LOGINแสงไฟสลัวจากโคมไฟหัวเตียงสาดส่องกระทบแผ่นหลังกว้างที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามของคนที่นอนคว่ำหน้าหลับสนิท เสียงลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอของคีออสบอกให้รู้ว่าทุกอย่างสงบลงแล้ว อย่างน้อยก็ในตอนนี้
เฟิร์นค่อยๆ ลืมตาขึ้นท่ามกลางความเงียบ ความรู้สึกแรกที่กระแทกเข้าใส่คือความเจ็บระบมที่แล่นพล่านไปทั่วร่าง โดยเฉพาะบริเวณตรงนั้นของเธอที่ปวดหนึบและแสบพร่าราวกับเพิ่งผ่านศึกหนัก ทุกครั้งที่ขยับตัว ความรู้สึกเสียดสีที่จุดสงวนย้ำเตือนถึงเหตุการณ์ป่าเถื่อนที่เพิ่งจบลงไป “อึก...” เธอเผลอหลุดเสียงครางออกมาเบาๆ ก่อนจะรีบยกมือตะปบปากตัวเองแน่น ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกใจ รีบหันขวับไปมอง ปีศาจร้าย ที่นอนอยู่ข้างๆ โชคดี... เขายังไม่ตื่น เฟิร์นกลั้นหายใจ ค่อยๆ ขยับตัวลุกขึ้นนั่งอย่างยากลำบาก ขาเรียวสั่นเทาจนแทบไม่มีแรงยันกาย ความเหนียวเหนอะหนะที่หว่างขาจากคราบน้ำเสียวที่แห้งกรัง ทำให้เธอรู้สึกขยะแขยงตัวเองจนอยากจะร้องไห้ “บ้า... บ้าไปแล้ว...” เธอพึมพำเสียงสั่นเครือ พยายามกลั้นก้อนสะอื้นที่จุกอยู่ที่คอหอย เธอค่อยๆ ก้าวลงจากเตียง เท้าสัมผัสพื้นพรมเย็นเฉียบ ความเจ็บแปลบที่แล่นริ้วขึ้นมาจากช่วงล่างทำให้เธอต้องกัดปากแน่นจนห่อเลือด สายตากวาดมองไปทั่วห้องเพื่อหาเสื้อผ้าของตัวเอง เสื้อยืด... กางเกงยีนส์... กางเกงชั้นใน... ทุกชิ้นกระจัดกระจายไปคนละทิศคนละทาง สภาพยับยู่ยี่ไม่ต่างจากเจ้าของ เฟิร์นรีบก้มลงเก็บเสื้อผ้ามาสวมใส่อย่างลวกๆ มือไม้สั่นเทาจนติดกระดุมผิดๆ ถูกๆ “เร็วเข้าสิเฟิร์น... เร็วเข้า... เดี๋ยวเขาตื่น...” เธอบอกตัวเองเสียงกระซิบ หัวใจเต้นรัวแรงราวกับจะหลุดออกมานอกอก เมื่อแต่งตัวเสร็จเธอก็หันกลับไปมองร่างสูงบนเตียงอีกครั้ง ความรู้สึกหลากหลายตีกันมั่วไปหมดในหัว ทั้งโกรธ ทั้งกลัว ทั้งเกลียด... แต่สิ่งที่น่าเจ็บใจที่สุดคือภาพความทรงจำตอนที่เธอร้องครางอย่างสุขสมใต้ร่างเขา มันยังฉายชัดวนเวียนอยู่ในหัว “ไปเคลิ้มกับอีตานั่นได้ยังไง... ฮือ... ยัยหน้าไม่อาย” เธอยกมือขึ้นทุบศีรษะตัวเองเบาๆ เพื่อเรียกสติ ก่อนจะตัดสินใจหันหลังเดินย่องออกจากห้องนอนให้เงียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทุกก้าวที่เดินผ่านห้องโถง เธอต้องคอยระวังไม่ให้ชนของตกแตก เสียงหัวใจตัวเองดังจนเธอคิดว่ามันจะปลุกคนทั้งตึก เมื่อออกมาพ้นประตูห้องและลงลิฟต์มาถึงชั้นล่างได้สำเร็จ เฟิร์นแทบจะทรุดลงกับพื้น ขาแข้งอ่อนแรงจนต้องพิงผนังลิฟต์หอบหายใจ “รอดแล้ว... รอดแล้ว...” เธอพึมพำกับตัวเอง แต่ความโล่งใจก็อยู่ได้ไม่นาน เมื่อภาพของ ‘เชอร์รี่’ แวบเข้ามาในความคิด “เชอร์รี่!” เฟิร์นอุทานเสียงเบา ยกมือขึ้นกุมขมับ “ตายละ... แล้วเชอร์รี่ล่ะ ป่านนี้จะเป็นยังไงบ้าง” ความรู้สึกผิดถาโถมเข้าใส่ เธอทิ้งเพื่อน... เธอหนีเอาตัวรอดมาคนเดียว “จะกลับขึ้นไป?... ไม่... ไม่ได้เด็ดขาด” เฟิร์นส่ายหน้าดิก ตัวสั่นงันงกเมื่อนึกถึงดวงตาคมกริบและแก่นกาย ร้อนผ่าวของคีออส “ขืนกลับขึ้นไปตอนนี้... ฉันไม่รอดแน่ๆ เขาคงไม่ปล่อยฉันมาเป็นครั้งที่สอง” เธอตัดสินใจเดินกึ่งวิ่งออกจากตึก อาศัยจังหวะที่ไม่มีการ์ดเฝ้าอยู่หน้าประตูพาตัวเองออกมาสู่อากาศภายนอก เรียกรถแท็กซี่คันแรกที่ขับผ่านมาแล้วกระโจนขึ้นไปนั่งทันที “ไปหอพัก xx ค่ะพี่ เร็วหน่อยนะคะ” เธอบอกคนขับด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก นั่งกอดอกตัวสั่นอยู่ที่เบาะหลัง ตลอดทางเฟิร์นนั่งเหม่อลอย น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้มันไหลลงมาเงียบๆ อีกครั้ง สัมผัสร้อนรุ่มที่เขาทิ้งไว้ตามร่างกาย รอยจูบ รอยกัด และความเจ็บระบมที่กลีบเนื้ออ่อนมันตอกย้ำว่าเรื่องคืนนี้ไม่ใช่ความฝัน “ฮึก... ทำไมร่างกายฉันมันถึงเป็นแบบนี้” เธอซบหน้าลงกับฝ่ามือ พึมพำโทษตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า “ปากบอกว่าเกลียด... บอกว่าขยะแขยง... แต่ตอนที่เขาทำ... ฮือ... ทำไมถึงมีความสุข... ทำไมถึงยอมให้เขาทำจนเสร็จ... อีบ้าเฟิร์น! อีผู้หญิงใจง่าย!” ตรงนั้นของเธอตอดรัดระริก เสียงครางกระเส่าของตัวเองที่ร้องเรียกชื่อเขา... มันตามหลอกหลอนเธอไม่หยุดหย่อน “พอ... พอแล้ว... ลืมมันไปซะ...” เธอสูดน้ำมูก พยายามเช็ดน้ำตาออกลวกๆ “คิดซะว่าถูกหมากัด... แค่หมากัดครั้งเดียว” เมื่อถึงห้องพัก เฟิร์รรีบล็อกประตูปิดลงกลอนถึงสามชั้น ทรุดตัวลงนั่งพิงประตูอย่างหมดแรง หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดโทรหาเชอร์รี่เป็นร้อยสาย แต่มีเพียงเสียงสัญญาณฝากข้อความตอบกลับมา “รับสิเชอร์รี่... รับสายฉันหน่อย...” เธอร้องไห้กับโทรศัพท์ “แกอยู่ไหน... แกปลอดภัยหรือเปล่า... ฮือ... ฉันขอโทษ... ฉันช่วยแกไม่ได้จริงๆ” เธอกำโทรศัพท์แน่น ตัดสินใจเด็ดขาดกับตัวเอง ณ วินาทีนั้น “ฉันจะไม่ไปเหยียบที่คลับนั่นอีก... ให้ตายยังไงก็ไม่ไป” เฟิร์นพูดกับความว่างเปล่า แววตาฉายแววหวาดกลัวแต่ก็มุ่งมั่น “ฉันจะไปแจ้งตำรวจ... หรือไม่ก็อาจารย์... ต้องมีใครสักคนช่วยเชอร์รี่ได้... โดยที่ฉันไม่ต้องเอาตัวเข้าไปแลกกับไอ้ปีศาจราคะนั่นอีก” เธอลุกขึ้นเดินโซซัดโซเซเข้าไปในห้องน้ำ เปิดฝักบัวให้น้ำเย็นจัดไหลราดรดตัวทั้งเสื้อผ้า หวังจะชำระล้างคราบไคลและสัมผัสของเขาออกไปให้หมด มือเล็กถูสบู่แรงๆ ตามตัวจนผิวแดงเถือก โดยเฉพาะบริเวณหน้าอกและจุดหว่างขาที่เขาฝากรอยรักเอาไว้ “ออกไปสิ... ออกไป! กลิ่นบ้าๆ นี่!” เฟิร์นขัดผิวจนแสบ ร้องไห้แข่งกับเสียงสายน้ำ “อย่าหวังเลยนะ... ว่านายจะได้แตะต้องตัวฉันอีก...