Masuk“กงจู่เป็นอะไรหรือไม่พระเจ้าค่ะ” คังหยางทูลถามเช่นนี้ กงจู่จึงตรัสถามทันที
“เกิดอะไรขึ้น” กงจู่ตรัสถามทันที “ทหารของเรากำลังต่อสู้กับกองโจรพระเจ้าค่ะ” คังหยางทูลจบ เขาจึงเอากระบี่ปัดลูกธนู กงจู่เปิดพระวิสูตรทอดพระเนตรออกไปด้านนอก เห็นทหารกำลังถูกกองโจรชุดดำปิดปังใบหน้า พระนางจึงหวนนึกถึงครั้งที่ถูกกองโจรที่เคยบุกทำร้ายพระนางครั้งก่อน ทรงคาดว่าอาจเป็นคนของไท่โฮ่ว กงจู่จึงกำพระหัตถ์แน่น หันกลับไปทอดพระเนตรมายาที่อยู่ใกล้คันธนูที่สุด จึงตรัสอย่างรวดเร็ว “มายาเอาคันธนูมาให้ข้า” “เพคะ” มายารีบส่งคันธนูและกระบอกไม้ไผ่ที่มีลูกธนูอยู่ส่งให้พระนาง ขณะที่ชุนอิ๋งกำลังยิงธนูตอบโต้กับโจรชุดดำ จนนางกระโดดลงจากรถม้า กงจู่กับมายาก็ลงจากรถม้าเช่นกัน โจรชุดดำสามคนเข้ามาหากงจู่หมายจะทำร้ายพระนาง คังหยางรีบเข้าประชิดพระนางใช้กระบี่สู้กับโจรทั้งสาม มายาก็ช่วยคังหยางเช่นกัน พระนางจึงยิงลูกธนูออกไปสามดอก โจรชุดดำตายทันที คังหยางหันมาหากงจู่ที่ไม่บ่งบอกสีพระพักตร์ เพราะมีหน้ากากปิดปังพระพักตร์อยู่ พระนางทอดพระเนตรเห็นโจรชุดดำอีกคนที่หมายจะหลบหนี พระนางจึงใช้ลูกธนูยิงไปตรงโจรชุดดำ ลูกธนูที่ยิงไปนั้นพุ่งไปตรงกลางลำตัวชายผู้นั้นทันที ทำให้คังหยางหันกลับไปมองชายชุดดำผู้นั้นล้มหน้าทิ่มลงพื้นทันที คังหยางกลับมาทอดพระเนตรกงจู่ที่แย้มพระโอษฐ์ที่มุมโอษฐ์ ทำให้คังหยางและเหล่าข้าหลวงต่างขนลุกด้วยความหวาดกลัวพระนาง แต่คังหยางชันเข่าลงทูลรับพระอาญาทันที “หม่อมฉันขออภัยที่อารักขากงจู่บกพร่อง ขอลงพระอาญาด้วยพระเจ้าค่ะ” “ข้าไม่เป็นอะไร คังหยางเจ้าให้ทหารหาโรงเตี๊ยมให้ข้าสักที่หนึ่ง ข้าอยากแต่งตัวให้เข้าวังหลวงในวันพรุ่งนี้” หมิ่นลั่วกงจู่มีรับสั่ง “พระเจ้าค่ะ” คังหยางน้อมรับพระบัญชา หมิ่นลั่วกงจู่ประทับนั่งอยู่ในห้องพักของโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งใกล้เมืองหลวงแคว้นหรู มายาใช้ช้อนตักกำยานจากกล่องเงินใส่กระถางกำยานขนาดเล็ก นางจึงเห็นกงจู่ของนางทรงอาภรณ์สีแดงสดลายวิจิตรงดงาม โดยมีชุนอิ๋งเป็นคนแต่งเครื่องทรงให้พระนาง ทำให้ชุนอิ๋งสงสัยยิ่งนักว่าเหตุใดพระนางทรงอาภรณ์เช่นนี้ กงจู่ทอดพระเนตรมองชุนอิ๋งจากคันฉ่องเห็นว่า ชุนอิ๋งมีสีหน้าที่สงสัยพระนาง “เจ้าคิดว่าข้าจะไปไหนใช่ไหม” “เพคะ แล้วพระองค์จะเสด็จไหนเพคะ” “ข้าจะเข้าเมืองหลวง” หมิ่นลั่วกงจู่ตรัสจบคำ ชุนอิ๋งจึงเอ่ยถามด้วยความงวยงง “พระองค์จะเสด็จเข้าในยามนี้หรือเพคะ เราพึ่งส่งพระราชสาส์นของเข้าเฝ้าเมื่อวันนี้เองนะเพคะ” ชุนอิ๋งทูลถาม หมิ่นลั่วกงจู่จึงลุกขึ้นประทับยืนหันมาทั้งองค์มองชุนอิ๋ง ตรัสเรียบเฉย “สุภาษิตกล่าวไว้ว่า ไม่เข้าถ้ำเสือ ไม่ได้ลูกเสือ การทำสิ่งใดต้องตั้งใจทำ ไม่กลัวอันตรายที่จะเกิดขึ้น ผลสุดท้ายก็จะได้รับผลตอบแทนตามที่ต้องการ” กงจู่ตรัสจบชุนอิ๋งหันไปหามายา แล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงดุเบาๆ “มายาทำไมเจ้าไม่บอกข้าเรื่องนี้” ชุนอิ๋งกล่าวจบ มายาส่ายหน้าเบาๆ “ชุนอิ๋ง มายา พวกเจ้าอยู่ที่นี่ ข้าจะไปคนเดียว” “ไม่ได้เพคะ” ชุนอิ๋ง และมายา ทูลพร้อมกันทันทีด้วยความเป็นห่วง “พวกเจ้าไปด้วยอาจมีคนสังเกตได้” หมิ่นลั่วกงจู่ตรัสเรียบเฉย “เช่นนั้นให้กระหม่อมไปกับพระองค์เพื่อความปลอดภัย” ชายหนุ่มในชุดทหารแคว้นหรูเอ่ยขึ้นมา ขณะที่เขาเดินเข้ามาในกระโจม “พวกเจ้าไม่เชื่อใจข้าหรือ” หมิ่นลั่วกงจู่ตรัสด้วยความสงสัย “พวกเราเชื่อใจพระองค์ แต่เพื่อความปลอดภัยหม่อมฉันอยากให้มีคนไปด้วยกับพระองค์ ถ้าเหตุการณ์ไม่ดีเกิดขึ้นกับพระองค์ แล้วพวกเราจะทูลต้าหวางอย่างไรเพคะ” มายาเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา กงจู่ทรงเข้าพระทัยว่าพวกนางห่วงใย จึงตรัสต่อพวกนางทันที “ขอบใจที่พวกเจ้าห่วงใยข้า เช่นนั้นข้าจะไปกับคังหยาง” กงจู่ตรัสกับพวกนางจบ แล้วหันไปหาคังหยาง แล้วตรัสต่อเขา “คังหยางเราไปกันเถอะ” กงจู่ตรัสจบ คังหยางก้มโค้ง กงจู่จึงทรงหันทอดพระเนตรมองมายา แล้วพยักพระพักตร์ มายาจึงเอาชุดคลุมดำมาจากบนโต๊ะ คลุมทั้งพระวรกาย และชุนอิ๋งเอาพระมาลามาวางบนพระเศียร และมายาจัดผ้าสีดำจากหมวกปิดพระพักตร์ เยว่กวางกง ตำหนักที่ประทับของฉินหรงลั่ว พระองค์เป็นหวางเย่องค์ที่ 4 ของต้าหวางองค์ปัจจุบัน