Share

บทที่ 3 เจิ้นเป่ยอ๋องผู้เย็นชา

last update Terakhir Diperbarui: 2026-03-03 00:31:46

บทที่ 3

เจิ้นเป่ยอ๋องผู้เย็นชา

ยามรุ่งอรุณหิมะโปรยปรายขาวโพลนปกคลุมทั่วทั้งจวน ความหนาวเย็นแทรกซึมผ่านประตูหน้าต่างเข้ามาจนทำให้ลมหายใจของผู้คนเป็นไอขาว นี่เป็นครั้งแรกตั้งแต่เข้ามาอยู่ในร่างนี้ที่เว่ยหว่านหนิงก้าวออกจากห้องนอน ร่างบางสวมอาภรณ์หนาหนักสีอ่อนเดินอย่างเงียบงันตามโถงทางเดินยาวที่ทอดตรงไปยังห้องอาหาร

เสียงรองเท้าสัมผัสกับพื้นหินเย็นเยียบดังแผ่วเบาโดยมีลั่วชิงเดินตามอย่างระมัดระวัง ระหว่างทางนัยน์ตาคู่สวยของเว่ยหว่านหนิงกวาดมองรอบด้าน พลันพบว่าบรรยากาศในจวนนั้นเงียบเหงาเกินคาด สวนกว้างและเรือนต่าง ๆ ดูว่างเปล่า มีบ่าวเพียงหยิบมือที่ก้มหน้าก้มตาทำงานอย่างเงียบเชียบ ทว่าในทุกมุมกลับเต็มไปด้วยทหารในชุดเกราะยืนเฝ้าและเดินตรวจตราไม่หยุดยั้งราวกับสถานที่แห่งนี้ไม่ใช่จวนอ๋องแต่เป็นค่ายทหารใหญ่กลางชายแดน

สายลมหนาวพัดผ่านพาเกล็ดหิมะปลิวเข้ามาในโถงเว่ยหว่านหนิงชะงักไปชั่วครู่พลันนึกถึงถ้อยคำในนิยาย

เซียวอวี้หาน เจิ้นเป่ยอ๋องผู้ปกครองชายแดนทางเหนือผู้มีนิสัยเหี้ยมโหดสังหารคนอย่างไร้ปรานี บุรุษอัปลักษณ์ที่สตรีทั่วทั้งแคว้นต่างหวาดกลัว ทว่าในนิยายไม่ได้กล่าวถึงสาเหตุที่เขาและเว่ยหว่านหนิงลงเอยแต่งงานกัน กลับบรรยายเพียงว่าทั้งสองได้ทำข้อตกลงแลกเปลี่ยนบางอย่างเท่านั้น

“พระชายาตอนนี้ท่านอ๋องประทับอยู่ด้านในแล้วเพคะ”

เสียงของลั่วชิงแผ่วเบาแต่ก็ปลุกเว่ยหว่านหนิงตื่นจากภวังค์ หญิงสาวพยักหน้าช้า ๆ พยายามเก็บซ่อนความประหม่าไว้ก่อนจะก้าวผ่านบานประตูเข้าไปด้านในห้อง

บรรยากาศภายในเงียบสงัดมีเพียงเสียงไม้ฟืนแตกดังเปรี๊ยะในเตาไฟกลางห้องที่ช่วยขับไล่ความหนาวเหน็บ นัยน์ตาของเว่ยหว่านหนิงตกกระทบเข้ากับร่างสูงของบุรุษผู้หนึ่งที่นั่งอยู่เบื้องหน้า เขาสวมอาภรณ์ทหารสีดำเข้มร่างสูงใหญ่เปี่ยมไปด้วยอำนาจ ทว่ากลับสวมหน้ากากครึ่งเสี้ยวสีเงินปกปิดครึ่งใบหน้าเหลือเพียงดวงตาคมกริบที่เย็นเยียบราวกับคมดาบจ้องตรงมา

เขาคือเจิ้นเป่ยอ๋องเซียวอวี้หาน สามีของเว่ยหว่านหนิงสินะ

เว่ยหว่านหนิงรู้สึกถึงความกดดันที่โถมใส่ทันทีที่สายตาของเขาสบกับนาง แววตาคู่นั้นไร้ความรู้สึกประหนึ่งมองเพียงสิ่งของไม่ใช่มนุษย์ผู้มีชีวิต หญิงสาวพยายามทรงกายให้นิ่งก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามเขา

“ได้ยินว่าเจ้าเกิดอุบัติเหตุจนสูญเสียความทรงจำ”

ในที่สุดเสียงทุ้มต่ำเย็นชาไร้แววห่วงใยก็ดังขึ้น ทำให้บรรยากาศรอบกายเย็นยะเยือกยิ่งกว่าเกล็ดหิมะที่ร่วงโปรย เว่ยหว่านหนิงหลุบตาลงต่ำสูดลมหายใจกลืนความหวั่นไหวในใจก่อนเอ่ยตอบเสียงเบา

“เพคะ หม่อมฉันจำสิ่งใดไม่ได้เลย”

สิ้นคำนัยน์ตาคมของเซียวอวี้หานก็หันมาสบกับใบหน้าหญิงสาว สายตาเย็นเยียบของชายหนุ่มยามจับจ้องภรรยาให้ความรู้สึกราวกับมีคมมีดซ่อนอยู่ ความเงียบกดทับในอากาศหนักอึ้งขึ้น ก่อนที่เสียงทุ้มต่ำของเขาจะดังขึ้นพร้อมรอยยิ้มเย้ยหยันที่แทบไม่ปรากฏ

“นี่ไม่ใช่เรื่องโกหกที่เจ้าจงใจสร้างขึ้นใช่หรือไม่”

หัวใจเว่ยหว่านหนิงกระตุกวูบความหวาดหวั่นแล่นพล่านไปทั่วร่างเพราะกลัวว่าบุรุษตรงหน้าจะรู้เรื่องที่ตนแสร้งสูญเสียความทรงจำ แต่ทว่าใบหน้างามยังคงแสร้งแสดงสีหน้าขุ่นเคือง นัยน์ตาคู่สวยไหววูบเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงไม่พอใจนัก

“หม่อมฉันจะโกหกว่าตนเองเสียความทรงจำไปเพื่อสิ่งใดกัน”

ดวงตาคมเข้มยังคงจ้องมองอย่างจับผิด ครู่หนึ่งริมฝีปากของเขาก็เอ่ยถ้อยคำเรียบเย็นแต่บาดลึก

“นี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่เจ้าแกล้งป่วยเพื่อหลีกเลี่ยงข้าเสียหน่อย”

เว่ยหว่านหนิงนิ่งชะงักไปทันที นางเผลอหันไปมองหน้าสามีด้วยความตกตะลึงแต่สิ่งที่เห็นคือเพียงใบหน้าครึ่งเสี้ยวใต้หน้ากากเงินที่เรียบเฉยราวกับคำพูดเมื่อครู่เป็นเพียงเรื่องปกติที่ไม่จำเป็นต้องรู้สึกแปลกใจอะไร

เซียวอวี้หานคีบอาหารเข้าปากต่ออย่างสงบเย็นดั่งมิได้พูดเรื่องใดที่เกี่ยวข้องกับตน ส่วนเว่ยหว่านหนิงนั้นได้แต่นั่งนิ่ง มือบางกำตะเกียบแน่นเพราะไม่รู้เลยว่าแท้จริงบุรุษตรงหน้านี้กำลังคิดสิ่งใดอยู่กันแน่

บนโต๊ะอาหารที่เต็มไปด้วยสำรับร้อน ๆ บรรยากาศกลับเงียบงันเยือกเย็นไม่มีแม้แต่เสียงพูดคุย มีเพียงเสียงตะเกียบกระทบชามเบา ๆ ดังขึ้นประปราย ไม่นานนักเซียวอวี้หานก็วางตะเกียบลงอย่างเงียบเชียบก่อนจะเงยสายตาคมเข้มใต้หน้ากากครึ่งเสี้ยวขึ้นสบสตรีตรงหน้า

“เว่ยหว่านหนิงข้าไม่สนใจว่าเจ้าจะใช้อำนาจและคนของข้าไปแก้แค้นหรือคิดจะสร้างเรื่องอันใด แต่ข้าหวังว่าเจ้าจะทำตามข้อตกลงที่เคยให้ไว้กับข้า” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงทุ้มต่ำจริงจังทำให้บรรยากาศรอบกายเหมือนถูกกดทับให้หนักขึ้นในชั่วขณะ

เว่ยหว่านหนิงที่กำลังคีบอาหารชะงักไปทันที ปลายตะเกียบสั่นเล็กน้อย นางเงยหน้าขึ้นสบสายตาของชายหนุ่มความสงสัยฉายชัดในดวงตาคู่สวยเพราะนางไร้ความทรงจำของร่างเดิมจึงไม่อาจรู้ได้ว่าข้อตกลงนั้นคือสิ่งใด

“คือว่า…อย่างที่ท่านอ๋องรู้หม่อมฉันสูญเสียความทรงจำไปแล้ว ก็เลยจำอะ....”

ทว่ายังไม่ทันที่นางจะกล่าวจบประโยคเซียวอวี้หานก็เอ่ยตัดบทขึ้นทันที น้ำเสียงของเขาราบเรียบเย็นชาดูไร้อารมณ์ประหนึ่งไม่ต้องการฟังเหตุผลใด ๆ

“ข้าจะไปค่ายทหารนอกเมืองเพื่อจัดการเรื่องกองทัพ  เมื่อข้ากลับมา ข้าหวังว่าเจ้าจะเตรียมพร้อมร่างกายตนเองให้ดีเพื่อมารับใช้ข้าตามที่เจ้าสัญญาไว้”

ถ้อยคำเฉียบขาดหนักแน่นถูกกล่าวจบพร้อมกับการที่ชายหนุ่มลุกขึ้นยืน ร่างสูงสง่างามก้าวย่างออกไปจากห้องโดยไม่คิดหันกลับมามองสตรีบนโต๊ะอาหารแม้เพียงชั่วเสี้ยววินาที

กริ๊ก

ตะเกียบที่คีบอาหารอยู่ในมือของหญิงสาวพลันหลุดร่วงลงกระแทกชามเสียงดัง เว่ยหว่านหนิงนั่งนิ่งราวกับถูกตรึงเอาไว้ความตกใจแล่นวูบทั่วร่าง ใบหน้างามซีดเผือดคำว่า ‘เตรียมพร้อมร่างกายเพื่อรับใช้’ ยังคงสะท้อนก้องในโสตประสาทของนาง

นี่เขาคงไม่ได้หมายถึงให้ข้าเตรียมพร้อมร่างกายเพื่อปรนนิบัติเขาบนเตียงหรอกใช่ไหม?

เว่ยหว่านหนิงเจ้าคิดจะสร้างเรื่องให้ข้าต้องลำบากไปถึงไหนกัน!

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • แพทย์สาวทะลุมิติมาเป็นนางร้ายพร้อมระบบเทพโอสถ   บทที่ 11 แผนการหลบหนี

    บทที่ 11แผนการหลบหนีบรรยากาศหน้าจวนอ๋องเจิ้นเป่ยยามเช้าตรู่คึกคักไปด้วยเสียงฝีเท้าและเสียงเกือกม้า รถม้าคันหนึ่งจอดรออยู่หน้าจวน ขนาบข้างด้วยเหล่าทหารกล้านับสิบนายที่ได้รับคำสั่งให้คุ้มกันพระชายาไปสวดภาวนาถือศีลที่วัดบนหุบเขาเพื่ออธิษฐานให้ท่านอ๋องและกองทัพในสนามรบปลอดภัยและมีชัยกลับมาหลิวอวิ๋นเหมยและเหล่าบ่าวไพร่ต่างมายืนส่งเสด็จที่หน้าประตูใหญ่ แววตาของหญิงชราที่ผ่านโลกมาค่อนชีวิตเต็มไปด้วยความกังวล“พระชายาจะไม่นำบ่าวติดตามไปเพิ่มจริงๆ หรือเพคะ มีเพียงลั่วชิงคนเดียว หม่อมฉันเกรงว่าพระนางจะทรงลำบาก” หลิวอวิ๋นเหมยเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นแฝงความกังวลเล็กน้อยเว่ยหว่านหนิงในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ดุจดอกบัวหิมะ ทอดสายตามองหญิงชราผู้เป็นตัวประกอบในนิยายที่ถูกกล่าวถึงเพียงหน้ากระดาษเดียว ในต้นฉบับหลิวอวิ๋นเหมยเป็นคนที่ภักดีต่อเซียวอวี้หานเป็นอย่างมาก น่าเสียดายที่นางถูกเว่ยหว่านหนิงสังหารเพียงเพราะต้องการแย่งอำนาจดูแลจวนอ๋องหลิวอวิ๋นเหมยผู้นี้...หากผูกมิตรไว้ย่อมดีกว่าเป็นศัตรู หญิงสาวคิดในใจก่อนจะเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงเรียบแต่แฝงความนุ่มนวล“ข้าต้องการเพียงความสงบเพื่อสวดภาวนา มิอยากให้ผู้ใดมา

