LOGINเสียง ‘ติ๊ง’ ของลิฟต์ส่วนตัวดังขึ้น พร้อมกับประตูสแตนเลสที่เลื่อนเปิดออกเผยให้เห็นโถงทางเดินกว้างขวางที่ปูด้วยหินอ่อนสีดำสนิท
“เดิน!” แรงกระชากจากมือหนาทำให้เฟิร์นที่กำลังทรงตัวไม่อยู่ถลาไปข้างหน้าจนเกือบหน้าคะมำ เธอหันขวับกลับไปมองเจ้าของมือด้วยสายตาอาฆาตแค้น ทั้งเจ็บข้อมือ ทั้งมึนหัวจากการถูกเหวี่ยงไปมา “โอ๊ย! มันเจ็บนะ! นายเป็นบ้าอะไรของนายเนี่ย เดินดีๆ ไม่เป็นหรือไง!” เฟิร์นแว้ดใส่ พยายามสะบัดข้อมือให้หลุดจากการเกาะกุมที่แน่นราวกับคีมเหล็ก คีออสไม่แม้แต่จะปรายตามอง เขาเพียงแค่กระตุกมุมปากขึ้นเล็กน้อยอย่างนึกรำคาญปนขบขัน ก่อนจะออกแรงลากร่างบางให้เดินตามเข้าไปในห้องนอนสุดหรูที่กินพื้นที่ทั้งชั้นบนสุดของตึก “ปล่อยฉันนะ!” เฟิร์นกรีดร้อง เมื่อเห็นประตูกระจกบานใหญ่ถูกล็อกอัตโนมัติทันทีที่พวกเขาก้าวเข้ามา “ที่นี่ที่ไหน! นายพาฉันมาที่นี่ทำไม! ฉันจะกลับบ้าน!” คีออสเหวี่ยงเธอไปที่โซฟาหนังตัวยาวกลางห้องโถง แรงเหวี่ยงนั้นไม่ได้เบาเลย ทำให้เฟิร์นล้มกลิ้งไปบนเบาะนุ่มแต่เด้งดึ๋ง ผมเผ้ายุ่งเหยิง เสื้อยืดตัวโคร่งที่ใส่มาเริ่มเลิกขึ้นจนเห็นเอวขาววับๆ แวมๆ เฟิร์นรีบตะเกียกตะกายลุกขึ้นนั่งจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ แล้วชี้หน้าด่ากราดทันที “นายมันโรคจิต! จับฉันมาทำไม! ฉันบอกแล้วไงว่าฉันจะไปสอบพรุ่งนี้!” คีออสยืนล้วงกระเป๋ากางเกง มองดูสภาพมอมแมมของเธอ ตรงหน้าด้วยสายตาที่อ่านยาก เขาค่อยๆ เดินย่างสามขุมเข้ามาหาเธอ ช้าๆ แต่กดดันจนเฟิร์นต้องถดตัวหนีไปจนชิดพนักโซฟา “สอบ” เขาเลิกคิ้ว “ห่วงเรื่องสอบมากกว่าชีวิตตัวเองงั้นสินะ” “ก็เออสิยะ!” เฟิร์นสวนทันควัน ปากคอสั่น “ฉันเป็นนักศึกษา หน้าที่ฉันคือเรียน ไม่ใช่มาโดนมาเฟียประสาทกลับอย่างนายลากไปลากมาแบบนี้!” เธอสูดหายใจลึก พยายามรวบรวมสติและเหตุผลทั้งหมดที่มี แม้ในใจจะกลัวจนขาสั่นพั่บๆ ก็ตาม “ฟังนะนาย… เอ่อ คุณคีออส หรืออะไรก็ช่าง” เฟิร์นพยายามปรับน้ำเสียงให้ดูจริงจังที่สุด “ปล่อยฉันไปเถอะ ฉันสัญญา… สาบานให้ฟ้าผ่าเลยก็ได้ว่าฉันจะไม่พูดเรื่องวันนี้ ฉันไม่รู้ว่านายเป็นใคร ทำธุรกิจอะไร