LOGINบทที่ 6
ระบบเทพโอสถ
“สมุนไพรพวกนี้มันล้ำค่าและหายากมากเลยไม่ใช่หรือ...”
หญิงสาวพึมพำกับตนเองมองสมุนไพรที่อยู่ในสวนตาเป็นประกาย ก่อนร่างบางจะก้าวเข้าไปในกระท่อมกลิ่นหอมของสมุนไพรพลันลอยโชยเข้ามากระทบจมูก หว่านหนิงเริ่มเดินสำรวจภายในกระท่อมพบโอสถถูกจัดเรียงเป็นระเบียบเต็มตู้ไม้และยังมีตำราแพทย์นับร้อยเล่มวางเรียงรายบนชั้นหนังสือ กลิ่นกระดาษเก่าผสมกลิ่นสมุนไพรทำให้หัวใจสั่นสะท้าน
“นี่มันคลังสมบัติชัด ๆ”
ทว่าในขณะที่หญิงสาวกำลังดีใจกับมรดกที่ได้รับจากมารดา เบื้องหน้าของนางกลับปรากฏหน้าต่างสีฟ้าโปร่งแสงขึ้น
ติ้ง!
[ระบบเทพโอสถกำลังเชื่อมต่อ….]
[ระบบเทพโอสถกำลังยืนยันตัวตนผู้สืบทอด….]
[ผู้สืบทอดไป๋หว่านหนิงเชื่อมต่อสำเร็จแล้ว]
“ฮะ? ระบบเทพโอสถคืออะไร?”
หญิงสาวกะพริบตาปริบ ๆ มองหน้าต่างโปร่งแสงเบื้องหน้าที่ไม่รู้ว่าโผล่มาจากไหนอย่างงุนงง ก่อนตัวอักษรทั้งหมดจะบิดเบี้ยวเปลี่ยนรูปร่างกลายเป็นลูกหมามอลทีสขนปุยสีขาวโพลนตัวหนึ่งที่ยืนเชิดหน้าภูมิใจบนหน้าต่างระบบนั้น
[ในที่สุดเจ้าก็เชื่อมต่อกับข้าเสียที เจ้ามนุษย์ต่ำต้อย]
หว่านหนิงถึงกับชะงักงัน “เจ้าคือระบบเทพโอสถ?”
[แน่นอน ข้าคือเทพโอสถผู้สูงส่งที่เมตตายอมลดตัวทำสัญญากับตระกูลไป๋ของเจ้ามาหลายร้อยปี ระบบเทพโอสถและมิติสมุนไพรแห่งนี้เป็นข้าที่สร้างขึ้นมาให้ตระกูลของเจ้า]
หญิงสาวกะพริบตาปริบ ๆ มองมันจากหัวจรดหาง แล้วหลุดถามออกมาตามสัญชาตญาณ
“แล้วเหตุใดเทพโอสถที่สูงส่งถึงมีรูปลักษณ์เป็นลูกหมามอลทีสเช่นนี้เล่า?”
ลูกหมาหน้าฟูหันขวับจ้องนางอย่างไม่สบอารมณ์เพราะถูกลบหลู่เกียรติ ก่อนสะบัดขนตัวเองให้พองกว่าเดิม
[เจ้าจะไปรู้อะไร! หากข้าเผยตัวตนที่แท้จริงออกมาเจ้าอาจหลงใหลจนมิอาจถอนตัวได้! เป็นเพราะเห็นแก่เจ้านั่นแหละ ข้าจึงเลือกปรากฏกายเป็นสัตว์ที่เจ้าชื่นชอบที่สุด!]
หว่านหนิงทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก ยกมือขึ้นลูบหลังคอแก้เก้อ
“เอ่อ...เช่นนั้นท่านเทพผู้สูงส่งมาปรากฏกายอยู่ตรงหน้าของข้าทำไมหรือ?”
