Mag-log in
ความพินาศของครอบครัวเริ่มต้นขึ้นเมื่อผู้หญิงอีกคนถูกพ่อลากเข้ามาในบ้าน การทรยศหักหลัง ครั้งนั้นทำให้หัวใจของแม่แตกสลาย อาการป่วยที่มีอยู่แล้วทรุดหนักลงอย่างรวดเร็ว
และสุดท้าย... แม่ก็จากไปอย่างสงบสุข มีเพียงคนเป็นเท่านั้นที่ต้องก้มหน้าเดินต่อไป อย่างเช่นเธอ... ไอวี! ใครจะคาดคิดว่าหลังการจากไปของแม่ ชีวิตของเธอจะต้องเผชิญกับมรสุมที่หนักหน่วงขนาดนี้ ตั้งแต่เด็กไอวี่ถูกผู้หญิงของพ่อที่เรียกตัวเองว่าแม่เลี้ยง กลั่นแกล้งสารพัด ส่วนลูกติดแม่เลี้ยงก็จ้องจะช่วงชิงทุกสิ่งที่เธอรักไป แต่ทั้งหมดนั่นคือความอ่อนแอในวัยเด็กที่ผ่านไปแล้ว... วันนี้เธอเติบโตขึ้น เธอคือไอวี่ที่ก้าวข้ามความเจ็บปวดทั้งหมดมาได้ เธอจะไม่ยอมก้มหัวให้ใครอีกต่อไป หลังจากนี้ ทุกคนจะได้เผชิญหน้ากับ ไอวี่ในเวอร์ชันที่สมบูรณ์แบบที่สุด @คฤหาสน์ตระกูลเมฆา หญิงสาวเหยียบคันเร่งรถยนต์หรูคู่ใจ สาดไฟหน้าตัดผ่านความมืดมิดของค่ำคืน พวงมาลัยหนังเย็นเฉียบในมือบอกถึงความหนักแน่นของหัวใจที่แข็งกร้าว เธอไม่ได้กลับมาที่นี่เพื่อระลึกถึงความหลัง แต่เพื่อทวงคืนทุกอย่างที่ถูกพรากไป ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สุมิตร ผู้เป็นพ่อ ดูเหมือนจะมองไม่เห็นความเจ็บปวดที่ลูกสาวคนเดียวต้องทนรับภายใต้ชายคาบ้านหลังนี้ เขามัวแต่หลงมัวเมาในความเจ้าเล่ห์ของ กันยา แม่เลี้ยงวัยห้าสิบปี ที่ตอนนี้สวมบทบาทคุณนายได้อย่างแนบเนียน พร้อมด้วยลูกสาวสุดที่รักอย่าง มีนา ที่มักจะทำตัวเป็นคู่แข่งของไอวี่ในทุก ๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องธุรกิจ หรือแม้แต่ผู้ชาย ไอวี่ปลดเข็มขัดนิรภัยขณะที่รถจอดสนิทหน้าประตูคฤหาสน์ที่สง่างามเกินกว่าจะเป็นบ้านของคนที่มีความสุข แสงไฟจากโคมระย้าส่องลงมาต้องกับใบหน้าเรียวสวยที่เปื้อนรอยยิ้มเย็นชา เธอทิ้งความอ่อนแอไว้ข้างหลังแล้วจริง ๆ ประตูใหญ่เปิดออกเผยให้เห็นภาพเดิม ๆ ที่น่ารังเกียจ กันยา กำลังนั่งจิบไวน์ราคาแพงอยู่ที่โซฟาตัวโปรดของแม่เธอ ส่วนมีนากำลังพูดคุยหัวเราะคิกคักอยู่กับสุมิตรอย่างสนิทสนม วินาทีที่สายตาของพวกเขาสบกัน บรรยากาศก็เปลี่ยนเป็นตึงเครียดภายในทันที กันยาวางแก้วไวน์ลงช้า ๆ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่หยดย้อยไปด้วยความเย้ยหยัน “โอ้ ดูสิ ใครกลับมา... นึกว่าหนีไปได้ดีแล้วซะอีกนะไอวี่” ไอวี่ไม่ตอบ เธอเพียงแต่เลิกคิ้วมองอย่างดูถูก แล้วกวาดสายตาสำรวจเสื้อผ้าและเครื่องประดับของแม่เลี้ยง ก่อนจะยิ้มมุมปาก “กลับมาในฐานะลูกสาวเจ้าของบ้าน... กลับมาจัดการกับหนูตัวปัญหา ที่ฉันเคยละเลยไปค่ะคุณกันยา” ไอวี่ก้าวผ่านประตูบานใหญ่เข้ามาอย่างสง่างาม ไม่เร่งรีบ ทว่าทุกย่างก้าวกลับเต็มไปด้วยอำนาจที่มองไม่เห็น ชุดราตรีสีดำสนิทขับเน้นรูปร่างเพรียวบางและผิวที่ผุดผ่องของเธอให้โดดเด่นราวกับราชินีแห่งความมืดมิด “เอ่อ...ไม่สิ! คุณแม่เลี้ยง” เธอเน้นคำสุดท้ายอย่างจงใจ รอยยิ้มหยันของเธอไม่เคยจางหายไปจากใบหน้าเลย กันยาหน้าชาเล็กน้อยกับคำเรียกใหม่ที่ฟังดูเสียดสี ก่อนจะปรับสีหน้ากลับมาเป็นความเย่อหยิ่งตามเดิม “ปากกล้าขึ้นเยอะเลยนะไอวี่ ดูเหมือนชีวิตข้างนอกจะสอนอะไรให้เธอมากทีเดียว” กันยาเอนหลังพิงพนักโซฟาอย่างสบายอารมณ์ “แต่ความปากกล้ามันใช้ไม่ได้ผลกับที่นี่หรอกนะลูก เราต่างรู้กันดีว่าอำนาจอยู่ที่ใคร” “ทราบดีค่ะ ไม่เคยลืม” ไอวี่เอ่ย มีนา ลูกสาวของกันยา ซึ่งนั่งข้างสุมิตรมาตลอด ได้แต่จ้องมองไอวี่ด้วยแววตาเกลียดชังและอิจฉา เธอไม่เคยชนะไอวี่ได้เลยสักครั้ง แม้แต่เรื่องเล็กน้อยที่สุดก็ตาม “พี่ไอวี่ค่ะ” มีนาพูดด้วยน้ำเสียงดัดจริต “ถ้าพี่กลับมาเพื่อหาที่พักพิงล่ะก็ ที่นี่ไม่ใช่โรงแรมนะคะ บ้านหลังนี้มีคุณนายเมฆาตัวจริงดูแลอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องมีใครมาเพิ่มภาระหรอกค่ะ” สุมิตรซึ่งนั่งเงียบอยู่ตั้งแต่แรก มองดูการปะทะกันของลูกสาวและภรรยาใหม่ด้วยสีหน้าเหนื่อยหน่าย เขาเคยเป็นคนตัดสินใจพังครอบครัวด้วยมือตัวเอง แต่ตอนนี้เขากลับทำได้แค่เป็นผู้ชมที่ไร้บทบาท “พอได้แล้ว ทั้งสองคน!” สุมิตรเอ่ยแทรกด้วยเสียงที่อ่อนแรง “ไอวี่เป็นลูกสาวคนเดียวของฉัน เธอมีสิทธิ์ที่จะอยู่ที่นี่” เขาหันไปหาไอวี่ “ลูกกลับมาก็ดีแล้ว เรามีเรื่องต้องคุยกันหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องบริษัท” “ไม่ต้องห่วงค่ะคุณพ่อ เรื่องบริษัทนั่นแหละคือเหตุผลหลักที่ไอวี่กลับมา” “ฉันไม่ยอมนะคุณ!” กันยาหันไปเอ่ยเสียงดังกับสามี “ไม่ยอมก็คงต้องยอมค่ะ เพราะไอวี่มีสิทธิ์ในบริษัท มีหุ้นสามสิบเปอร์เซ็นต์อยู่ในบริษัท” “นี่พี่ไอวี่! พี่จะกลับมาสร้างปัญหาอะไรอีก! พ่อกับแม่สบายดีแล้ว พี่จะมาทำลายความสงบสุขไปถึงไหน!” มีนาทนไม่ไหว ลุกขึ้นยืนและก้าวไปหาไอวี่อย่างเกรี้ยวกราด ไอวี่หันกลับมาเผชิญหน้ากับมีนาอย่างใจเย็น เธอสูงกว่ามีนาเล็กน้อย ทำให้เธอดูเหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด “ความสงบสุขเหรอมีนา?” ไอวี่ยิ้ม “ความสงบสุขของเธอสร้างอยู่บนความตายและความทุกข์ทรมานของคนอื่นนะ” เธอโน้มตัวลงเล็กน้อย กระซิบด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือกที่ทำให้มีนาต้องขนลุก “ฉันจะบอกอะไรให้... สิ่งที่เธอรัก สิ่งที่เธอพยายามแย่งชิงไป... ฉันจะเอาคืนมาทั้งหมดอย่างช้า ๆ และเจ็บปวดที่สุด” มีนาพยายามจะโต้ตอบ แต่ริมฝีปากของเธอกลับสั่นเทา ไม่สามารถเปล่งเสียงใด ๆ ออกมาได้ “ไอวี่!” สุมิตรตวาดเสียงดัง “พอได้แล้ว! ลูกพูดจาแบบนี้กับน้องได้ยังไง!” “เฮ้ฮ.. ที่นี่น่าเบื่อเกินไป ไอวี่ไม่ชอบเลย” เธอถอนหายใจยาว ๆ “เอาเป็นว่าพรุ่งนี้เจอกันที่บริษัทนะคะคุณพ่อ” ไอวี่ไม่รอคำตอบ เธอหันหลังเดินจากไปอย่างรวดเร็ว ปล่อยให้ความวุ่นวายและสีหน้าตื่นตระหนกของสามคนที่เหลืออยู่ด้านหลัง เสียงฝีเท้าของเธอหนักแน่น จนกระทั่งร่างบางก้าวพ้นประตูใหญ่ของคฤหาสน์ตระกูลเมฆา เธอก้าวขึ้นรถหรูคู่ใจ สตาร์ทเครื่องยนต์ทันที และเหยียบคันเร่งออกไปโดยไม่มีการหันกลับไปมองแม้แต่น้อย เมื่อรถเคลื่อนตัวออกจากเขตของคฤหาสน์เมฆาจนเข้าสู่ถนนใหญ่ที่แสงไฟสว่างไสว ไอวี่ก็ปล่อยมือข้างหนึ่งจากพวงมาลัย แล้วยกขึ้นมาสัมผัสที่ใบหน้าของตัวเอง ความเข้มแข็ง ความเยือกเย็น และรอยยิ้มเย็นชาที่สวมใส่มาตลอดการเผชิญหน้าเมื่อครู่... พังทลายลงในทันที ดวงตาคมกริบของเธอแดงก่ำ น้ำตาที่เธอเก็บกลั้นมานานปีไหลรินลงมาเป็นทางเปียกชื้นบนแก้ม เธอยกมืออีกข้างขึ้นมาปิดปาก กลืนเสียงสะอื้นที่จุกอยู่ในลำคอ ไม่ให้เล็ดลอดออกมาได้ เธอต้องพยายามอย่างหนักเพื่อทำให้เสียงสะอื้นเงียบลง และพยายามควบคุมรถให้แล่นไปตามช่องทางจราจรอย่างปลอดภัย “ที่นี่น่าเบื่อเกินไป...” คำพูดสุดท้ายที่เธอทิ้งไว้ให้พวกเขาได้ยิน ดังก้องอยู่ในใจของเธอเอง ไม่ใช่ความเบื่อ มันคือความเจ็บปวด มันเจ็บปวดที่ต้องกลับมาเห็นภาพเดิม ๆ ที่เคยตามหลอนในวัยเด็ก ภาพของแม่เลี้ยงที่นั่งหย่อนใจอยู่บนโซฟาตัวโปรดของแม่ ภาพของพ่อที่ทำตัวเป็นคนตาบอด หลงมัวเมาในความสุขจอมปลอมที่สร้างอยู่บนซากปรักหักพังของครอบครัว เธอกดปุ่มเปิดเพลงคลาสสิกเบา ๆ ในรถเพื่อกลบเสียงความคิดของตัวเอง แต่เสียงที่ดังที่สุดในหูของเธอก็ยังคงเป็นเสียงของแม่... “ไอวี่ อย่าร้องไห้เลยนะ แม่ไม่เป็นไรแล้ว” เสียงสุดท้ายของแม่ที่เปี่ยมไปด้วยความรักและความอ่อนโยน แต่ไอวี่รู้ดีว่าแม่ไม่เคย ‘ไม่เป็นไร’ เลย แม่ถูกทำลายจนร่างกายที่อ่อนแออยู่แล้วต้องพ่ายแพ้ไปในที่สุด หญิงสาวกำพวงมาลัยแน่นจนข้อนิ้วขาวโพลน เธอพยายามมองเส้นทางข้างหน้าผ่านม่านน้ำตา “แม่คะ” ไอวี่กระซิบออกมาอย่างแผ่วเบา เสียงของเธอสั่นเครือ “แม่คงคิดว่าหนูเข้มแข็งพอที่จะอยู่โดยไม่มีแม่ได้... หนูเคยอ่อนแอมาก่อน... หนูยอมให้พวกนั้นเหยียบย่ำมาตลอด เพราะหนูคิดว่าถ้าหนูยอม พ่ออาจจะหันมามองหนูบ้าง” น้ำตาแห่งความรู้สึกผิดและความเสียใจหลั่งไหลออกมาไม่หยุด เธอรู้สึกผิดที่ในตอนนั้นเธอเป็นเพียงเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ทำได้แค่หลบซ่อนและยอมจำนนต่อความร้ายกาจของกันยาและมีนา “แต่แม่ดูตอนนี้สิคะ” เธอเช็ดน้ำตาลวก ๆ แล้วพยายามบังคับเสียงให้หนักแน่นขึ้น “หนูกลับมาแล้วค่ะ หนูกลับมาในฐานะที่แม่ต้องการให้หนูเป็น หนูไม่อ่อนแออีกแล้ว”@ห้องจัดเลี้ยงแสงไฟจากโถงจัดเลี้ยงส่องประกายระยิบระยับ เสียงดนตรีบรรเลงคลอเบา ๆ ผสมกับเสียงพูดคุยของแขกเหรื่อในงานทันทีที่ทั้งคู่ก้าวพ้นประตูงาน ทุกสายตาต่างหันมาจับจ้องที่ทั้งคู่เป็นจุดเดียว ‘บลู’ ในชุดสูทสีดำดูภูมิฐานตัดกับ ‘ไอวี่’ ในชุดราตรีสีแดงเพลิงที่ดูสวยสะดุดตาจนแทบหยุดหายใจ พวกเขาดูเหมือนคู่รักที่ทรงอำนาจและสมบูรณ์แบบที่สุดในค่ำคืนนี้“นั่นลูกสาวของคุณสุมิตร เมฆา” เสียงซุบซิบดังขึ้นเบา ๆไอวี่เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย แววตาที่เคยหวั่นไหวเมื่อครู่เลือนหายไป เหลือเพียงความสุขุมและเยือกเย็น เธอเหลือบไปเห็น ‘มีนา’ ที่ยืนอยู่ในกลุ่มเพื่อนสาว มีนาชะงักไปทันทีที่เห็นไอวี่ในลุคนี้ ดวงตาของน้องสาวต่างแม่ต่างพ่อที่เต็มไปด้วยความริษยาอย่างปิดไม่มิด