Masukบทที่ 4
ข้าจะเปลี่ยนชะตานางร้าย
ค่ำคืนอันเงียบงันถูกปกคลุมด้วยหิมะที่โปรยปรายลงมาอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย ความเย็นเยียบแผ่ซ่านไปทั่วอากาศจวนอ๋องเจิ้นเป่ยเงียบสงัดราวกับทั้งโลกหยุดหายใจแต่ภายในห้องนอนของพระชายากลับไม่อาจสงบนิ่งได้ดั่งเช่นภายนอก
บนเตียงกว้างเว่ยหว่านหนิงนอนพลิกกายไปมาอย่างกระสับกระส่าย แก้มเนียนมีเหงื่อไหลซึมแผ่นอกขยับขึ้นลงถี่รัว คิ้วเรียวขมวดแน่นบ่งบอกถึงความทรมานในห้วงฝันที่กำลังรุมเร้า
‘คุณหนู ข้าผิดไปแล้วได้โปรดให้อภัยข้าสักครั้งเถอะ อย่าขายข้าไปที่หอนางโลมเลยนะเจ้าคะ’
‘อย่าเอามือสกปรกของเจ้ามาแตะต้องอาภรณ์ของข้า บ่าวที่ไม่เจียมตนอย่างเจ้าถูกขายไปเป็นนางโลมนั่นถือว่าเหมาะสมแล้ว’
‘คุณหนู ข้าแก่ชราเหลือเขาเป็นบุตรชายเพียงคนเดียว ได้โปรดอย่าทำร้ายบุตรชายของข้าเลย ข้าขอร้องปล่อยบุตรชายของข้าไปเถอะ’
‘มันบังอาจเดินชนข้า เหตุใดข้าต้องเมตตาคนชั้นต่ำอย่างพวกเจ้า ตีขามันให้หักแล้วโยนมันสองแม่ลูกออกไปให้พ้นสายตาข้า!’
ภาพความโหดร้ายที่ร่างเดิมเคยกระทำในอดีตฉายชัดอยู่เบื้องหน้าของหญิงสาว ด้วยความที่ตนเป็นบุตรสาวขุนนางมีอำนาจเว่ยหว่านหนิงจึงลำพองใจกระทำกับคนอื่นไม่ต่างจากสัตว์เดรัจฉานย่ำยีชีวิตผู้คนจนทั่วทั้งเมืองต่างสาปแช่ง นางคือสตรีที่ถูกเรียกขานว่า 'สตรีสารเลว'
หญิงสาวยืนมองภาพตรงหน้าตัวแข็งทือทว่าฉับพลันความฝันก็พลิกผันเปลี่ยนเป็นภาพเหตุการณ์ที่เป็นจุดจบในนิยายหลังจากเจิ้นเป่ยอ๋องตาย เว่ยหว่านหนิงพบว่าแขนและขาของตนเองถูกจับมัดตรึงอยู่บนโต๊ะร่างกายไร้อำนาจจะต่อต้าน อาภรณ์ของนางเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดและฝุ่นเกรอะกรัง ผู้คนมากมายที่เคยถูกร่างเดิมทำร้ายปรากฏกายขึ้น ดวงตาหลายสิบคู่มองนางด้วยความเคียดแค้นคมมีดในมือพวกเขาส่องประกายเย็นยะเยือก
‘ข้าจะควักลูกตาของนางก่อน!’
‘เช่นนั้น ข้าจะตัดลิ้นของนาง!’
‘พวกข้าจะแล่เนื้อแล้วโยนให้สุนัขกิน!’
“ไม่ข้าไม่ใช่นาง ข้าไม่ใช่ อย่าทำอะไรข้า!”
เว่ยหว่านหนิงตะโกนออกมาสุดเสียงพยายามร้องขอชีวิตทว่าดูเหมือนกลุ่มคนเบื้องหน้าจะไม่ได้ยินเสียงของนาง ความเย็นจากคมมีดเฉือนแล่เนื้อลงลึกถึงกระดูก เสียงกรีดร้องแสนเจ็บปวดทรมานของหญิงสาวดังแหลมสูงสะท้อนลั่น โลหิตสีแดงสดไหลนองส่งกลิ่นคาวคละคลุ้งไปทั่วพร้อมกับเสียงหัวเราะเย้ยหยันของผู้คนที่บาดลึกยิ่งกว่ามีดเล่มใด
‘เว่ยหว่านหนิง! เจ้าต้องทรมานเช่นนี้ก็เพราะผลกรรมที่เจ้าก่อไว้กับพวกข้า!’
