Masukรถเท็กซี่ได้ชะลอตัวลงอย่างช้าๆ จอดตรงหน้าปากซอยที่เดินเข้าไปไม่ไกลนักก็จะถึงที่พักของหญิงสาวให้เธออุ้มลูกน้อยลงจากรถ
“ขอบคุณมากครับ” ชายคนขับเท็กซี่รับจ้างได้เอ่ยขอบคุณตามมารยาทพลางส่งยิ้มบางๆ ให้กับหญิงสาวหลังจากเธอลงจากรถแล้วผ่านบานกระจกรถก่อนจะเคลื่อนรถแล่นออกไปในทางข้างหน้าทันที หญิงสาวก็ได้อุ้มลูกน้อยพร้อมกับสัมภาระของใช้จำเป็นที่ดูพะรุงพะรังก้าวขาเดินกลับที่พักอย่างช้าๆ ด้วยสีหน้าหมองเศร้าไร้รอยยิ้ม ทั้งร่างกายและหัวใจของเธอตอนนี้รู้สึกเหนื่อยล้ายากที่จะบรรยายออกมาเป็นคำพูด จนอดไม่ได้ที่จะผ่อนลมหายใจออกมาเบาๆ ด้วยความเหนื่อย ในนาทีนี้ไม่มีใครสามารถที่จะปลอบประโลมหัวใจของหญิงสาวได้เลยนอกจากลูกน้อยเท่านั้นที่ยังเป็นที่ยึดเหนี่ยวหัวใจบอบซ้ำให้ยืนหยัดสู้ต่อให้ถึงที่สุด เธอจึงบอกกับตัวเองว่าเพื่ออนาคตของลูกแล้วจะมายอมแพ้อะไรตอนนี้ไม่ได้ หญิงสาวยิ้มน้อยๆ แลมองลูกน้อยในอ้อมแขนด้วยแววตาละอ่อนละมุน ใบหน้าทุกข์ตรมในทีแรกเพียงแค่มองใบหน้าจิ้มลิ้มของลูกน้อยก็ผ่อนคลายลงไปทันที เธอจึงเงยหน้าขึ้นมองไปยังหนทางข้างหน้าแล้วสูดหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ ก่อนจะมุ่งหน้าพาลูกน้อยก้าวเดินด้วยลำแข้งแกร่งกลับบ้านทิ้งความทุกข์ไว้ตรงนั้นเสีย แต่ถึงอย่างไรเธอก็ยังคงไม่ตัดใจที่จะรอคอยแฟนหนุ่มจนกว่าเขาจะกลับมาไม่ว่าจะนานแค่ไหนก็ตามอย่างมีความหวังต่อไป... ผ่านไปไม่นานนัก หลังจากหญิงสาวเดินมาได้ครู่หนึ่งอีกนิดเดียวก็จะถึงที่พัก แต่ทว่าฝีเท้าของเธอต้องหยุดชะงักลงอย่างกะทันหันใบหน้าซีดไม่เหลือสีเลือด ใจเต้นสั่นระรัวประสาทสัมผัสทุกส่วนระวังภัยเต็มที่ ดวงตาเบิกกว้างอย่างหวั่นใจจับจ้องไปที่ร่างสูงของชายหนุ่มที่คุ้นเคยของพี่ชายต่างมารดากำลังยืนรออยู่หน้าประตูรั้วที่พัก ดูเหมือนว่าเขาจะแวะมาเยี่ยมเยียนเธออีกครั้ง หญิงสาวใจกระตุกวูบอย่างแรงจนแทบจะหยุดหายใจ ลางสังหรณ์ผุดวาบขึ้นมาในใจของเธอในวินาทีนั้นรีบหันหลังกลับแล้วก้าวขาวิ่งไปหาหลบซ่อนตัวทันที เพราะหากถูกพี่ชายต่างมารดาพบเข้าเห็นว่าเธอนั้นมีลูกทั้งที่ยังไม่ได้แต่งงานแล้วล่ะก็ ความลับที่ปิดบังมาตลอดก็จะถูกเปิดเผยจนกลายเป็นเรื่องใหญ่โตไปถึงหูของบิดามารดาอย่างแน่นอน เธอจึงไม่มีทางเลือกรีบอุ้มลูกหนีไปหาที่หลบใกล้ๆ ก่อนที่จะถูกพี่ชายต่างมารดาพบเห็นเข้าเสียก่อนทันที