LOGIN“แค่เจ้าก้าวเข้ามาในห้องนี้ ข้าก็รู้แล้วว่าเป็นเจ้า” ฉีหวางเย่หลับพระเนตรลง
“ท่านอัจฉริยะไม่มีใครเปรียบเลยจริงๆ ขนาดข้าศึกพระองค์ยังประเมินด้วยเสียงฝีเท้า คงไม่มีใครทำได้เช่นท่านอีกแล้ว ข้าเลื่อมใส” “เจ้ามาทำอะไรที่นี่ ปู้อวี้” ฉีหวางเย่ตรัสถามด้วยความสงสัย ขณะที่ยังทรงหลับพระเนตรอยู่ “เกอเกอเรามีนัดกัน ท่านจำไม่ได้แล้วหรือ ที่หอคณิกาเหมยฮุ้ย” “ข้าไม่เคยย่างกายไปที่นั้น และข้าก็ไม่คิดจะไปด้วย แต่ถ้าเจ้าอยากไป ก็ไปคนเดียวเถิด” ฉีหวางเย่ตรัสเรียบเฉย “ไปเถิดจะได้ไปเปิดหูเปิดตาเสียบ้าง ไปตีเมืองจือคังจนสำเร็จ ข้าจึงอยากให้ท่านผ่อนคลาย และหอคณิกาเหมยฮุ้ยไม่ได้ขายหญิงคณิกาให้ชายใดที่เข้ามา แต่ที่นี่ขายเพียงเสียงดนตรี และการร่ายรำเพียงเท่านั้น ข้าจึงอยากพาท่านไป” จื่อหวางเย่ตรัสเช่นนี้ ฉีหวางเย่จึงลืมพระเนตรขึ้นช้าๆ แล้วตรัสขึ้นทันที “ก็ได้ ข้าจะไปกับเจ้าสักครั้งหนึ่ง” ฉีหวางเย่ตรัอย่างไม่ค่อยพระทัย “เช่นนั้นข้าจะไปรอท่านด้านนอก” “.....” หมิ่นลั่วกงจู่เสด็จมากับคังหยางตรงข้างคูคลอง พระนางทรงทอดพระเนตรมองตรงหน้าอิฐก้อนหนึ่งที่เป็นรูปดอกบัวขนาดเล็กแทบมองไม่เห็น พอนางได้สัมผัสอิฐก้อนนั้นก็เลื่อนออกทันที หญิงสาวหันไปทอดมองชายหนุ่มแล้วเอ่ยทันที “คังหยาง เจ้ารอข้าที่นี่ เผื่อว่าใครจะตามข้ามา” “น้อมรับพระบัญชา” กงจู่พยักพระพักตร์ คังหยางส่งคบไฟให้พระนาง พระนางรับไว้ย่างพระบาทเสด็จเข้าไปด้านใน ทันใดนั้นประตูกลก็ปิดลงทันที กงจู่ก้าวเสด็จเข้าไปในความมืด พระนางมองเห็นเชิงเทียนที่มีตัวเทียนเรียงกันอยู่ พระนางจึงใช้คบไฟแตะเทียน จึงเห็นเป็นเปลวไฟขึ้นมา ทรงเอากระดาษแผ่นเล็กขึ้นมาจากสาบเสื้อ ในข้อความเขียนว่า ‘ตรงสุดปลายทางให้ไปด้านขวา ให้เดินไปอีกสามก้าว และใช้มือผลัดด้านซ้ายของผนัง แล้วประตูจะเปิดออก’ กงจู่เสด็จจนถึงทางแยกทรงไปทางขวา เสด็จไปอีกสามก้าว แล้วใช้พระหัตถ์ผลักกำแพงทันใดนั้นกำแพงจึงปลดผนึกเป็นชั้นหนังสือ พระนางจึงผลักชั้นหนังสือ ชั้นหนังจึงเข้าซอกหินไป พระนางจึงทอดพระเนตรเห็นห้องกว้าง เห็นหญิงสาวสวมใส่อาภรณ์สีเขียวอ่อนและสีขาว ทันใดนั้นหญิงวัยกลางคนก็หันมาหาพระนาง