Masukบทที่ 6
ระบบเทพโอสถ
“สมุนไพรพวกนี้มันล้ำค่าและหายากมากเลยไม่ใช่หรือ...”
หญิงสาวพึมพำกับตนเองมองสมุนไพรที่อยู่ในสวนตาเป็นประกาย ก่อนร่างบางจะก้าวเข้าไปในกระท่อมกลิ่นหอมของสมุนไพรพลันลอยโชยเข้ามากระทบจมูก หว่านหนิงเริ่มเดินสำรวจภายในกระท่อมพบโอสถถูกจัดเรียงเป็นระเบียบเต็มตู้ไม้และยังมีตำราแพทย์นับร้อยเล่มวางเรียงรายบนชั้นหนังสือ กลิ่นกระดาษเก่าผสมกลิ่นสมุนไพรทำให้หัวใจสั่นสะท้าน
“นี่มันคลังสมบัติชัด ๆ”
ทว่าในขณะที่หญิงสาวกำลังดีใจกับมรดกที่ได้รับจากมารดา เบื้องหน้าของนางกลับปรากฏหน้าต่างสีฟ้าโปร่งแสงขึ้น
ติ้ง!
[ระบบเทพโอสถกำลังเชื่อมต่อ….]
[ระบบเทพโอสถกำลังยืนยันตัวตนผู้สืบทอด….]
[ผู้สืบทอดไป๋หว่านหนิงเชื่อมต่อสำเร็จแล้ว]
“ฮะ? ระบบเทพโอสถคืออะไร?”
หญิงสาวกะพริบตาปริบ ๆ มองหน้าต่างโปร่งแสงเบื้องหน้าที่ไม่รู้ว่าโผล่มาจากไหนอย่างงุนงง ก่อนตัวอักษรทั้งหมดจะบิดเบี้ยวเปลี่ยนรูปร่างกลายเป็นลูกหมามอลทีสขนปุยสีขาวโพลนตัวหนึ่งที่ยืนเชิดหน้าภูมิใจบนหน้าต่างระบบนั้น
[ในที่สุดเจ้าก็เชื่อมต่อกับข้าเสียที เจ้ามนุษย์ต่ำต้อย]
หว่านหนิงถึงกับชะงักงัน “เจ้าคือระบบเทพโอสถ?”
[แน่นอน ข้าคือเทพโอสถผู้สูงส่งที่เมตตายอมลดตัวทำสัญญากับตระกูลไป๋ของเจ้ามาหลายร้อยปี ระบบเทพโอสถและมิติสมุนไพรแห่งนี้เป็นข้าที่สร้างขึ้นมาให้ตระกูลของเจ้า]
หญิงสาวกะพริบตาปริบ ๆ มองมันจากหัวจรดหาง แล้วหลุดถามออกมาตามสัญชาตญาณ
“แล้วเหตุใดเทพโอสถที่สูงส่งถึงมีรูปลักษณ์เป็นลูกหมามอลทีสเช่นนี้เล่า?”
ลูกหมาหน้าฟูหันขวับจ้องนางอย่างไม่สบอารมณ์เพราะถูกลบหลู่เกียรติ ก่อนสะบัดขนตัวเองให้พองกว่าเดิม
[เจ้าจะไปรู้อะไร! หากข้าเผยตัวตนที่แท้จริงออกมาเจ้าอาจหลงใหลจนมิอาจถอนตัวได้! เป็นเพราะเห็นแก่เจ้านั่นแหละ ข้าจึงเลือกปรากฏกายเป็นสัตว์ที่เจ้าชื่นชอบที่สุด!]
หว่านหนิงทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก ยกมือขึ้นลูบหลังคอแก้เก้อ
“เอ่อ...เช่นนั้นท่านเทพผู้สูงส่งมาปรากฏกายอยู่ตรงหน้าของข้าทำไมหรือ?”