ลูกหมาขนปุยยืดอกเล็ก ๆ อย่างโอหัง ราวกับบัดนี้คือเวลาที่ผู้สูงส่งต้องประกาศหน้าที่อันยิ่งใหญ่ของตัวเอง
[เพื่อช่วยเหลือมนุษย์ต่ำต้อยอย่างเจ้าอย่างไรเล่า ข้ามีความสามารถทั้งการใช้สมุนไพรปรุงโอสถรักษาอาการสาหัสและยังสามารถสร้างพิษร้ายแรงได้เพียงปลายเข็ม แม้ข้าจะไม่สามารถปรุงยาให้เจ้าได้แต่ข้าสามารถให้คำแนะนำเกี่ยวกับการทำโอสถหรือพิษได้เมื่อเจ้าต้องการ แต่มีข้อแม้ว่าต้องไม่ผิดต่อข้อตกลงที่ข้าทำไว้กับบรรพบุรุษของเจ้า]
[จริงสิตามขั้นตอนข้าจะต้องมอบจดหมายสั่งเสียของบรรพบุรุษคนแรกที่ทำข้อตกลงกับข้าให้เจ้าก่อนสินะ]
ติ้ง!
คุณต้องการเปิดจดหมายสั่งเสียหรือไม่?
[ใช่] [ไม่]
เว่ยหว่านหนิงมองหน้าต่างระบบตรงหน้าก่อนที่นิ้วเรียวจะกดคำสั่ง ‘ใช่’ ทันใดนั้นจดหมายฉบับหนึ่งก็ลอยปรากฏขึ้นกลางอากาศ หว่านหนิงยื่นมือไปรับและค่อย ๆ เปิดมัน ตัวอักษรที่เขียนด้วยหมึกจางเขียนถึงความเป็นมาของกำไลและระบบเทพโอสถที่สืบทอดต่อกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ
และสุดท้ายกล่าวถึงคำสอนของบรรพบุรุษที่ฝากไว้ให้ผู้สืบทอด...
ความสามารถนี้มิได้มีไว้เพื่อโอ้อวดความวิเศษ จงเก็บความลับนี้ไว้กับตัวอย่าได้แพร่งพรายออกไป สมุนไพรมีไว้เพื่อรักษาผู้คนแต่หากใช้ในทางที่ผิดก็สามารถทำลายชีวิตผู้คนได้เช่นกัน
จงอย่าได้ใช้ความสามารถนี้ในทางที่ผิดให้บรรพบุรุษต้องอับอายแต่ก็ไม่ควรมีคุณธรรมจนถูกเอาเปรียบและถูกหลอกใช้
ผู้สืบทอดจงจำคำข้าให้ขึ้นใจ เจ้าอย่าได้คิดพึ่งพาท่านเทพโอสถจนตัวเองเกียจคร้าน ท่านเทพจะไม่มีวันยื่นมือมาช่วยหากเจ้าเป็นคนโง่งมไร้ความรู้
สุดท้ายหากถูกรังแกจงโยนความผิดชอบชั่วดีที่ข้าเขียนไว้ข้างต้นทิ้งไปให้หมด
จงนำสมุนพิษในมิติปรุงเป็นยาพิษแล้วใช้สังหารพวกมันให้สิ้น
จงแก้แค้นพวกมันให้สาสม อย่าทำให้บรรพบุรุษต้องขายหน้า!
เว่ยหว่านหนิงยืนอ่านจดหมายด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย เคยได้ยินจากมารดาว่าบรรพบุรุษของนางล้วนเป็นหมอมากฝีมือแต่ทว่าส่วนใหญ่มีนิสัยแข็งกร้าวไม่ยอมคนและศัตรูที่มาหาเรื่องมักจะตายอย่างปริศนา
ดูท่าแล้วทุกคนคงทำตามคำสอนของบรรพบุรุษอย่างเคร่งครัดเลยสินะ...
ให้ตายสิ...ไม่ใช่ว่าหมอต้องมีจิตใจเมตตาหรอกหรือ?