เฮือก!!
หญิงสาวสะดุ้งตื่นราวกับถูกกระชากขึ้นจากขุมนรก ดวงตาเบิกโพลง หอบหายใจถี่แรง กรอบหน้าสวยเปียกชื้นไปด้วยเม็ดเหงื่อ มือบางสั่นระริกยกขึ้นกอดอกตัวเองแน่นพยายามหันซ้ายขวามองไปรอบห้องเพื่อยืนยันว่านี่คือห้องนอนที่คุ้นเคยมิใช่ลานประหารในฝัน
“มันเป็นแค่ความฝันเท่านั้น นั่นไม่ใช่ข้า เรื่องแบบนั้นไม่มีทางเกิดขึ้น”
หญิงสาวพึมพำราวกับต้องการปลอบประโลมตนเองทว่าความกลัวกลับเกาะกุมหัวใจไม่ปล่อย ความเจ็บปวดที่ถูกทรมานและสายตาอาฆาตที่ต้องการชีวิตของนางยังคงวนเวียนในหัวไม่จางหาย
เว่ยหว่านหนิงซุกกายใต้ผ้าห่มหนาแต่ร่างกายยังสั่นสะท้าน ดวงตาเบิกโพลงมองเพดานอย่างไร้จุดหมาย ค่ำคืนนั้นต่อให้นางปิดเปลือกตาลงอีกกี่ครั้ง ภาพฝันร้ายก็ยังตามหลอกหลอน...จนรุ่งสางนางก็ไม่อาจข่มตาหลับลงได้อีกเลย
แสงอรุณแรกของเช้าวันใหม่สาดส่องลอดม่านบางเข้ามา อากาศหนาวเหน็บของฤดูเหมันต์ค่อย ๆ คลายลงบ่งบอกว่าความยาวนานแห่งฤดูหนาวกำลังจะสิ้นสุดลงเหนือเมืองเป่ยหลิง
เว่ยหว่านหนิงที่ไม่อาจข่มตาหลับได้ตลอดทั้งคืนก้าวออกจากห้องนอนด้วยดวงตาแดงก่ำแฝงความเหนื่อยล้า ร่างบางในอาภรณ์หนาสีอ่อนเดินช้า ๆ ไปตามโถงทางเดินเงียบสงัดด้านหลังมีลั่วชิงคอยติดตามไม่ห่าง
ทว่ายังไม่ทันไปได้ไกลนักร่างบางกลับหยุดชะงักก้าวเท้าค้างอยู่อย่างนั้น ดวงตาคู่สวยจับจ้องไปยังบ่าวรับใช้สี่ห้าคนที่กำลังยืนพูดคุยพลางกวาดหิมะออกจากลานกว้าง ทว่าเมื่อพวกเขาหันมาพบว่านายหญิงของจวนยืนมองอยู่ต่างก็ตกใจแล้วรีบแยกย้ายก้มหน้าก้มตากวาดหิมะอย่างขะมักเขม้น
“พะ..พวกเขา...”
เว่ยหว่านหนิงพึมพำกับตนเองแผ่วเบาในขณะที่มือของนางสั่นระริก นัยน์ตาคู่สวยสั่นไหวเมื่อเห็นกลุ่มคนเบื้องหน้า สาเหตุที่นางมีอาการเช่นนี้นั่นก็เพราะใบหน้าของบ่าวบางคนช่างคล้ายกับผู้ที่ปรากฏในฝันร้ายเมื่อคืน ผู้ที่รุมทรมานนางด้วยความโกรธแค้นและเกลียดชัง
“ลั่วชิงก่อนที่ข้าจะสูญเสียความทรงจำ ข้า...โหดร้ายกับพวกเขามากเลยหรือ?” เสียงของหญิงสาวแผ่วพร่าแฝงความหวาดกลัวขณะเอ่ยถาม
ดวงตาคู่สวยยังจับจ้องเหล่าคนรับใช้ที่ก้มหน้ากวาดหิมะ พลางนึกถึงสายตาของพวกเขาในความฝันที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังอย่างไม่อาจลบเลือน
ลั่วชิงที่ยืนอยู่ด้านหลังสองมือกำชายเสื้อแน่นดวงตาฉายแววลังเล นางไม่รู้ว่าควรตอบอย่างไรเพราะหากถามความรู้สึกนางแล้วพระชายาก่อนที่จะสูญเสียความจำนั้นเรียกได้ว่าเหี้ยมโหดเกินกว่าผู้ใดที่นางเคยพบ แม้ท่านอ๋องจะขึ้นชื่อว่าไร้เมตตาแต่ท่านอ๋องก็ไม่เคยทำร้ายผู้บริสุทธิ์ ทว่าหากเทียบกับพระชายาแล้วแค่นางรู้สึกไม่พอใจก็จะสั่งลงโทษอีกฝ่ายให้พบกับความทรมาน
บางคนร่างกายถึงกลับพิการไม่สามารถกลับมาเป็นปกติได้ด้วยซ้ำ...
