Masukที่ตึกสูงในย่านกลางเมืองเป็นที่ตั้งของสำนักงานหลายบริษัท หนึ่งในนั้นคือบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับประเทศและเป็นเจ้าของตึก เป็นเวลาพักกลางวันของพนักงานส่วนหนึ่งลงมารับประทานอาหารในส่วนแคนทีนอีกส่วนก็เดินออกไปหาของกินที่ร้านอาหารที่มีอยู่รายลอบ ในระหว่างที่ผู้บริหารหนุ่มกำลังเดินลงบันไดเลื่อนมาสายตาของเขาก็สะดุดเข้ากับหญิงสาวคนหนึ่งที่เธอกำลังเดินถือถุงชอปปิงเดินเข้ามาหยุดยืนรอใครสักคนที่ตรงนั้น เขาจะไม่สนใจเลยหากผู้หญิงคนนั้นไม่ได้หน้าตาเหมือนกับผู้หญิงในอดีตของเขาเมื่อสองปีก่อน เธอแต่งตัวธรรมดาแต่สุภาพ เสื้อเชิ้ตสีขาวกับกางเกงขายาวสีดำ รวบผมเรียบร้อย สวมรองเท้าหุ้มส้น สายตาเขาตรึงไว้ที่ใบหน้าสวยหวานแต่ในแววตามีความหม่นเศร้าเจือปนก่อนที่ใบหน้าสวยจะยิ้มกว้างพร้อมกับเดินเข้าไปหาพนักงานผู้หญิงคนหนึ่ง ส่งถุงชอปปิงสีดำมีดอกไม้สีขาวเป็นสัญลักษณ์แสดงความหรูหราให้
“รัลรับมาให้แล้วค่ะ แล้วก็ตรวจดูให้ด้วยตามที่พี่บอกค่ะ”
“ขอบใจมากนะคะ พี่ไม่มีเวลาไปรับเองกว่าจะเลิกงานช่วงนี้งานพี่ยุ่ง”
“ยินดีมาก ๆ ค่ะ ถ้ามีอะไรให้รัลทำอีกก็เรียกใช้แบบบส่วนตัวได้เลยนะคะ”
“จ้า ขอบใจมากนะจ๊ะ”
รัลภัทรพนมมือไหว้ของคุณลูกค้าของเธออีกครั้งก่อนเดินจากไป ศศิรู้จักกับไรเดอร์สาวสวยคนนี้ก็ตอนเรียกรถผ่านแอบพลิเคชันหนึ่ง มีโอกาสได้สนทนากันบนรถก็เลยรู้สึกถูกชะตาจึงขอคอนแท็กส่วนตัวไว้ไปรับส่งเมื่อตัวเองไปปาร์ตี้ และของที่ศศิให้หญิงสาวไปรับมาให้ก็เป็นกระเป๋าแบรนด์เนมด์มือสองที่ประมูลจากโซเซียลได้ ตอนเช้าก็โทร.บอกเธอให้ไปรับมาส่งที่สำนักงาน คุยกันเสร็จพนักงานสาวก็จะเดินไปกินข้าวที่โรงอาหารกับเพื่อนที่เข้าไปก่อนหน้านี้ ทว่า...
“รัลภัทร”
ไม่คิดว่าจะเจอเธออีกนะ
ดวงตาคมมองตามร่างบอกบางที่เดินออกจากภายในอาคารที่เปิดแอร์เย็นฉ่ำสู่สภาพอากาศที่ร้อนระอุด้านนอก พร้อมกันนั้นเขาก็ดึงสายตากลับมาที่พนักงานหญิงที่เพิ่งรับของจากเธอ ก่อนจะเอ่ยเรียกเมื่อเห็นว่าพนักงานคนนั้นห้อยป้ายคล้องคอบริษัทเขาเอง
“เดี๋ยวคุณ”
พนักงานหญิงที่ได้ยินเสียงเรียกหันกลับมามองเพื่อความมั่นใจ แล้วก็พบกับเจ้านายที่เพิ่งดุพนักงานจากที่ประชุมไปเมื่อช่วงเช้า หญิงสาววัยประมาณสามสิบกลาง ๆ รีบก้มหน้า ไหล่ตกเมื่อคิดว่าตนเองอาจทำอะไรผิดหรือไม่
“บอสเรียกดิฉันเหรอคะ”
“ใช่ ผมเรียกคุณ”
“มีอะไรให้ดิฉันทำเหรอคะ” เอ่ยถามออกไปด้วยน้ำเสียงสั่น ๆ พร้อมกับรอยยิ้มแห้ง ๆ
“ไม่มี ผมแค่จะถาม”
“ค่ะ ยินดีตอบทุกเรื่องค่ะบอส”
“ผู้หญิงที่ส่งของให้คุณเมื่อกี้รู้จักเหรอ?”
