เข้าสู่ระบบการพิจารณาคดีดำเนินไปอย่างรวดเร็วจำเลยหลักแซ่หวังที่เรียกตัวเองว่า “ซินแสฮวงจุ้ย” ไม่อาจเสแสร้งวางท่าเป็นผู้ทรงภูมิราวกับเซียนได้อีกต่อไปในศาลเมื่ออัยการนำหลักฐานออกมาแสดงทีละชิ้น ทั้งรายการโอนเงิน บันทึกการสนทนา กระทั่งบันทึกเสียงเรื่องการแบ่งผลประโยชน์ภายในขบวนการที่ไม่ลงตัว เหงื่อเย็นก็ซึมออกมาบนหน้าผากมันเยิ้มของเขาสมาชิกในขบวนการต่างโยนความผิดให้กันไปมา แสดงท่าทีอันน่าเกลียดออกมาสารพัดพวกเขาต้องสงสัยว่าฉ้อโกงเงินจำนวนมหาศาล อีกทั้งยังวางแผนล่อลวงเด็กหลายคน และนำทารกกับเด็กเล็กมาใช้ในกิจกรรมไสยศาสตร์งมงาย สิ่งที่รอพวกเขาอยู่คือบทลงโทษอย่างหนักตามกฎหมายหลิ่วอีอียืนอยู่ในคอกจำเลย ร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างน่าเวทนาเธอยืนกรานว่าตัวเองเป็นเพียงสาวกที่ถูกอาจารย์หลอก และอ้างว่าการ “ขอลูก” ให้ครอบครัวนี้เกิดจากความหวังดีทว่าเมื่อบันทึกเสียงที่เธอปรึกษากับ “ซินแสฮวงจุ้ย” ว่าจะใช้เด็ก ๆ “ยืมโชควาสนา” อย่างไร รวมถึงจะแบ่ง “ค่าตอบแทน” ที่พ่อแม่ผมรับปากไว้อย่างไร ถูกเปิดต่อหน้าศาล คำแก้ตัวของเธอก็ดูน่าขันสิ้นดีผู้พิพากษาระบุในศาลว่า ทั้งที่เธอรู้อยู่แล้วว่าเด็กเหล่านั้นมีที่มาไม่ชั
ระหว่างการพิจารณาคดี เรื่องราวเกี่ยวกับเด็กทั้งสามก็ค่อย ๆ กระจ่างขึ้นตำรวจตรวจเทียบข้อมูลกับฐานข้อมูลดีเอ็นเอเพื่อปราบปรามการลักพาตัวและค้ามนุษย์ทั่วประเทศ จนตามหาพ่อแม่แท้ ๆ ของพวกเขาได้สำเร็จ เป็นสามีภรรยาคู่หนึ่งจากหมู่บ้านห่างไกลทางตะวันตกเฉียงใต้เมื่อสามีภรรยาที่ดูอิดโรยคู่นั้นเดินทางมาถึงสถานีตำรวจ และได้พบลูกทั้งสามที่หายไปและได้กลับคืนมาอีกครั้ง พวกเขาก็ร้องไห้จนแทบหมดสติจากคำบอกเล่าของทั้งคู่ รวมถึงสิ่งที่เด็ก ๆ เล่าอย่างขาด ๆ หาย ๆ ในภายหลัง ความจริงที่น่าสะเทือนใจยิ่งกว่าก็ค่อย ๆ เปิดเผยที่แท้ขบวนการของ “ซินแสฮวงจุ้ย” คนนั้นหมายตาครอบครัวที่มีลูกแฝดสามนี้ไว้นานแล้วพวกเขาอาศัยความเสียเปรียบด้านข้อมูลข่าวสารของคนในชนบท แรกเริ่มแสร้งทำตัวเป็น “แมวมอง” ชื่นชมว่าเด็กทั้งสามมีโหงวเฮ้งไม่ธรรมดา เป็น “บุตรแห่งลิขิตสวรรค์” ที่พวกเขากล่าวอ้าง ก่อนอ้างว่าจะพาไปถ่ายโฆษณาเพื่อหลอกให้พ่อแม่ไว้ใจจากนั้นพวกเขาก็แต่งเรื่องขึ้นอีกว่า จะพาเด็ก ๆ เข้าเมืองใหญ่เพื่อเข้าร่วมกิจกรรม “เด็กนำโชคขอพร” ซึ่งจะนำโชคลาภมาสู่ครอบครัว พร้อมสัญญาว่าจะให้ค่าตอบแทนก้อนโตสามีภรรยาที่ขาดความรู้แล