โดยเฉพาะเมื่อเห็นว่าคนที่ยืนเคียงข้างไอวี่คือบลู ชายหนุ่มที่เธอเพิ่งจะพยายามเข้าไปแทรกกลางเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนบลูรับรู้ถึงแรงบีบเบา ๆ ที่ต้นแขนจากไอวี่ เขาจึงก้มลงกระซิบที่ข้างหูเธอพอให้ได้ยินกันแค่สองคน“ยิ้มไว้ครับ คืนนี้คุณชนะตั้งแต่อยู่หน้าประตูแล้ว”ไอวี่ลอบถอนหายใจ ก่อนจะคลี่ยิ้มทรงเสน่ห์ที่ดูเย้ายวนและอันตรายในเวลาเดียวกัน“ขอบคุณนะคะ
@ชั้น17@ห้อง304ห้องสวีทสุดหรู ภายในห้องถูกตกแต่งด้วยโทนอบอุ่น ระเบียบด้านนอกมองเห็นวิวทะเลอย่างชัดเจน ภายในห้องจะมีเคาน์เตอร์ครัว แล้วก็ห้องโถงขนาดใหญ่ที่มีโซฟาตั้งอยู่กลางห้อง พร้อมกับทีวีขนาดใหญ่ถึง65นิ้วห้องน้ำจะอยู่มุมซ้ายสุด ส่วนห้องนอนจะอยู่ติดกับมุมที่ตั้งทีวี“สวยดี” ไอวี่เอ่ยขึ้นทันทีที่ทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟา เธอเหนื่อยกับการนั่งรถเป็นเวลานาน ๆ“อยากดื่มอะไรไหม”“ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณคุณมากนะ”“กระเป๋าอยู่ในรถ ผมจะลงไปเอากระเป๋าก่อน ส่วนคุณก็พักผ่อนอยู่ในห้องไปก่อนนะ”“ฉันลงไปช่วยค่ะ” ไอวี่เอ่ย พลางยันตัวลุกขึ้นยืน ทว่าบลูเดินกดไหล่เธอให้นั่งลงกลับที่เดิมก่อน“พักเถอะ ที่เหลือผมจัดการเอง”บลูเดินออกจากห้องไปทันที เขาเดินเข้าลิฟต์แล้วกดลิฟต์ลงมาที่ชั้นล่าง เดินตรงไปที่รถของตัวเองจอดอยู่พอเดินมาถึงรถ บลูก็ใช้กุญแจปลดล็อครถยนต์ แล้วเปิดท้ายรถเพื่อเอากระเป๋าเดินทางของเธอพร้อมกับของตัวเองปัง!เสียงท้ายรถปิดลงดังปัง พร้อมกับร่างเล็กที่ปรากฏตัวอยู่ข้าง ๆ รถ“พี่ไอวี่นี้.. แย่จังเลยนะคะ ใช้คุณลงมาเอาของคนเดียวแบบนี้” มีนาเอ่ยพร้อมกับรอยยิ้ม“หน้าที่ของแฟนอยู่แล้วครับ” บลูเอ่ยตอบกลับ
ความเงียบที่น่าอึดอัดเข้าปกคลุมไปทั่วทั้งคลับทันทีที่ประโยคสุดท้ายของบลูหลุดออกมาจากปาก แววตาที่เคยหยิ่งผยองของธามสั่นระริกไปชั่วขณะหนึ่ง รอยยิ้มเยาะที่เคยแต้มบนใบหน้าพลันแข็งค้าง ความมั่นใจที่ว่าตนเองเหนือกว่าถูกทุบทำลายลงด้วยคำว่า กูเจ้าของคลับ“มึงว่าไงนะ?” ธามเค้นเสียงถาม มือที่จับปืนเริ่มสั่นเล็กน้อยด้วยความโกรธที่ปนมากับความหน้าแตก“หูหนวกเหรอ?” บลูขยับตัวลุกขึ้นยืนช้าๆ แม้จะมีปลายกระบอกปืนจ่ออยู่ ทว่าเขากลับก้าวเท้าเข้าหาธามอย่างไม่เกรงกลัว “กูบอกว่ากูนี่แหละเจ้าของที่นี่ มึงจะใช้เงินเคลียร์กับใครนะ? เคลียร์กับกูเหรอ? งั้นลองเสนอราคามาสิว่าชีวิตกูราคาเท่าไหร่ในสายตามึง”“พี่ธามกลับกันเถอะค่ะ” เธอรู้ดีว่าตอนนี้สถานการณ์มันเกินกว่าที่เธอจะรับไหว“หุบปาก!” ธามตวาดใส่หญิงสาว ก่อนจะหันมาถลึงตาใส่บลู “เจ้าของคลับแล้วไงวะ! ปืนอยู่ในมือกู มึงตายไปกูเอาเงินยัดปากตำรวจคนไหนก็ได้ทั้งนั้น!”“ลองดูสิ” เสียงทุ้มต่ำที่เย็นยะเยือกของบลูดังขึ้น พร้อมกับที่พนักงานรักษาความปลอดภัยนับสิบคนในชุดสูทสีดำสนิท ซึ่งเป็นคนของบลู เดินเข้ามาล้อมธามไว้ทุกทิศทาง ทุกคนในมือมีอาวุธที่พร้อมจะจัดการผู้บุกรุกทันท
@คอนโดมิเนียมหลังจากที่ความหวานของบิงซูช่วยเติมพลังใจจนเต็ม บลูขับรถมาส่งไอวี่ที่คอนโดมิเนียมของเธอ บรรยากาศภายในรถเงียบสงบแต่ไม่ได้อึดอัด ทั้งคู่ต่างจมอยู่ในความคิดของตัวเอง บลูเหลือบมองไอวี่ที่ดูผ่อนคลายขึ้นมาก เขาแอบหวังลึก ๆ ว่าคำพูดของเจย์และคิงเรื่องการรักษาใจจะเริ่มต้นได้ด้วยดีในทริปนี้“ถึงแล้วครับ” บลูจอดรถอยู่หน้าคอนโดของหญิงสาว“ขอบคุณนะ สำหรับอีกวันที่คุณอยู่ข้างฉัน” ไอวี่หันมาเอ่ยขอบคุณ“สบายมากครับ มันคือหน้าที่ของผมอยู่แล้ว ผมแฟนคุณนิ”“คุณแค่ตามจีบค่ะ ไม่ใช่แฟน”“เอ้าเหรอ?” เขาเอ่ยพูดได้หน้าตายที่สุด“ฉันไปนะ” เธอเอ่ยขึ้นอีกครั้ง ก่อนจะเปิดประตูรถ แล้วลงจากรถเดินเข้าไปในคอนโดบลูนั่งนิ่งอยู่หลังพวงมาลัย มองร่างบางจนเธอเดินหายลับเข้าไปในคอนโดมิเนียม บลูถึงออกรถได้รถหรูจอดติดไฟแดงอยู่ตรงทางแยกหน้าคอนโด เขาหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดส่งข้อความเข้าแชทกลุ่มทันที@กรุ๊ป K.B.R.R.JBlue : พรุ่งนี้กูไม่ว่าง ถ้าใครมีธุระอะไรด่วน ก็จัดการกันไปเองก่อนเพียงครู่เดียวที่แชทถูกส่งออกไป ก็มีข้อความจากเพื่อนสนิทตอบกลับมาทันทีRyah : ติดหญิงสัส ๆRock : อยู่ในช่วงทำคะแนนครับKing : อย่