ลูกหมาตัวเล็กที่ลอยอยู่กลางอากาศในหน้าต่างของระบบเชิดคอสูงขึ้นอีกเล็กน้อยก่อนจะแผดเสียงเล็ก ๆ อย่างภาคภูมิใจ แถมยังสะบัดขนฟูให้เป็นระเบียบหางสั้นกระดิกเร็ว ๆ อย่างอวดดี
[ผู้สืบทอดทุกคนที่ข้าเคยพบ ล้วนทะนงตนและปฏิบัติตามคำสั่งเสียได้อย่างยอดเยี่ยม]
เสียงของลูกหมากลับแผ่วลงนิดหน่อยในฉับพลัน ขณะอุ้งเท้าหน้าเขี่ยอากาศไปมาอย่างไม่สบอารมณ์
[นอกจาก…มารดาของเจ้านางจิตใจดีเกินไป มักถูกพวกมนุษย์ต่ำต้อยคนอื่นเอาเปรียบ]
หว่านหนิงเงยหน้าจ้องหน้าต่างระบบ “เจ้ารู้จักแม่ของข้าด้วยหรือ?”
[ย่อมรู้จัก! ข้าดูแลตระกูลของเจ้ามาตั้งแต่รุ่นแรก ข้าบอกให้นางเอาคืนสักครั้ง แต่นางกลับหัวเราะแล้วปล่อยผ่าน เหลวไหลสิ้นดี!]
เมื่อคิดถึงเรื่องราวในอดีตที่สหายของตนถูกเอาเปรียบหางของมันตวัดฟาดไปมาแสดงความหงุดหงิด
เว่ยหว่านหนิงที่ได้ฟังเรื่องราวของมารดาที่ล่วงลับไปก็คลี่ยิ้มเศร้าออกมา นางหวนนึกถึงความทรงจำในอดีตก่อนที่จะสูญเสียมารดาไป มารดาของนางเป็นหมอที่จิตใจดีมีเมตตาชอบช่วยเหลือผู้อื่นเพราะแบบนั้นเลยมักถูกผู้ป่วยเอาเปรียบไม่จ่ายค่ารักษาพยาบาล
ทว่าในขณะที่เว่ยหว่านหนิงยังตกอยู่ในภวังค์ หน้าต่างระบบก็เริ่มลอยวนรอบร่างหญิงสาวราวกับสแกนอย่างละเอียด ลูกหมาเอียงหัวจ้องไปที่ชุดแบบโบราณที่เว่ยหว่านหนิงสวมใส่ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ดวงตากลมโตของมันเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม
[แล้วนี่เจ้าทำไมถึงแต่งกายย้อนยุคไปหลายร้อยปีเช่นนี้? หรือมนุษย์ต่ำต้อยสมัยนี้นิยมแต่งกายโบราณกันแล้ว?]
“เอ่อ…คือว่า…เรื่องนี้มันมีเหตุผลอยู่” นางยิ้มแห้งพลางเกาจมูก “ความจริงข้าตายมาแล้วครั้งหนึ่ง ตอนนี้ข้าได้มาเกิดใหม่อยู่ในร่างของนางร้ายในนิยายจีนโบราณที่ข้าเคยอ่าน และพวกเรากำลังอยู่ในโลกนิยาย”
ลูกหมาอึ้งทื่อตัวแข็งเหมือนรูปปั้น อุ้งเท้าหน้าค่อย ๆ ชูขึ้นชี้ใส่เว่ยหว่านหนิงอย่างลืมตัว
[หาาา! โลกนิยาย! เจ้าอย่ามาหลอกข้านะมนุษย์!!]