คนถูกถามทำหน้างงงันแป๊บเดียวก็ร้องอ๋อ
“เปล่าค่ะ เธอเป็นไรเดอร์ส่งของค่ะ ดิฉันเคยเรียกใช้บริการของเธอแล้วประทับใจเลยจองไว้ล่วงหน้าให้เธอมาส่งค่ะ หรือจะจองแบบส่วนตัวก็ได้นะคะ”
“ผมสนใจ”
“...”
“คุณช่วยจัดการให้เธอส่งช่อดอกกุหลาบสีแดง ช่อใหญ่ ๆ มาให้ผมที่ออฟฟิศพรุ่งนี้ ส่งในนามของคุณ จะทำยังไงก็ได้ต้องให้เธอมาส่ง แล้วผมจะให้โบนัสพิเศษกับคุณตอนสิ้นเดือน ตกลงมั้ย”
“เอ่อ ตกลงค่ะ ยินดีรับใช้บอสค่ะ เดี๋ยวศศิจะจัดการให้นะคะ”
“ขอบใจ”
“ผมจะส่งเรื่องให้เลขาฯ คุณคุยกับเลขาผมต่อได้เลย”
“รับทราบค่ะบอส”
กลับมาถึงบ้านก็เป็นช่วงที่ลูกสาวของเธอหลับกลางวันโดยมีป้าน้อยคอยดูแลให้ตอนที่เธอไม่อยู่ เธอได้รับสายโทรศัพท์อีกครั้งจากลูกค้าคนเดิม
“รับดอกไม้พรุ่งนี้ไปส่งที่ออฟฟิศตอนสิบโมงเหรอคะ ได้ค่ะคุณศศิ รัลจะไปรับให้นะคะ อ๋อ ค่ะ มาถึงแล้วให้ขึ้นไปส่งที่ชั้นสี่สิบเลยนะคะ ได้ค่ะ ไม่มีปัญหา ค่ะ รัลจะแจ้งกลับเป็นระยะนะคะ ขอบคุณที่เรียกใช้ค่ะ”
คุยจบหญิงสาวก็วางสาย ทวนคำสั่งจากลูกค้า
“ไปรับช่อดอกไม้ที่ร้านเก้าโมง ไปส่งถึงออฟฟิศสิบโมงโดยประมาณ ขึ้นไปที่ชั้นสี่สิบ โอเค สบายมาก”
แล้วเงินจำนวนห้าพันบาทก็ถูกโอนเข้าบัญชีของหญิงสาว จนเธอตกใจรีบทักข้อความไปถามลูกค้าที่จ้างงาน
“เอ่อ เงินนี่รวมค่าช่อดอกไม้ใช่มั้ยคะ”
ทางนั้นก็ตอบเป็นข้อความกลับมาว่า
{ไม่ใช่ค่ะ เป็นค่าจ้างของน้องรัลถ้วนจ้ะ”
“แต่มันเยอะไปนะคะ”
{ช่อดอกไม้เป็นของบอสพี่สั่งให้แฟนน่ะค่ะ รับไปเถอะไม่ต้องคิดมากค่ะ บอสพี่รวย อิอิ}
รัลภัทรพิมพ์ตอบ “ขอบพระคุณมากนะคะ”
หญิงสาวดีใจกับความโชคดีที่ได้รับตอนนี้ แค่ขับรถไปรับช่อดอกไม้ให้ลูกค้าก็ได้ค้าจ้างตั้งห้าพัน เจ้านายของคุณศศิใจดีจริง ๆ
คนที่ให้คอยติดตามดูความเคลื่อนไหวของรัลภัทรกับลูก โทรรายงานว่าหญิงสาวพาลูกขับรถออกไปจากบ้าน ปลายทางคือโรงพยาบาลที่พี่ชายของเธอรักษาตัวอยู่ ชายหนุ่มบอกให้เฝ้าติดตามต่อและโทรบอกเขาอยู่เรื่อย ๆภายในห้องพักฟื้น รัลภัทรอุ้มลูกสาวเดินเข้ามาพอเห็นพี่ชายเริ่มนั่งพิงหัวเตียงได้แล้ว