นางจึงย่อถวายบังคมพระนางทันที “หมิ่นลั่วกงจู่” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงดีใจ พระนางจึงแย้มพระโอษฐ์และตรัส “ตามสบายเถิด เจ้าคือ ชินเหนียง ใช่หรือไม่” “เพคะกงจู่ หม่อมฉันชินเหนียง” ชินเหนียงทูลต่อพระนางทันที “เกอเกอสั่งอะไรเจ้าไว้บ้าง” กงจู่ตรัสถามทันที “เชิญเสด็จประทับนั่งก่อน ห้องนี้ไม่มีใครเข้ามาได้นอกจากหม่อมฉันและสาวใช้ชื่ออิงอิง” ชินเหนียงเอ่ยบอก “อิงอิงคือใคร” กงจู่ตรัสถามด้วยความสงสัย ทันใดนั้นหญิงสาวที่พูดถึงก็ถวายน้ำชากับพระนาง ชินเหนียงจึงมองอิงอิง นางดูเหมือนหญิงวัยกลางคน แต่ไม่ดูแก่มากและทูลต่อพระนาง “ทูลกงจู่อิงอิงเป็นสาวใช้ของหลิวกุ้ยเฟย เหนียงชินของพระองค์” ชินเหนียงเอ่ยบอก กงจู่ทอดพระเนตรอิงอิงแล้วแย้มพระโอษฐ์ “ถวายพระพรเพคะ หมิ่นลั่วกงจู่” “ข้าดีใจที่ได้เจอเจ้า อิงอิง” กงจู่ตรัสและแย้มพระโอษฐ์ “หม่อมฉันดีใจได้เจอพระองค์ หม่อมฉันถูกไท่โฮ่วทำร้ายจนต้องหนีออกจากวัง เร่ร่อนอยู่หลายปี จนกระทั่งเมื่อสามเดือนก่อนชินเหนียงเจอหม่อมฉันขายผักอยู่ในเมืองหลวงแคว้นหรู นางชักชวนมาอยู่ด้วยเพคะ” อิงอิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาและเสียใจ จนพระนางรู้สึกได้ “ขอบใจเจ้ามากชินเหนียง ที่พานางมาอยู่ด้วย” “หม่อมฉันยินดีเพคะ แต่ก่อนนางก็เคยช่วยเหนือหม่อมฉันไว้ ถึงเวลาที่หม่อมฉันต้องตอบแทนบุญคุณของนาง” ชินเหนียงเอ่ยบอกด้วยรอยยิ้มมองไปทางอิงอิง “ตอบแทนบุญคุณอะไรกันหรือ” กงจู่ตรัสความด้วยความสงสัย “หม่อมฉันเคยจะตกสะพานที่สระน้ำในวัง นางเข้ามาช่วยและรั้งตัวหม่อมฉันให้ขึ้นมาจนสำเร็จ หม่อมฉันจึงนับนางเป็นเจี่ยเจียนับแต่นั้นมาเพคะ” ชินเหนียงยิ้มให้อิงอิง อิงอิงจึงแย้มยิ้มให้ชินเหนียง “เป็นเช่นนี้นี่เอง” กงจู่แย้มพระโอษฐ์ ชินเหนียงจึงเอ่ยถามขึ้นทันที “กงจู่ ทรงเข้ามาในเมืองหลวงได้อย่างไรเพคะ ได้ข่าวว่าทรงประทับที่โรงเตี๊ยมนอกเมืองหลวง หรือเสด็จมาเพียงผู้เดียว” อิงอิงเอ่ยทูลถามด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล “ใช่ข้าพักอยู่โรงเตี๊ยม ข้าเข้าเมืองมากับคังหยาง เขารอข้าอยู่ด้านนอก