หญิงสาวได้พาลูกน้อยมาหลบอยู่ในศาลาสนามเด็กเล่นใกล้ๆ ระหว่างนั้นลูกน้อยเริ่มร้องงอแงหิวนม เธอจึงต้องมาแอบในมุมที่มีคนพลุ่งพล่านน้อย เพื่อจะให้นมแก่ลูกได้กินอิ่มท้องขณะที่รอให้พี่ชายต่างมารดากลับไป จนเวลาผ่านไปตกค่ำฟ้ามืดสนิทแล้วเธอจึงตัดสินใจย้อนกลับไปที่พักดูต้นทางอีกครั้งอย่างระวังตัวที่สุดให้มั่นใจเสียก่อน หลังจากที่แอบเหลือบมองต้นทางอยู่นานในระยะไม่ไกลนัก ดูเหมือนว่าทางจะสะดวกไร้วี่แววของพี่ชายต่างมารดาแล้ว ทำให้หญิงสาวถึงกับถอดสีหน้าออกด้วยความโล่งอก รีบอุ้มลูกน้อยเอาไว้แน่นแล้ววิ่งกลับเข้าที่พักทันทีล็อกประตูใส่กลอนแน่นเพื่อความปลอดภัย บรรยากาศตึงเครียดกะทันหันเมื่อครู่พานให้เธอหายใจไม่ทั่วท้อง หัวใจเต้นแรงราวกับจะทะลุออกมาจากอก ร้อนใจจนเหงื่อผุดทั่วร่างใบหน้าไร้สีเลือดพลางในหัวกำลังครุ่นคิดกับเรื่องนี้ไม่ตก กระวนกระวายราวกับว่าอยู่บนกองไฟ คิดว่าหากขืนยังพักอยู่ที่นี่ไม่ช้าก็เร็วอาจจะโดนจับได้เรื่องลูกแน่ๆ แบบนี้ไม่ได้การ! รุ่งเช้าหลังจากที่กลัดกลุ้มว้าวุ่นใจอยู่ทั้งคืนจนแทบนอนไม่หลับ หญิงสาวจึงได้ตัดสินใจที่เด็ดขาด ในวันรุ่งขึ้นฟ้ายังไม่ทันสร่าง เธอรีบตื่นขึ้นมาเก็บของใช้ในบ้านที่จำเป็นที่สุดยัดใส่กระเป๋าสัมภาระเตรียมหอบลูกน้อยย้ายออกจากที่พักเดิมทันทีก่อนจะเช้าเพราะกลัวว่าพี่ชายต่างมารดาจะย้อนกลับมาเหมือนอย่างเมื่อวานอีกก็เป็นได้ หญิงสาวหอบลูกน้อยนั่งรถโดยสารเดินทางอย่างทุลักทุเลข้ามไปอีกจังหวัดนานนับหลายชั่วโมง ไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ในที่พักอาศัยใหม่ยอมตัดขาดการติดต่อจากครอบครัวเป็นการชั่วคราว เพื่อความสบายใจว่าเธอกับลูกน้อยจะไม่ต้องอยู่อย่างระแวงใจระหว่างที่รอพ่อของลูกกลับมา… สามปีต่อมา เวลาผวนผันไปอย่างรวดเร็วราวกับว่ายังคงเป็นเมื่อวาน สามปีมาแล้วที่หญิงสาวใช้กับชีวิตอยู่กับทำงานอย่างหนัก เป็นพนักงานคัดแยกสินค้าในโรงงานเล็กๆ ใกล้ที่พักใหม่เพื่อหาเงินมาเลี้ยงลูกน้อย จนแทบจะลืมไปแล้วว่าจุดประสงค์ของเธอนั้นคือการรอแฟนหนุ่มหรือพ่อของลูกกลับมา ทุกเช้าของทุกวันหญิงสาวต้องไปเข้างานแต่เช้า เลิกงานกลับมาก็ใกล้จะค่ำได้เงินวันละไม่กี่ร้อยแต่ก็พอจะประทังเลี้ยงลูกได้ไปในแต่ละวัน ตั้งแต่ที่ต้องมาใช้ชีวิตกับคำว่าเป็นแม่คนเธอก็แทบจะไม่มีเวลาคิดเรื่องอื่นที่นอกเหนือจากคำว่าลูกเลยด้วยซ้ำ หลังจากกลับมาทำงานเหนื่อยๆ ยังต้องกลับมาดูแลลูกน้อยต่อวนเวียนอยู่แบบนี้ทุกวันไม่มีเวลาแม้แต่จะให้ร่างกายได้พักผ่อน แต่หญิงสาวโชคดีมากที่มีป้าเพื่อนบ้านแสนดีเข้าใจหัวอกของคนเป็นแม่ด้วยกัน เห็นว่าเธอเลี้ยงลูกคนเดียวจึงคอยมาช่วยดูแลลูกน้อยแทนให้ในระหว่างที่ต้องออกไปทำงาน จนตอนนี้เด็กน้อยที่หญิงสาวคลอดในวันนั้นได้โตเป็นเด็กผู้ชายวัยสามขวบมีชื่อว่า ‘ภาคิน’ ใบหน้าคร่าตาหล่อเหลาเอาการคล้ายคลึงกับพ่อผู้ให้กำเนิด ซ้ำยังเป็นเด็กที่ฉลาดเชื่อฟังนอนสอนง่ายอาจจะมีซนบ้างตามประสา แต่มาวันหนึ่งเด็กชายเดินก้มหน้างุดดูสีหน้าเศร้าหมองถือรถของเล่นในมือ เดินมาหาหญิงสาวผู้เป็นมารดากำลังยุ่งกับการทำกับข้าวอยู่ในครัวหลังเธอกลับมาจากเลิกงาน ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองแผ่นหลังบางของมารดาแล้วเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงที่ใสซื่อ “แม่ครับ” “ว่าไงจ้ะ?” “เมื่อไหร่พ่อจะกลับมาหาผมกับแม่ครับ?” ถ้อยคำของเด็กชายทำให้ดึงความสนใจหญิงสาวผู้เป็นมารดาที่กำลังยุ่งๆ อยู่ในทีแรกชะงัดดังคาด หยุดทำทุกอย่างลงในทันทีเมื่อได้ยินคำถามที่เกินความคาดหมายและแปลกพิกลไม่เคยได้ยินจากปากของลูกชายมาก่อน รีบหันหลังกลับไปมองใบหน้าที่ไร้เดียงสานั้นด้วยความแปลกใจอย่างไม่อยากจะเชื่อหูของตัวเองเลยว่าลูกชายจะพูดออกมาจริงๆ ทั้งที่เรื่องของบิดาผู้ให้กำเนิดเธอยังไม่เคยได้มีโอกาสบอกกล่าวกับเขาเลยด้วยซ้ำ “เมื่อกี้ลูกพูดว่าอะไรนะ พูดให้แม่ฟังอีกทีได้ไหม” หญิงสาวย่อตัวนั่งลงต่อหน้าเด็กชายลูกของเธอเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือแววตาเต็มไปด้วยความประหลาดใจ “ผมพูดว่า เมื่อไหร่พ่อจะกลับมาหาผมกับแม่ครับ ผมอยากเจอพ่อ ทำไมพ่อไม่มาหาผมกับแม่สักที ผมเห็นเพื่อนๆ ผมเขามีพ่อกันหมด แต่ผมไม่มี...” คำพูดที่ไร้เพียงสาเพียงประโยคเดียวของเด็กชายและความปรารถนาในแววตาที่ต้องการคำตอบฉายออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน ทำให้หัวใจของผู้เป็นมารดาสั่นคลอนบีบตัวแน่น อดไม่ได้ที่เธอจะโผล่เข้าโอบกอดร่างเล็กของลูกชาย น้ำตาของความเจ็บปวดและเสียใจหลั่งออกมาอีกครั้งในรอบหลายปีมานี้หญิงสาวผิวขาวร่างเล็กนอนหลับตาพริ้มอยู่บนเตียงนอนหลังจากหมดสติสลบไปเพราะเหตุการณ์บาดตาบาดใจที่เธอไม่สามารถทนรับมันไม่ไหว โดยข้างกายยังคงมีชายหนุ่มคอยนั่งเฝ้าอยู่ไม่ห่างบรรยากาศภายในห้องช่างเงียบสงัด ทำให้เขาตกอยู่ในห้องภวังค์แห่งความคิด แววตาเกิดอารมณ์ความรู้สึกชนิดหนึ่งที่อ่านยาก ยาม เมื่อมองใบหน้าสวยหวานของเธออย่างอดไม่ได้ที่จะรู้สึกผิดอยู่ภายใต้จิตสำนึกไม่น้อยกับสิ่งที่ตนเองนั้นทำลงไปจะเกินเหตุไปหรือเปล่าแต่ถึงอย่างนั้น มาคิดเอาตอนนี้ก็สายเกินไปแล้วที่จะแก้ไข...