  • แพทย์สาวทะลุมิติมาเป็นนางร้ายพร้อมระบบเทพโอสถ   บทที่ 10 รายงานลับจากองครักษ์เงา

    บทที่ 10รายงานลับจากองครักษ์เงาท่ามกลางความมืดมิดของราตรี สายลมยามค่ำคืนพัดผ่านค่ายทหารที่ตั้งตระหง่านอยู่บนทุ่งหญ้ากว้างพาเอากลิ่นควันไฟจากกองฟืนลอยคลุ้งไปทั่วบริเวณ เต็นท์ผ้าใบสีเข้มเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ ทหารยามถือหอกยืนประจำการ ดวงตาแข็งกร้าวจับจ้องทุกความเคลื่อนไหวภายนอกค่ายอย่างไม่คลาดสายตาภายในกระโจมบัญชาการสว่างไสวด้วยแสงเทียนวูบไหว เซียวอวี้หานสวมชุดเกราะสีดำสนิทยืนอยู่หน้าโต๊ะสายตาจดจ้องไปยังแผนที่หนังแกะที่กางแผ่หราอยู่เบื้องหน้า“พวกชนเผ่าเคลื่อนไหวรวดเร็วราวกับล่วงรู้แผนการศึกของพวกเราล่วงหน้า” หม่าเฉิงกงหรือแม่ทัพหม่าเอ่ยพลางขมวดคิ้วหนา นิ้วหยาบกร้านชี้ไปยังจุดยุทธศาสตร์ที่ถูกทำเครื่องหมายไว้ “เมื่อหลายวันก่อนกระหม่อมส่งทหารออกไปสอดแนมศัตรูแต่ก็ถูกพวกมันซุ้มโจมตีที่นี่พ่ะย่ะค่ะ”หลี่จื่อฉีกุนซือหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างกายอ๋องเจิ้นเป่ยขยับพัดในมือเบาๆ เขามองแผนที่พลางเอ่ยเสริมด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลทว่าหนักแน่น “พวกชนเผ่าอยู่ใกล้ค่ายทหารเรากว่าที่คิดแต่พวกมันกลับไม่บุกเข้ามาทำเพียงลอบซุ้มโจมตีเท่านั้น กระหม่อมคิดว่าตอนนี้พวกมันอาจมีกำลังพลน้อยกว่าพวกเรา คาดว่าคงรอกำลังเสริมเพ

  • แพทย์สาวทะลุมิติมาเป็นนางร้ายพร้อมระบบเทพโอสถ   บทที่ 9 ภาพลักษณ์ของพระชายาที่เปลี่ยนไป