ตอนพิเศษ เมื่อพยัคฆ์ต้องยกน้ำชาให้สุนัข?ภายในห้องนอนอันหรูหราที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของกำยานสมุนไพร เซียวอวี้หานนั่งขมวดคิ้วจ้องมองถ้วยน้ำชาในมือสลับกับมองที่ว่างกลางอากาศเบื้องหน้าตนเองด้วยแววตาสับสน“หว่านหนิง เจ้าแน่ใจนะว่าต้องทำถึงเพียงนี้?” ท่านอ๋องผู้ปลิดชีพศัตรูนับพันในสนามรบ เอ่ยถามภรรยาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความไม่มั่นใจเป็นครั้งแรกในชีวิตเว่ยหว่านหนิงพยักหน้ายืนยันอย่างหนักแน่น นางพยายามกลั้นยิ้มจนแก้มตุ่ย “เพคะท่านอ๋อง ท่านเทพผู้คุ้มครองหม่อมฉันเขาช่วยเราไว้มาก หากไม่มีเขา หม่อมฉันคงปรุงยารักษาท่านไม่สำเร็จแน่ ท่านเพียงแค่ยกถ้วยขึ้นแล้วกล่าวคำขอบคุณเบา ๆ ก็พอเพคะ”ในหน้าต่างระบบยามนี้เจ้ามอลทีสขนฟูกำลังสวมหมวกขุนนางใบเล็ก นั่งไขว่ห้างลอยตัวอยู่บนอากาศด้วยท่าทางพองขนอย่างภาคภูมิใจ[หึ ๆ ดูท่าทางเจ้ามนุษย์ตัวโตนี่สิ! ยามอยู่ข้างนอกทำวางอำนาจ พอกลับมาหาเมียก็กลายเป็นลูกแมวเชื่อง ๆ เสียได้ เอ้า! รีบยกน้ำชามาขารวะข้าเสียดีๆ]เซียวอวี้หานถอนหายใจยาว แม้เขาจะมองไม่เห็นตัวตนของท่านเทพที่นางว่า แต่เขาก็ยอมทำตามใจนางทุกอย่าง เขาประคองถ้วยชาด้วยสองมืออย่างสง่างามและนอบน้อม
บทที่ 27เจ้ารักข้าหรือไม่ ENDภายในมิติสมุนไพรเว่ยหว่านหนิงกำลังจดจ่ออยู่เบื้องหน้าเตาต้มยาโบราณ แสงไฟจากฟืนไม้จันทน์ทอแสงวูบไหวสะท้อนในดวงตาคู่สวยที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น มือบางค่อย ๆ บรรจงวางหญ้าน้ำค้างสวรรค์ที่มีเกล็ดน้ำแข็งใสระยิบระยับลงในหม้อดินเผาทันทีที่สมุนไพรนั้นสัมผัสกับน้ำเดือดพล่าน กลิ่นหอมสะอาดสดชื่นที่ช่วยให้จิตใจปลอดโปร่งก็ขจรขจายไปทั่วบริเวณ กลบกลิ่นขมปร่าของสมุนไพรชนิดอื่นจนสิ้น ทิ้งไว้เพียงไอยาที่ให้ความรู้สึกเย็นสบายอย่างน่าประหลาด[นั่นแหละมนุษย์ต่ำต้อย! ค่อยๆ เร่งไฟขึ้นอีกนิด]เจ้าหมามอลทีสขนฟูในหน้าต่างระบบตะโกนสั่งการ พลางทำท่าเดินตรวจตรากลางอากาศด้วยท่าทางกระตือรือร้นเกินเหตุ“ข้ารู้แล้วน่ะ เจ้าเลิกกระโดดไปมาเสียที ข้าเสียสมาธิหมด” หว่านหนิงปาดเหงื่อที่ผุดพรายบนหน้าผากเนียน ขณะที่ใช้ทัพพีไม้เคี่ยวยาด้วยจังหวะที่สม่ำเสมอ[หึ ๆ เจ้ากลัวเสียสมาธิ หรือกลัวว่ายาจะไม่ได้ผลจนช่วยสามีสุดที่รักของเจ้าไม่ทันกันแน่?]เจ้าลูกหมาตัวแสบแสยะยิ้มกวนประสาท แววตาเจ้าเล่ห์จ้องมองปฏิกิริยาของนาง[ข้าล่ะไม่อยากจะเชื่อสายตาจริง ๆ ตอนแรกยังทำท่าจะฆ่าจะแกงกันอยู่เลย ไฉนยามนี้ถึงได้