หากข้าเอ่ยความจริงออกไปก็อาจสร้างความไม่พอใจ แต่หากปิดบังก็เท่ากับข้าโกหก
“เหตุใดจึงเงียบไปเล่า ลั่วชิง ข้ากำลังถามเจ้าอยู่นะ” เว่ยหว่านหนิงหันกลับมามองอีกฝ่าย น้ำเสียงแม้สงบแต่แฝงความกดดัน
หญิงรับใช้เม้มปากแน่นสายตาหลุบต่ำไม่กล้าสบ ทว่าสุดท้ายก็เลือกที่จะตอบความจริงออกไปโดยไม่คิดปิดบัง
“เพคะ สำหรับบ่าวแล้ว พระชายาก่อนที่จะสูญเสียความทรงจำเป็นสตรีที่โหดเหี้ยมมาก...มากเสียยิ่งกว่าท่านอ๋องเพคะ”
คำพูดนั้นบาดลึกยิ่งกว่าคมมีดเว่ยหว่านหนิงนิ่งงันไปชั่วครู่ ก่อนพยักหน้าเบา ๆ รับความจริงด้วยใบหน้าเรียบนิ่งทว่าในห้วงความคิดกลับปั่นป่วน
สายตานางทอดไปยังเหล่าคนรับใช้เบื้องหน้าอีกครั้ง ความรู้สึกหวาดกลัวว่าตนเองจะพบจุดจบเช่นเดียวกับนางร้ายในนิยายค่อย ๆ ก่อเกิดในใจ
ไม่! ข้าจะไม่ยอมให้ตนเองต้องมีจุดจบเช่นนั้น!
“ลั่วชิง เจ้าไปจดรายชื่อของบ่าวที่เคยถูกข้าทำร้ายอย่างไม่เป็นธรรมมา ข้าต้องการชดเชยให้พวกเขา”
หญิงสาวเอ่ยจบก็หมุนกายเดินต่อไปตามทางเดิน นางตั้งมั่นว่าหลังจากนี้จะเริ่มเปลี่ยนเส้นทางแห่งชะตากรรมไม่ยอมให้ตนเองต้องพบจุดจบเช่นเดียวกับในนิยาย อย่างน้อยตอนนี้การชดเชยให้คนที่ถูกเว่ยหว่านหนิงทำร้ายก็ถือว่าเป็นอีกหนทางรอดหนึ่งของนาง
ลั่วชิงที่ยืนอยู่ได้แต่มองตามหลังผู้เป็นนายด้วยความตกตะลึง ดวงตาสั่นระริก นางไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่งจะได้ยินคำเช่นนี้จากปากนายหญิงของตน
การสูญเสียความทรงจำทำให้นิสัยคนเปลี่ยนไปได้ถึงเพียงนี้เลยหรือ....