เจ้าไม่ต้องกังวล” กงจู่ตรัสจบ แล้วเสวยพระสุธารสชาทันที “ตอนนี้เรายังไม่เจอตำราพิชิตใต้หล้า หม่อมฉันยังหนักใจอยู่ ไม่รู้ว่าอยู่กับฉีหวางเย่ หรือไม่ก็ต้าหวาง หรืออาจจะอยู่หวางเย่องค์ใด องค์หนึ่งก็เป็นได้” ชินเหนียงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล “สายของเราบอกมาว่า อาจอยู่ในตำหนักของฉีหวางเย่ หรืออยู่กับหวางเย่องค์ใดองค์หนึ่ง” กงจู่ตรัสด้วยความกังวลพระทัย “อีกไม่กี่เดือนพระองค์ก็ต้องอภิเษกกับฉินหรงลั่วฉีหวางเย่แล้ว เราจะมีเวลาหาหรือเพคะ” ชินเหนียงเอ่ยทูลถาม “ข้าจะยืดเวลาให้นานที่สุด” “ขอให้พระองค์ทำให้สำเร็จโดยไวเพคะ” อิงอิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงวิตกเช่นกัน “ชินเหนียง ต่อไปนี้ให้เจ้าเรียกข้าว่า นายหญิง และข้ามีนามว่า เฮ่าเทียน” กงจู่ตรัสจบ ชินเหนียงจึงย้ำพระนามของพระองค์ “เฮ่าเทียน” “เมื่อมาที่นี่ ข้าจะชื่อเฮ่าเทียน เข้าใจหรือไม่” กงจู่ตรัสถามย้ำอีกครั้ง “เพคะ” ชินเหนียงและอิงอิงเอ่ยพร้อมกัน “ข้าอยากอาบน้ำ เจ้าช่วยจัดการให้ข้าด้วย” กงจู่ตรัสและแย้มพระโอษฐ์ “เพคะ” อิงอิงน้อมรับคำสั่งและก้าวเดินออกไป เมื่อรัตติกาลมาเยือน แสงจันทราสาดส่องทั่วพื้นปฐพี ทว่าในตลาดของเมืองหลวงครึกครื้นยิ่งนัก เนื่องด้วยวันนี้เป็นเทศกาลซีซีหรือเทศกาลฉีเฉี่ยว เป็นเทศกาลแห่งความรัก ทำให้ผู้คนในตลาดยามค่ำคืนมากเป็นพิเศษ มีการประดับโคมแดงมากมายสื่อถึงความรัก และจะเห็นหนุ่มสาวมาเป็นคู่ บางคนอาจจะมาตามหารักแท้ก็เป็นได้ เพราะหอสองแห่งในเมืองหลวง ทั้งหอคณิกาเหม่ยเหนียง และหอคณิกาไห่ถัง เปิดแช่งประชันนางคณิกางดงามมากหน้าหลายตา ส่วนหอคณิกาเหม่ยฮุ้ยไม่ได้เน้นขายบริการเรือนร่าง แต่เน้นการดนตรี และการร่ายรำเพียงเท่านั้น ทว่าชายหนุ่มมากหน้าหลายตาเข้ามาแวะเวียนเข้ามาใช้บริการที่นี่มากนัก เพราะที่นี่มี ‘หม่าเสี่ยวเยี่ย’ นางเป็นหญิงคณิกาอันดับหนึ่งของหอเหม่ยฮุ่ย นางงดงามไร้ที่ติ ทำให้เป็นที่หมายปองของคุณชายหลายต่อหลายท่านต้าหวางเสด็จกลับมาจากเจียวฟาง มายังตำหนักส่วนพระองค์ และประทับเพียงลำพังไม่ให้เข้ามาพบ แต่ฉงอิ๋งก้าวเดินเข้ามาพร้อมชากุ้ยฮัวทอดพระเนตรมองต้าหวางที่หมองเศร้าเช่นนี้ ก็ทำให้เขาเป็นทุกข์ไปด้วย“ลั่วเอ๋อร์ นางไม่เคยรักข้าเลย นางรักแต่แคว้นของนาง นางแต่มาอยู่กับข้า เพียงเพราะต้องการตำราพิชิตใต้หล้าเพียงเท่านั้น ข้าเสียงแรงที่ข้ารักเจ้า ไม่ว่าสิ่งใดข้าก็ให้นางได้” ต้าหวางตรัสด้วยพระสุรเสียงหมองเศร้า“ต้าหวางหม่อมฉันขอพูดสักเรื่องได้หรือไม่พระเจ้าค่ะ” ฉงอิ๋งทูลบอก ต้าหวางเสวยน้ำจัณฑ์ทันที“มายาเคยเล่าให้หม่อมฉันฟังเมื่อนานมาแล้วว่า พระนางเป็นลูกของฟูเหรินของอดีตซีอวี้ต้าหวาง แต่ทว่าฟูเหรินเหนียงชินของพระนางได้สิ้นพระชนม์ไปนั้น พระนางก็ถูกไท่โฮ่วรังแกเรื่อยมา ต้าหวางแคว้นซีอวี้ทนไม่ได้จึงคิดส่งพระนางมาที่นี่ และอยากให้พระนางอยู่ในใต้การดูแลของพระองค์ แต่พระนางก็รักต้าหวางแคว้นซีอวี้มากอยากจะให้ต้าหวางพิชิตดินแดนเช่นพระองค์ มายาบอกหม่อมฉันว่าพระนางล้มเลิกเรื่องนี้ตั้งแต่มารับตำแหน่งหวางโฮ่ว และเลิกยาขับเย็นด้วยเช่นกัน เพราะอยากให้กำเนิดหวางจื่อให้พระองค์ แต่ตอนนี้พระวรกายภายในอ่อนแอเช่นหมอ
หมิ่นลั่วไท่จื่อเฟยทอดพระเนตรไปยังวังหลวง เพราะเสียงฆ้องดังกังวานแปดครั้ง ทำให้ในวังและนอกวังรู้ว่าต้าหวางสวรรคตแล้ว พระนางก้มลงประทับที่พื้นตำหนัก ถวายบังคมสามครั้ง เช่นเดียวกับเหล่าข้าหลวงที่ถวายบังคมเช่นกัน และร้องไห้กันระงมทั่วกันหลังจากฉินหรงลั่วต้าหวางครองราชย์มาได้สี่เดือนพระองค์ได้ขยายดินแดนมากขึ้นจรดแคว้นซีอวี้ โดยให้เหล่าต้าเจียนจวินนำทัพออกไปบุกดินแดนต่างๆ และดินแดนแข็งข้อพระองค์ให้เจียนจวินจัดการแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน จึงไม่มีใครกล้าแข็งข้อกับพระองค์อีกขณะที่ต้าหวางขยายดินแดนอยู่นั้นหมิ่นลั่วกงจู่ได้ละทิ้งความพยายามตามหาตำราพิชิตใต้หล้าไปเสียแล้ว พระนางมีพระดำริว่าได้มาก็เปล่าประโยชน์ เพราะถึงอย่างไรแคว้นหรูก็เป็นแคว้นของพระนางที่ต้องรักษาดูแลไม่ให้ผู้ใดมารุกรานได้ ถึงแคว้นซีอวี้จะเป็นแคว้นบ้านเกิดก็ตามที พระนางจึงได้หยุดยาขับเย็นอย่างจริงจัง เพื่อมีหวางเย่ให้พระองค์ แต่ทว่าเรื่องหนึ่งเกิดขึ้นกับพระนางเฉินหมิ่นลั่วหวางโฮ่วประทับนั่งที่คันฉ่องขณะที่มายากำลังสางพระเกศา ส่วนฉุนอิ๋งลงน้ำมันจันทน์ทำให้กลิ่นหอมทั่วทั้งตำหนัก เมื่อชุนอิ๋งลงน้ำมันจันทน์ลงพระเกศาเสร็จสิ้น พระนางลุก