ใบหน้าชายหนุ่มสลดลงอย่างเจ็บปวดใจไม่น้อย อารมณ์ของเขากระเพื่อนไหวขึ้นมา เมื่อย้อนนึกถึงภาพวันเวลาเก่าๆ และช่วงเวลาดีๆ ของความรักระหว่างเขาและเธอที่ยังคงตราตรึงอยู่ในความทรงจำส่วนลึก ทั้งที่ตลอดหลายปีมานี้เขาจะพยายามลบล้างมันออกไปจากใจเท่าไหร่ แต่สุดท้ายก็ทำไม่ได้อยู่ดีจนมาถึงทุกวันนี้หัวใจที่เดิมทีคิดว่าตายด้านไปแล้วพลันเกิดความรู้สึกเจ็บจนชายหนุ่มไม่อาจละเลย ดวงตาดำสนิทยังคงประทับใบหน้าและรอยยิ้มของหญิงสาวติดตรึงอยู่ในใจอย่างยากจะลืมเลือน อารมณ์ซับซ้อนถาโถมเข้ามา ความรู้สึกอบอุ่นอ่อนโยนภายในหัวใจส่วนลึกที่ไม่เคยวนเวียนม
วันต่อมา(ห้องพิเศษ)หลังจากเมื่อวานหญิงสาวได้ถูกบังคับให้เซ็นใบทะเบียนสมรส โดยคนที่เอามาให้เซ็นก็คือชายหนุ่มที่เธอรักและเคยแสนดีมาก แต่นั่นมันคือเมื่อก่อน เพราะตอนนี้เขาเป็นราวกับซาตานค่อยจะรุนแรงกับเธอทุกครั้งไป ความรู้สึกผิดหวังพลันโถมใส่กลางใจอย่างทุกข์ทรมาน คำพูดไร้หัวใจของเขาเหล่านั้นยังคงวนเวียนแทรกผ่านโสตประสาทของเธออยู่ตลอดเวลา ดูแล้วว่าความปวดร้าวนี้คงจะอยู่ในใจเธอไปอีกเนิ่นทว่าขณะที่หญิงสาวกำลังนั่งเศร้าซึมอยู่ในความเงียบจู่ๆ เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น เธอจึงหยิบขึ้นมาดูปลายสายที่โทรเข้ามาบนโชว์หน้าจอโทรศัพท์นั่นคือสายจากชายหนุ่มที่เป็นเหมือนกับเจ้าชีวิตโทรเข้ามา เห็นแบบนั้นแล้วเธอจึงถอนหายใจออกมาเบาๆ แล้วกดรับสายพยายามพูดด้วยน้ำเสียงเรียบที่ดูปกติที่สุด ฝืนทำเป็นว่าตัวเธอนั้นไม่ได้รู้สึกอะไร“ฮัลโหลค่ะ”(เดี๋ยวฉันจะไปรับเธอมาคอนโด)“ค่ะ” ตอบเสียงเรียบ(เตรียมตัวให้ดี ฉันใกล้จะถึงแล้ว) ชายหนุ่มพูดจบก็กดตัดสายไปในทันทีติ๊ด (เสียงตัดสาย)หลังจากสายถูกตัดไปแล้ว หญิงสาวลดมือวางโทรศัพท์ลงอย่างช้าๆ เธอพยายามฝืนอดทนข่มกลั้นความรู้สึกอยากร้องไห้เอาไว้ เมื่อนึกถึงชะตากรรมที่ต้องเผชิญ