ฉันแค่ไปตามเพื่อน!” คีออสหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเธอ ค้ำแขนทั้งสองข้างลงกับพนักโซฟา ขังเธอไว้ในวงแขนแกร่ง ใบหน้าหล่อเหลาแต่เย็นชาโน้มลงมาจนปลายจมูกแทบจะชนกัน “เธอเห็นเอกสารนั่น” เขาพูดเสียงต่ำ “ฉันไม่ได้ดู!” เฟิร์นปฏิเสธเสียงหลง รีบยกมือขึ้นมาโบกไปมา “ฉันสาบานได้! ฉันแค่เห็นซองมันหล่น พอหยิบขึ้นมานายก็พังประตูเข้ามาพอดี ฉันยังไม่ได้อ่านเนื้อหาข้างในเลยสักตัวเดียวนะ! จริงๆ!” คีออสหรี่ตามองจับผิด “คิดว่าฉันจะเชื่อ?” “ก็มันเรื่องจริงนี่!” เฟิร์นเริ่มเสียงดังขึ้นด้วยความอัดอั้น “ฉันจะโกหกหาซากอะไรล่ะ! ฉันเป็นแค่นักศึกษานะเว้ย ไม่ใช่สายลับ 007 ที่จะมาจำข้อมูลลับอะไรของนายได้ในวินาทีเดียวอะ! สมองฉันมีไว้จำสูตรเคมี ไม่ได้มีไว้จำผังองค์กรโจร!” คำว่า ‘โจร’ ทำให้คิ้วเข้มของคีออสกระตุกวูบ “ปากดี” เขาพึมพำ ก่อนจะยื่นมือไปเชยคางเธอขึ้น บังคับให้สบตา “รู้ไหมคนที่ด่าฉันว่าโจร ส่วนใหญ่จุดจบเป็นยังไง?” เฟิร์นกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ ความกลัวแล่นริ้วขึ้นมาอีกระลอก แต่ความปากไวก็ยังทำงานเร็วกว่าสมอง “ช่างหัวจุดจบสิ! ประเด็นคือพวกแกจับฉันมาเสียเวลาเปล่าๆ!” เธอเถียงสู้ตาย ตาจ้องตอบเขาเขม็ง “จับฉันไปก็ไม่มีประโยชน์อะไรหรอก ฉันไม่มีเงินไถ่ตัว บ้านฉันไม่ได้รวยนิ” คีออสหัวเราะในลำคอ เสียงทุ้มต่ำที่ฟังดูเซ็กซี่แต่น่าขนลุก เขาใช้นิ้วหัวแม่มือเกลี่ยเบาๆ ที่ริมฝีปากล่างของเธอที่ยังบวมเจ่อจากการจูบเมื่อครู่ “ใครบอกว่าฉันต้องการเงิน?” เฟิร์นชะงัก สัมผัสหยาบโลนที่ริมฝีปากทำให้ขนลุกซู่ “ละ… แล้วนายต้องการอะไร” “นั่นสิ” คีออสลากนิ้วไล้ลงมาตามแนวลำคอระหง ผ่านไหปลาร้า แล้วหยุดนิ่งอยู่ที่เนินอกนุ่มเหนือคอเสื้อยืด “เธอคิดว่าฉันลากเธอขึ้นมาบนนี้เพื่อเรียกค่าไถ่งั้นเหรอ? ไร้เดียงสาไปหน่อยมั้งสาวน้อย” เฟิร์นปัดมือเขาออกดังเพียะ! “อย่ามาแตะนะ!” เธอตะคอก หน้าแดงก่ำ “ถ้านายไม่ต้องการเงิน แล้วนายจับฉันมาทำซากอะไร! ฉันบอกแล้วไงว่าฉันไม่รู้เรื่อง! ฉันไร้ประโยชน์สำหรับนาย ปล่อยฉันไปเดี๋ยวนี้!” “ไร้ประโยชน์?” คีออสทวนคำ ยืดตัวขึ้นเต็มความสูง แล้วปลดกระดุมเสื้อสูทออกช้าๆ ทีละเม็ด ท่าทางคุกคามนั้นทำให้เฟิร์นใจหายวาบ “ใช่! ไร้ประโยชน์! ฉันไม่มีข้อมูล ไม่รู้ความลับ ไม่มีเงิน! ฉันมันก็แค่เด็กกะโปโลคนนึง ปล่อยฉันไปเถอะนะ ถือว่าทำบุญทำทาน!” เฟิร์นเริ่มยกมือไหว้ปลกๆ “นะคุณนะ ปล่อยฉันไปเถอะ ฉันต้องไปอ่านหนังสือจริงๆ” คีออสโยนเสื้อสูทราคาแพงทิ้งลงพื้นอย่างไม่ไยดี สายตาคมกริบกวาดมองร่างเล็กที่นั่งขดตัวอยู่บนโซฟาราวกับกำลังประเมินสินค้า “เธอผิดไปสองอย่าง” เขาเอ่ยขึ้นเรียบๆ ขณะเริ่มปลดกระดุมแขนเสื้อเชิ้ตสีดำสนิท “อะ… อะไร” เฟิร์นถามเสียงสั่น สายตามองตามมือหนาที่กำลังพับแขนเสื้อขึ้นจนเห็นเส้นเลือดปูดโปนที่ท่อนแขนแข็งแรง “หนึ่ง… ฉันไม่ทำบุญ” คีออสก้าวเข้ามาประชิดตัวเธออีกครั้ง ครั้งนี้เขาทิ้งเข่าข้างหนึ่งลงบนโซฟา แทรกเข้ามาระหว่างขาของเธอ เฟิร์นหวีดร้องจะถดหนี แต่ติดพนักโซฟาจนมุมแล้ว “และสอง…” เขาโน้มตัวลงมา กักขังเธอไว้ใต้ร่างสูงใหญ่ กลิ่นกายหอมกรุ่นผสมกลิ่นอันตรายแผ่ปกคลุมไปทั่ว “เธอไม่ได้ไร้ประโยชน์” เฟิร์นตัวสั่นเทิ้มเมื่อใบหน้าคมคายเลื่อนเข้ามาใกล้จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจร้อนผ่าวที่เป่ารดแก้ม “ดวงตาคู่นี้…” เขาใช้นิ้วเรียวไล้ที่หางตาเธอ “ที่กล้ามองฉันแบบไม่กลัวตาย… ปากเก่งๆ นี่…” นิ้วเลื่อนมาบดคลึงที่ริมฝีปากเธอหนักๆ “ที่เอาแต่พ่นคำด่าออกมาไม่หยุด…” “ยะ… อย่า…” เฟิร์นพยายามเบือนหน้าหนี แต่มือแกร่งล็อกปลายคางเธอไว้แน่น “เธอถามว่าจับมาทำไมใช่ไหม?” คีออสกระซิบชิดริมฝีปากเธอ มุมปากกระตุกยิ้มที่ดูชั่วร้ายและทรงเสน่ห์จนน่าโมโห “ก็จับมาสนุกด้วยกันไง… หืม?” คำตอบนั้นเหมือนฟ้าผ่าลงกลางกบาล เฟิร์นเบิกตากว้าง “สะ… สนุกบ้านนายสิ!” เธอด่าเสียงหลง พยายามผลักอกเขา “ฉันไม่ใช่ของเล่นนะโว้ย! ออกไปนะ! ไอ้คนชั่ว! ไอ้มาเฟียหื่นกาม!” “หึ…” คีออสไม่สะเทือนกับแรงผลักเท่ามดกัดของเธอแม้แต่น้อย เขากลับยิ่งบดเบียดเรือนกายแกร่งเข้าหาเธอมากขึ้น จนหน้าอกนุ่มหยุ่นภายใต้เสื้อยืดบางๆ แนบชิดกับแผ่นอกแข็งๆ ของเขา “ด่าอีกสิ” เขาเย้าแหย่ ดวงตาพราวระยับด้วยความถูกใจ “ยิ่งเธอด่า… ฉันยิ่งอยากรู้ว่าปากเก่งๆ แบบนี้ เวลาครางชื่อฉันมันจะเสียงดังได้แค่ไหน” “ไอ้โรคจิต! ไปตายซะ!” เฟิร์นง้างมือจะตบ แต่คีออสคว้าข้อมือเธอไว้ได้กลางอากาศทันควัน “จุ๊ๆ… เด็กไม่ดี” เขาบีบข้อมือเธอแน่นแล้วกดลงกับพนักโซฟาเหนือศีรษะ “ตบฉันหนึ่งที… ฉันจะเอาคืนด้วยจูบ… หรืออาจจะมากกว่านั้น” สายตาของเขาเลื่อนต่ำลงมองเนินอกที่กระเพื่อมแรงจากการหอบหายใจ เฟิร์นหน้าร้อนผ่าว ทั้งโกรธทั้งอาย ทั้งกลัวจนทำอะไรไม่ถูก “ปล่อยฉันนะ… ฉันขอร้อง…” น้ำเสียงเธอเริ่มเปลี่ยนจากแข็งกร้าวเป็นเว้าวอน เมื่อรู้ว่ากำลังสู้แรงเขาไม่ได้ คีออสยิ้มเย็น ฝังจมูกโด่งลงที่ซอกคอหอมกรุ่น สูดดมกลิ่นกายสาวอย่างถือสิทธิ์ “สายไปแล้วเฟิร์น” เขาพึมพำชิดผิวเนื้ออ่อนนุ่ม ขบเม้มเบาๆ จนเธอสะดุ้งเฮือก “คืนนี้เธอยังไม่ได้นอนอ่านหนังสือหรอก…” “เพราะฉันมีบทเรียนบทใหม่จะสอนเธอ… รับรองว่าจำแม่นกว่าสูตรเคมีพวกนั้นเยอะ” “ไม่! ไม่เอา! ปล่อยยยชั้นนน อึก...” เสียงร้องประท้วงของเฟิร์นถูกกลืนหายไปในลำคออีกครั้ง เมื่อริมฝีปากร้อนจัดทาบทับลงมา ปิดผนึกทุกคำพูด และเริ่มบทลงโทษที่แสนเอาแต่ใจของเขาร่างบางถูกวางลงบนฟูกนุ่มอย่างทะนุถนอมผิดวิสัยมาเฟียผู้เหี้ยมโหด คีออสไม่รอช้าที่จะตามลงมาทาบทับ กักขังเธอไว้ใต้ร่างแกร่งนัยน์ตาคมจ้องมองใบหน้าที่แดงระเรื่อและตื่นตระหนกของเธอด้วยแววตาที่อ่อนลงแฝงความปรารถนาที่ลึกซึ้ง“เลิกต่อต้านได้แล้ว” เขาพึมพำเสียงทุ้ม ก่อนจะค่อยๆ โน้มใบหน้าลงมาริมฝีปากอุ่นจัดประทับลงบนกลีบปากนุ่มของเธออย่างแผ่วเบา และอ้อยอิ่ง เหมือนกำลังละเลียดชิมขนมหวานชิ้นโปรด เขาค่อยๆคลอเคลียหยอกเย้าที่ชวนให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ“อื้อ...”เฟิร์นเผลอครางในลำคอ สัมผัสที่อ่อนโยนจนน่าตกใจทำให้กำแพงที่เธอก่อไว้เริ่มสั่นคลอน มือไม้ที่กำแน่นกลับผ่อนแรงลง นิ้วเรียวค่อยๆ คลายออกแล้วเลื่อนขึ้นไปโอบรอบลำคอหนาของเขาโดยไม่รู้ตัวจูบของคีออสเหมือนยาเสพติดร้ายกาจ มันหอมหวาน นุ่มนวล แต่ก็มอมเมาสติสัมปชัญญะให้เลือนหาย เขาค่อยๆ เพิ่มน้ำหนักกดจูบให้ลึกซึ้งขึ้น ปลายลิ้นร้อนแตะเบาๆ ที่รอยแยกของริมฝีปากเป็นการขออนุญาต และร่างกายที่ทรยศของเธอก็ยอมเปิดทางให้อย่างง่ายดายรสสัมผัสวาบหวามแผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย ความโกรธเคืองเรื่องที่เขาข่มขู่ ถูกพัดหายไปกับความเสน่หาชั่วขณะทำไม ทำไมเขาถึงร้ายกาจแบบนี้ ทำไม