สีหน้ามีเลือดฝาดมากขึ้นกว่าเมื่อครั้งก่อนหญิงสาวก็โล่งอกทันที ดวงตาที่เคยหม่นเศร้าเปลี่ยนเป็นประกายสดใส“พี่ภู… ดีขึ้นเยอะเลยค่ะ” เสียงของเธอสั่นเครือด้วยความดีใจเด็กหญิงไลลาส่งยิ้มออกมาพร้อมยื่นแขนจะมาจับ แต่คนเป็นแม่ยังไม่ให้ถูกตัวลุงมากนักเกรงจะกระทบกระเทือนถึงแผล จึงให้นั่งบนขอบเตียง รอยยิ้มอบอุ่นผุดขึ้นบนใบหน้าของชายหนุ่มผู้ป่วย เขาค่อย ๆ ยกมืออีกข้างขึ้นลูบศีรษะเด็กน้อยอย่างแผ่วเบา “เป็นยังไงบ้างไลลาหลานรักของลุงภู”รัลภัทรมองภาพนั้น น้ำตาซึมด้วยความตื้นตันใจที่เห็นพี่ชายอาการดีขึ้นตามลำดับ มือเรียวกุมมือพี่ชายไว้แน่นพลางเอ่ยเสียงสั่นแผ่ว“อีกไม่นานก็กลับบ้านเราได้แล้วนะคะ… รัลจะดูแลพี่ภูต่อที่บ้านเอง ไม่ต้องห่วงอะไรแล้ว”พี่ชายมองหน้าน้องสาว ดวงตาสะท้อนถึงความซาบซึ้งและความเจ็บปวดที่ยังฝังอยู่ในใจ เขารู้ดีว
วันต่อมาปรินวัชร์ก็มาคุยกับรัลภัทรเรื่องลูก เขาขออนุญาตเธอเข้ามาคุยในบ้านซึ่งตอนนี้ก็มีเพียงเธอกับลูกสาวชายหนุ่มยืนเงียบอยู่ครู่หนึ่ง สายตามองเด็กหญิงที่ตอนนี้เล่นอยู่กับเพื่อนตุ๊กตาหลายตัว ริมฝีปากอมยิ้มให้กับความน่าเอ็นดูนั้น ก่อนจะหันมามองเธอ“รัล…” เสียงเขาเรียกแผ่วเบา แต่หนักแน่นในความรู้สึก “พี่อยากจะขอร้องอะไรรัลสักอย่าง”หญิงสาวขมวดคิ้ว มองเขาอย่างระแวง “เรื่องอะไรอีกคะ?”เขากลืนน้ำลาย ฝืนยิ้มจาง ๆ แต่ดวงตากลับสั่นไหวเต็มไปด้วยความกังวล“พี่อยากพาลูก… อยากพาลูกไปพบคุณแม่ของพี่สักครั้ง”รัลภัทรชะงักไป ดวงตาเบิกกว้าง เขาจึงรีบเสริม“ตอนนี้คุณแม่พี่… ป่วยหนักมาก” เสียงเขาแผ่วลง มือที่กำแน่นสั่นน้อย ๆ “ท่านไม่มีกำลังใจในการรักษา เพราะคิดถึงลูกสาวคนเล็ก แต่ถ้าท่านได้รู้ว่ายังมีหลานสาวที่น่ารักอยู่ท่านคงมีกำลังใจขึ้น”เขาสบตาเธอด้วยแวววิงวอน เหมือนเธอเป็นที่พึ่งสุดท้าย“พี่ไม่ได้ขออะไรเพื่อตัวเอง…แต่เพื่อแม่ พี่ขอร้องนะรัล ให้ลูกไปเจอท่านสักครั้งเถอะ”รัลภัทรกัดริมฝีปากแน่น เธอมองเขาด้วยดวงตาสั่นระริก แต่ยังคงส่ายหัวหนักแน่น“ไม่ค่ะ… ฉันไม่ให้ลูกไป” น้ำเสียงเธอสั่น แต่เต็มไปด้วยควา
