เสียงเพลงคลาสสิคแผ่วเบาดังมาจากลำโพงขนาดเล็กบนโต๊ะกาแฟในห้องนั่งเล่นของเพนท์เฮาส์หรู ไทเกอร์นั่งอยู่บนโซฟาตัวยาว เอกสารและหนังสือกองสุมอยู่รอบตัว สมุดโน้ตเปิดอยู่บนตัก ปากกาในมือเคาะเบาๆ ลงบนกระดาษขณะที่เขาครุ่นคิด
ช่ วงสอบกลางภาคมาถึง และไทเกอร์ตั้งใจจะต้องทำคะแนนให้ดีเพื่อชดเชยเวลาที่เขาพลาดไปช่วงที่บาดเจ็บ แม้ขาข้างขวาจะยังไม่หายดีเต็มที่ แต่อย่างน้อยเขาก็ไม่ต้องใช้ไม้เท้าแล้ว
"เฮ้อ..." ไทเกอร์ถอนหายใจ เหลือบมองนาฬิกาบนผนัง เกือบสามโมงแล้ว เลโอน่าจะมาถึงในอีกไม่นาน
สองสัปดาห์ผ่านไปหลังจากที่เลโอช่วยสอนเรื่อง strain energy ให้ไทเกอร์ การติวด้วยกันครั้งนั้นนำไปสู่การนัดพบกันอีกหลายครั้งเพื่อเตรียมตัวสอบ ไทเกอร์ยังรู้สึกแปลกๆ ที่เขากับเลโอกลายเป็นเพื่อนกันได้ หลังจากที่เคยเกลียดกันมาก่อน
เสียงกริ่งดังขึ้น ไทเกอร์หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู เห็นภาพจากกล้องวงจรปิดที่หน้าประตู เลโอยืนอยู่ตรงนั้น สวมเสื้อยืดสีเทาและกางเกงยีนส์สีซีด สะพายเป้ใบเก่า
"ขึ้นมาได้" ไทเกอร์กดปุ่มเปิดประตูลอบบี้ชั้นล่าง แล้ววางโทรศัพท์ลง เขาลุกขึ้นยืดตัว เดินไปเปิดประตูห้อง
ไม่นานนัก เสียงลิฟท์ดัง "ติ๊ง" ประตูเลื่อนเปิด เลโอก้าวออกมาพร้อมกับถุงกระดาษใบใหญ่
"สวัสดี" เลโอทัก
"เฮ้ย นั่นอะไร?" ไทเกอร์ถาม ชี้ไปที่ถุงกระดาษในมือเลโอ
"ขนมจากทางใต้ แวะไปร้านขนมแถวบ้านเพื่อนกูมา " เลโอตอบ
"เข้ามาก่อน" ไทเกอร์ผายมือเชิญ ยิ้มกว้างขึ้น
"ไม่คิดว่ามึงจะซื้ออะไรมาฝากกูด้วย"
"ก็มึงเลี้ยงข้าวกูมาสองรอบแล้ว" เลโอตอบ ถอดรองเท้าวางไว้หน้าประตู แล้วเดินตามไทเกอร์เข้าไปในห้อง
เลโอมองไปรอบๆ ห้องนั่งเล่นที่กว้างขวาง มีโซฟาชุดใหญ่ โทรทัศน์จอใหญ่ และหน้าต่างกระจกบานใหญ่ที่มองเห็นวิวกรุงเทพฯ ได้กว้างไกล เขาเคยได้ยินจากพีทว่าไทเกอร์อยู่เพนท์เฮาส์หรู แต่ไม่คิดว่าจะหรูขนาดนี้
"นั่งสิ" ไทเกอร์ชี้ไปที่โซฟา รีบเก็บเอกสารที่กระจัดกระจายให้เป็นระเบียบ "ขอโทษที่รก กำลังอ่านหนังสืออยู่พอดี"
"ไม่เป็นไร" เลโอนั่งลงที่ปลายโซฟา วางถุงขนมลงบนโต๊ะ
"อยากกินอะไรไหม กูมีน้ำผลไม้ น้ำอัดลม กาแฟ..." ?" ไทเกอร์ถามและบอกสิ่งที่มี
"น้ำเปล่าก็พอ" เลโอตอบ