หวางเย่ทั้งสามเสด็จเข้าวังในกลางดึกตามพระกระแสรับสั่งของต้าหวาง เพราะไฟนั้นไหม้ตงกงอย่างหนัก โดยในตำหนักมีไท่จื่อและไท่จื่อเฟยประทับอยู่ในตำหนักด้วย อีกทั้งสองพระองค์ก็ไม่สามารถเสด็จออกมาได้ เพราะไฟนั้นโหมหนักยิ่งนัก ตวนมู่กุ้ยเฟยได้สดับในเรื่องนี้ พระนางรีบเสด็จมาดูที่ตงกง และร่ำเรียกถึงไท่จื่อให้เสด็จออกมา แต่ไร้วี่แวว ขันทีสามคนที่เข้าไปช่วยเหลือก็ตายในกองเพลิงด้วยเช่นกัน เพราะเสาและของในตำหนักหล่นทับจนตายพอรุ่งสางไฟได้มอดดับลงไปแล้ว เหลือแต่ซากตำหนักที่เต็มไปด้วยขี้เถ้าและมีซากศพที่เผาไหมอยู่ข้างกัน เจ้ากรมอาญาเอาศพไปพิสูจน์ทั้งหกศพ มีพระศพของไท่จื่อและไท่จื่อเฟย รวมไปถึงขันที และนางสนองพระโอษฐ์ของไท่จื่อเฟยที่ตายในกองเพลิงการสิ้นพระชนม์นำความเศร้าโศกมาให้ต้าหวางและตวนมู่กุ้ยเฟยผู้เป็นเหนียงชินสามเดือนต่อมาหรูต้าหวางมีพระกระแสรับสั่งให้ขุนนางชั้นผู้ใหญ่มาตำหนักทรงงาน โดยมีขุนนางชั้นผู้ใหญ่ถึงหกคนมาพร้อมเพรียงกัน เนื่องด้วยการจัดพระศพเข้าเขาไท่ฉาง และการแต่งตั้งไท่จื่อพระองค์ใหม่“ข้าต้องการจัดศพของเฉินไท่เข้าสุสานหลวงไท่ฉาง” ต้าหวางตรัสเช่นนี้“ต้าหวางก่อนที่ไท่จื่อสวรรคตสองเด
กงจู่เสด็จกลับมาเรือนไม้ฝูหรง มายาและชุนอิ๋งก้าวเดินเข้ามาพร้อมพระนาง พระนางประทับนั่งบนฟูกตรงตั่งที่ประทับ มายาถวายพระสุธารสชาดอกท้อ คังหยางก้าวเดินเข้ามาหาพระนางถวายบังคมทุกครั้ง“กงจู่ยานั้นได้ออกฤทธิ์แล้ว เห็นว่าวันที่ไท่จื่อก็ไม่ได้เสด็จเข้าท้องพระโรง พระองค์ให้ขันทีในตำหนักรายงานว่าประชวร” คังหยางทูลบอก“ว่าแต่ทำไมยาออกฤทธิ์ไวจัง ยานี้ต้องออกฤทธิ์ประมาณห้าถึงหกเดือนขึ้นไป” กงจู่ตรัสถามสงสัย“หม่อมฉันคิดว่าไท่จื่อเฟยสั่งให้คนใส่ยาในปริมาณมากเป็นแน่ หม่อมฉันยังได้ยินมาว่าเมื่อสองสามวันก่อนไท่จื่อให้ไท่จื่อเฟยถวายงานในห้องบรรทม พอเสด็จออกมาในยามเช้าเนื้อตัวเขียวช้ำ คิดว่าไท่จื่อคงซ้อมพระนางแน่แท้” คังหยางทูลบอก“ความจริงแล้วข้าก็อยากให้ฉินไท่ตายวันนี้ พรุ่งนี้เลย ไม่ใช่เพียงเพราะข้าเห็นใจไท่จื่อเฟยนะ แต่ไท่จื่อส่งคนมาลอบฆ่าหวางเย่ครั้งแล้วครั้งเล่า หวางเย่อาจทนได้ แต่ข้าไม่อาจทนได้อีกต่อไป” กงจู่ตรัสจริงจัง“กงจู่เพคะคนของไท่จื่อเฟยส่งจดหมายมาให้พระนาง นางบอกว่าต้องให้กับมือของพระนาง” หลานลี่ทูลบอกพระนางหน้าห้องบรรทม“ให้นางเข้ามา” กงจู่ตรัสเช่นนี้ นางสนองพระโอษฐ์ของไท่จื่อเฟยก้าวเ
กงจู่เสด็จเข้ามาในจิ้นซ่านกง เสด็จมาประทับที่ตั่งบรรทม ขณะที่หวางฉีหวางเย่เสด็จเข้ามาในห้องบรรทมเช่นกัน หวางเย่แย้มพระสรวลกว้างทำให้พระนางสงสัยว่าเหตุใดพระองค์จึงแย้มพระสรวลเช่นนี้“ยิ้มอะไรเพคะ” พระนางตรัสถามสงสัย“ข้าไม่เคยคิดว่าเจ้าจะหึงหวงข้าถึงเพียงนี้” หวางเย่แย้มพระสรวล และประทับนั่งเคียงข้างพระนาง“หม่อมฉันเพียงแค่ไม่ไว้ใจจ้าวหวางโฮ่ว” กงจู่ตรัสจริงจัง“ทำไมเจ้าถึงคิดเช่นนั้น” หวางเย่ตรัสสงสัย“คังหยางรายงานหม่อมฉันว่า วันที่หวางเย่ชนะศึก และกลับมาเห็นหม่อมฉันและเหล่าทหารในค่ายเมื่อวันก่อน เป็นเพราะจ้าวหวางโฮ่วผู้นี้เป็นคนสั่งการโจมตีค่ายของเรา และนางสั่งตายหม่อมฉันด้วยเช่นกัน ถ้าหม่าเสียวหยินมาเป็นฟูเหรินของพระองค์ หม่อมฉันก็ไม่รู้ว่านางจะมาฆ่าหม่อมฉันหรือพระองค์ หม่อมฉันเลยหาข้ออ้างตัดไฟตั้งแต่ต้นลม เพื่อไม่ให้บานปลายไปยังภายภาคหน้า” กงจู่ตรัสเช่นนี้ หวางเย่โอบกอดพระนางและประทับพระโอษฐ์ที่พระนลาฏแผ่วเบา“ขอบคุณนะ ที่เจ้าคิดอ่านเพื่อข้า เรื่องบางเรื่องข้าก็ไม่อยากให้เจ้าเข้ามาเสี่ยง มันเป็นอันตรายต่อตัวของเจ้าด้วย ถ้าเจ้าเป็นสิ่งใดขึ้นมา แล้วข้าจะอยู่ได้อย่างไร” หวางเย่ตรัสเช
กงจู่ประทับนั่งในอ่างสรงน้ำ หลานลี่และชุนอิ๋งเทน้ำลงมาในอ่าง ส่วนชุนอิ๋งโปรยดอกไม้ลงมาในอ่างเช่นกัน หวางเย่เสด็จเข้ามาในห้อง ทอดพระเนตรมองกงจู่ที่ประทับนั่งในอ่าง ขณะที่ฉงอิ๋งถอดฉลองพระองค์ให้หวางเย่จนเหลือเพียงแต่เสื้อผาว พระองค์โบกพระหัตถ์ไล่เหล่าข้าหลวงให้ออก ไป เหล่าข้าหลวงถวายบังคมและก้าวเดินออกไป“เสด็จกลับมาแล้วหรือเพคะ” กงจู่ตรัสถาม หวางเย่ถอนฉลองพระองค์ออก และมาประทับนั่งข้างพระนางในอ่างน้ำ“ขอบคุณนะที่รักษาค่ายไว้ได้ และขอโทษที่เหลือทหารไว้ให้เจ้าเพียงสามร้อยคน ข้าไม่รู้ว่าเหตุการณ์จะเป็นเช่นนี้” หวางเย่ตรัสแผ่วเบา พระนางหันพระพักตร์มาหาพระองค์“เราไม่อาจร่วงรู้ว่าเหตุการณ์ข้างจะเป็นเช่นไร แต่ว่าพระองค์ชนะกลับมาและปลอดภัยเช่นนี้หม่อมฉันก็ดีใจเพคะ” พระนางตรัสเช่นนี้“ทหารข้างนอกเอ่ยชื่นชมกันหนาหูในการต้านทหารแคว้นไป๋ถังจนต้องหนีกลับไป” หวางเย่ตรัสชื่นชม“หม่อมฉันทำไปตามหน้าที่เท่านั้นเพคะ แคว้นเราจะแพ้ไม่ได้ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม” พระนางตรัสจริงจัง“ขอบคุณนะ” หวางเย่ตรัสเช่นนี้และแย้มพระสรวล เป็นการแย้มพระสรวลที่อบอุ่นยิ่งนัก พระนางสบพระเนตรพระองค์ที่เปล่งประกายดุจแสงตะวัน ท
“หม่อมฉันให้คนไปสืบเรื่องราวของนางที่แคว้นซีอวี้ นางทำโรงน้ำชา และหอคณิกา ซึ่งหอคณิกาของนางจะไม่ให้หญิงขายตัวไปเป็นนางบำเรอชายแต่อย่างใด นางให้หญิงคณิกาเหล่านั้นเล่นดนตรีให้ชายได้เพลิดเพลิน ส่วนหญิงผู้นั้นจะขายตัวให้ชายใด นางหอคณิกาไม่มีส่วนได้ส่วนเสียแต่อย่างใด เพราะหอคณิกาขายเพียงศิลปะเพียงเท่าน
แต่มีกฎตายตัวของหอคณิกาเหม่ยฮุ้ยเอาไว้ว่า ชายใดต้องการนางคณิกาคนใดไปร่วมห้องนั้น ต้องได้รับการสมยอมจากนางคณิกานางนั้น และจะต้องไม่บีบบังคมนางให้ร่วมนอนเป็นอันขาด มิฉะนั้นจะมีโทษปรับหนึ่งแสนตำลึงทอง และผู้ตรวจการเมืองหลวงก็ทราบนี้ดีด้วยเช่นกัน เพราะกฎที่ตั้งขึ้นมีการประทับตราผู้ตรวจการเมืองหลวง ดังน
“กงจู่เป็นอะไรหรือไม่พระเจ้าค่ะ” คังหยางทูลถามเช่นนี้ กงจู่จึงตรัสถามทันที“เกิดอะไรขึ้น” กงจู่ตรัสถามทันที“ทหารของเรากำลังต่อสู้กับกองโจรพระเจ้าค่ะ” คังหยางทูลจบ เขาจึงเอากระบี่ปัดลูกธนู กงจู่เปิดพระวิสูตรทอดพระเนตรออกไปด้านนอก เห็นทหารกำลังถูกกองโจรชุดดำปิดปังใบหน้า พระนางจึงหวนนึกถึงครั้งที่ถูก
หญิงสาวใบหน้างดงามขี่ม้าสง่างามบนอาชา ไปตามทุ่งหญ้า นางทอดสายตามองดูวิธีชาวบ้านอย่างเป็นสุขไม่ทุกร้อนสิ่งใด ถือว่าเป็นบุญของต้าหวางยิ่งนัก นางเห็นเช่นนี้ก็อุ่นใจยิ่งนักนางเองเป็นถึงกงจู่ แห่งแคว้นซีอวี้ เกอเกอก็เป็นต้าหวาง ต้าหวางทรงรักและเอ็นดูนางเป็นไหนๆ ครั้งนี้นางได้หนีออกมานอกวังเป็นครั้งที่ส