ทรงประสูติแต่หวางโฮ่ว ทรงเป็นทัพที่เก่งกล้าศึก ทรงนำทัพเป็นทัพหน้า ตีหลายเมืองให้เป็นเมืองขึ้นของแคว้นหรู พระองค์ทรงไม่เคยปราชัย ทรงปรีชาสามารถในการศัตรูสิบคนภายในกระบี่เดียว จึงได้ฉายาว่า ‘มัจจุราชเดินดิน’ พระองค์ทรงไม่คล่องแวะกับกิจการงานเมือง จบศึกครั้งใดเหมือนหนีหายตายจาก จากพระราชสำนักโดยไม่ต้องสงสัย ถ้าไม่มีเรื่องด่วนหรือเรื่องสำคัญจะไม่เสด็จเข้าท้องพระโรงเป็นอันขาด ฉินหรงลั่ว ฉีหวางเย่ ทรงมีสิ่งที่โปรดปรานคือ การล่าสัตว์ การล่าสัตว์เป็นสิ่งที่พระองค์ทรงโปรดปราน สัตว์ที่จะล่านั้นเป็นสัตว์กินเนื้อด้วยกันทั้งสิ้น ส่วนมากจะเป็นเสือ สิงโต พระองค์ไม่โปรดล่ากวางหรือละมั่ง และสัตว์ขนาดเล็ก ที่สำคัญฉีหวางเย่ ทรงมีพระขนงดั่งคันศรริมพระโอษฐ์แดงชาด พระเกศาดุจมันเงาดั่งหางม้า พระพักตร์ที่งดงามราวกับสตรีเช่นนี้ เพลาทำศึกพระองค์จะซ้อนพระพักตร์ไว้ภายใต้หน้ากากทมิฬ เพื่อให้ศัตรูของพระองค์ยำเกรงพระองค์ ชายหนุ่มผู้หนึ่งใบหน้างดงาม รูปร่างองอาจในมือของเขาถือพัดขาวลายตัวภูเขาวารี ก้าวเดินเข้ามาภายในห้องทรงน้ำของเยว่กวางกง คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันเหมือนดั่งกรุ่นคิด ทอดสายตาเหมือนหาสิ่งใดอยู่อย่างนั้น ยืนพิจารณาชั่วครู่ ทันใดนั้นน้ำในสระพวยพุ่งกระเซ็นออกมานอกสระน้ำ ทำให้ชายหนุ่มผู้ถือพัดถอยหนีมาสามก้าวดย่างรวดเร็ว และเขาเองทอดสายตามองเห็นชายหนุ่มผมยาวดำสลวย ใบหน้าดุจอิสตรี เขาไม่ใช่ใครอื่นคือฉินหรงรั่วฉีหวางเย่ “ฉินปู้อวี้” ฉีหวางเย่ตรัสด้วยเสียงที่หนักแน่น ผู้ที่พระองค์ตรัสถามอยู่นั้นคือ ฉินปู้อวี้ จื่อหวางเย่ เป็นหวางเย่องค์ที่ห้าของต้าหวางองค์ปัจจุบัน “เกอเกอ ท่านรู้ได้เช่นใดว่าเป็นข้า ทั้งที่ท่านอยู่ใต้น้ำ” จื่อหวางเย่ตรัสถามด้วยความสงสัยยิ่งนัก ว่าเหตุใดเกอเกอของพระองค์ถึงลงไปในใต้น้ำต้าหวางเสด็จกลับมาจากเจียวฟาง มายังตำหนักส่วนพระองค์ และประทับเพียงลำพังไม่ให้เข้ามาพบ แต่ฉงอิ๋งก้าวเดินเข้ามาพร้อมชากุ้ยฮัวทอดพระเนตรมองต้าหวางที่หมองเศร้าเช่นนี้ ก็ทำให้เขาเป็นทุกข์ไปด้วย“ลั่วเอ๋อร์ นางไม่เคยรักข้าเลย