ลูกหมาขนปุยยืดอกเล็ก ๆ อย่างโอหัง ราวกับบัดนี้คือเวลาที่ผู้สูงส่งต้องประกาศหน้าที่อันยิ่งใหญ่ของตัวเอง
[เพื่อช่วยเหลือมนุษย์ต่ำต้อยอย่างเจ้าอย่างไรเล่า ข้ามีความสามารถทั้งการใช้สมุนไพรปรุงโอสถรักษาอาการสาหัสและยังสามารถสร้างพิษร้ายแรงได้เพียงปลายเข็ม แม้ข้าจะไม่สามารถปรุงยาให้เจ้าได้แต่ข้าสามารถให้คำแนะนำเกี่ยวกับการทำโอสถหรือพิษได้เมื่อเจ้าต้องการ แต่มีข้อแม้ว่าต้องไม่ผิดต่อข้อตกลงที่ข้าทำไว้กับบรรพบุรุษของเจ้า]
[จริงสิตามขั้นตอนข้าจะต้องมอบจดหมายสั่งเสียของบรรพบุรุษคนแรกที่ทำข้อตกลงกับข้าให้เจ้าก่อนสินะ]
ติ้ง!
คุณต้องการเปิดจดหมายสั่งเสียหรือไม่?
[ใช่] [ไม่]
เว่ยหว่านหนิงมองหน้าต่างระบบตรงหน้าก่อนที่นิ้วเรียวจะกดคำสั่ง ‘ใช่’ ทันใดนั้นจดหมายฉบับหนึ่งก็ลอยปรากฏขึ้นกลางอากาศ หว่านหนิงยื่นมือไปรับและค่อย ๆ เปิดมัน ตัวอักษรที่เขียนด้วยหมึกจางเขียนถึงความเป็นมาของกำไลและระบบเทพโอสถที่สืบทอดต่อกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ
และสุดท้ายกล่าวถึงคำสอนของบรรพบุรุษที่ฝากไว้ให้ผู้สืบทอด...
ความสามารถนี้มิได้มีไว้เพื่อโอ้อวดความวิเศษ จงเก็บความลับนี้ไว้กับตัวอย่าได้แพร่งพรายออกไป สมุนไพรมีไว้เพื่อรักษาผู้คนแต่หากใช้ในทางที่ผิดก็สามารถทำลายชีวิตผู้คนได้เช่นกัน
จงอย่าได้ใช้ความสามารถนี้ในทางที่ผิดให้บรรพบุรุษต้องอับอายแต่ก็ไม่ควรมีคุณธรรมจนถูกเอาเปรียบและถูกหลอกใช้
ผู้สืบทอดจงจำคำข้าให้ขึ้นใจ เจ้าอย่าได้คิดพึ่งพาท่านเทพโอสถจนตัวเองเกียจคร้าน ท่านเทพจะไม่มีวันยื่นมือมาช่วยหากเจ้าเป็นคนโง่งมไร้ความรู้
สุดท้ายหากถูกรังแกจงโยนความผิดชอบชั่วดีที่ข้าเขียนไว้ข้างต้นทิ้งไปให้หมด
จงนำสมุนพิษในมิติปรุงเป็นยาพิษแล้วใช้สังหารพวกมันให้สิ้น
จงแก้แค้นพวกมันให้สาสม อย่าทำให้บรรพบุรุษต้องขายหน้า!
เว่ยหว่านหนิงยืนอ่านจดหมายด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย เคยได้ยินจากมารดาว่าบรรพบุรุษของนางล้วนเป็นหมอมากฝีมือแต่ทว่าส่วนใหญ่มีนิสัยแข็งกร้าวไม่ยอมคนและศัตรูที่มาหาเรื่องมักจะตายอย่างปริศนา
ดูท่าแล้วทุกคนคงทำตามคำสอนของบรรพบุรุษอย่างเคร่งครัดเลยสินะ...
ให้ตายสิ...ไม่ใช่ว่าหมอต้องมีจิตใจเมตตาหรอกหรือ?