ไทเกอร์พยักหน้า เดินไปที่ครัวเล็กๆ มุมห้อง หยิบแก้วสองใบและเหยือกน้ำกลับมา เทน้ำใส่แก้วและยื่นให้เลโอ
"ขอบคุณ" เลโอรับแก้วน้ำมา ดื่มอึกหนึ่ง
"เริ่มกันเลยไหม?" ไทเกอร์ถาม พลางหยิบหนังสือขึ้นมา "กูยังไม่เข้าใจเรื่อง Mohr's Circle เท่าไหร่"
"ได้" เลโอพยักหน้า วางแก้วน้ำลงและหยิบสมุดโน้ตออกจากกระเป๋า
ทั้งสองเริ่มติวหนังสือกัน เลโออธิบายทฤษฎีให้ไทเกอร์ฟังอย่างละเอียด ในขณะที่ไทเกอร์ฟังอย่างตั้งใจและจดโน้ตไปด้วย เป็นภาพที่แปลกตาสำหรับใครหลายคนที่รู้จักทั้งคู่ หากได้เห็นพวกเขานั่งเรียนด้วยกันอย่างเป็นมิตรเช่นนี้
"อ๋อ!" ไทเกอร์อุทานเมื่อในที่สุดก็เข้าใจ "ถ้าเรามองวงกลมแบบนี้ก็เข้าใจง่ายขึ้นเยอะเลย"
"มันแค่เป็นวิธีการแสดงความสัมพันธ์ทางคณิตศาสตร์ด้วยกราฟ ถ้ามึงมองเป็นภาพจะเข้าใจง่ายกว่า" เลโออธิบาย
"จริงด้วย มึงสอนเก่งว่ะ เคยคิดจะเป็นอาจารย์ไหม?" ไทเกอร์พยักหน้า เขาเงยหน้าขึ้นมองเลโอ
"ไม่อ่ะ กูแค่อยากกลับไปทำงานที่บ้าน ดูแลธุรกิจครอบครัว" " เลโอตอบออกไป
"มึงชอบงานนั้นเหรอ?" ไทเกอร์ถาม
"ก็ชอบ ได้คิด ได้วางแผน ได้แก้ปัญหา" เลโอยักไหล่ตอบ
"เหมือนกับที่มึงชอบวิศวกรรมใช่ไหม? การคิดเชิงระบบ" ไทเกอร์สังเกต
"มึงสังเกตเก่งนี่" เลโอพยักหน้า
"กูอาจจะไม่เก่งวิชาการเท่ามึง แต่กูเข้าใจคน นั่นคือจุดแข็งของกู" " ไทเกอร์ยิ้ม
"จริง กูแย่เรื่องสังคมมาตลอด ไม่เหมือนมึง" เลโอยอมรับ
ทั้งสองกลับไปทบทวนเนื้อหาต่อ แต่หลังจากเรียนไปได้ประมาณชั่วโมงครึ่ง ไทเกอร์ก็เริ่มปวดขา
"พักก่อนดีไหม?" เลโอเสนอ เมื่อสังเกตเห็นไทเกอร์ขยับขาไปมาด้วยความไม่สบาย
"อืม ดีเหมือนกัน มีขนมอะไรบ้าง " ไทเกอร์พยักหน้า "
"ขนมเค้กสังขยาใบเตย ของขึ้นชื่อของร้านนี้" เลโอหยิบถุงขนมมาเปิด หยิบห่อขนมสีเหลืองทองออกมา
"โอ้โห ดูน่ากินว่ะ เดี๋ยวกูเอาจานกับส้อมมาก่อน" ไทเกอร์รับถุงขนมไปเปิดดู กลิ่นหอมของใบเตยและสังขยาลอยมาทันที
ไทเกอร์ลุกไปที่ครัว และกลับมาพร้อมจานเล็กๆ สองใบและส้อม เขาแบ่งขนมใส่จานและส่งให้เลโอหนึ่งจาน
"อร่อยจัง หวานกำลังดี ไม่เลี่ยนเลย" ไทเกอร์ชมหลังจากกินคำแรก
"ดีใจที่มึงชอบ" เลโอยิ้มบางๆ
"อืม..." ไทเกอร์เคี้ยวขนมช้าๆ "กูอยากถามอะไรมึงอย่างหนึ่ง ถามได้ไหม?"
