Mag-log inเอเดน เซน ภาม และคิน นักศึกษาฝึกงานจากสองมหาวิทยาลัย ถูกส่งมารวมทีมกันที่ Wellness by the Sea รีสอร์ตหรูริมทะเล เพื่อทำภารกิจสำคัญตลอดสองเดือน—ออกแบบ Wellness Experience ที่ไม่ได้ดูแลเพียงร่างกาย แต่ต้องทำให้ผู้เข้าพักได้กลับไปในเวอร์ชันที่ดีกว่าเดิม โจทย์งานว่ายากแล้ว แต่โจทย์หัวใจกลับไม่มีคู่มือให้เปิดอ่าน นิยายวายฟีลกู๊ดริมทะเล ว่าด้วยพระเอกสายโกลเด้นรีทรีฟเวอร์กับหนุ่มเงียบที่ค่อย ๆ เปิดใจ พร้อมอีกหนึ่งความสัมพันธ์ระหว่างคนเจ้าระเบียบกับตัวป่วน ผู้จะพิสูจน์ว่าโปรเจกต์อาจมีวันสิ้นสุด แต่บางความรู้สึก…เพิ่งเริ่มต้นในวันที่ไม่มีใครต้องเขียน Flow ให้อีกต่อไป
view more"งั้นก็อย่าจีบ"
เขาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเหมือนไม่มีอะไร แต่สายตา... ไม่ได้ล้อเล่นเลยสักนิด
ผมยิ้ม ขยับเข้าไปอีกนิด
"ไม่ทันแล้วว่ะ"
ทั้งที่จริง ๆ แล้ว ผมเพิ่งเจอเขาไม่ถึงชั่วโมง แต่ดูเหมือนผมจะหาเรื่องให้ตัวเองตั้งแต่วันแรก
ย้อนกลับไปก่อนหน้านั้น ตอนที่ผมยังไม่รู้เลยว่า... แค่รอยยิ้มเดียว จะทำให้เรื่องมันไปไกลขนาดนี้
POV: Aiden
ประตูรถตู้ถูกเปิดออก กลิ่นเค็มจาง ๆ ของทะเลปะทะมากับแสงแดดบ่ายที่สะท้อนผิวน้ำจนผมต้องหรี่ตา ผมหยุดยืนอยู่ตรงขั้นบันได มองออกไปข้างหน้า
เอาจริง... ในคลิปว่าสวยแล้ว ของจริงแม่งโคตรโกง
น้ำทะเลสีเขียวอมฟ้าไล่ไปจนสุดสายตา ด้านหลังมีภูเขาเขียวทึบเหมือนฉากหนัง ส่วนตรงกลางคือรีสอร์ตสีขาวเงียบ ๆ ที่ดูแพงตั้งแต่ยังไม่ต้องก้าวเข้าไป
Wellness by the Sea สถานที่ฝึกงานสองเดือนกว่าของพวกเรา และเป็นโปรเจกต์ที่อาจตัดสินอนาคตหลังเรียนจบของผม
"โคตรสวยเลยว่ะ"
ผมสะพายกระเป๋าลวก ๆ แล้วหันไปหาคนข้าง ๆ
"ถ้ามาทำงานแล้วได้วิวแบบนี้ทุกวันนะ กูยอมทำโอฟรีเลยจริง ๆ"
เซนเลิกคิ้วใส่
"มึงยังไม่ได้เริ่มงานเลย จะทำโอซะแล้ว"
"เอ้า วิวดีขนาดนี้ กูยอมดิ"
"เขาไม่ได้จ้างมึงมาดูวิวค่ะ"
มันส่ายหน้า แต่ปากยิ้ม
ผมหัวเราะ แล้วเดินลงจากรถพร้อมมัน จังหวะก้าวของเราคุ้นเคยจนแทบไม่ต้องหันมองกันด้วยซ้ำ เซนยังเหมือนเดิม ตัวเพรียว ๆ เดินไว ๆ แบบที่ถ้าเผลอแป๊บเดียวก็หายไปไหนไม่รู้ ต่างจากผมที่ช่วงนี้โดนทักบ่อยเกินว่าตัวใหญ่ขึ้น
เซนเหลือบมองแขนผม ก่อนหัวเราะในลำคอ