ค่ำคืนนี้รัลภัทรไม่ได้ออกไปขับรถเพราะไม่มีใครคอยอยู่กับลูกสาว และมันคงเป็นแบบนี้ไปอีกหลายวัน เสียงลมหายใจสม่ำเสมอของร่างเล็กที่นอนขดกอดตุ๊กตาตัวโปรด คนเป็นแม่นั่งมองอย่างเพลิดเพลิน เรื่องการรักษาของลูกเธอหมดกังวลเปลาะหนึ่ง เมื่อเขาคนนั้นยื่นมือเข้ามาช่วยรับผิดชอบในฐานะ ‘พ่อ’ ในเช้าของวันต่อมา ขณะที่รัลภัทรกำลังนั่งรับประทานอาหารกับลูกสาว ก็มีโทรศัพท์โทรเข้ามาในเครื่องของพี่ชายที่เธอสแตนด์บายไว้ตลอด เพราะบางทีอาจมีเรื่องงานของพี่ เธอกดรับสายแทน คนในสายก็เอ่ยถาม“ใช่น้องสาวภูมินทร์หรือเปล่า”“ใช่ค่ะ”“พี่แอนดริวเองนะ ที่เคยไปเยี่ยมเจ้าภูแล้ว จำได้ไหม”“ค่ะ หนูจำได้”“แล้วตอนนี้เจ้าภูมันฟื้นหรือยัง”“ฟื้นแล้วค่ะพี่”“เหรอ ๆ งั้นพี่ขอไปเยี่ยมมันได้ไหม อยากไปดูอาการมันหน่อย”“...ได้ค่ะ พี่จะมากี่โมงคะ”“ก็บ่ายนี้ เจอกันที่โรงพยาบาลนะ”“...ค่ะ” รัลภัทรตอบรับด้วยสีหน้าหนักใจเล็กน้อย หันไปมองลูกสาว คราวนี้เธอต้องพาลูกไปโรงพยาบาลด้วยเพราะไม่มีคนช่วยดู“ไลลา เดี๋ยวเราไปเยี่ยมลุงภูกันนะคะ เผื่อว่าลุงภูลืมตาขึ้นมาแล้วเจอหนูต้องดีใจมากแน่ ๆ เลย”ดวงตากลมแป๋วเงยมองผู้เป็นแม่ หัวฟู ๆ พยักหน้าหงึก ๆ
กลับมาทำงานได้ไม่นานเขาก็ยิ่งคิดถึงเธอกับลูกมากขึ้นจนไม่เป็นอันทำอะไร ทั้งที่เพิ่งจะจากกันมาไม่นาน ชายหนุ่มมองไปที่สมาร์ตโฟนก่อนจะหยิบมันขึ้นมาใช้งาน โทรศัพท์ดังขึ้น รัลภัทรหยิบขึ้นมาดู ก่อนจะนิ่วหน้า พอเธอกดรับเสียงทุ้มก็ดังขึ้นมา“รัล…ทำกับข้าวมาส่งให้พี่หน่อยได้ไหม?”“ทำไมต้องให้ฉันทำให้คุณด้วยล่ะคะ?”“พี่สั่งอาหารนะไม่ได้ขอกินฟรี รัลอยากทำงานไม่ใช่เหรอ จะพาลูกมาด้วยก็ได้นะ… ขึ้นมาส่งถึงห้องเลย เคยมาแล้วไม่ใช่เหรอ?”รัลภัทรลอบเบะปาก ปฏิเสธทันที“ไม่ค่ะ ฉันไม่เอาเงินคุณ! และฉันก็จะไม่ทำ! ทำไมคุณถึงคิดว่าฉันจะยอมง่าย ๆ แบบนั้น?”“ครั้งละหมื่นเลยนะ… เอาไหม? หรืออยากได้มากกว่านั้น”รัลภัทรมือสั่นเล็ก ๆ แต่เธอยังคงกัดฟันแน่น“ฉันไม่เอาค่ะ เชิญไปสั่งกับคนอื่นเถอะ”“จะให้สั่งกับใครล่ะ ถ้าไม่สั่งกับ...เมีย”“หยุดพูดพล่อย ๆ ฉันไม่สนุกด้วยนะและไม่ยอมรับมัน”“จะปฏิเสธยังไงหลักฐานออกเป็นตัวขนาดนั้น”รัลภัทรกลอกตาขึ้นมองบนอย่างไม่ชอบใจ เธอได้ยินเสียงหัวเราะเบา ๆ ลอดมาตามสัญญาณ เขาคงกำลังสนุกที่ได้ยั่วยุเธอสินะ“คุณปรินวัชร์ ถ้าคุณจะยัดเยียดอะไรก็ตามในสิ่งที่ฉันไม่ต้องการให้ ต่อไปนี้ก็อย่ามาคุยก