บลูนั่งพิงโซฟาตัวหนานุ่ม สายตาของเขาจดจ้องไปที่ร่างบางของไอวี่ราวกับถูกมนต์สะกด เขาไม่อาจละสายตาไปจากเธอได้เลยจริง ๆ ราวกับว่าในตัวเธอมีแรงดึงดูดมหาศาลที่คอยยึดเหนี่ยวทุกความสนใจของเขาเอาไว้ แม้ในยามที่เธอไม่ได้ทำอะไรเลย เพียงแค่นั่งนิ่ง ๆ ให้ช่างปรนนิบัติ เธอก็ยังดูงดงามอย่างน่าประหลาดติ๊ง!เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ในมือทำให้ชายหนุ่มต้องหลุดออกจากภวังค์ เขาละสายตาจากเสี้ยวหน้าหวานด้วยความเสียดายเล็กน้อย ก่อนจะหันมาสนใจหน้าจอที่สว่างวาบขึ้น@กรุ๊ป K.B.R.R.JJay : นาทีล่ะแสนครับBlue : กูให้ล้านหนึ่งKing : ทุ่มสุดตัวจัดKing : มึงจัดการมันดิ @RockRock : ไม่สู้ว่ะ ไอ้เหี้ยนี้ใจเกินRyah : ถ้าเป็นเรื่องสาว พี่บลูสู้ตายครับBlue : ไอ้พวกเหี้ย!Rock : 555 ของขึ้นว่ะKing : ขึ้นให้สุด แต่จะไปสุดที่ตรงไหนค่อยว่ากันอีกทีRyah : อย่างเหี้ย 5555Jay : 555 มีแต่เพื่อนเหี้ย ๆKing : มึงก็เพื่อนมันนะ @JayBlue : 555 งั้นมึงก็เหี้ยนะครับไอ้เจย์Ryah : 555 ไอ้เหี้ยนี้โง่ @JayJay : ไอ้เหี้ย! กูพลาด 5555Rock : 555 กูหัวเราะจนเจ็บท้อง ไอ้สัส!Jay : 555 อย่างเหี้ย @RockJay : มึงมีอะไรว่ามา @BlueB
แกร๊ก!เสียงลูกบิดประตูที่ดังขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ทำเอาไอวี่ที่กำลังจมดิ่งอยู่กับกองเอกสารบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ถึงกับสะดุ้งสุดตัว เธอเงยหน้าขึ้นมองบานประตูที่ถูกผลักเข้ามา พร้อมกับร่างสูงใหญ่ในท่าทางผ่อนคลายของคนที่เธอเพิ่งจะนึกถึงไปเมื่อครู่ คนที่เป็นแขกไม่ได้รับเชิญแต่กลับคุ้นเคยเป็นอย่างดีบลูเดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม สายตาคมกริบของเขากวาดมองใบหน้าสวยที่เริ่มกลับมาเคร่งขรึมอีกครั้ง“ทำหน้ายุ่งแบบนี้ ระวังแก่เร็วนะครับ” น้ำเสียงกวนประสาทเอ่ยขึ้นขณะที่เจ้าตัวสาวเท้าเข้ามาหยุดอยู่ข้างโต๊ะทำงานของเธอ“เด็กบ้า!” ไอวี่ตวัดเสียงดุใส่ “คุณไปไหนมา”บลูเลิกคิ้วสูง พิงสะโพกกับขอบโต๊ะทำงานของเธออย่างถือวิสาสะ ใบหน้าหล่อเหลาโน้มลงมาใกล้จนสัมผัสได้ถึงกลิ่นน้ำหอมจาง ๆ“ทำไมครับ คิดถึงผมเหรอ?”คำถามตรงไปตรงมานั้นทำให้ใบหน้าของไอวี่ร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อ ๆ เธอรีบเชิดหน้าขึ้นเพื่อกลบเกลื่อนความหวั่นไหว“ฝันไปเถอะ! ฉันไม่เคยมีเศษเสี้ยวความรู้สึกแบบนั้นให้คุณเลยสักนิด”“เฮ้อ~ แย่จังแฮะ” บลูแกล้งถอนหายใจยาว ทำหน้าเศร้าสร้อยแบบเสแสร้ง เขายื่นมือไปลูบเรือนผมของเธอเบา ๆ อย่างหยอกล้อ “ผมอุตส่าห์ไปเตรี