"มึงไปกินอะไรมาเนี่ย ตัวใหญ่ขึ้นชิบ"
ผมยักไหล่
"กูโตตามวัยปะ"
"วัยมึงหรือวัยควาย"
"อ้าว ด่ากูเฉย"
เซนเดินเร็วขึ้น แล้วจงใจชนไหล่ผมเบา ๆ ตอนเดินผ่าน ผมหันไปมอง มันยิ้มกวนเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เออ แบบนี้แหละ ตั้งแต่เด็กจนโต มันก็เป็นแบบนี้มาตลอด
ลมทะเลพัดแรงขึ้น ผมหายใจลึกโดยไม่รู้ตัว
"เออ เซน"
"หืม"
"มึงขึ้นไปรอก่อนดิ ห้องประชุมอะ เดี๋ยวกูตาม"
เซนหยุดเดินทันที
"อะไรของมึง จะเริ่มงานแล้วนะ"
"เข้าห้องน้ำก่อน แป๊บเดียว"
มันจ้องหน้าผมอยู่สองวิ เหมือนกำลังประเมินว่าเชื่อได้แค่ไหน
"ไว ๆ นะมึง"
"เออ กูรู้น่า"
เซนส่ายหัว แต่ก็ยอมเดินแยกขึ้นไปทางอาคารหลัก ผมมองมันหายเข้าไปด้านใน ก่อนเลี้ยวไปอีกทาง
ทางเดินไปห้องน้ำเงียบกว่าด้านหน้า มีเพียงเสียงลมทะเลลอดผ่านอาคารเข้ามาเป็นช่วง ๆ เสียงรองเท้าผมกระทบพื้นดังแผ่ว ๆ ท่ามกลางความเงียบ
แล้วผมก็ได้ยินเสียงหนึ่ง
"จิ๊บ..."
ผมหยุด
"จิ๊บ ๆ ..."
เสียงดังมาจากข้างกำแพงเตี้ยใต้ต้นไม้ ผมขมวดคิ้ว แล้วก้าวเข้าไปดู ก่อนจะเห็นใครบางคนยืนอยู่ตรงนั้น
ผู้ชายคนหนึ่งกำลังก้มตัวลง มือข้างหนึ่งรองอะไรเล็ก ๆ ที่ขยับยุบยิบอยู่ในอุ้งมือ
ลูกนก
ผมชะงัก ไม่ใช่เพราะลูกนก แต่เพราะคนที่กำลังอุ้มมันอยู่
เขายืนอยู่ใต้ร่มเงาของต้นดอกเกด เสื้อเชิ้ตขาวปลิวตามแรงลม เส้นผมสีดำอ่อนนุ่มปรกลงข้างแก้ม ทุกอย่างในตัวเขาดูเงียบ แต่ไม่จาง
เขาประคองลูกนกเหมือนกลัวมันจะเจ็บแม้แต่นิดเดียว ก่อนเขย่งปลายเท้าขึ้น ค่อย ๆ วางมันกลับเข้าไปในรังอย่างเบาที่สุด แล้วพึมพำเบา ๆ
"คราวหน้าระวังหน่อยนะ"
แม่นกส่งเสียงร้องอยู่ด้านบน
เขาเงยหน้ามอง แล้วรอยยิ้มบาง ๆ ก็ผุดขึ้นตรงมุมปาก
แค่นั้นเอง แค่รอยยิ้มเดียว แต่ผมกลับยืนนิ่งเหมือนลืมหายใจ
แสงแดดตกกระทบเสี้ยวหน้าของเขาพอดี ปลายผมปลิวผ่านแก้ม ขณะที่เขายกมือปัดมันออกอย่างไม่ใส่ใจ และผมก็เห็นดวงตาคู่นั้นชัด ๆ เป็นครั้งแรก
นิ่ง อ่อนโยน และดึงสายตาจนรู้สึกไม่ดีต่อใจเลย
ผมไม่รู้ว่าตัวเองยืนมองอยู่นานแค่ไหน รู้ตัวอีกที เขาก็เดินหายไปแล้ว ใต้ต้นดอกเกดเหลือเพียงเงาไม้ ลมทะเล และความรู้สึกแปลก ๆ ที่ยังค้างอยู่กลางอกผม