"ถามมา" เลโอพยักหน้า
"ตอนที่กูเคยแกล้งมึงตอนปีหนึ่ง มึงรู้สึกยังไง?" ไทเกอร์เริ่มพูดอย่างระมัดระวัง
เลโอชะงักไปเล็กน้อย เขาไม่คาดคิดว่าไทเกอร์จะถามคำถามนี้
"ก็... รู้สึกแย่บ้าง แต่กูก็พยายามไม่ใส่ใจ คิดว่าเป็นเรื่องเด็กๆ" เลโอตอบตามตรง
"กูขอโทษนะ กูไม่น่าทำแบบนั้นเลย มันไร้สาระมาก" ไทเกอร์พูดอย่างจริงใจ
"ไม่เป็นไร ทุกคนทำผิดพลาดได้" " เลโอพยักหน้า
"แต่ทำไมมึงยังช่วยกูตอนรถคว่ำ? ทั้งที่กูเคยทำกับมึงแบบนั้น" ไทเกอร์ถามต่อ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความสงสัย
"ตอนนั้นกูไม่ได้คิดอะไรมาก เห็นคนกำลังต้องการความช่วยเหลือ ก็ช่วยแค่นั้น ใครอยู่ในที่นั้นกูก็คงช่วย" เลโอนิ่งคิดสักพัก
"มึงเป็นคนดีกว่าที่กูคิดไว้มาก" ไทเกอร์มองเลโออย่างทึ่ง
"ไม่หรอก แค่ทำในสิ่งที่ควรทำ" เลโอยักไหล่
ทั้งสองนั่งกินขนมต่อในความเงียบครู่หนึ่ง ไทเกอร์ดูครุ่นคิดอะไรบางอย่าง ก่อนจะเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
"มึงรู้ไหม กูเคยคิดว่ามึงเป็นแค่เด็กบ้านนอกที่เก่งแต่วิชาการ แต่ตอนนี้กูรู้แล้วว่ากูคิดผิดมาก" " ไทเกอร์เริ่มพูดสิ่งที่เขาคิดกับเลโอ
เลโอเงยหน้าขึ้น รอฟังต่อ
"มึงเป็นคนที่... มีมุมมองที่กว้างไกล มึงเข้าใจอะไรได้ลึกกว่าที่กูคิด เหมือนกับว่า... มึงเป็นผู้ใหญ่กว่ากูมากทั้งที่อายุเท่ากัน" ไทเกอร์พูดต่อ
"กูก็ไม่ได้เป็นอะไรพิเศษหรอก ทุกคนก็มีจุดแข็งจุดอ่อนต่างกัน" " เลโอพูดเบาๆ ไม่ชินกับการได้รับคำชม
"แต่มึงดูเหมือนจะมีแต่จุดแข็ง เรียนเก่ง คิดเป็นระบบ ใจเย็น มีความรับผิดชอบสูง แถมยังใจดี" ไทเกอร์ที่ยังชมเลโอไม่หยุด
"กูมีจุดอ่อนเยอะแยะ แค่ไม่แสดงออกมาให้เห็นเท่านั้น" เลโอส่ายหน้า
"อย่างเช่น?" ไทเกอร์ถาม
"กูไม่เก่งเรื่องคน ไม่รู้จะคุยยังไงให้สนุก ไม่กล้าแสดงออก บางทีก็คิดมากเกินไป คิดเล็กคิดน้อย" เลโอตอบ
"แต่มึงดูมั่นใจออกจะตายไป"
"นั่นแค่เปลือกนอก ข้างในกูกังวลตลอดเวลาว่ากำลังทำถูกหรือผิด" เลโอบอกความเป็นตัวเองที่ไม่ได้มั่นใจในตัวเอง
"กูก็เหมือนกัน ที่กูดูมั่นใจ เพราะกูไม่อยากให้ใครเห็นว่ากูกลัว" ไทเกอร์ฟังด้วยความสนใจ
"กลัวอะไร?" เลโอถาม
"กลัวว่าจะไม่ดีพอ" ไทเกอร์ตอบเสียงแผ่ว
"พ่อกูคาดหวังกับกูสูงมาก ตอนเด็กๆ กูไม่เคยทำอะไรถูกใจเขาเลย ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหน" ไทเกอร์บอกออกมาต่อเนื่อง
"แล้วทำไมมึงต้องพยายามเอาใจเขาด้วย? มันเป็นชีวิตของมึง" เลโอถาม
"มึงไม่เข้าใจหรอก ครอบครัวกูเป็นแบบนั้น... ทุกคนแข่งขันกัน ทุกคนต้องทำให้ดีที่สุด ต้องทำให้ตระกูลภูมิใจ" ไทเกอร์ส่ายหน้า
"ฟังดูเหนื่อยนะ" เลโอบอกอย่างเห็นใจ
"มากเลย กูเลยต้องสร้างภาพลักษณ์นี้ขึ้นมา... เด็กเปรี้ยว เด็กมีสตางค์ เด็กเที่ยว แต่ก็ยังเรียนได้... ทำให้พ่อภูมิใจ" ไทเกอร์ถอนหายใจ
"แต่มันไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของมึง?" เลโอถาม
"กูไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวตนที่แท้จริงของกูเป็นยังไง กูเล่นละครมานานจนลืมไปแล้ว" ไทเกอร์นิ่งไปครู่หนึ่งและเขาพูดออกมาอย่างยอมรับ
"มึงไม่จำเป็นต้องแสดงต่อหน้ากูนะ อยู่กับกู มึงเป็นตัวของมึงได้" เลโอบอกและมองเพื่อนด้วยความเห็นใจ
"ขอบคุณ คนอื่นอาจจะไม่เข้าใจกู แต่มึงเข้าใจ" ไทเกอร์มองเลโอ อึ้งไปชั่วขณะ ก่อนจะยิ้มอย่างจริงใจ
"เพราะกูก็แสดงเหมือนกัน แค่คนละแบบกับมึง กูแสดงเป็นคนแข็งแกร่ง ไม่สนใจคำวิจารณ์ ไม่สนว่าจะมีเพื่อนหรือไม่... แต่จริงๆ แล้ว บางครั้งกูก็เหงา" " เลโอยอมรับ
"พวกเราแสดงเป็นคนตรงข้ามกับที่เราเป็นจริงๆ เลยนะ" ไทเกอร์หัวเราะเบาๆ "ช่างเป็นเรื่องบังเอิญ"
ทั้งสองนั่งพูดคุยกันต่อ แชร์เรื่องราวในวัยเด็ก ความฝัน ความกลัว และความปรารถนา บรรยากาศผ่อนคลายและเป็นมิตรอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
"มึงรู้ไหม กูเพิ่งรู้ตัวว่ากูไม่เคยมีเพื่อนแท้เลย" " ไทเกอร์พูดขึ้นหลังจากคุยกันไปหลายชั่วโมง "
"มึงมีเพื่อนเยอะออก" เลโอแย้ง
"มีแต่เพื่อนผิวเผิน คนที่คบกูเพราะกูรวย หรือหน้าตาดี หรือเพราะกูเป็นเดือนคณะ แต่ไม่มีใครรู้จักตัวตนที่แท้จริงของกู... ไม่มีใครที่กูกล้าเปิดใจคุยแบบนี้ด้วย"
"แม้แต่มาร์ค?" เลโอถาม
"มาร์คเป็นเพื่อนสนิท แต่เราก็ไม่เคยคุยกันลึกซึ้งขนาดนี้ แปลกดีนะ ที่คนที่กูเคยเกลียดกลับกลายเป็นคนที่กูไว้ใจมากที่สุด" ไทเกอร์ยอมรับ
"มันก็แปลกจริงๆ นั่นแหละ" เลโอยิ้ม
นาฬิกาบนผนังบอกเวลาเกือบสามทุ่ม ทั้งสองคุยกันนานกว่าที่คิด
"เฮ้ย ดึกแล้ว กูว่ากูต้องกลับแล้วล่ะ" " เลโอบอกไทเกอร์เพื่อจะขอตัวกลับหอ
"มึงพักที่นี่ก็ได้นะ ห้องกูใหญ่ กูมีห้องเหลือ" ไทเกอร์เสนอทันที
"อยู่เถอะน่า" ไทเกอร์ยืนยัน "เรายังไม่ได้ดูเรื่อง stress concentration เลย พรุ่งนี้ติวต่อก็ได้"
"งั้น... ก็ได้" เลโอดูลังเลและก็ตอบในที่สุด
"เยี่ยม เราสั่งพิซซ่ากินกันไหม? กูหิวแล้ว" ไทเกอร์ยิ้มกว้าง
"ได้ ขอบคุณที่ชวนกูค้าง" เลโอพยักหน้า
"ขอบคุณที่มึงเป็นเพื่อนกู เพื่อนแท้คนแรกของกู" ไทเกอร์ตอบอย่างจริงใจ
เลโอสบตากับไทเกอร์ ความรู้สึกอบอุ่นแผ่ซ่านในอก เขาไม่เคยคิดว่าจะมีมิตรภาพกับคนที่เคยเป็นศัตรู แต่บางทีโชคชะตาก็นำพาคนสองคนมาพบกันในวิธีที่แปลกประหลาด
"มึงอยากกินพิซซ่าหน้าอะไร?" ไทเกอร์ถามพร้อมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา
"อะไรก็ได้ที่ไม่ใส่สับปะรด" เลโอตอบ
"เหมือนกัน!" ไทเกอร์ร้อง
"มึงก็ไม่ชอบพิซซ่าฮาวายเหรอ?"
"เกลียดเลย" เลโอยิ้ม
"เฮ้ย เรามีอะไรเหมือนกันเยอะกว่าที่คิดแฮะ" ไทเกอร์หัวเราะ ก่อนจะสั่งพิซซ่าและนั่งลงข้างเลโออีกครั้ง
คืนนั้น พวกเขาดูหนังด้วยกัน กินพิซซ่า คุยเรื่องสัพเพเหระ และติวหนังสือต่อจนดึก มิตรภาพที่ก่อตัวขึ้นระหว่างทั้งสองเริ่มหยั่งรากลึกลงในจิตใจ ไม่มีใครรู้ว่าความสัมพันธ์นี้จะพัฒนาไปถึงไหน แต่อย่างน้อย ณ ช่วงเวลานี้ พวกเขาได้พบเพื่อนที่เข้าใจกัน และนั่นอาจเป็นสิ่งที่ทั้งสองต้องการมาตลอด