ดังนั้น หลิ่วอีอีจึงแอบไปหาพ่อแม่ของผมกับหลี่อู่เธอใช้ความโลภและความต้องการควบคุมผมของพวกเขาอย่างแยบยลด้วยเหตุนี้ ข่าวลือบนอินเทอร์เน็ตที่เดิมทีเลื่อนลอยจับต้องไม่ได้ หลังถูกผู้ไม่หวังดีปรุงแต่งเป็นชั้น ๆ และส่งตรงถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างแม่นยำ ก็เปลี่ยนคนที่ใกล้ชิดผมที่สุดให้กลายเป็นผู้ร่วมผลักดันแผนหลอกลวงนี้ด้วยความเต็มใจ และร่วมมือกันผลักผมขึ้นสู่แท่นสังเวยจนกระทั่งกุญแจมือเย็นเฉียบถูกสวมลงบนข้อมือ พวกเขาถึงได้ตระหนักว่า “หนทางสู่ความรุ่งโรจน์” ที่ตัวเองเชื่อมั่น แท้จริงแล้วคือเส้นทางสู่เรือนจำที่ไม่มีวันหวนกลับส่วน “ชะตาปลาคราฟนำโชค” ที่พวกเขาใฝ่ฝัน สุดท้ายกลับแลกมาด้วยบทลงโทษอย่างหนักตามกฎหมาย และจุดจบที่ทั้งพวกพ้องตีจาก ญาติมิตรทอดทิ้งเมื่อความจริงเปิดเผย สิ่งที่เรียกว่า “วาสนาอันยิ่งใหญ่” ก็กลายเป็นเรื่องตลกครั้งใหญ่“พันธมิตร” ที่เคยร่วมแรงร่วมใจกันก่อนหน้านี้แตกคอกันในพริบตา ต่างฝ่ายต่างกล่าวโทษกันอย่างรุนแรง เผยธาตุแท้อันน่าเกลียดออกมาจนหมด“คุณตำรวจ ผมไม่ได้ตั้งใจทำผิดนะครับ! ทั้งหมดเป็นเพราะผู้หญิงใจอำมหิตอย่างหลิ่วอีอีหลอกผม! เธอบอกว่าถ้าอาเฉิงไม่ยอมรับลูกชายแท้
“ฉันไม่ไป! มีสิทธิ์อะไรมาจับฉัน!”แม่ทรุดนั่งลงกับพื้น ก่อนแหกปากร้องโวยวาย“จ้าวจื้อเฉิง ไอ้ลูกใจดำ! ขนาดแม่แท้ ๆ ของตัวเองยังแจ้งตำรวจมาจับ แกต้องถูกฟ้าผ่าตาย!”เธอร้องโวยวายไปพลางเอาศีรษะโขกเสาเตียงดัง “ตุบ ๆ” ผมหงอกขาวกระเซอะกระเซิง ดูราวกับคนเสียสติพ่อหันมาชี้หน้าผมแล้วด่าลั่น“จ้าวจื้อเฉิง! ไอ้ลูกเนรคุณ! พวกเราให้กำเนิดแก เลี้ยงแกจนโต แล้วได้ลูกที่ไม่เห็นหัวญาติพี่น้องแบบนี้เหรอ? แกถึงกับจะส่งพ่อแม่ตัวเองเข้าโรงพักเลยหรือไง? จิตสำนึกของแกถูกหมากินไปแล้วหรือไง?!”“ตั้งแต่วันนี้ฉันไม่มีลูกชายอย่างแก! แม้แต่สุสานบรรพบุรุษตระกูลจ้าวของเรา ก็ไม่มีวันให้แกเข้า!”“จื้อเฉิง! คุณทำให้ฉันผิดหวังมาก!” จู่ ๆ หลิ่วอีอีก็สะบัดตัวหลุดจากมือตำรวจ ก่อนพุ่งมาที่เตียงของผมทั้งน้ำตา แล้วชี้ไปยังเด็กสามคนนั้น“คุณดูพวกเขาสิ! เด็กน่ารักขนาดนี้ คุณใจแข็งไม่ยอมรับพวกเขาลงได้ยังไง?”“ขนาดฉันยังให้อภัยคุณแล้ว! คุณยังมีอะไรให้ต้องลังเลอีก?”เธอหันไปหาตำรวจ ร้องไห้จนตัวสั่น “คุณตำรวจคะ เป็นเขา! เขาเป็นฝ่ายนอกใจก่อน ฉันเห็นเด็ก ๆ น่าสงสารก็เลยอยากรับพวกเขาเข้าครอบครัว ใครจะคิดว่าเขาจะเลวยิ่งกว่าเด