แต่ในตอนนั้น ผมยังไม่รู้เลยว่า... คนที่ดูเข้าถึงยากคนนั้น กำลังจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดของผม ในอีกไม่กี่นาทีต่อมา
POV: Kin
อีกฟากหนึ่งของอาคาร Wellness ผมมาถึงระเบียงก่อน
ลมทะเลพัดแรงกว่าที่คิด ชายเสื้อเชิ้ตขยับตามแรงลม สายตาผมมองออกไปไกล
ผมไม่ได้มองวิว แต่มองเวลา
ภามบอกว่าจะไปห้องน้ำ แล้วหายไปนานกว่าที่ควร
ผมเหลือบมองนาฬิกาอีกครั้ง ปลายนิ้วแตะหน้าปัดเบา ๆ อย่างเคย สิบสี่นาทีสิบเจ็ดวินาที สำหรับคนอื่นอาจไม่นาน แต่สำหรับภาม มันนานกว่าปกติ
เสียงหัวเราะดังขึ้นจากลานด้านล่าง ผมหันไปมองโดยอัตโนมัติ เด็กฝึกงานอีกมหาวิทยาลัยสองคนกำลังเดินผ่านลานหิน
คนหนึ่งตัวเพรียว ท่าทางกวน ๆ อีกคนสูงกว่า ผิวแทน ผมสีน้ำตาลทองยุ่งนิด ๆ พวกเขาหัวเราะเสียงดังเกินสถานที่ ยิ้มง่ายเกินคนเพิ่งมาฝึกงาน และมองทุกอย่างเหมือนโลกนี้น่าสนุกไปหมด
ผมจำหน้าไว้เฉย ๆ ก่อนละสายตากลับ
โฟกัสงาน โฟกัสเวลา โฟกัส---
เสียงฝีเท้า ภามเดินกลับมาแล้ว
เสื้อเชิ้ตขาวของเขามีรอยฝุ่นจาง ๆ ตรงปลายแขน ไม่ใช่แบบที่ควรเกิดกับภาม
"ช้า"
ภามพยักหน้า
"นิดนึง"
ผมไม่ถามต่อ แต่สายตาไล่จากปลายแขนขึ้นไปถึงหน้าเขาแล้วหยุด
ภามไม่ได้หลบตา เขานิ่งเหมือนเดิม ผมขยับเข้าไปใกล้อีกครึ่งก้าว เอื้อมมือจับข้อมืออีกฝ่ายอย่างเป็นธรรมชาติ
ภามชะงัก เล็กมาก แต่ผมรู้
ผมเลื่อนจากข้อมือไปที่ปลายนิ้ว พลิกขึ้นเบา ๆ มีรอยแดงจาง ๆ ตรงปลายนิ้ว ไม่มีแผลเปิด ไม่มีเลือด แต่มันเพิ่งเกิด
ผมมองอยู่นานกว่าที่ควร ไม่ใช่เพราะมันร้ายแรง แต่เพราะมันอยู่บนมือของภาม
"โดนอะไรมา"
ภามมองมือผมแวบหนึ่ง ก่อนตอบ
"ลูกนกตกจากรัง"
ผมหยุดมือไปครู่หนึ่ง ภาพต่อขึ้นมาเองในหัว
ภามเอื้อมมือเอาลูกนกกลับรัง โดยไม่สนเสื้อ ไม่สนฝุ่น และไม่สนว่าตัวเองจะโดนจิกหรือเปล่า ภามเป็นแบบนี้เสมอ
ผมปล่อยมือเขาคืนไปช้า ๆ
"ไม่มีแผล"
ภามพยักหน้า
"อืม"
ผมถอยกลับมายืนระยะเดิม แต่ปลายนิ้วยังจำความอุ่นของมืออีกฝ่ายได้ชัด
"ตื่นเต้นไหม"
ผมถามขณะที่สายตายังมองออกไปข้างหน้า
"เฉย ๆ"
ภามตอบทันที
ผมหลุดหัวเราะในลำคอ
"คำตอบมึงนี่กันตายได้ทุกสถานการณ์จริง ๆ"
ภามไม่ตอบ
ผมล้วงมือลงกระเป๋า ขยับตัวยืนขนานกับเขา