ลูกหมาตัวเล็กที่ลอยอยู่กลางอากาศในหน้าต่างของระบบเชิดคอสูงขึ้นอีกเล็กน้อยก่อนจะแผดเสียงเล็ก ๆ อย่างภาคภูมิใจ แถมยังสะบัดขนฟูให้เป็นระเบียบหางสั้นกระดิกเร็ว ๆ อย่างอวดดี
[ผู้สืบทอดทุกคนที่ข้าเคยพบ ล้วนทะนงตนและปฏิบัติตามคำสั่งเสียได้อย่างยอดเยี่ยม]
เสียงของลูกหมากลับแผ่วลงนิดหน่อยในฉับพลัน ขณะอุ้งเท้าหน้าเขี่ยอากาศไปมาอย่างไม่สบอารมณ์
[นอกจาก…มารดาของเจ้านางจิตใจดีเกินไป มักถูกพวกมนุษย์ต่ำต้อยคนอื่นเอาเปรียบ]
หว่านหนิงเงยหน้าจ้องหน้าต่างระบบ “เจ้ารู้จักแม่ของข้าด้วยหรือ?”
[ย่อมรู้จัก! ข้าดูแลตระกูลของเจ้ามาตั้งแต่รุ่นแรก ข้าบอกให้นางเอาคืนสักครั้ง แต่นางกลับหัวเราะแล้วปล่อยผ่าน เหลวไหลสิ้นดี!]
เมื่อคิดถึงเรื่องราวในอดีตที่สหายของตนถูกเอาเปรียบหางของมันตวัดฟาดไปมาแสดงความหงุดหงิด
เว่ยหว่านหนิงที่ได้ฟังเรื่องราวของมารดาที่ล่วงลับไปก็คลี่ยิ้มเศร้าออกมา นางหวนนึกถึงความทรงจำในอดีตก่อนที่จะสูญเสียมารดาไป มารดาของนางเป็นหมอที่จิตใจดีมีเมตตาชอบช่วยเหลือผู้อื่นเพราะแบบนั้นเลยมักถูกผู้ป่วยเอาเปรียบไม่จ่ายค่ารักษาพยาบาล
ทว่าในขณะที่เว่ยหว่านหนิงยังตกอยู่ในภวังค์ หน้าต่างระบบก็เริ่มลอยวนรอบร่างหญิงสาวราวกับสแกนอย่างละเอียด ลูกหมาเอียงหัวจ้องไปที่ชุดแบบโบราณที่เว่ยหว่านหนิงสวมใส่ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ดวงตากลมโตของมันเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม
[แล้วนี่เจ้าทำไมถึงแต่งกายย้อนยุคไปหลายร้อยปีเช่นนี้? หรือมนุษย์ต่ำต้อยสมัยนี้นิยมแต่งกายโบราณกันแล้ว?]
“เอ่อ…คือว่า…เรื่องนี้มันมีเหตุผลอยู่” นางยิ้มแห้งพลางเกาจมูก “ความจริงข้าตายมาแล้วครั้งหนึ่ง ตอนนี้ข้าได้มาเกิดใหม่อยู่ในร่างของนางร้ายในนิยายจีนโบราณที่ข้าเคยอ่าน และพวกเรากำลังอยู่ในโลกนิยาย”
ลูกหมาอึ้งทื่อตัวแข็งเหมือนรูปปั้น อุ้งเท้าหน้าค่อย ๆ ชูขึ้นชี้ใส่เว่ยหว่านหนิงอย่างลืมตัว
[หาาา! โลกนิยาย! เจ้าอย่ามาหลอกข้านะมนุษย์!!]
บทที่ 11แผนการหลบหนีบรรยากาศหน้าจวนอ๋องเจิ้นเป่ยยามเช้าตรู่คึกคักไปด้วยเสียงฝีเท้าและเสียงเกือกม้า รถม้าคันหนึ่งจอดรออยู่หน้าจวน ขนาบข้างด้วยเหล่าทหารกล้านับสิบนายที่ได้รับคำสั่งให้คุ้มกันพระชายาไปสวดภาวนาถือศีลที่วัดบนหุบเขาเพื่ออธิษฐานให้ท่านอ๋องและกองทัพในสนามรบปลอดภัยและมีชัยกลับมาหลิวอวิ๋นเหมยและเหล่าบ่าวไพร่ต่างมายืนส่งเสด็จที่หน้าประตูใหญ่ แววตาของหญิงชราที่ผ่านโลกมาค่อนชีวิตเต็มไปด้วยความกังวล“พระชายาจะไม่นำบ่าวติดตามไปเพิ่มจริงๆ หรือเพคะ มีเพียงลั่วชิงคนเดียว หม่อมฉันเกรงว่าพระนางจะทรงลำบาก” หลิวอวิ๋นเหมยเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นแฝงความกังวลเล็กน้อยเว่ยหว่านหนิงในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ดุจดอกบัวหิมะ ทอดสายตามองหญิงชราผู้เป็นตัวประกอบในนิยายที่ถูกกล่าวถึงเพียงหน้ากระดาษเดียว ในต้นฉบับหลิวอวิ๋นเหมยเป็นคนที่ภักดีต่อเซียวอวี้หานเป็นอย่างมาก น่าเสียดายที่นางถูกเว่ยหว่านหนิงสังหารเพียงเพราะต้องการแย่งอำนาจดูแลจวนอ๋องหลิวอวิ๋นเหมยผู้นี้...หากผูกมิตรไว้ย่อมดีกว่าเป็นศัตรู หญิงสาวคิดในใจก่อนจะเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงเรียบแต่แฝงความนุ่มนวล“ข้าต้องการเพียงความสงบเพื่อสวดภาวนา มิอยากให้ผู้ใดมา
บทที่ 10รายงานลับจากองครักษ์เงาท่ามกลางความมืดมิดของราตรี สายลมยามค่ำคืนพัดผ่านค่ายทหารที่ตั้งตระหง่านอยู่บนทุ่งหญ้ากว้างพาเอากลิ่นควันไฟจากกองฟืนลอยคลุ้งไปทั่วบริเวณ เต็นท์ผ้าใบสีเข้มเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ ทหารยามถือหอกยืนประจำการ ดวงตาแข็งกร้าวจับจ้องทุกความเคลื่อนไหวภายนอกค่ายอย่างไม่คลาดสายตาภายในกระโจมบัญชาการสว่างไสวด้วยแสงเทียนวูบไหว เซียวอวี้หานสวมชุดเกราะสีดำสนิทยืนอยู่หน้าโต๊ะสายตาจดจ้องไปยังแผนที่หนังแกะที่กางแผ่หราอยู่เบื้องหน้า“พวกชนเผ่าเคลื่อนไหวรวดเร็วราวกับล่วงรู้แผนการศึกของพวกเราล่วงหน้า” หม่าเฉิงกงหรือแม่ทัพหม่าเอ่ยพลางขมวดคิ้วหนา นิ้วหยาบกร้านชี้ไปยังจุดยุทธศาสตร์ที่ถูกทำเครื่องหมายไว้ “เมื่อหลายวันก่อนกระหม่อมส่งทหารออกไปสอดแนมศัตรูแต่ก็ถูกพวกมันซุ้มโจมตีที่นี่พ่ะย่ะค่ะ”หลี่จื่อฉีกุนซือหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างกายอ๋องเจิ้นเป่ยขยับพัดในมือเบาๆ เขามองแผนที่พลางเอ่ยเสริมด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลทว่าหนักแน่น “พวกชนเผ่าอยู่ใกล้ค่ายทหารเรากว่าที่คิดแต่พวกมันกลับไม่บุกเข้ามาทำเพียงลอบซุ้มโจมตีเท่านั้น กระหม่อมคิดว่าตอนนี้พวกมันอาจมีกำลังพลน้อยกว่าพวกเรา คาดว่าคงรอกำลังเสริมเพ