เด็กทั้งสามยังคงมองผมด้วยสายตาว่างเปล่าแบบเดิม โดยไม่พูดอะไรผมเอนพิงหัวเตียง สายตาค่อย ๆ กวาดมองพวกเขาทีละคน—ภรรยา เพื่อนดั่งพี่น้อง และพ่อแม่ที่เคยเป็นครอบครัวของผมในแววตาของพวกเขามีทั้งความคาดหวัง ความโลภ และความกระตือรือร้นจนแทบรอไม่ไหว แต่กลับไม่มีความห่วงใยผมแม้แต่น้อยผมยกมือขึ้นอย่างอ่อนแรงเพื่อขัดจังหวะ “คุณมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ใช่ไหม ว่าเด็กสามคนนี้เป็นลูกแท้ ๆ ของผม?”“แน่นอน!” อีอีตอบอย่างหนักแน่น “พวกเขาทั้งสามเป็นลูกชายของคุณ!”ผมหันไปมองพ่อแม่กับหลี่อู่อีกครั้ง “พวกคุณก็คิดแบบนั้นกันหมดใช่ไหม? พวกคุณทุกคนเห็นกับตาว่าอีอีคลอดพวกเขาออกมา?”“ก็ต้องใช่อยู่แล้ว!” แม่เร่งอย่างใจร้อน “รีบยอมรับเสียที จะมัวชักช้าอะไรอยู่!”“ใช่! หน้าตาเหมือนนายอย่างกับแกะ!” หลี่อู่กอดอกพูดเสริมอย่างหงุดหงิด“ได้” ผมพยักหน้า “ในเมื่อพวกคุณมั่นใจกันขนาดนี้...ถ้าอย่างนั้น เชิญหันไปมองข้างหลัง”ตอนนั้นเอง ประตูห้องผู้ป่วยก็ถูกผลักเปิดอีกครั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาพร้อมกล้องบันทึกการปฏิบัติหน้าที่หนึ่งเครื่องความตื่นเต้นบนใบหน้าของอีอีและคนอื่น ๆ แข็งค้างในทันที ก่อนเปลี่ย
ผมเอนตัวพิงเตียงผู้ป่วย มองท้องฟ้าหม่นมัวนอกหน้าต่างภาพในชาติที่แล้วที่ถูกเพื่อนถีบจนซี่โครงหัก และถูกพ่อแม่ใช้จอบตีจนตายยังคงชัดเจนราวกับอยู่ตรงหน้า แต่ความจริงเบื้องหลังกลับน่าขันถึงเพียงนี้ความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะเอาชีวิตรอดผุดขึ้นจากก้นบึ้งของใจครั้งนี้ ผมจะไม่ยอมนั่งรอความตายอีกใครอยากเป็นเครื่องสังเวยก็เป็นไป!ผมจะพลิกเกมกลับ ให้ตำนานไร้สาระนี่หันไปเล่นงานคนที่คิดจะเอาชีวิตผมเสียเอง!ต้นตอของข่าวลืออาจเลือนรางคลุมเครือ แต่เด็กสามคนนั้นมีตัวตนอยู่จริงตราบใดที่พวกเขาเป็นคน ก็ต้องมีที่มาและมีเบาะแสสายตาของผมกลับไปหยุดอยู่ที่รายงานผลตรวจดีเอ็นเออีกครั้ง พ่อแม่แท้ ๆ ของพวกเขาอยู่ที่ไหน?ถูกทอดทิ้ง หรือว่า...ถูกลักพาตัวไปขาย?แผนการหนึ่งก่อตัวขึ้นในหัวผมทันทีผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรออก“เพื่อนเก่าสมัยเรียน ช่วยฉันหน่อย ฉันสงสัยว่ามีเด็กสามคนที่ถูกลักพาตัวไปขายอยู่ที่บ้านฉัน อยากให้นายช่วยติดต่ออาสาสมัครช่วยตามหาเหยื่อการลักพาตัวที่ไว้ใจได้กับตำรวจที่นายรู้จัก ยิ่งเร็วยิ่งดี”“อีกอย่าง ฉันอยากให้นายช่วยเล่นละครกับฉันสักฉาก”หลังจัดการทุกอย่างเรียบร้อย ผมสูดหายใจลึก