ผู้จัดการให้เวลาทีมจนถึงเช้าวันถัดไป ถ้ารอบทดลองครั้งใหม่ยังทำให้พนักงานสับสน Pause Point และ Choice Point จะถูกถอดออกจากงานนำเสนอครั้งนี้ไม่มีใครเถียงเรื่องว่าใครเป็นต้นเหตุ เซนส่งรายการสิ่งที่เขาเปลี่ยนให้ผมก่อนแตะอุปกรณ์ทุกชิ้น ผมเลิกบังคับให้ทุกเหตุการณ์ต้องกลับเข้าสู่เส้นทางหลัก และเพิ่มจุดที่ทีมสามารถหยุดเพื่อฟังคนตรงหน้าได้จริงเช้าวันถัดมา แขกคนแรกเลือกกิจกรรมทันที คนที่สองขอพัก และคนที่สามเปลี่ยนใจหลังเริ่มโปรแกรม ทีมไม่แตกออกเป็นสองคำสั่งเหมือนวันก่อน เพราะทุกเส้นทางมีเจ้าของงานและภาษาที่ใช้ตรงกันผู้จัดการไม่ได้ชมยาว เขาเพียงเปิดแฟ้มอีกครั้งและบอกให้ใส่ Pause Point ลงในสไลด์นำเสนอฉบับจริงผมจดประโยคนั้นไว้ใต้ผังงาน ไม่ใช่ในฐานะชัยชนะ แต่เป็นหลักฐานว่าแผนที่ดีไม่ใช่แผนที่ไม่มีใครเปลี่ยน มันคือแผนที่ทุกคนรู้ว่าจะเปลี่ยนอย่างไรโดยไม่ทำให้คนอื่นหลงทางPOV: Aidenเวลาผ่านไปเร็วกว่าที่ทุกคนคิด จากวันแรกที่เดินเข้ามาใน Wellness by the Sea พร้อมกระเป๋าเดินทางและความไม่คุ้นเคย วันนี้ปฏิทินบนโต๊ะทำงานของทีมถูกขีดฆ่าไปเดือนกว่าแล้ว
POV: Kinหลังจบประชุมช่วงบ่าย ผมตั้งใจว่าจะกลับห้องไปจัดระบบ Choice Point ให้เสร็จ แต่เซนดันเดินผ่านหน้าผมไปพร้อมแฟ้มงานชุดหนึ่ง แฟ้มที่ควรอยู่บนโต๊ะประชุม และควรผ่านตาผมก่อน"เซน"มันหยุดเดิน หันกลับมาด้วยสีหน้าเหมือนรู้ตั้งแต่แรกว่าผมต้องเรียก"ว่า?"ผมมองแฟ้มในมือมัน "มึงเอาแฟ้มนั่นไปทำอะไร""เอาไปให้ทีมสปาดู""จะไม่บอกกูหน่อยเหรอ?"เซนเลิกคิ้วนิดเดียว "ก็จะบอกอยู่นี่ไง"ผมเดินเข้าไปใกล้ แล้วดึงแฟ้มจากมือมัน ไม่ถึงกับกระชาก แต่ก็ไม่ได้เบา"มึงเปลี่ยนแผนโดยไม่บอกกู"เสียงผมนิ่งกว่าที่รู้สึกจริง นิ่งแบบที่คนฟังควรรู้ว่า...ผมไม่โอเคหลังตึกเงียบกว่าด้านหน้า มีเพียงเสียงลมทะเลพัดผ่านต้นไม้จนใบไม้เสียดสีกันเบา ๆ แต่ความเงียบแบบนั้นกลับทำให้เสียงหายใจของเราชัดขึ้นกว่าเดิม เซนมองแฟ้มในมือผม แล้วเงยหน้าขึ้น"แล้วผลลัพธ์มันแย่ไหมล่ะ"ผมกดนิ้วลงบนสันแฟ้มแน่นขึ้น โอเค มันไม่ได้แย่ แต่ประเด็นไม่ใช่แค่นั้น"มันไม่ใช่เรื่องผลลัพธ์อย่างเดียว""แต่ถ้าผลลัพธ์มั