“ถ้าคุณเสร็จธุระแล้วก็รีบกลับเถอะค่ะ เขมอยากพักผ่อน” เสียงแผ่วปนเหนื่อยเอ่ยบอกร่างสูงที่นอนทับอยู่บนตัวเธออย่างไม่มองหน้า เมื่อเขาเห็นเธอเป็นเพียงของตายไม่มีค่า“หึ คิดว่าฉันอยากอยู่ใกล้เธอมากหรือไง ผู้หญิงอย่างเธอมีดีก็แค่เรื่องบนเตียงเท่านั้นเขมมิกา!”สายตาดูแคลนมองหญิงสาวที่นอนเปลือยกายอยู่ใต้ร่างสูง เขมมิกาเม้มริมฝีปากเข้าหากันแน่นในเมื่อไม่ได้เป็นแบบที่เขากล่าวหาก็ไม่จำเป็นต้องออกอาการ ได้แต่นอนนิ่งราวกับคนหมดแรง เธอพยายามกดข่มอารมณ์ความผิดหวังเสียใจเอาไว้ ฝืนเอ่ยพูดขึ้นมาเสียงเรียบ“ขอบคุณนะคะ อย่างน้อยคุณก็ยังเห็นข้อดีในตัวฉันบ้าง”หมับ!...“อ๊ะ!...เขมเจ็บนะ” หญิงสาวเผลอร้องเสียงหลงด้วยความเจ็บเมื่อมือหนาราวกับครีมเหล็กบีบเข้าที่ปลายคางของเธออย่างแรง เขาแผดเสียงคำรามและมองด้วยสายตาเฉือดเฉือนมาที่เธอด้วยความคับแค้นใจอย่างบ้าคลั่ง“อย่ามาปากดีกับฉัน รู้ไว้ด้วยว่าสถานะเธอตอนนี้เป็นแค่นางบำเรอใต้อาณัติของฉันที่ไร้ค่าคนนึงและไม่มีทางหลุดพ้นไปจากฉันไปได้นอกเสียจากความตายเท่านั้น ที่จะทำให้เธอเป็นอิสระจำเอาไว้”แววตาของชายหนุ่มเหมือนเข็มทิ่มแทงดวงใจของหญิงสาวอย่างแรง จนเธอลำคอตีบตันพย
วันต่อมา...พยาบาลร่างสูงของชายหนุ่มเปิดประตูห้องพิเศษเดินเข้ามาพร้อมกับหิ้วอะไรบางอย่างมากมายเต็มไม้เต็มมือ มาให้หญิงสาวที่กำลังนั่งเฝ้าลูกชายของเธอไม่ห่างด้วยความเป็นห่วงเจียนแทบขาดใจ“ฉันแวะมาเยี่ยม กลัวว่าของเล่นใหม่ของฉันจะเป็นลมไปเสียก่อน กินอะไรบ้างแล้วยัง” ชายหนุ่มเอ่ยถามอย่างสบายอารมณ์ราวกับว่าเขานั้นกลับมาเป็นผู้ชายคนเดิมที่เธอรักอีกครั้ง“ยังเลยค่ะ” เธอเหงนเงยใบหน้าเศร้าซึมขึ้นตอบเขาด้วยน้ำเสียงฟังคล้ายจะร้องไห้ออกมา“ฉันซื้อข้าวกับผลไม้มาฝาก กินซะสิ” น้ำเสียงหยาบกระด้างแฝงความห่วงใยของชายหนุ่มผิดไปจากก่อนหน้านี้จนน่าประหลาดใจเล็กน้อย ทำให้หญิงสาวแอบรู้สึกดีขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก“ขอบคุณนะคะที่ซื้อมาให้ แต่ฉันเป็นห่วงลูกกินอะไรไม่ลงจริงๆ”“ฉันสั่งให้กินก็ต้องกิน!” ทันทีที่หญิงสาวปฏิเสธ น้ำเสียงหนักแน่นเด็ดขาดรวมถึงใบหน้าที่เคร่งขรึมจริงจังของชายหนุ่มได้ตะวาดดังขึ้น ฝ่ามือใหญ่แข็งเกร่งดั่งคีมเหล็กร้อนเอื้อมไปกระชากคางเรียวเล็กพร้อมออกแรงบีบให้หันมาประจันหน้ากับเขาจนเธอรู้สึกเจ็บก่อนจะมองด้วยสายตาดุดันทำให้หญิงสาวถึงกับสะดุ้งใจกระตุกวูบกะทันหัน ร่างบางเหมือนแข็งค้างไปโดยพลัน ค