บทที่ 11แผนการหลบหนีบรรยากาศหน้าจวนอ๋องเจิ้นเป่ยยามเช้าตรู่คึกคักไปด้วยเสียงฝีเท้าและเสียงเกือกม้า รถม้าคันหนึ่งจอดรออยู่หน้าจวน ขนาบข้างด้วยเหล่าทหารกล้านับสิบนายที่ได้รับคำสั่งให้คุ้มกันพระชายาไปสวดภาวนาถือศีลที่วัดบนหุบเขาเพื่ออธิษฐานให้ท่านอ๋องและกองทัพในสนามรบปลอดภัยและมีชัยกลับมาหลิวอวิ๋นเหมยและเหล่าบ่าวไพร่ต่างมายืนส่งเสด็จที่หน้าประตูใหญ่ แววตาของหญิงชราที่ผ่านโลกมาค่อนชีวิตเต็มไปด้วยความกังวล“พระชายาจะไม่นำบ่าวติดตามไปเพิ่มจริงๆ หรือเพคะ มีเพียงลั่วชิงคนเดียว หม่อมฉันเกรงว่าพระนางจะทรงลำบาก” หลิวอวิ๋นเหมยเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นแฝงความกังวลเล็กน้อยเว่ยหว่านหนิงในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ดุจดอกบัวหิมะ ทอดสายตามองหญิงชราผู้เป็นตัวประกอบในนิยายที่ถูกกล่าวถึงเพียงหน้ากระดาษเดียว ในต้นฉบับหลิวอวิ๋นเหมยเป็นคนที่ภักดีต่อเซียวอวี้หานเป็นอย่างมาก น่าเสียดายที่นางถูกเว่ยหว่านหนิงสังหารเพียงเพราะต้องการแย่งอำนาจดูแลจวนอ๋องหลิวอวิ๋นเหมยผู้นี้...หากผูกมิตรไว้ย่อมดีกว่าเป็นศัตรู หญิงสาวคิดในใจก่อนจะเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงเรียบแต่แฝงความนุ่มนวล“ข้าต้องการเพียงความสงบเพื่อสวดภาวนา มิอยากให้ผู้ใดมา
บทที่ 10รายงานลับจากองครักษ์เงาท่ามกลางความมืดมิดของราตรี สายลมยามค่ำคืนพัดผ่านค่ายทหารที่ตั้งตระหง่านอยู่บนทุ่งหญ้ากว้างพาเอากลิ่นควันไฟจากกองฟืนลอยคลุ้งไปทั่วบริเวณ เต็นท์ผ้าใบสีเข้มเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ ทหารยามถือหอกยืนประจำการ ดวงตาแข็งกร้าวจับจ้องทุกความเคลื่อนไหวภายนอกค่ายอย่างไม่คลาดสายตาภายในกระโจมบัญชาการสว่างไสวด้วยแสงเทียนวูบไหว เซียวอวี้หานสวมชุดเกราะสีดำสนิทยืนอยู่หน้าโต๊ะสายตาจดจ้องไปยังแผนที่หนังแกะที่กางแผ่หราอยู่เบื้องหน้า“พวกชนเผ่าเคลื่อนไหวรวดเร็วราวกับล่วงรู้แผนการศึกของพวกเราล่วงหน้า” หม่าเฉิงกงหรือแม่ทัพหม่าเอ่ยพลางขมวดคิ้วหนา นิ้วหยาบกร้านชี้ไปยังจุดยุทธศาสตร์ที่ถูกทำเครื่องหมายไว้ “เมื่อหลายวันก่อนกระหม่อมส่งทหารออกไปสอดแนมศัตรูแต่ก็ถูกพวกมันซุ้มโจมตีที่นี่พ่ะย่ะค่ะ”หลี่จื่อฉีกุนซือหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างกายอ๋องเจิ้นเป่ยขยับพัดในมือเบาๆ เขามองแผนที่พลางเอ่ยเสริมด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลทว่าหนักแน่น “พวกชนเผ่าอยู่ใกล้ค่ายทหารเรากว่าที่คิดแต่พวกมันกลับไม่บุกเข้ามาทำเพียงลอบซุ้มโจมตีเท่านั้น กระหม่อมคิดว่าตอนนี้พวกมันอาจมีกำลังพลน้อยกว่าพวกเรา คาดว่าคงรอกำลังเสริมเพ