ไอ้คีออส!” เธอตะโกนลั่นห้องน้ำ ทั้งที่ในใจลึกๆ กลับสั่นไหวอย่างน่ากลัว... เพราะรสสัมผัสสุดท้ายที่เขาพาเธอไปแตะขอบสวรรค์นั้น มันช่างหอมหวานเสียจนเธอกลัวใจตัวเองเหลือเกินว่าจะเผลอโหยหามันอีกครั้ง “บ้าที่สุด... ฉันเกลียดนาย... ได้ยินไหมว่าฉันเกลียดนาย!”ร่างบางถูกวางลงบนฟูกนุ่มอย่างทะนุถนอมผิดวิสัยมาเฟียผู้เหี้ยมโหด คีออสไม่รอช้าที่จะตามลงมาทาบทับ กักขังเธอไว้ใต้ร่างแกร่ง นัยน์ตาคมจ้องมองใบหน้าที่แดงระเรื่อและตื่นตระหนกของเธอด้วยแววตาที่อ่อนลงแฝงความปรารถนาที่ลึกซึ้ง “เลิกต่อต้านได้แล้ว” เขาพึมพำเสียงทุ้ม ก่อนจะค่อยๆ โน้มใบหน้าลงมา ริมฝีปากอุ่นจัดประทับลงบนกลีบปากนุ่มของเธออย่างแผ่วเบา และอ้อยอิ่ง เหมือนกำลังละเลียดชิมขนมหวานชิ้นโปรด เขาค่อยๆคลอเคลียหยอกเย้าที่ชวนให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ “อื้อ...” เฟิร์นเผลอครางในลำคอ สัมผัสที่อ่อนโยนจนน่าตกใจทำให้กำแพงที่เธอก่อไว้เริ่มสั่นคลอน มือไม้ที่กำแน่นกลับผ่อนแรงลง นิ้วเรียวค่อยๆ คลายออกแล้วเลื่อนขึ้นไปโอบรอบลำคอหนาของเขาโดยไม่รู้ตัว จูบของคีออสเหมือนยาเสพติดร้ายกาจ มันหอมหวาน นุ่มนวล แต่ก็มอมเมาสติสัมปชัญญะให้เลือนหาย เขาค่อยๆ เพิ่มน้ำหนักกดจูบให้ลึกซึ้งขึ้น ปลายลิ้นร้อนแตะเบาๆ ที่รอยแยกของริมฝีปากเป็นการขออนุญาต และร่างกายที่ทรยศของเธอก็ยอมเปิดทางให้อย่างง่ายดาย รสสัมผัสวาบหวามแผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย ความโกรธเคืองเรื่องที่เขาข่มขู่ ถูกพัดหายไปกับความเสน่หาชั่วขณะ ทำไม ทำไมเขาถึงร้า
“เดี๋ยว! หยุดก่อน!”เฟิร์นรวบรวมแรงฮึดสุดท้าย ผลักอกแกร่งของคีออสออกไปสุดแรง ถอยหลังกรูดไปตั้งหลัก ความสับสนและคำถามมากมายตีกันยุ่งเหยิงในหัว“นายโกหก!” เธอชี้หน้าเขา นิ้วมือสั่นระริก “นายกำลังปั้นน้ำเป็นตัวเพื่อใส่ร้ายเชอร์รี่!”คีออสเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง ท่าทางไม่ยี่หระ “โกหก ตรงไหนที่ว่าโกหก”“ก็ตรงที่นายบอกว่าเชอร์รี่ยื่นข้อเสนอบ้าบอนั่นไง!” เฟิร์นสวนกลับเสียงแข็ง พยายามขุดความทรงจำในคืนนั้นขึ้นมาประมวลผลอย่างละเอียด“ฉันจำได้... วันนั้นเชอร์รี่เมามาก! เมาจนคอพับคออ่อน แทบจะทรงตัวไม่อยู่ แล้วยัยนั่นจะเอาสติที่ไหนไปเจรจาต่อรองกับนาย!”เธอก้าวเข้ามาหาเขาหนึ่งก้าว จ้องตาเขาเขม็งเพื่อจับผิด“คนเมาแอ๋ขนาดนั้นจะพูดรู้เรื่องได้ยังไง? จะไปโบ้ยความผิดให้ฉันตอนไหน? ในเมื่อตอนที่ฉันลากยัยนั่นออกมา... ยัยนั่นแทบจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองอยู่ที่ไหน!”