นางรักแต่แคว้นของนาง นางแต่มาอยู่กับข้า เพียงเพราะต้องการตำราพิชิตใต้หล้าเพียงเท่านั้น ข้าเสียงแรงที่ข้ารักเจ้า ไม่ว่าสิ่งใดข้าก็ให้นางได้” ต้าหวางตรัสด้วยพระสุรเสียงหมองเศร้า“ต้าหวางหม่อมฉันขอพูดสักเรื่องได้หรือไม่พระเจ้าค่ะ” ฉงอิ๋งทูลบอก ต้าหวางเสวยน้ำจัณฑ์ทันที“มายาเคยเล่าให้หม่อมฉันฟังเมื่อนานมาแล้วว่า พระนางเป็นลูกของฟูเหรินของอดีตซีอวี้ต้าหวาง แต่ทว่าฟูเหรินเหนียงชินของพระนางได้สิ้นพระชนม์ไปนั้น พระนางก็ถูกไท่โฮ่วรังแกเรื่อยมา ต้าหวางแคว้นซีอวี้ทนไม่ได้จึงคิดส่งพระนางมาที่นี่ และอยากให้พระนางอยู่ในใต้การดูแลของพระองค์ แต่พระนางก็รักต้าหวางแคว้นซีอวี้มากอยากจะให้ต้าหวางพิชิตดินแดนเช่นพระองค์ มายาบอกหม่อมฉันว่าพระนางล้มเลิกเรื่องนี้ตั้งแต่มารับตำแหน่งหวางโฮ่ว และเลิกยาขับเย็นด้วยเช่นกัน เพราะอยากให้กำเนิดหวางจื่อให้พระองค์ แต่ตอนนี้พระวรกายภายในอ่อนแอเช่นหมอ
หมิ่นลั่วไท่จื่อเฟยทอดพระเนตรไปยังวังหลวง เพราะเสียงฆ้องดังกังวานแปดครั้ง ทำให้ในวังและนอกวังรู้ว่าต้าหวางสวรรคตแล้ว พระนางก้มลงประทับที่พื้นตำหนัก ถวายบังคมสามครั้ง เช่นเดียวกับเหล่าข้าหลวงที่ถวายบังคมเช่นกัน และร้องไห้กันระงมทั่วกันหลังจากฉินหรงลั่วต้าหวางครองราชย์มาได้สี่เดือนพระองค์ได้ขยายดินแดนมากขึ้นจรดแคว้นซีอวี้ โดยให้เหล่าต้าเจียนจวินนำทัพออกไปบุกดินแดนต่างๆ และดินแดนแข็งข้อพระองค์ให้เจียนจวินจัดการแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน จึงไม่มีใครกล้าแข็งข้อกับพระองค์อีกขณะที่ต้าหวางขยายดินแดนอยู่นั้นหมิ่นลั่วกงจู่ได้ละทิ้งความพยายามตามหาตำราพิชิตใต้หล้าไปเสียแล้ว พระนางมีพระดำริว่าได้มาก็เปล่าประโยชน์ เพราะถึงอย่างไรแคว้นหรูก็เป็นแคว้นของพระนางที่ต้องรักษาดูแลไม่ให้ผู้ใดมารุกรานได้ ถึงแคว้นซีอวี้จะเป็นแคว้นบ้านเกิดก็ตามที พระนางจึงได้หยุดยาขับเย็นอย่างจริงจัง เพื่อมีหวางเย่ให้พระองค์ แต่ทว่าเรื่องหนึ่งเกิดขึ้นกับพระนางเฉินหมิ่นลั่วหวางโฮ่วประทับนั่งที่คันฉ่องขณะที่มายากำลังสางพระเกศา ส่วนฉุนอิ๋งลงน้ำมันจันทน์ทำให้กลิ่นหอมทั่วทั้งตำหนัก เมื่อชุนอิ๋งลงน้ำมันจันทน์ลงพระเกศาเสร็จสิ้น พระนางลุก
