Masukเฮ่าเทียน หรือ หมิ่นลั่วกงจู่ สายลับจากแคว้นซีอวี้ มีตำแหน่งเป็นกงจู่แห่งแคว้น แต่ต้องมาทำงานเป็นสายลับให้กับต้าหวาง โดยแฝงตัวเป็นแม่เล้าในหอคณิกาเหมยฮุ้ย เพื่อสืบหาตำราพิชิตใต้หล้าที่หายไปเมื่อห้าสิบปีก่อน
Lihat lebih banyakต้าหวางเสด็จกลับมาจากเจียวฟาง มายังตำหนักส่วนพระองค์ และประทับเพียงลำพังไม่ให้เข้ามาพบ แต่ฉงอิ๋งก้าวเดินเข้ามาพร้อมชากุ้ยฮัวทอดพระเนตรมองต้าหวางที่หมองเศร้าเช่นนี้ ก็ทำให้เขาเป็นทุกข์ไปด้วย“ลั่วเอ๋อร์ นางไม่เคยรักข้าเลย นางรักแต่แคว้นของนาง นางแต่มาอยู่กับข้า เพียงเพราะต้องการตำราพิชิตใต้หล้าเพียงเท่านั้น ข้าเสียงแรงที่ข้ารักเจ้า ไม่ว่าสิ่งใดข้าก็ให้นางได้” ต้าหวางตรัสด้วยพระสุรเสียงหมองเศร้า“ต้าหวางหม่อมฉันขอพูดสักเรื่องได้หรือไม่พระเจ้าค่ะ” ฉงอิ๋งทูลบอก ต้าหวางเสวยน้ำจัณฑ์ทันที“มายาเคยเล่าให้หม่อมฉันฟังเมื่อนานมาแล้วว่า พระนางเป็นลูกของฟูเหรินของอดีตซีอวี้ต้าหวาง แต่ทว่าฟูเหรินเหนียงชินของพระนางได้สิ้นพระชนม์ไปนั้น พระนางก็ถูกไท่โฮ่วรังแกเรื่อยมา ต้าหวางแคว้นซีอวี้ทนไม่ได้จึงคิดส่งพระนางมาที่นี่ และอยากให้พระนางอยู่ในใต้การดูแลของพระองค์ แต่พระนางก็รักต้าหวางแคว้นซีอวี้มากอยากจะให้ต้าหวางพิชิตดินแดนเช่นพระองค์ มายาบอกหม่อมฉันว่าพระนางล้มเลิกเรื่องนี้ตั้งแต่มารับตำแหน่งหวางโฮ่ว และเลิกยาขับเย็นด้วยเช่นกัน เพราะอยากให้กำเนิดหวางจื่อให้พระองค์ แต่ตอนนี้พระวรกายภายในอ่อนแอเช่นหมอ
หมิ่นลั่วไท่จื่อเฟยทอดพระเนตรไปยังวังหลวง เพราะเสียงฆ้องดังกังวานแปดครั้ง ทำให้ในวังและนอกวังรู้ว่าต้าหวางสวรรคตแล้ว พระนางก้มลงประทับที่พื้นตำหนัก ถวายบังคมสามครั้ง เช่นเดียวกับเหล่าข้าหลวงที่ถวายบังคมเช่นกัน และร้องไห้กันระงมทั่วกันหลังจากฉินหรงลั่วต้าหวางครองราชย์มาได้สี่เดือนพระองค์ได้ขยายดินแดนมากขึ้นจรดแคว้นซีอวี้ โดยให้เหล่าต้าเจียนจวินนำทัพออกไปบุกดินแดนต่างๆ และดินแดนแข็งข้อพระองค์ให้เจียนจวินจัดการแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน จึงไม่มีใครกล้าแข็งข้อกับพระองค์อีกขณะที่ต้าหวางขยายดินแดนอยู่นั้นหมิ่นลั่วกงจู่ได้ละทิ้งความพยายามตามหาตำราพิชิตใต้หล้าไปเสียแล้ว