บทที่ 26หมดสิ้นบุญคุณภายในห้องลับชั้นบนสุดของโรงน้ำชาที่ตั้งอยู่ตรงหัวมุมถนนอันเงียบเหงา กลิ่นควันธูปไม้จันทน์หอมฟุ้งกระจายไปทั่วห้อง เผยอวี้เฉิงนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้แกะสลัก ใบหน้าที่เคยประดับด้วยรอยยิ้มประจบประแจง บัดนี้กลับบิดเบี้ยวด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยานและความละโมบเขากำลังกางแผนผังของลานพิธีรับชัยที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า โดยมีลูกน้องคนสนิทสองคนนั่งร่วมวางแผนด้วยท่าทีเคร่งขรึม“ครั้งที่แล้วมือสังหารทำงานพลาดปล่อยให้มันรอดกลับมาได้!” เผยอวี้เฉิงตบโต๊ะเสียงดังปังจนถ้วยน้ำชาสั่นสะเทือน “แต่คราวนี้ข้าจะไม่ยอมให้เกิดคำว่าผิดพลาดเป็นอันขาด”“แต่ท่านแม่ทัพขอรับ ยามนี้เจิ้นเป่ยอ๋องดูเหมือนจะระแวดระวังตัวมากขึ้น ทหารองครักษ์ก็เฝ้าอยู่รอบตัวแน่นหนา การเข้าถึงตัวคงมิใช่เรื่องง่ายเลย” ลูกน้องคนสนิทเอ่ยท้วงด้วยน้ำเสียงกังวลเผยอวี้เฉิงยกยิ้มเย็นชาแววตาฉายแววเจ้าเล่ห์ “ใครบอกว่าข้าจะส่งคนไปฟันดาบใส่มันตรง ๆ ในงานพิธีรับชัย ทหารและชาวเมืองเป่ยหลิงนับหมื่นจะมารวมตัวกัน ความวุ่นวายคืออาวุธที่ดีที่สุด”เขาใช้นิ้วชี้ไปที่จุดหนึ่งในแผนผังซึ่งเป็นปะรำพิธีสูงชันที่เซียวอวี้
บทที่ 25ข้าจะปกป้องเจ้าเองท่ามกลางตลาดที่เคยพลุกพล่านด้วยการจับจ่ายบัดนี้กลับคละคลุมไปด้วยบรรยากาศอันอึมครึม หัวข้อสนทนาที่ถูกส่งต่อกันตามร้านน้ำชาและหัวมุมถนนมิใช่เรื่องพืชพรรณธัญญาหารอีกต่อไป ทว่ากลับเป็นเรื่องอื้อฉาวของสตรีสูงศักดิ์ที่กล้าเหยียบย่ำกฎเหล็กของแผ่นดิน“เจ้าได้ยินหรือไม่? ที่แท้ข่าวที่ว่าพระชายาแอบติดตามท่านอ๋องไปในสนามรบนั้นเป็นเรื่องจริง!” สตรีวัยกลางคนนางหนึ่งขยับตะกร้าผักในมือพลางลดเสียงต่ำแต่แฝงความตื่นตระหนก “นางเป็นสตรี แต่กลับกล้าเข้าไปปะปนในค่ายทหารที่มีแต่บุรุษ ช่างไร้ยางอายเสียจริง!”