    บทที่ 9ภาพลักษณ์ของพระชายาที่เปลี่ยนไปภายในจวนอ๋องเจิ้นเป่ยยามเช้า กลิ่นหอมกรุ่นของสมุนไพรนับสิบชนิดอบอวลไปตามระเบียงทางเดิน บ่าวรับใช้และทหารยามต่างได้รับขวดกระเบื้องเคลือบสีขาวสะอาดตาด้านในบรรจุยาบำรุงที่ทำมาจากสมุนไพรชั้นดี ทว่าแทนที่ทุกคนจะยินดีที่ได้รับยาบำรุงล้ำค่า แต่พวกเขากลับแสดงออกถึงความกังวลและหวาดกลัวต้นเหตุนั่นก็เพราะยาบำรุงที่ถูกแจกจ่ายในวันนี้ ล้วนออกมาจากฝีมือของพระชายา“นี่จะเป็นยาบำรุงจริงหรือ คงไม่ใช่ยาพิษหรอกใช่ไหม” หญิงรับใช้คนหนึ่งหันไปกระซิบกับสหายที่ยืนอยู่ข้างกายเสียงเบาพระชายาในความทรงจำของพวกเขาเปรียบเสมือนปีศาจร้าย ต่อให้ตอนนี้พระชายาจะสูญเสียความทรงจำและไม่ได้ทุบหรือด่าทอพวกเขาเช่นในอดีต แต่ความหวาดกลัวที่ฝังลึกอยู่ในจิตใจของพวกเขาก็ยากที่จะลบเลือนได้ หลายคนมองขวดยาในมือด้วยสายตาระแวง บางคนถึงกับแอบกระซิบเสียงเบา“ลั่วชิงบอกว่ายาบำรุงนี้ต้องดื่มภายในสามวัน หากทิ้งไว้นานกว่านี้สรรพคุณของยาจะอ่อนลง”“ข้าไม่กล้าดื่มยานี้ลงไปหรอก กลัวว่าจะเป็นยาพิษ”“แต่นี่เป็นยาที่พระชายาประทานมาให้ หากพวกเราไม่ดื่มจะกลายเป็นขัดคำสั่งหรือไม่”ความลังเลปกคลุมไปทั่วจวนสุดท

  • แพทย์สาวทะลุมิติมาเป็นนางร้ายพร้อมระบบเทพโอสถ   บทที่ 8 ความหมายที่แท้จริงของระบบเทพโอสถ

    บทที่ 8ความหมายที่แท้จริงของระบบเทพโอสถภายในห้องบรรทมที่เงียบงัน มีเพียงเสียงพลิกหน้ากระดาษดังแผ่วเบาและเสียงลมหายใจหนัก ๆ ของเว่ยหว่านหนิง ตลอดหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมานางจมอยู่ในกองตำรามากมายที่ขนออกมาจากมิติ ตำราหลายสิบเล่มถูกตั้งราวกับภูเขาเตี้ย ๆ บางเล่มวางระเกะระกะบนพื้น โต๊ะ เตียง ไม่มีที่ว่างแม้แต่คืบเดียว กระดาษหลายแผ่นถูกคั่นด้วยด้ายสีแดง บางเล่มเปิดค้างไว้ บางเล่มถูกโยนทิ้งเพราะไม่พบสิ่งที่ตามหา แต่ไม่ว่าจะค้นเท่าไรหญิงสาวก็ยังไม่พบแม้แต่ร่องรอยของพิษหยกดำเว่ยหว่านหนิงถอนหายใจหนักจนไหล่ตกมือเรียวเอื้อมหยิบตำราเล่มถัดไปมาเปิดอีกครั้ง ใบหน้าที่เคยงดงามของหญิงสาวยามนี้ซีดขาวและดูอิดโรย เส้นผมดำขลับยุ่งเหยิงเล็กน้อย ขอบตาดำคล้ำจางๆ บ่งบอกถึงการตรากตรำอดนอนอ่านตำรามาตลอดหลายวันหน้าต่างระบบลอยนิ่งอยู่บนอากาศด้านในมีลูกหมาตัวน้อยนอนยืดพุง ขาของมันก่ายกันอย่างสบายอารมณ์แถมยังเคี้ยวขนมที่ไม่รู้ไปเอามาจากไหนราวกับกำลังชมละครชีวิตมนุษย์ต่ำต้อย หลังจากเฝ้าดูเว่ยหว่านหนิงก้ม ๆ เงย ๆ อยู่หลายชั่วยาม ลูกหมาก็เริ่มพึมพำเสียงดังราวกับตั้งใจจะให้ได้ยินหญิงสาวที่อยู่เบื้องหน้าได้ยิน[เฮ้อ…ดูท

  • แพทย์สาวทะลุมิติมาเป็นนางร้ายพร้อมระบบเทพโอสถ   บทที่ 7 หนทางรอดจากการตายของนางร้าย