“เดี๋ยว! หยุดก่อน!”เฟิร์นรวบรวมแรงฮึดสุดท้าย ผลักอกแกร่งของคีออสออกไปสุดแรง ถอยหลังกรูดไปตั้งหลัก ความสับสนและคำถามมากมายตีกันยุ่งเหยิงในหัว“นายโกหก!” เธอชี้หน้าเขา นิ้วมือสั่นระริก “นายกำลังปั้นน้ำเป็นตัวเพื่อใส่ร้ายเชอร์รี่!”คีออสเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง ท่าทางไม่ยี่หระ “โกหก ตรงไหนที่ว่าโกหก”“ก็ตรงที่นายบอกว่าเชอร์รี่ยื่นข้อเสนอบ้าบอนั่นไง!” เฟิร์นสวนกลับเสียงแข็ง พยายามขุดความทรงจำในคืนนั้นขึ้นมาประมวลผลอย่างละเอียด“ฉันจำได้... วันนั้นเชอร์รี่เมามาก! เมาจนคอพับคออ่อน แทบจะทรงตัวไม่อยู่ แล้วยัยนั่นจะเอาสติที่ไหนไปเจรจาต่อรองกับนาย!”เธอก้าวเข้ามาหาเขาหนึ่งก้าว จ้องตาเขาเขม็งเพื่อจับผิด“คนเมาแอ๋ขนาดนั้นจะพูดรู้เรื่องได้ยังไง? จะไปโบ้ยความผิดให้ฉันตอนไหน? ในเมื่อตอนที่ฉันลากยัยนั่นออกมา... ยัยนั่นแทบจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองอยู่ที่ไหน!”เฟิร์นสูดหายใจลึก มั่นใจในสิ่งที่ตัวเองเห็น“และที่สำคัญ... ฉันอยู่กับเชอร์รี่ตลอดเวลาจนกระทั่งการ์ดของนายเข้ามาล็อคตัวพวกเราแยกจากกัน! เชอร์รี่ไม่มีจังหวะไหนเลยที่จะคุยกับนายเป็นการส่วนตัว!”คีออสยืนนิ่งฟังเธอระเบิดอารมณ์ มุมปากยกยิ้มที่อ่านไม่ออก
ประตูลิฟต์ส่วนตัวเปิดออกที่ชั้นบนสุดของเพนต์เฮาส์ใจกลางเมือง ความทรงจำในคืนอัปยศนั้นไหลย้อนกลับมาในหัวของใบเฟิร์นทันที กลิ่นน้ำหอมปรับอากาศในห้องโถง เฟอร์นิเจอร์ราคาแพง และเตียงกว้างที่เธอเคยถูกพันธนาการ... ทุกอย่างทำให้ขาสั่นจนแทบก้าวไม่ออก“ทะ... ทำไมพาฉันมาที่นี่ล่ะ”เฟิร์นถามเสียงสั่น พยายามขืนตัวไว้ไม่ยอมเดินออกจากลิฟต์ มือเล็กเกาะขอบประตูแน่นราวกับเป็นที่พึ่งสุดท้าย“ฉันอยากกลับแล้ว... พาฉันไปส่งที่หอเถอะนะ... พรุ่งนี้ฉันมีเรียนเช้า”เธอโกหกออกไป หวังว่าเหตุผลเรื่องการเรียนจะทำให้เขาเห็นใจและยอมปล่อยเธอไปคีออสที่ยืนล้วงกระเป๋ากางเกงอยู่อย่างสบายอารมณ์ หันมามองเธอช้าๆ เขาเลิกคิ้วขึ้นสูง มุมปากกระตุกยิ้มรู้ทันที่ทำให้เฟิร์นเสียวสันหลังวาบ“มีเรียน หืม” เขาทำเสียงสูงในลำคอ เดินย่างสามขุมเข้ามาต้อนเธอจนชิดผนังลิฟต์“พรุ่งนี้วันเสาร์... มหาวิทยาลัยเธอเปิดสอนภาคพิเศษวิชาหนีผัวหรือไง”เฟิร์นสะอึก หน้าซีดเผือดลงทันตา เธอลืมไปสนิทเลยว่าพรุ่งนี้เป็นวันหยุด“เอ่อ... คือ...ก็...กิจกรรมชมรมไง ฉันต้องไปทำกิจกรรม” เธอแถไปเรื่อยแบบน้ำขุ่นๆ“โกหกไม่เนียนไปเรียนมาใหม่นะแม่สาวน้อย” คีออสหัวเราะหึ
ประตูรถยนต์สีดำขลับถูกเปิดออกโดยลูกน้องคนสนิท คีออสวางร่างบางที่ยังคงดิ้นขลุกขลักลงบนเบาะรถอย่างเบามือ ก่อนที่ตัวเขาจะก้าวตามขึ้นไปนั่งประกบ แล้วประตูก็ถูกปิดลงทันทีภายในห้องโดยสารที่กว้างขวางและเงียบสงบ มีเพียงเสียงเครื่องยนต์ดังเบาๆ“ขยับออกไปนะ ไปนั่งฝั่งโน้นเลย”ทันทีที่นั่งได้ เฟิร์นก็รีบเขยิบตัวหนีไปจนชิดประตูอีกฝั่ง ยกมือกอดอกทำหน้าบึ้งตึงใส่เขา“จะให้นั่งไกลทำไม ที่ตั้งกว้าง...” คีออสไม่ฟังคำสั่ง ขยับตัวตามเข้ามานั่งเบียดจนไหล่ชนไหล่ “อีกอย่าง... เมื่อกี้เธอบอกว่าอยากล้างหน้าไม่ใช่เหรอ?”“ฉันจะกลับไปล้างที่บ้าน!” เฟิร์นสวนกลับทันควัน “ใครจะไปอยากล้างกับนาย!”“บ้านเธอไม่มีแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อชั้นดีเหมือนที่นี่หรอกนะ...” คีออสยิ้มมุมปาก เอื้อมมือไปเปิดตู้มินิบาร์ คว้าขวดแชมเปญราคาแพงระยับออกมา“ฉันไม่กินเหล้า! แล้วฉันก็ไม่อยากโดนนายรังแกเหมือนคราวนั้นด้วย!” เฟิร์นระแวง รีบยกมือกันไว้“ไม่ได้ให้กิน... เอามาเช็ด...” คีออสพูดหน้าตาย เขาเทแชมเปญใส่ผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กที่พับไว้อย่างดีจนชุ่ม แล้วยื่นหน้าเข้ามาใกล้เธอ“มานี่... จะเช็ดรอยที่เธอรังเกียจออกให้”“ไม่ต้อง! ฉันทำเองได้” เฟิร์นจะ
บรรยากาศระหว่างทางเดินออกจากผับเต็มไปด้วยสายตาของผู้คนที่จับจ้องมายังชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ที่อุ้มหญิงสาวร่างเล็กไว้ในอ้อมแขน แต่คนที่ถูกอุ้มกลับไม่ได้รู้สึกโรแมนติกด้วยเลยสักนิด เฟิร์นพยายามข่มใจไม่ให้เต้นแรงไปกับจังหวะการก้าวเดินของเขาทว่า... ความรู้สึกบางอย่างมันห้ามยาก