"งั้นเราลุยกันต่อ"ผมพูด เซนยิ้ม"พูดเหมือนพระเอกซีรีส์เลยว่ะ""กูก็พระเอกอยู่แล้วปะ""พระเอกหรือหมาโกลเด้น""แล้วหมาโกลเด้นเป็นพระเอกไม่ได้เหรอ"เซนหัวเราะ คินส่ายหน้าเบา ๆ แม้แต่ภามยังยกมุมปากขึ้น เหมือนกลั้นขำไม่ทันช่วงบ่าย หลังจากสรุปงานเสร็จ ทีมเริ่มแยกกันเก็บข้อมูลต่อ คินนั่งทำโครงระบบ Choice Point อยู่กับพี่เลี้ยง เซนเดินออกไปถ่ายภาพพื้นที่เพิ่มเติม ส่วนผมกับภามถูกทิ้งไว้ในห้องประชุมเล็กกับแฟ้ม Feedback ลูกค้าเดิมกองหนึ่งไม่รู้ว่าเป็นความบังเอิญ หรือเป็นความเมตตาของโชคชะตา แต่ผมขอขอบคุณ Destiny Project ไว้ก่อนภามนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ก้มอ่านเอกสารอย่างตั้งใจ ปลายนิ้วของเขาไล่ไปตามบรรทัดช้า ๆ คิ้วขมวดนิดหนึ่งเวลามีข้อมูลที่ต้องคิดต่อ แสงบ่ายลอดผ่านม่านบางเข้ามาตกบนเสี้ยวหน้าเขาพอดี ทำให้ผิวขาว ๆ นั้นดูนุ่มกว่าปกติผมตั้งใจจะอ่านเอกสารของตัวเอง จริง ๆ แต่ผ่านไปเกือบห้านาที ผมยังอยู่หน้าเดิม เพราะสายตาเจ้ากรรมดันไหลไปทางเขาซ้ำแล้วซ้ำอีก จนสุดท้ายเจ้าตัวเงยหน้าขึ้นมา"มึงมองกูทำไม"ผมสะดุ้งนิดหนึ่ง แต่ยิ้มทันที"ไม่ได้มอง"ภามจ้องกลับ สีหน้าบอกชัดว่าไม่เชื่อสักนิด"เอเดน"เวลาเขาเ
ผมยืนอยู่ตรงกลางระหว่าง Flow ของคิน ความยืดหยุ่นของเซน และสีหน้าของลูกค้าที่ยังไม่พร้อม ก่อนเสียงหนึ่งจะดังขึ้น"เปลี่ยนได้"ภาม เขาไม่ได้แม้แต่จะลุกขึ้น แต่น้ำเสียงนิ่ง ๆ นั้นกลับทำให้ทุกคนหยุดฟัง"ปรับเป็น Optional IV"คินหันไปมอง ภามพูดต่อ"คิน เพิ่ม Protocol สำหรับกรณีเลื่อน IV""เซน ดู Transition ว่าเปลี่ยนไปพักโซนไหนแล้วไม่สะดุด""เอเดน พาลูกค้าไปต่อ"คำสั่งนั้นสั้นและชัด ผมพยักหน้าทันที"ได้ครับ"ไม่มีใครถามซ้ำ ไม่มีใครเถียง คินก้มลงจด เซนขยับไปคุยกับทีมสปา ส่วนผมหันไปหาลูกค้าแล้วยิ้ม"งั้นตอนนี้เราไปนั่งพักตรงโซนวิวทะเลก่อนดีไหมครับ"เธอเงยหน้าขึ้นมองผม แววตายังไม่โล่งทั้งหมด แต่ดีขึ้นกว่าก่อนหน้า"ได้ค่ะ"ผมเดินนำเธอออกไปจากห้อง ผมหันกลับไปมองผ่านกระจกห้องฟื้นฟู คินก้มจดบางอย่างลงในแฟ้ม เซนคุยกับทีมสปา พี่พยาบาลเก็บถาดอุปกรณ์ออกไป เมื่อกี้ทุกอย่างยังเหมือนจะชนกันอยู่กลางห้อง แล้วภามก็พูดแค่ไม่กี่ประโยค ทุกคนก็แยกย้ายไปทำหน้าที่ของตัวเองโซนพักวิวทะเลอยู่ถัดจากห้องฟื้นฟูออกมาไม่ไกล เป็นระเบียงกว้าง มีเก้าอี้ไม้บุผ้านุ่มวางหันหน้าออกสู่ผืนน้ำ ลมทะเลพัดผ่านม่านสีขาวให้เคลื่อนไหว