    บทที่ 7หนทางรอดจากการตายของนางร้ายภายในจวนอ๋องเจิ้นเป่ยบริเวณริมสระบัวเงียบสงบจนได้ยินเพียงเสียงลมพัดต้องผืนน้ำ ศาลาไม้ทรงแปดเหลี่ยมตั้งอยู่กลางสระให้บรรยากาศอบอุ่นภายใต้ความเงียบสงบเว่ยหว่านหนิงนั่งอยู่ภายในศาลา ลมอ่อนพัดปลายผมนุ่มสลวยให้ไหวโอน เบื้องหน้าของนางมีลูกหมามอลทีสขนฟูที่ลอยตัวอยู่ภายในหน้าต่างระบบสีฟ้าโปร่งแสง[สรุปเจ้ากำลังบอกว่าที่นี่คือโลกนิยาย ส่วนตัวเจ้าได้มาเข้าร่างของสตรีสารเลวมีบทบาทเป็นนางร้ายที่จะตายในอีกไม่กี่เดือน]น้ำเสียงของลูกหมาคราวนี้ไม่มีทีท่าล้อเล่นแม้แต่น้อยหลังฟังเรื่องราวทุกอย่างจากปากของเว่ยหว่านหนิง มันถอนหายใจยาวสั่นสะเทือนทั้งตัวราวกับโลกทั้งใบถาโถมอยู่บนบ่าของมันหว่านหนิงพยักหน้าอย่างจนใจ ก่อนจะเอ่ยเบา ๆ“ว่าแต่ท่านเป็นเทพมิใช่หรือ พอจะมีวิธีให้ข้ากลับไปโลกปัจจุบันได้หรือไม่?”ลูกหมาเบิกตาโตก่อนสะบัดหางอย่างแรงราวกับกำลังฟาดปัญหาออกไป[ข้าเป็นเทพโอสถไม่ใช่เทพควบคุมโชคชะตามนุษย์ เรื่องนั้นข้าไม่อาจช่วยเจ้าได้ อีกทั้งจากที่เจ้าบอกร่างของเจ้าในโลกเดิมคงตายไปแล้ว หากเจ้ากลับไปก็มีเพียงจะกลายเป็นวิญญาณเร่ร่อนเท่านั้น]หว่านหนิงนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจ

  • แพทย์สาวทะลุมิติมาเป็นนางร้ายพร้อมระบบเทพโอสถ   บทที่ 6 ระบบเทพโอสถ

    บทที่ 6ระบบเทพโอสถ“สมุนไพรพวกนี้มันล้ำค่าและหายากมากเลยไม่ใช่หรือ...”หญิงสาวพึมพำกับตนเองมองสมุนไพรที่อยู่ในสวนตาเป็นประกาย ก่อนร่างบางจะก้าวเข้าไปในกระท่อมกลิ่นหอมของสมุนไพรพลันลอยโชยเข้ามากระทบจมูก หว่านหนิงเริ่มเดินสำรวจภายในกระท่อมพบโอสถถูกจัดเรียงเป็นระเบียบเต็มตู้ไม้และยังมีตำราแพทย์นับร้อยเล่มวางเรียงรายบนชั้นหนังสือ กลิ่นกระดาษเก่าผสมกลิ่นสมุนไพรทำให้หัวใจสั่นสะท้าน“นี่มันคลังสมบัติชัด ๆ”ทว่าในขณะที่หญิงสาวกำลังดีใจกับมรดกที่ได้รับจากมารดา เบื้องหน้าของนางกลับปรากฏหน้าต่างสีฟ้าโปร่งแสงขึ้นติ้ง![ระบบเทพโอสถกำลังเชื่อมต่อ….][ระบบเทพโอสถกำลังยืนยันตัวตนผู้สืบทอด….][ผู้สืบทอดไป๋หว่านหนิงเชื่อมต่อสำเร็จแล้ว]“ฮะ? ระบบเทพโอสถคืออะไร?”หญิงสาวกะพริบตาปริบ ๆ มองหน้าต่างโปร่งแสงเบื้องหน้าที่ไม่รู้ว่าโผล่มาจากไหนอย่างงุนงง ก่อนตัวอักษรทั้งหมดจะบิดเบี้ยวเปลี่ยนรูปร่างกลายเป็นลูกหมามอลทีสขนปุยสีขาวโพลนตัวหนึ่งที่ยืนเชิดหน้าภูมิใจบนหน้าต่างระบบนั้น[ในที่สุดเจ้าก็เชื่อมต่อกับข้าเสียที เจ้ามนุษย์ต่ำต้อย]หว่านหนิงถึงกับชะงักงัน “เจ้าคือระบบเทพโอสถ?”[แน่นอน ข้าคือเทพโอสถผู้สูงส่งที

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status