บทที่ 9ภาพลักษณ์ของพระชายาที่เปลี่ยนไปภายในจวนอ๋องเจิ้นเป่ยยามเช้า กลิ่นหอมกรุ่นของสมุนไพรนับสิบชนิดอบอวลไปตามระเบียงทางเดิน บ่าวรับใช้และทหารยามต่างได้รับขวดกระเบื้องเคลือบสีขาวสะอาดตาด้านในบรรจุยาบำรุงที่ทำมาจากสมุนไพรชั้นดี ทว่าแทนที่ทุกคนจะยินดีที่ได้รับยาบำรุงล้ำค่า แต่พวกเขากลับแสดงออกถึงความกังวลและหวาดกลัวต้นเหตุนั่นก็เพราะยาบำรุงที่ถูกแจกจ่ายในวันนี้ ล้วนออกมาจากฝีมือของพระชายา“นี่จะเป็นยาบำรุงจริงหรือ คงไม่ใช่ยาพิษหรอกใช่ไหม” หญิงรับใช้คนหนึ่งหันไปกระซิบกับสหายที่ยืนอยู่ข้างกายเสียงเบาพระชายาในความทรงจำของพวกเขาเปรียบเสมือนปีศาจร้าย ต่อให้ตอนนี้พระชายาจะสูญเสียความทรงจำและไม่ได้ทุบหรือด่าทอพวกเขาเช่นในอดีต แต่ความหวาดกลัวที่ฝังลึกอยู่ในจิตใจของพวกเขาก็ยากที่จะลบเลือนได้ หลายคนมองขวดยาในมือด้วยสายตาระแวง บางคนถึงกับแอบกระซิบเสียงเบา“ลั่วชิงบอกว่ายาบำรุงนี้ต้องดื่มภายในสามวัน หากทิ้งไว้นานกว่านี้สรรพคุณของยาจะอ่อนลง”“ข้าไม่กล้าดื่มยานี้ลงไปหรอก กลัวว่าจะเป็นยาพิษ”“แต่นี่เป็นยาที่พระชายาประทานมาให้ หากพวกเราไม่ดื่มจะกลายเป็นขัดคำสั่งหรือไม่”ความลังเลปกคลุมไปทั่วจวนสุดท
บทที่ 8ความหมายที่แท้จริงของระบบเทพโอสถภายในห้องบรรทมที่เงียบงัน มีเพียงเสียงพลิกหน้ากระดาษดังแผ่วเบาและเสียงลมหายใจหนัก ๆ ของเว่ยหว่านหนิง ตลอดหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมานางจมอยู่ในกองตำรามากมายที่ขนออกมาจากมิติ ตำราหลายสิบเล่มถูกตั้งราวกับภูเขาเตี้ย ๆ บางเล่มวางระเกะระกะบนพื้น โต๊ะ เตียง ไม่มีที่ว่างแม้แต่คืบเดียว กระดาษหลายแผ่นถูกคั่นด้วยด้ายสีแดง บางเล่มเปิดค้างไว้ บางเล่มถูกโยนทิ้งเพราะไม่พบสิ่งที่ตามหา แต่ไม่ว่าจะค้นเท่าไรหญิงสาวก็ยังไม่พบแม้แต่ร่องรอยของพิษหยกดำเว่ยหว่านหนิงถอนหายใจหนักจนไหล่ตกมือเรียวเอื้อมหยิบตำราเล่มถัดไปมาเปิดอีกครั้ง ใบหน้าที่เคยงดงามของหญิงสาวยามนี้ซีดขาวและดูอิดโรย เส้นผมดำขลับยุ่งเหยิงเล็กน้อย ขอบตาดำคล้ำจางๆ บ่งบอกถึงการตรากตรำอดนอนอ่านตำรามาตลอดหลายวันหน้าต่างระบบลอยนิ่งอยู่บนอากาศด้านในมีลูกหมาตัวน้อยนอนยืดพุง ขาของมันก่ายกันอย่างสบายอารมณ์แถมยังเคี้ยวขนมที่ไม่รู้ไปเอามาจากไหนราวกับกำลังชมละครชีวิตมนุษย์ต่ำต้อย หลังจากเฝ้าดูเว่ยหว่านหนิงก้ม ๆ เงย ๆ อยู่หลายชั่วยาม ลูกหมาก็เริ่มพึมพำเสียงดังราวกับตั้งใจจะให้ได้ยินหญิงสาวที่อยู่เบื้องหน้าได้ยิน[เฮ้อ…ดูท