พระนางมีพระดำริว่าได้มาก็เปล่าประโยชน์ เพราะถึงอย่างไรแคว้นหรูก็เป็นแคว้นของพระนางที่ต้องรักษาดูแลไม่ให้ผู้ใดมารุกรานได้ ถึงแคว้นซีอวี้จะเป็นแคว้นบ้านเกิดก็ตามที พระนางจึงได้หยุดยาขับเย็นอย่างจริงจัง เพื่อมีหวางเย่ให้พระองค์ แต่ทว่าเรื่องหนึ่งเกิดขึ้นกับพระนางเฉินหมิ่นลั่วหวางโฮ่วประทับนั่งที่คันฉ่องขณะที่มายากำลังสางพระเกศา ส่วนฉุนอิ๋งลงน้ำมันจันทน์ทำให้กลิ่นหอมทั่วทั้งตำหนัก เมื่อชุนอิ๋งลงน้ำมันจันทน์ลงพระเกศาเสร็จสิ้น พระนางลุก
หวางเย่ทั้งสามเสด็จเข้าวังในกลางดึกตามพระกระแสรับสั่งของต้าหวาง เพราะไฟนั้นไหม้ตงกงอย่างหนัก โดยในตำหนักมีไท่จื่อและไท่จื่อเฟยประทับอยู่ในตำหนักด้วย อีกทั้งสองพระองค์ก็ไม่สามารถเสด็จออกมาได้ เพราะไฟนั้นโหมหนักยิ่งนัก ตวนมู่กุ้ยเฟยได้สดับในเรื่องนี้ พระนางรีบเสด็จมาดูที่ตงกง และร่ำเรียกถึงไท่จื่อให้เสด็จออกมา แต่ไร้วี่แวว ขันทีสามคนที่เข้าไปช่วยเหลือก็ตายในกองเพลิงด้วยเช่นกัน เพราะเสาและของในตำหนักหล่นทับจนตายพอรุ่งสางไฟได้มอดดับลงไปแล้ว เหลือแต่ซากตำหนักที่เต็มไปด้วยขี้เถ้าและมีซากศพที่เผาไหมอยู่ข้างกัน เจ้ากรมอาญาเอาศพไปพิสูจน์ทั้งหกศพ มีพระศพของไท่จื่อและไท่จื่อเฟย รวมไปถึงขันที และนางสนองพระโอษฐ์ของไท่จื่อเฟยที่ตายในกองเพลิงการสิ้นพระชนม์นำความเศร้าโศกมาให้ต้าหวางและตวนมู่กุ้ยเฟยผู้เป็นเหนียงชินสามเดือนต่อมาหรูต้าหวางมีพระกระแสรับสั่งให้ขุนนางชั้นผู้ใหญ่มาตำหนักทรงงาน โดยมีขุนนางชั้นผู้ใหญ่ถึงหกคนมาพร้อมเพรียงกัน เนื่องด้วยการจัดพระศพเข้าเขาไท่ฉาง และการแต่งตั้งไท่จื่อพระองค์ใหม่“ข้าต้องการจัดศพของเฉินไท่เข้าสุสานหลวงไท่ฉาง” ต้าหวางตรัสเช่นนี้“ต้าหวางก่อนที่ไท่จื่อสวรรคตสองเด
กงจู่เสด็จกลับมาเรือนไม้ฝูหรง มายาและชุนอิ๋งก้าวเดินเข้ามาพร้อมพระนาง พระนางประทับนั่งบนฟูกตรงตั่งที่ประทับ มายาถวายพระสุธารสชาดอกท้อ คังหยางก้าวเดินเข้ามาหาพระนางถวายบังคมทุกครั้ง“กงจู่ยานั้นได้ออกฤทธิ์แล้ว เห็นว่าวันที่ไท่จื่อก็ไม่ได้เสด็จเข้าท้องพระโรง พระองค์ให้ขันทีในตำหนักรายงานว่าประชวร” คังหยางทูลบอก“ว่าแต่ทำไมยาออกฤทธิ์ไวจัง