ชายชราผู้หนึ่งที่กำลังนั่งจิบน้ำชาแค่นหัวเราะพลางส่ายหน้า “กฎอัยการศึกมีไว้เพื่อปกป้องบ้านเมือง ห้ามสตรีเข้าใกล้กองทัพมาแต่โบราณกาล แต่นางกลับใช้ความเป็นพระชายาข้ามหัวเหล่านายกอง นี่มิใช่เป็นการดูหมิ่นเกียรติภูมิของเหล่านักรบหรอกหรือ?”“ข้ามิได้ห่วงเรื่องกฎเพียงอย่างเดียวหรอกท่านลุง” ชายหนุ่มอีกคนแทรกขึ้นด้วยแววตาวิตกกังวล “โบราณว่าไว้สตรีคือหยินที่อ่อนช้อย หากเข้าไปปะปนในสถานที่ที่มีไอหยางคุกรุ่นอย่างค่ายทหาร ย่อมทำลายโชคลาภและวาสนาของกองทัพ ข้าล่ะเกรงนักว่าศึกครั้งหน้า ทหารข
บทที่ 24ยกน้ำชาเวลาผ่านไปเกือบสามวันแล้วนับตั้งแต่ที่เซียวอวี้หานไปรับเว่ยหว่านหนิงกลับมาจากอาราม ทว่าแม้ร่างกายจะยังไม่หายดีจากแผลถูกธนูยิงหัวไหล่หญิงสาวก็ไม่ได้ใช้เวลาไปกับการนอนนิ่งเฉยแต่อย่างใด ยามนี้ภายในห้องนอนส่วนตัวของนางที่เคยเป็นระเบียบกลับเต็มไปด้วยกองตำราหนังสือนับร้อยเล่มที่ถูกนำออกมาจากมิติสมุนไพรกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของกระดาษเก่าลอยวนอยู่รอบตัวหญิงสาวที่ยามนี้สวมเพียงอาภรณ์ลำลองสีขาวสะอาดตา นางกำลังตั้งอกตั้งใจพลิกตำราที่บรรพบุรุษเป็นผู้เขียน ซึ่งด้านในเต็มไปรายละเอียดเกี่ยวกับยาพิษโลหิตคลั่ง“พิษโลหิตคลั่ง...เกิดจากการหลอมรวมของพิษเย็นสุดขั้วและพิษร้อนรุนแรง” นางพึมพำขณะใช้นิ้วเรียวไล่ไปตามตัวอักษร “หากใช้ยาฤทธิ์เย็นแก้ พิษร้อนจะปะทุ แต่หากใช้ยาฤทธิ์ร้อนสู้พิษเย็นจะทำลายเส้นเอ็นและกระดูกจนแหลกทันที”[มนุษย์ต่ำต้อย เจ้าอ่านมันมาสามวันสามคืนแล้วยังไม่เข้าใจอีกหรือ]เจ้ามอลทีสในหน้าต่างระบบโผล่หน้าออกมาหาวหวอด พลางมองดูสภาพห้องที่เละเทะเต็มไปด้วยตำราเกี่ยวกับพิษโลหิตคลั่ง ถึงแม้พิษนี้จะหายสาบสูญไปนานแล้วแต่คนตระกูลไป๋ทุกรุ่นจะหมกมุ่นกับมันจนทิ้งบันทึกไว้มากมายนั่นทำให้เว่ยห
บทที่ 23เผยอวี้เฉิงข่าวเรื่องตัวตนที่แท้จริงของท่านหมอเว่ยว่าคือพระชายาปลอมตัวเป็นบุรุษแพร่สะพัดไปทั่วกองทัพรวดเร็วดั่งไฟลามทุ่ง เหล่าทหารกล้าที่เคยร่วมกินนอนและได้รับการรักษาจากนางต่างพากันตกตะลึงจนพูดยังแทบไม่ออก พวกเขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่าท่านหมอเว่ยจิตใจดีและเก่งกาจ จะเป็นคนเดียวกับพระชายาผู้มีชื่อเสียงโด่งดังเรื่องความร้ายกาจและโหดเหี้ยมทว่าภาพที่เห็นจนชินตาตลอดสี่วันที่หยุดพักรักษาตัวกลางป่า