โรงพยาบาลดวงตางามค่อยๆ ลืมขึ้นมาอย่างช้าๆ พร้อมสติเริ่มกลับมาเป็นปกติ ใบหน้าละมุนซีดเผือดในทีแรกเปลี่ยนกลับมีสีเลือดฝาดอมชมพูอีกครั้งหลังจากที่หญิงสาวหมดสติไปหลายชั่วโมง แต่เมื่อรู้สึกตัวมือเรียวรีบของเธอยกขึ้นจับบริเวณศรีษะที่มีผ้าพันแผลปิดบาดแผลเอาไว้โดยอัตโนมัติด้วยความเจ็บปวด ก่อนที่เธอจะค่อยๆ ประคองตัวเองให้ลุกขึ้นมานั่งอดทนกับความทรมานเจ็บปวดตามร่างกายแล้ว กวาดสายตาสำรวจไปรอบๆ ทั้งยังคงมึนงงสับสนอยู่เล็กน้อย ก็พบว่าตัวเองนั้นอยู่ในห้องพักฟื้นคนไข้ของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งหญิงสาวจึงพยายามนึกภาพทบทวนความจำของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้อยู่ครู่หนึ่ง และทันทีที่จำได้ทุกอย่างแล้วดวงตาโตเบิกโพลนขึ้นมาทันทีอย่างตื่นตระหนกเมื่อนึกขึ้นได้ว่าลูกชายของเธอบาดเจ็บจนหมดสติจากอุบัติเหตุในตอนนั้นประสาทสัมผัสทุกส่วนตื่นตัวอย่างเต็มที่ ลางสังหรณ์ผุดขึ้นมาในใจของผู้เป็นแม่ในวินาทีนั้น อาการบาดเจ็บจากบาดแผลตามร่างกายก็หายไปโดยพลัน จิตใจที่นึกห่วงลูกยิ่งกว่าสิ่งอื่นใดสติแทบไม่อยู่กับเนื้อกับตัวต้องการจะเจอหน้าลูกชายให้ได้หญิงสาวจึงดึงสายน้ำเกลือที่ฝังอยู่บนผิวหนังของเธอออกอย่างเลือดเย็นไม่สนใจว่
“วินกำลังเข้าใจเขมผิดนะคะ” หญิงสาวเอ่ยบอกชายผู้เป็นที่รักของเธอมาโดยตลอด ถึงเขาจะหายหน้าหนีไปเพราะความเข้าใจผิดแต่ในหัวใจก็เขมมิกายังคงมีมาวินและเธอเฝ้ารอวันที่จะได้พบเจอกับเขาอีกครั้ง“อย่ามาเรียกชื่อฉันทำเหมือนว่าเราสนิทกันแบบเมื่อก่อน” ท่าทีเฉยชาของชายหนุ่มแม้กระทั่งน้ำเสียงของเขาก็เปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน เขาไม่เปิดโอกาสให้หญิงสาวได้อธิบายความจริงเลยสักนิด จมปลักอยู่กับความคิดและความเข้าใจผิดของตัวเองไม่มีวันจบสิ้น“ทำไมคะ เราเคยรักกันมากไม่ใช่เหรอวิน?”“หึ เมื่อก่อนคงใช่ แต่ตอนนี้ฉันไม่มีทางรักผู้หญิงแพศยาอย่างเธอลงหรอกเขมมิกา ปากบอกว่ารักฉันแต่ไปยืนกอดกับผู้ชายคนอื่น เธอทำให้ฉันกลายเป็นคนโง่” ชายหนุ่มตะตวาดเสียงใส่หน้าเธอด้วยความโกรธ“ฮึกก! คุณกำลังเข้าใจเขมผิดจริงๆ นะคะ มาวินได้โปรดให้เขม อธิบายความจริงกับคุณสักนิดเถอะค่ะ” น้ำเสียงสั่นและแววตากำลังฉายแววอ้อนวอนหญิงสาวร้องไห้เสียใจเพราะเขาครั้งที่เท่าไหร่นับไม่ถ้วน ตั้งแต่ชายหนุ่มหนีเธอไปไม่บอกกล่าวคำอำลา แทนที่เจอหน้ากันครั้งนี้เธอจะมีรอยยิ้มและมีความสุขที่ได้อยู่พร้อมหน้ากัน พ่อ แม่ ลูก แต่เขากลับมอบความทุกข์พร้อมกับคำพูดดูถ