บทที่ 9ภาพลักษณ์ของพระชายาที่เปลี่ยนไปภายในจวนอ๋องเจิ้นเป่ยยามเช้า กลิ่นหอมกรุ่นของสมุนไพรนับสิบชนิดอบอวลไปตามระเบียงทางเดิน บ่าวรับใช้และทหารยามต่างได้รับขวดกระเบื้องเคลือบสีขาวสะอาดตาด้านในบรรจุยาบำรุงที่ทำมาจากสมุนไพรชั้นดี ทว่าแทนที่ทุกคนจะยินดีที่ได้รับยาบำรุงล้ำค่า แต่พวกเขากลับแสดงออกถึงความกังวลและหวาดกลัวต้นเหตุนั่นก็เพราะยาบำรุงที่ถูกแจกจ่ายในวันนี้ ล้วนออกมาจากฝีมือของพระชายา“นี่จะเป็นยาบำรุงจริงหรือ คงไม่ใช่ยาพิษหรอกใช่ไหม” หญิงรับใช้คนหนึ่งหันไปกระซิบกับสหายที่ยืนอยู่ข้างกายเสียงเบาพระชายาในความทรงจำของพวกเขาเปรียบเสมือนปีศาจร้าย ต่อให้ตอนนี้พระชายาจะสูญเสียความทรงจำและไม่ได้ทุบหรือด่าทอพวกเขาเช่นในอดีต แต่ความหวาดกลัวที่ฝังลึกอยู่ในจิตใจของพวกเขาก็ยากที่จะลบเลือนได้ หลายคนมองขวดยาในมือด้วยสายตาระแวง บางคนถึงกับแอบกระซิบเสียงเบา“ลั่วชิงบอกว่ายาบำรุงนี้ต้องดื่มภายในสามวัน หากทิ้งไว้นานกว่านี้สรรพคุณของยาจะอ่อนลง”“ข้าไม่กล้าดื่มยานี้ลงไปหรอก กลัวว่าจะเป็นยาพิษ”“แต่นี่เป็นยาที่พระชายาประทานมาให้ หากพวกเราไม่ดื่มจะกลายเป็นขัดคำสั่งหรือไม่”ความลังเลปกคลุมไปทั่วจวนสุดท
บทที่ 8ความหมายที่แท้จริงของระบบเทพโอสถภายในห้องบรรทมที่เงียบงัน มีเพียงเสียงพลิกหน้ากระดาษดังแผ่วเบาและเสียงลมหายใจหนัก ๆ ของเว่ยหว่านหนิง ตลอดหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมานางจมอยู่ในกองตำรามากมายที่ขนออกมาจากมิติ ตำราหลายสิบเล่มถูกตั้งราวกับภูเขาเตี้ย ๆ บางเล่มวางระเกะระกะบนพื้น โต๊ะ เตียง ไม่มีที่ว่างแม้แต่คืบเดียว กระดาษหลายแผ่นถูกคั่นด้วยด้ายสีแดง บางเล่มเปิดค้างไว้ บางเล่มถูกโยนทิ้งเพราะไม่พบสิ่งที่ตามหา แต่ไม่ว่าจะค้นเท่าไรหญิงสาวก็ยังไม่พบแม้แต่ร่องรอยของพิษหยกดำเว่ยหว่านหนิงถอนหายใจหนักจนไหล่ตกมือเรียวเอื้อมหยิบตำราเล่มถัดไปมาเปิดอีกครั้ง ใบหน้าที่เคยงดงามของหญิงสาวยามนี้ซีดขาวและดูอิดโรย เส้นผมดำขลับยุ่งเหยิงเล็กน้อย ขอบตาดำคล้ำจางๆ บ่งบอกถึงการตรากตรำอดนอนอ่านตำรามาตลอดหลายวันหน้าต่างระบบลอยนิ่งอยู่บนอากาศด้านในมีลูกหมาตัวน้อยนอนยืดพุง ขาของมันก่ายกันอย่างสบายอารมณ์แถมยังเคี้ยวขนมที่ไม่รู้ไปเอามาจากไหนราวกับกำลังชมละครชีวิตมนุษย์ต่ำต้อย หลังจากเฝ้าดูเว่ยหว่านหนิงก้ม ๆ เงย ๆ อยู่หลายชั่วยาม ลูกหมาก็เริ่มพึมพำเสียงดังราวกับตั้งใจจะให้ได้ยินหญิงสาวที่อยู่เบื้องหน้าได้ยิน[เฮ้อ…ดูท
