องบรรทม ทรงทอดพระเนตรถ้วยแก้วทรงสูงหลายสิบใบที่ใส่น้ำเล็กน้อยอยู่ นางกำนัลคนหนึ่งส่งไม้เหล็กขนาดตะเกียบถึงพระหัตถ์ของพระนาง กงจู่รับไว้มาเคาะเบาๆ จนเกิดเสียงไพเราะ กงจู่ได้ดำริว่าถ้าคิดจะรวบรวมสามแคว้นให้ตกอยู่ในมือของเกอเกอ ต้องใช้วิธีใดกัน การที่ไปแต
“แค่เจ้าก้าวเข้ามาในห้องนี้ ข้าก็รู้แล้วว่าเป็นเจ้า” ฉีหวางเย่หลับพระเนตรลง“ท่านอัจฉริยะไม่มีใครเปรียบเลยจริงๆ ขนาดข้าศึกพระองค์ยังประเมินด้วยเสียงฝีเท้า คงไม่มีใครทำได้เช่นท่านอีกแล้ว ข้าเลื่อมใส”“เจ้ามาทำอะไรที่นี่ ปู้อวี้” ฉีหวางเย่ตรัสถามด้วยความสงสัย ขณะที่ยังทรงหลับพระเนตรอยู่“เกอเกอเรามีน
“กงจู่เป็นอะไรหรือไม่พระเจ้าค่ะ” คังหยางทูลถามเช่นนี้ กงจู่จึงตรัสถามทันที“เกิดอะไรขึ้น” กงจู่ตรัสถามทันที“ทหารของเรากำลังต่อสู้กับกองโจรพระเจ้าค่ะ” คังหยางทูลจบ เขาจึงเอากระบี่ปัดลูกธนู กงจู่เปิดพระวิสูตรทอดพระเนตรออกไปด้านนอก เห็นทหารกำลังถูกกองโจรชุดดำปิดปังใบหน้า พระนางจึงหวนนึกถึงครั้งที่ถูก