ยานี้ต้องออกฤทธิ์ประมาณห้าถึงหกเดือนขึ้นไป” กงจู่ตรัสถามสงสัย“หม่อมฉันคิดว่าไท่จื่อเฟยสั่งให้คนใส่ยาในปริมาณมากเป็นแน่ หม่อมฉันยังได้ยินมาว่าเมื่อสองสามวันก่อนไท่จื่อให้ไท่จื่อเฟยถวายงานในห้องบรรทม พอเสด็จออกมาในยามเช้าเนื้อตัวเขียวช้ำ คิดว่าไท่จื่อคงซ้อมพระนางแน่แท้” คังหยางทูลบอก“ความจริงแล้วข้าก็อยากให้ฉินไท่ตายวันนี้ พรุ่งนี้เลย ไม่ใช่เพียงเพราะข้าเห็นใจไท่จื่อเฟยนะ แต่ไท่จื่อส่งคนมาลอบฆ่าหวางเย่ครั้งแล้วครั้งเล่า หวางเย่อาจทนได้ แต่ข้าไม่อาจทนได้อีกต่อไป” กงจู่ตรัสจริงจัง“กงจู่เพคะคนของไท่จื่อเฟยส่งจดหมายมาให้พระนาง นางบอกว่าต้องให้กับมือของพระนาง” หลานลี่ทูลบอกพระนางหน้าห้องบรรทม“ให้นางเข้ามา” กงจู่ตรัสเช่นนี้ นางสนองพระโอษฐ์ของไท่จื่อเฟยก้าวเ
“หม่อมฉันให้คนไปสืบเรื่องราวของนางที่แคว้นซีอวี้ นางทำโรงน้ำชา และหอคณิกา ซึ่งหอคณิกาของนางจะไม่ให้หญิงขายตัวไปเป็นนางบำเรอชายแต่อย่างใด นางให้หญิงคณิกาเหล่านั้นเล่นดนตรีให้ชายได้เพลิดเพลิน ส่วนหญิงผู้นั้นจะขายตัวให้ชายใด นางหอคณิกาไม่มีส่วนได้ส่วนเสียแต่อย่างใด เพราะหอคณิกาขายเพียงศิลปะเพียงเท่าน
ฉีหวางเย่เสด็จกลับมายังตำหนัก ทอดพระเนตรเห็นเรือนฝูหรงของหมิ่นลั่วกงจู่ว่าที่หวางเฟยของพระองค์ ทำให้ตงฟางสงสัยว่าเหตุใดพระองค์จึงประทับยืนทอดพระเนตรมองเนิ่นนาน“มีอะไรหรือพระเจ้าค่ะ หรือพระองค์จะเสด็จเจ้าหากงจู่” ตงฟางทูลถามพระองค์ด้วยรอยยิ้ม แต่ว่าฉีหวางเย่กลับเสด็จเข้าเรือนจิ้นอิ๋งโดยทันที ตงฟางท
แต่มีกฎตายตัวของหอคณิกาเหม่ยฮุ้ยเอาไว้ว่า ชายใดต้องการนางคณิกาคนใดไปร่วมห้องนั้น ต้องได้รับการสมยอมจากนางคณิกานางนั้น และจะต้องไม่บีบบังคมนางให้ร่วมนอนเป็นอันขาด มิฉะนั้นจะมีโทษปรับหนึ่งแสนตำลึงทอง และผู้ตรวจการเมืองหลวงก็ทราบนี้ดีด้วยเช่นกัน เพราะกฎที่ตั้งขึ้นมีการประทับตราผู้ตรวจการเมืองหลวง ดังน
“แค่เจ้าก้าวเข้ามาในห้องนี้ ข้าก็รู้แล้วว่าเป็นเจ้า” ฉีหวางเย่หลับพระเนตรลง“ท่านอัจฉริยะไม่มีใครเปรียบเลยจริงๆ ขนาดข้าศึกพระองค์ยังประเมินด้วยเสียงฝีเท้า คงไม่มีใครทำได้เช่นท่านอีกแล้ว ข้าเลื่อมใส”“เจ้ามาทำอะไรที่นี่ ปู้อวี้” ฉีหวางเย่ตรัสถามด้วยความสงสัย ขณะที่ยังทรงหลับพระเนตรอยู่“เกอเกอเรามีน

