บทที่ 7หนทางรอดจากการตายของนางร้ายภายในจวนอ๋องเจิ้นเป่ยบริเวณริมสระบัวเงียบสงบจนได้ยินเพียงเสียงลมพัดต้องผืนน้ำ ศาลาไม้ทรงแปดเหลี่ยมตั้งอยู่กลางสระให้บรรยากาศอบอุ่นภายใต้ความเงียบสงบเว่ยหว่านหนิงนั่งอยู่ภายในศาลา ลมอ่อนพัดปลายผมนุ่มสลวยให้ไหวโอน เบื้องหน้าของนางมีลูกหมามอลทีสขนฟูที่ลอยตัวอยู่ภายในหน้าต่างระบบสีฟ้าโปร่งแสง[สรุปเจ้ากำลังบอกว่าที่นี่คือโลกนิยาย ส่วนตัวเจ้าได้มาเข้าร่างของสตรีสารเลวมีบทบาทเป็นนางร้ายที่จะตายในอีกไม่กี่เดือน]น้ำเสียงของลูกหมาคราวนี้ไม่มีทีท่าล้อเล่นแม้แต่น้อยหลังฟังเรื่องราวทุกอย่างจากปากของเว่ยหว่านหนิง มันถอนหายใจยาวสั่นสะเทือนทั้งตัวราวกับโลกทั้งใบถาโถมอยู่บนบ่าของมันหว่านหนิงพยักหน้าอย่างจนใจ ก่อนจะเอ่ยเบา ๆ“ว่าแต่ท่านเป็นเทพมิใช่หรือ พอจะมีวิธีให้ข้ากลับไปโลกปัจจุบันได้หรือไม่?”ลูกหมาเบิกตาโตก่อนสะบัดหางอย่างแรงราวกับกำลังฟาดปัญหาออกไป[ข้าเป็นเทพโอสถไม่ใช่เทพควบคุมโชคชะตามนุษย์ เรื่องนั้นข้าไม่อาจช่วยเจ้าได้ อีกทั้งจากที่เจ้าบอกร่างของเจ้าในโลกเดิมคงตายไปแล้ว หากเจ้ากลับไปก็มีเพียงจะกลายเป็นวิญญาณเร่ร่อนเท่านั้น]หว่านหนิงนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจ
บทที่ 6ระบบเทพโอสถ“สมุนไพรพวกนี้มันล้ำค่าและหายากมากเลยไม่ใช่หรือ...”หญิงสาวพึมพำกับตนเองมองสมุนไพรที่อยู่ในสวนตาเป็นประกาย ก่อนร่างบางจะก้าวเข้าไปในกระท่อมกลิ่นหอมของสมุนไพรพลันลอยโชยเข้ามากระทบจมูก หว่านหนิงเริ่มเดินสำรวจภายในกระท่อมพบโอสถถูกจัดเรียงเป็นระเบียบเต็มตู้ไม้และยังมีตำราแพทย์นับร้อยเล่มวางเรียงรายบนชั้นหนังสือ กลิ่นกระดาษเก่าผสมกลิ่นสมุนไพรทำให้หัวใจสั่นสะท้าน“นี่มันคลังสมบัติชัด ๆ”ทว่าในขณะที่หญิงสาวกำลังดีใจกับมรดกที่ได้รับจากมารดา เบื้องหน้าของนางกลับปรากฏหน้าต่างสีฟ้าโปร่งแสงขึ้นติ้ง![ระบบเทพโอสถกำลังเชื่อมต่อ….][ระบบเทพโอสถกำลังยืนยันตัวตนผู้สืบทอด….][ผู้สืบทอดไป๋หว่านหนิงเชื่อมต่อสำเร็จแล้ว]“ฮะ? ระบบเทพโอสถคืออะไร?”หญิงสาวกะพริบตาปริบ ๆ มองหน้าต่างโปร่งแสงเบื้องหน้าที่ไม่รู้ว่าโผล่มาจากไหนอย่างงุนงง ก่อนตัวอักษรทั้งหมดจะบิดเบี้ยวเปลี่ยนรูปร่างกลายเป็นลูกหมามอลทีสขนปุยสีขาวโพลนตัวหนึ่งที่ยืนเชิดหน้าภูมิใจบนหน้าต่างระบบนั้น[ในที่สุดเจ้าก็เชื่อมต่อกับข้าเสียที เจ้ามนุษย์ต่ำต้อย]หว่านหนิงถึงกับชะงักงัน “เจ้าคือระบบเทพโอสถ?”[แน่นอน ข้าคือเทพโอสถผู้สูงส่งที