เมื่อไม่มีคนช่วยดูลูกเธอก็ต้องพาลูกสาวเดินออกไปดูด้วย ไม่กล้าปล่อยให้ลูกอยู่ในบ้านคนเดียวหรือคลาดสายตาแม้แต่เสี้ยววินาที สีหน้าและแววตาของเธอตึงเครียดเมื่อเห็นคนที่ยืนสูงกว่ารั้วบ้านกำลังมองมาที่เธอและลูก“รัล พี่ขอเข้าไปในบ้านเพื่อคุย”พลางดวงตาคมหลุบมองเด็กหญิงร่างอวบที่ยืนกอดขาผู้เป็นแม่ ส่งยิ้มให้เขาอย่างเชื้อเชิญ“ลูกยังอยากให้พี่เข้าไป เห็นไหม”รัลภัทรไม่สนใจมอง เธอเบือนหน้าหนีก่อนจะทำใจแล้วเอ่ยออกมา“ฉันยังไม่อยากคุยกับคุณ เชิญกลับไปก่อน”“อย่ากีดกันพี่เลย รัลก็รู้ว่ามันเป็นไม่ได้ พี่แค่อยากคุยเรื่องลูกของเรา เวลานี้รัลเลี้ยงลูกคนเดียวไม่ไหวหรอก”น้ำเสียงมีความอ่อนโยนและแข็งกร้าวกดดันผสมกันอยู่ในที เธอรู้ว่าประตูรั้วแค่นี้ขวางกั้นเขาไม่ได้หรอก แต่หากเปิดให้เข้ามาก็เหมือนว่าเธอเปิดรับความเจ็บปวดรอบใหม่ให้เข้ามาในชีวิตด้วย ร่างบางเผลอเหม่อลอยอยู่ในภวังค์จนในที่สุดกลับเป็นเด็กหญิงเองที่วิ่งไปดึงสลักกุญแจขึ้น แล้วผลักออกด้วยความไร้เดียงสา...ให้เขาก้าวเข้ามาในบ้านเธอ“หนูเปิดประตูให้...” ชายหนุ่มหยุดคำที่เรียกแทนตัวเองว่า ‘พ่อ’ ไว้ ก่อนจะเปิดใจพูดมันออกมา “พ่อเหรอครับ”“ลำบากใจก็ไม่
กว่าสามชั่วโมงที่รัลภัทรหมดสติไป หญิงสาวฟื้นขึ้นมาอีกครั้งในตอนบ่าย เธอถูกพามานอนที่ห้องพักอีกห้องที่ไม่มีใครรบกวนเมื่อรู้สึกตัวแล้วรู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน เรื่องราวต่าง ๆ ก็ผุดขึ้นมา ในหัวคนแรกที่นึกถึงก็คือลูกสาว เขารู้แล้วว่าเธอท้อง เด็กคนนั้นเขาก็รู้แล้วว่าเป็นลูก แล้วตอนนี้เขาทำอะไรกับลูกสาวเธอหรือไม่ แล้วยังพี่ชายของเธออีกการที่ได้หลับไปทำให้สมองและร่างกายได้รับการพักผ่อนเพียงพอ ครั้นจะลุกลงจากเตียงประตูห้องก็ถูกเปิดออก ตามมาด้วยคนที่เธอไม่อยากพานพบที่สุดในเวลานี้“รัล”รัลภัทรเบือนหน้าหนี