เมื่อใบหน้าของเธอซุกอยู่ที่ซอกคอแกร่ง กลิ่นน้ำหอมเฉพาะตัวที่ผสมกับกลิ่นบุรุษเพศของคีออสมันช่างยั่วยวนจนเผลอไผล จมูกรั้นๆ ของเธอเผลอขยับเข้าไปสูดดมความหอมนั้นเข้าปอดลึกๆ อย่างลืมตัว มือเรียวที่คล้องคอเขาอยู่ก็กระชับแน่นขึ้นโดยอัตโนมัติ“อืม...” คีออสครางรับในลำคอเบาๆ เมื่อรู้สึกถึงลมหายใจที่เป่ารดต้นคอเสียงนั้นดึงสติเฟิร์นให้กลับมา เธอลืมตาโพลง เบิกตากว้างเมื่อนึกขึ้นได้ว่าตัวเองกำลังทำบ้าอะไรอยู่ตายแล้ว เมื่อกี้ฉันทำอะไรลงไป ไปดมเขาทำไมภาพที่เขานั่งให้ผู้หญิงคนนั้นนัวเนีย ซุกไซ้ซอกคอเดียวกันนี้แวบเข้ามาในหัวทันที ความรู้สึกเคลิบเคลิ้มแปรเปลี่ยนเป็นความขยะแขยงขึ้นมาจับใจ“อื้อ!” เฟิร์นรีบผละหน้าออกมาจากซอกคอเขาแทบไม่ทัน เหมือนโดนของร้อนคีออสชะงักเท้า ก้มมองคนในอ้อมแขนด้วยสีหน้างุนงง “เป็นอะไร”“ปล่อยฉันลงเดี๋ยวนี้น
ความเงียบปกคลุมห้องวีไอพีอีกครั้งหลังจากที่ร่างสะบักสะบอมของซันถูกพาออกไป ใบเฟิร์นค่อยๆ ดึงสติที่แตกกระเจิงของตัวเองกลับมา เธอยกหลังมือขึ้นปาดน้ำตาที่ยังเปื้อนแก้มออกลวกๆ สูดหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกความเข้มแข็ง แม้ภายในใจจะยังสั่นไหวกับเหตุการณ์ระทึกขวัญเมื่อครู่เธอเหลือบตามองชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ที่ยืนตระหง่านอยู่ตรงหน้า... คีออส ผู้ชายที่เพิ่งจะสั่งกระทืบคนแล้วก็สั่งให้ส่งโรงพยาบาลในเวลาเดียวกัน อารมณ์ของเขาแปรปรวนอย่างที่ไม่อาจคาดเดา และเธอก็ไม่อยากจะเอาตัวเข้าไปเสี่ยงกับคนแบบนั้น“งั้น... ฉันกลับก่อนนะ”เฟิร์นพูดขึ้นทำลายความเงียบ น้ำเสียงยังคงสั่นเครือเล็กน้อยแต่พยายามบังคับให้ราบเรียบที่สุด เธอเบี่ยงตัวเตรียมจะเดินเลี่ยงเขาไปที่ประตู แต่ขาเจ้ากรรมก็หยุดชะงักเมื่อนึกขึ้นได้ถึงภาพบาดตาที่เห็นก่อนหน้านี้ที่เขากับผู้หญิงชุดแดงคนนั้นความน้อยใจแล่นปราดขึ้นมาจุกที่อกโดยไม่รู้ตัว เธอหันกลับมาพูดเสริมด้วยน้ำเสียงที่เจือความประชดประชัน“นายมากับแฟนนายไม่ใช่เหรอ? ป่านนี้คงรอนานแย่แล้ว... รีบกลับไปหาเธอเถอะ”พูดจบเธอก็รีบก้าวเท้าจะเดินหนีหมับ“เดี๋ยว...”มือหนาราวกับคีมเหล็กคว้าเข้าที่ท่อนแข