หวางเย่ทั้งสามเสด็จเข้าวังในกลางดึกตามพระกระแสรับสั่งของต้าหวาง เพราะไฟนั้นไหม้ตงกงอย่างหนัก โดยในตำหนักมีไท่จื่อและไท่จื่อเฟยประทับอยู่ในตำหนักด้วย อีกทั้งสองพระองค์ก็ไม่สามารถเสด็จออกมาได้ เพราะไฟนั้นโหมหนักยิ่งนัก ตวนมู่กุ้ยเฟยได้สดับในเรื่องนี้ พระนางรีบเสด็จมาดูที่ตงกง และร่ำเรียกถึงไท่จื่อให้เสด็จออกมา แต่ไร้วี่แวว ขันทีสามคนที่เข้าไปช่วยเหลือก็ตายในกองเพลิงด้วยเช่นกัน เพราะเสาและของในตำหนักหล่นทับจนตายพอรุ่งสางไฟได้มอดดับลงไปแล้ว เหลือแต่ซากตำหนักที่เต็มไปด้วยขี้เถ้าและมีซากศพที่เผาไหมอยู่ข้างกัน เจ้ากรมอาญาเอาศพไปพิสูจน์ทั้งหกศพ มีพระศพของไท่จื่อและไท่จื่อเฟย รวมไปถึงขันที และนางสนองพระโอษฐ์ของไท่จื่อเฟยที่ตายในกองเพลิงการสิ้นพระชนม์นำความเศร้าโศกมาให้ต้าหวางและตวนมู่กุ้ยเฟยผู้เป็นเหนียงชินสามเดือนต่อมาหรูต้าหวางมีพระกระแสรับสั่งให้ขุนนางชั้นผู้ใหญ่มาตำหนักทรงงาน โดยมีขุนนางชั้นผู้ใหญ่ถึงหกคนมาพร้อมเพรียงกัน เนื่องด้วยการจัดพระศพเข้าเขาไท่ฉาง และการแต่งตั้งไท่จื่อพระองค์ใหม่“ข้าต้องการจัดศพของเฉินไท่เข้าสุสานหลวงไท่ฉาง” ต้าหวางตรัสเช่นนี้“ต้าหวางก่อนที่ไท่จื่อสวรรคตสองเด
กงจู่เสด็จกลับมาเรือนไม้ฝูหรง มายาและชุนอิ๋งก้าวเดินเข้ามาพร้อมพระนาง พระนางประทับนั่งบนฟูกตรงตั่งที่ประทับ มายาถวายพระสุธารสชาดอกท้อ คังหยางก้าวเดินเข้ามาหาพระนางถวายบังคมทุกครั้ง“กงจู่ยานั้นได้ออกฤทธิ์แล้ว เห็นว่าวันที่ไท่จื่อก็ไม่ได้เสด็จเข้าท้องพระโรง พระองค์ให้ขันทีในตำหนักรายงานว่าประชวร” คังหยางทูลบอก“ว่าแต่ทำไมยาออกฤทธิ์ไวจัง ยานี้ต้องออกฤทธิ์ประมาณห้าถึงหกเดือนขึ้นไป” กงจู่ตรัสถามสงสัย“หม่อมฉันคิดว่าไท่จื่อเฟยสั่งให้คนใส่ยาในปริมาณมากเป็นแน่ หม่อมฉันยังได้ยินมาว่าเมื่อสองสามวันก่อนไท่จื่อให้ไท่จื่อเฟยถวายงานในห้องบรรทม พอเสด็จออกมาในยามเช้าเนื้อตัวเขียวช้ำ คิดว่าไท่จื่อคงซ้อมพระนางแน่แท้” คังหยางทูลบอก“ความจริงแล้วข้าก็อยากให้ฉินไท่ตายวันนี้ พรุ่งนี้เลย ไม่ใช่เพียงเพราะข้าเห็นใจไท่จื่อเฟยนะ แต่ไท่จื่อส่งคนมาลอบฆ่าหวางเย่ครั้งแล้วครั้งเล่า หวางเย่อาจทนได้ แต่ข้าไม่อาจทนได้อีกต่อไป” กงจู่ตรัสจริงจัง“กงจู่เพคะคนของไท่จื่อเฟยส่งจดหมายมาให้พระนาง นางบอกว่าต้องให้กับมือของพระนาง” หลานลี่ทูลบอกพระนางหน้าห้องบรรทม“ให้นางเข้ามา” กงจู่ตรัสเช่นนี้ นางสนองพระโอษฐ์ของไท่จื่อเฟยก้าวเ
กงจู่เสด็จเข้ามาในจิ้นซ่านกง เสด็จมาประทับที่ตั่งบรรทม ขณะที่หวางฉีหวางเย่เสด็จเข้ามาในห้องบรรทมเช่นกัน หวางเย่แย้มพระสรวลกว้างทำให้พระนางสงสัยว่าเหตุใดพระองค์จึงแย้มพระสรวลเช่นนี้“ยิ้มอะไรเพคะ” พระนางตรัสถามสงสัย“ข้าไม่เคยคิดว่าเจ้าจะหึงหวงข้าถึงเพียงนี้” หวางเย่แย้มพระสรวล และประทับนั่งเคียงข้างพระนาง“หม่อมฉันเพียงแค่ไม่ไว้ใจจ้าวหวางโฮ่ว” กงจู่ตรัสจริงจัง“ทำไมเจ้าถึงคิดเช่นนั้น” หวางเย่ตรัสสงสัย“คังหยางรายงานหม่อมฉันว่า วันที่หวางเย่ชนะศึก และกลับมาเห็นหม่อมฉันและเหล่าทหารในค่ายเมื่อวันก่อน เป็นเพราะจ้าวหวางโฮ่วผู้นี้เป็นคนสั่งการโจมตีค่ายของเรา และนางสั่งตายหม่อมฉันด้วยเช่นกัน ถ้าหม่าเสียวหยินมาเป็นฟูเหรินของพระองค์ หม่อมฉันก็ไม่รู้ว่านางจะมาฆ่าหม่อมฉันหรือพระองค์ หม่อมฉันเลยหาข้ออ้างตัดไฟตั้งแต่ต้นลม เพื่อไม่ให้บานปลายไปยังภายภาคหน้า” กงจู่ตรัสเช่นนี้ หวางเย่โอบกอดพระนางและประทับพระโอษฐ์ที่พระนลาฏแผ่วเบา“ขอบคุณนะ ที่เจ้าคิดอ่านเพื่อข้า เรื่องบางเรื่องข้าก็ไม่อยากให้เจ้าเข้ามาเสี่ยง มันเป็นอันตรายต่อตัวของเจ้าด้วย ถ้าเจ้าเป็นสิ่งใดขึ้นมา แล้วข้าจะอยู่ได้อย่างไร” หวางเย่ตรัสเช
กงจู่ประทับนั่งในอ่างสรงน้ำ หลานลี่และชุนอิ๋งเทน้ำลงมาในอ่าง ส่วนชุนอิ๋งโปรยดอกไม้ลงมาในอ่างเช่นกัน หวางเย่เสด็จเข้ามาในห้อง ทอดพระเนตรมองกงจู่ที่ประทับนั่งในอ่าง ขณะที่ฉงอิ๋งถอดฉลองพระองค์ให้หวางเย่จนเหลือเพียงแต่เสื้อผาว พระองค์โบกพระหัตถ์ไล่เหล่าข้าหลวงให้ออก ไป เหล่าข้าหลวงถวายบังคมและก้าวเดินออกไป“เสด็จกลับมาแล้วหรือเพคะ” กงจู่ตรัสถาม หวางเย่ถอนฉลองพระองค์ออก และมาประทับนั่งข้างพระนางในอ่างน้ำ“ขอบคุณนะที่รักษาค่ายไว้ได้ และขอโทษที่เหลือทหารไว้ให้เจ้าเพียงสามร้อยคน