ไม่อยากคุยอะไรด้วยทั้งนั้น เหวี่ยงขาลงจากเตียงจะไปหาลูกสาวแต่ก็ถูกอีกฝ่ายจับข้อมือไว้“จะรีบไปไหน พักก่อนเถอะ”“ปล่อย” เธอเสียงแข็งใส่ มีอีกหลายเรื่องที่เธอต้องจัดการจะให้มานอนอยู่เฉย ๆ ได้อย่างไรอีกฝ่ายมองใบหน้าที่ซีดหม่น ที่ผ่านมาเธอแบกรับอะไรหลายอย่างไว้คนเดียวสินะ“พี่ชายคุณฟื้นแล้วก็หลับไปอีกแล้ว หมอบอกว่าอาการเขาดีขึ้น พรุ่งนี้ค่อยไปหา ส่วนลูก...” เขานิ่งไปอึดใจ “ก็อยู่กับพยาบาลไม่ได้งอแง...ผมอยากให้คุณพักผ่อน”“ไม่ต้องมาออกคำสั่งกับฉัน”รัลภัทรพยายามสลัดข้อมือแต่ก็ไม่พ้นมือหนาที่กุมข้อ
“ฉันนำช่อดอกไม้มาส่งค่ะ”เสียงหวานเอ่ยพร้อมกับหมุนตัวกลับมาช่อดอกไม้ขนาดใหญ่บดบังใบหน้าคนตรงหน้าจนเธอต้องเอียงตัวออกด้านข้างเพื่อมอง พร้อมกันนั้นหัวใจที่ลอยสูงกับทัศนียภาพเบื้องหน้าก็วูบตกลงสู่ความว่างเปล่า มือกำช่อดอกไม้ไว้แน่นจนอยากจะปล่อยมันหลุดร่วงลงพื้นเหมือนหัวใจของเธอตอนนี้เขา!ในขณะที่ใบหน
เช้าวันต่อมารัลภัทรก็ออกจากบ้านก่อนเวลาสองชั่วโมงกลัวรถติดไปส่งไม่ทัน เธอเข้าไปรับดอกไม้ร้านดังที่เหล่าบรรดาคนมีชื่อเสียงสั่งกัน รู้จากชื่อร้านที่สกรีนในลิบบิ้น เป็นช่อดอกกุหลาบสีแดงสดล้วน ๆ ช่อใหญ่จนเธอแทบจะอุ้มไม่ไหว มันบังเธอได้ทั้งตัว พนักงานในร้านช่วยยกมาใส่ในรถก่อนจะให้หญิงสาวขับรถออกไป กลิ่น
ดวงตาแดงก่ำแต่ไร้หยดน้ำตาที่ไหลออกมาจ้องมองดวงตาที่บวมแดงจากการร้องไห้ของน้องสาว ความผิดพลาดนี้เขาไม่โทษเธอ รัลภัทรเป็นคนสวยมีผู้ชายเข้ามาหาเยอะ ช่วงที่เขาไม่อยู่เธออาจจะเหงาและคุยกับใครสักคน แต่ไม่คิดว่ามันจะเลยเถิดเกินควบคุม แต่ภูมินทร์ไม่รู้ว่าระหว่างน้องสาวกับผู้ชายที่เธอคบด้วยตอนที่เขาไม่อยู่ม
ถวายสังฆทานเรียบร้อยแล้วรัลภัทรก็พาลูกสาวออกมานั่งคุยที่โต๊ะหินอ่อนใต้ร่มไม้กับหญิงใจดี ปานใจหยิบถุงแดงเล็ก ๆ ออกมาจากกระเป๋าส่วนตัวรูดเชือกเปิดปากถุงแล้วนำสิ่งที่อยู่ในนั้นออกมา เป็นตลับสีแดงดูเป็นสิ่งของมีค่า รัลภัทรเหลือบตามองเธอคิดว่าหากสิ่งที่ผู้หญิงคนนี้มอบให้มีค่ามากเธอก็จะไม่รับไว้ให้ลูกปา