คือการที่เจิ้นเป่ยอ๋องผู้สูงศักดิ์แวะเวียนเข้าออกกระโจมของท่านหมอเว่ยแทบทุกชั่วยาม บางครั้งเขาก็ถือถ้วยยาเข้าไปเอง หรือบางครั้งก็นั่งเฝ้าจนดึกดื่น ภาพเหล่านั้นเป็นหลักฐานชั้นดีที่ทำให้ทหารทั้งกองทัพต้องจำใจยอมรับความจริงผ่านไปไม่นาน ข่าวที่ว่านิสัยของพระชายาเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคนเพราะสูญเสียความทรงจำก็ถูกเล่าลือไปทั่วอีกครั้ง ครานี้ความเคลือบแคลงสงสัยที่มีก็มลายหายไป ทหารทุกคนเริ่มเข้าใจในทันทีว่าเหตุใดสตรีที่เคยร้ายกาจถึงกลับกลายเป็นหมอผู้มีจิตใจเมตตาและกล้าหาญถึงขั้นเอาตัวรับธนูแทนท่านอ๋องได้และเมื่อถึงกำหนดวันเริ่มเคลื่อนทัพเดินทางกลับเมืองเป่ยหลิง สิ่งที่ทำให้ทุกคนต้องตกตะลึงจนแทบ
บทที่ 1สวมร่างนางร้ายเว่ยหว่านหนิงแสงแดดยามเช้าส่องลอดผ่านหน้าต่างไม้เล็ก ๆ เข้ามาภายในห้องเผยให้เห็นผ้าม่านปักลายงดงามที่ไหวระริกตามสายลมอ่อน กลิ่นสมุนไพรจาง ๆ คลุ้งอยู่ในอากาศให้ความรู้สึกแปลกประหลาดและไม่คุ้นเคยหว่านหนิงลืมตาขึ้นช้า ๆ สายตาที่พร่ามัวเริ่มปรับชัด หญิงสาวพบว่าตนเองนอนอยู่บนเตีย
บทนำบนยอดเขาสูงที่เงียบสงัดห่างไกลจากผู้คนและเสียงรบกวนของเมืองใหญ่ มีคฤหาสน์หลังหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางสายหมอกยามค่ำ ตัวบ้านออกแบบอย่างหรูหราโครงสร้างมั่นคงสมัยใหม่มีระบบรักษาความปลอดภัยแน่นหนาไม่ว่าผู้ใดก็ยากจะลักลอบเข้ามาได้ภายในห้องนั่งเล่นกว้างใหญ่ประดับด้วยเฟอร์นิเจอร์ทันสมัยหรูหรา เส
บทที่ 5กำไลมิติสมุนไพรเวลาล่วงเลยผ่านไปสามวันลั่วชิงที่ทำตามคำสั่งสำเร็จได้นำสมุดเล่มหนามาวางลงตรงหน้าผู้เป็นนายหญิงของตน ด้านในเต็มไปด้วยรายชื่อของบ่าวรับใช้และทหารในจวน รวมทั้งคำบรรยายเรื่องราวบทลงโทษอันโหดร้ายที่พวกเขาได้รับความไม่เป็นธรรมอย่างละเอียดเว่ยหว่านหนิงนั่งอ่านเนื้อหาด้านในอย่างตั้
บทที่ 4ข้าจะเปลี่ยนชะตานางร้ายค่ำคืนอันเงียบงันถูกปกคลุมด้วยหิมะที่โปรยปรายลงมาอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย ความเย็นเยียบแผ่ซ่านไปทั่วอากาศจวนอ๋องเจิ้นเป่ยเงียบสงัดราวกับทั้งโลกหยุดหายใจแต่ภายในห้องนอนของพระชายากลับไม่อาจสงบนิ่งได้ดั่งเช่นภายนอกบนเตียงกว้างเว่ยหว่านหนิงนอนพลิกกายไปมาอย่างกระสับกระส่า