ข้าไม่รู้ว่าเหตุการณ์จะเป็นเช่นนี้” หวางเย่ตรัสแผ่วเบา พระนางหันพระพักตร์มาหาพระองค์“เราไม่อาจร่วงรู้ว่าเหตุการณ์ข้างจะเป็นเช่นไร แต่ว่าพระองค์ชนะกลับมาและปลอดภัยเช่นนี้หม่อมฉันก็ดีใจเพคะ” พระนางตรัสเช่นนี้“ทหารข้างนอกเอ่ยชื่นชมกันหนาหูในการต้านทหารแคว้นไป๋ถังจนต้องหนีกลับไป” หวางเย่ตรัสชื่นชม“หม่อมฉันทำไปตามหน้าที่เท่านั้นเพคะ แคว้นเราจะแพ้ไม่ได้ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม” พระนางตรัสจริงจัง“ขอบคุณนะ” หวางเย่ตรัสเช่นนี้และแย้มพระสรวล เป็นการแย้มพระสรวลที่อบอุ่นยิ่งนัก พระนางสบพระเนตรพระองค์ที่เปล่งประกายดุจแสงตะวัน ท
หญิงสาวใบหน้างดงามขี่ม้าสง่างามบนอาชา ไปตามทุ่งหญ้า นางทอดสายตามองดูวิธีชาวบ้านอย่างเป็นสุขไม่ทุกร้อนสิ่งใด ถือว่าเป็นบุญของต้าหวางยิ่งนัก นางเห็นเช่นนี้ก็อุ่นใจยิ่งนักนางเองเป็นถึงกงจู่ แห่งแคว้นซีอวี้ เกอเกอก็เป็นต้าหวาง ต้าหวางทรงรักและเอ็นดูนางเป็นไหนๆ ครั้งนี้นางได้หนีออกมานอกวังเป็นครั้งที่ส
“หม่อมฉันให้คนไปสืบเรื่องราวของนางที่แคว้นซีอวี้ นางทำโรงน้ำชา และหอคณิกา ซึ่งหอคณิกาของนางจะไม่ให้หญิงขายตัวไปเป็นนางบำเรอชายแต่อย่างใด นางให้หญิงคณิกาเหล่านั้นเล่นดนตรีให้ชายได้เพลิดเพลิน ส่วนหญิงผู้นั้นจะขายตัวให้ชายใด นางหอคณิกาไม่มีส่วนได้ส่วนเสียแต่อย่างใด เพราะหอคณิกาขายเพียงศิลปะเพียงเท่าน
แต่มีกฎตายตัวของหอคณิกาเหม่ยฮุ้ยเอาไว้ว่า ชายใดต้องการนางคณิกาคนใดไปร่วมห้องนั้น ต้องได้รับการสมยอมจากนางคณิกานางนั้น และจะต้องไม่บีบบังคมนางให้ร่วมนอนเป็นอันขาด มิฉะนั้นจะมีโทษปรับหนึ่งแสนตำลึงทอง และผู้ตรวจการเมืองหลวงก็ทราบนี้ดีด้วยเช่นกัน เพราะกฎที่ตั้งขึ้นมีการประทับตราผู้ตรวจการเมืองหลวง ดังน
“แค่เจ้าก้าวเข้ามาในห้องนี้ ข้าก็รู้แล้วว่าเป็นเจ้า” ฉีหวางเย่หลับพระเนตรลง“ท่านอัจฉริยะไม่มีใครเปรียบเลยจริงๆ ขนาดข้าศึกพระองค์ยังประเมินด้วยเสียงฝีเท้า คงไม่มีใครทำได้เช่นท่านอีกแล้ว ข้าเลื่อมใส”“เจ้ามาทำอะไรที่นี่ ปู้อวี้” ฉีหวางเย่ตรัสถามด้วยความสงสัย ขณะที่ยังทรงหลับพระเนตรอยู่“เกอเกอเรามีน