บทที่ 7หนทางรอดจากการตายของนางร้ายภายในจวนอ๋องเจิ้นเป่ยบริเวณริมสระบัวเงียบสงบจนได้ยินเพียงเสียงลมพัดต้องผืนน้ำ ศาลาไม้ทรงแปดเหลี่ยมตั้งอยู่กลางสระให้บรรยากาศอบอุ่นภายใต้ความเงียบสงบเว่ยหว่านหนิงนั่งอยู่ภายในศาลา ลมอ่อนพัดปลายผมนุ่มสลวยให้ไหวโอน เบื้องหน้าของนางมีลูกหมามอลทีสขนฟูที่ลอยตัวอยู่ภายในหน้าต่างระบบสีฟ้าโปร่งแสง[สรุปเจ้ากำลังบอกว่าที่นี่คือโลกนิยาย ส่วนตัวเจ้าได้มาเข้าร่างของสตรีสารเลวมีบทบาทเป็นนางร้ายที่จะตายในอีกไม่กี่เดือน]น้ำเสียงของลูกหมาคราวนี้ไม่มีทีท่าล้อเล่นแม้แต่น้อยหลังฟังเรื่องราวทุกอย่างจากปากของเว่ยหว่านหนิง มันถอนหายใจยาวสั่นสะเทือนทั้งตัวราวกับโลกทั้งใบถาโถมอยู่บนบ่าของมันหว่านหนิงพยักหน้าอย่างจนใจ ก่อนจะเอ่ยเบา ๆ“ว่าแต่ท่านเป็นเทพมิใช่หรือ พอจะมีวิธีให้ข้ากลับไปโลกปัจจุบันได้หรือไม่?”ลูกหมาเบิกตาโตก่อนสะบัดหางอย่างแรงราวกับกำลังฟาดปัญหาออกไป[ข้าเป็นเทพโอสถไม่ใช่เทพควบคุมโชคชะตามนุษย์ เรื่องนั้นข้าไม่อาจช่วยเจ้าได้ อีกทั้งจากที่เจ้าบอกร่างของเจ้าในโลกเดิมคงตายไปแล้ว หากเจ้ากลับไปก็มีเพียงจะกลายเป็นวิญญาณเร่ร่อนเท่านั้น]หว่านหนิงนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจ
บทที่ 6ระบบเทพโอสถ“สมุนไพรพวกนี้มันล้ำค่าและหายากมากเลยไม่ใช่หรือ...”หญิงสาวพึมพำกับตนเองมองสมุนไพรที่อยู่ในสวนตาเป็นประกาย ก่อนร่างบางจะก้าวเข้าไปในกระท่อมกลิ่นหอมของสมุนไพรพลันลอยโชยเข้ามากระทบจมูก หว่านหนิงเริ่มเดินสำรวจภายในกระท่อมพบโอสถถูกจัดเรียงเป็นระเบียบเต็มตู้ไม้และยังมีตำราแพทย์นับร้อยเล่มวางเรียงรายบนชั้นหนังสือ กลิ่นกระดาษเก่าผสมกลิ่นสมุนไพรทำให้หัวใจสั่นสะท้าน“นี่มันคลังสมบัติชัด ๆ”ทว่าในขณะที่หญิงสาวกำลังดีใจกับมรดกที่ได้รับจากมารดา เบื้องหน้าของนางกลับปรากฏหน้าต่างสีฟ้าโปร่งแสงขึ้นติ้ง![ระบบเทพโอสถกำลังเชื่อมต่อ….][ระบบเทพโอสถกำลังยืนยันตัวตนผู้สืบทอด….][ผู้สืบทอดไป๋หว่านหนิงเชื่อมต่อสำเร็จแล้ว]“ฮะ? ระบบเทพโอสถคืออะไร?”หญิงสาวกะพริบตาปริบ ๆ มองหน้าต่างโปร่งแสงเบื้องหน้าที่ไม่รู้ว่าโผล่มาจากไหนอย่างงุนงง ก่อนตัวอักษรทั้งหมดจะบิดเบี้ยวเปลี่ยนรูปร่างกลายเป็นลูกหมามอลทีสขนปุยสีขาวโพลนตัวหนึ่งที่ยืนเชิดหน้าภูมิใจบนหน้าต่างระบบนั้น[ในที่สุดเจ้าก็เชื่อมต่อกับข้าเสียที เจ้ามนุษย์ต่ำต้อย]หว่านหนิงถึงกับชะงักงัน “เจ้าคือระบบเทพโอสถ?”[แน่นอน ข้าคือเทพโอสถผู้สูงส่งที