เฟิร์นสูดหายใจลึก มั่นใจในสิ่งที่ตัวเองเห็น“และที่สำคัญ... ฉันอยู่กับเชอร์รี่ตลอดเวลาจนกระทั่งการ์ดของนายเข้ามาล็อคตัวพวกเราแยกจากกัน! เชอร์รี่ไม่มีจังหวะไหนเลยที่จะคุยกับนายเป็นการส่วนตัว!”คีออสยืนนิ่งฟังเธอระเบิดอารมณ์ มุมปากยกยิ้มที่อ่านไม่ออก
ประตูลิฟต์ส่วนตัวเปิดออกที่ชั้นบนสุดของเพนต์เฮาส์ใจกลางเมือง ความทรงจำในคืนอัปยศนั้นไหลย้อนกลับมาในหัวของใบเฟิร์นทันที กลิ่นน้ำหอมปรับอากาศในห้องโถง เฟอร์นิเจอร์ราคาแพง และเตียงกว้างที่เธอเคยถูกพันธนาการ... ทุกอย่างทำให้ขาสั่นจนแทบก้าวไม่ออก“ทะ... ทำไมพาฉันมาที่นี่ล่ะ”เฟิร์นถามเสียงสั่น พยายามขืนตัวไว้ไม่ยอมเดินออกจากลิฟต์ มือเล็กเกาะขอบประตูแน่นราวกับเป็นที่พึ่งสุดท้าย“ฉันอยากกลับแล้ว... พาฉันไปส่งที่หอเถอะนะ... พรุ่งนี้ฉันมีเรียนเช้า”เธอโกหกออกไป หวังว่าเหตุผลเรื่องการเรียนจะทำให้เขาเห็นใจและยอมปล่อยเธอไปคีออสที่ยืนล้วงกระเป๋ากางเกงอยู่อย่างสบายอารมณ์ หันมามองเธอช้าๆ เขาเลิกคิ้วขึ้นสูง มุมปากกระตุกยิ้มรู้ทันที่ทำให้เฟิร์นเสียวสันหลังวาบ“มีเรียน หืม” เขาทำเสียงสูงในลำคอ เดินย่างสามขุมเข้ามาต้อนเธอจนชิดผนังลิฟต์“พรุ่งนี้วันเสาร์... มหาวิทยาลัยเธอเปิดสอนภาคพิเศษวิชาหนีผัวหรือไง”เฟิร์นสะอึก หน้าซีดเผือดลงทันตา เธอลืมไปสนิทเลยว่าพรุ่งนี้เป็นวันหยุด“เอ่อ... คือ...ก็...กิจกรรมชมรมไง ฉันต้องไปทำกิจกรรม” เธอแถไปเรื่อยแบบน้ำขุ่นๆ“โกหกไม่เนียนไปเรียนมาใหม่นะแม่สาวน้อย” คีออสหัวเราะหึ
ประตูรถยนต์สีดำขลับถูกเปิดออกโดยลูกน้องคนสนิท คีออสวางร่างบางที่ยังคงดิ้นขลุกขลักลงบนเบาะรถอย่างเบามือ ก่อนที่ตัวเขาจะก้าวตามขึ้นไปนั่งประกบ แล้วประตูก็ถูกปิดลงทันทีภายในห้องโดยสารที่กว้างขวางและเงียบสงบ มีเพียงเสียงเครื่องยนต์ดังเบาๆ“ขยับออกไปนะ ไปนั่งฝั่งโน้นเลย”ทันทีที่นั่งได้ เฟิร์นก็รีบเขยิบตัวหนีไปจนชิดประตูอีกฝั่ง ยกมือกอดอกทำหน้าบึ้งตึงใส่เขา“จะให้นั่งไกลทำไม ที่ตั้งกว้าง...” คีออสไม่ฟังคำสั่ง ขยับตัวตามเข้ามานั่งเบียดจนไหล่ชนไหล่ “อีกอย่าง... เมื่อกี้เธอบอกว่าอยากล้างหน้าไม่ใช่เหรอ?”“ฉันจะกลับไปล้างที่บ้าน!” เฟิร์นสวนกลับทันควัน “ใครจะไปอยากล้างกับนาย!”“บ้านเธอไม่มีแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อชั้นดีเหมือนที่นี่หรอกนะ...” คีออสยิ้มมุมปาก เอื้อมมือไปเปิดตู้มินิบาร์ คว้าขวดแชมเปญราคาแพงระยับออกมา“ฉันไม่กินเหล้า! แล้วฉันก็ไม่อยากโดนนายรังแกเหมือนคราวนั้นด้วย!” เฟิร์นระแวง รีบยกมือกันไว้“ไม่ได้ให้กิน... เอามาเช็ด...” คีออสพูดหน้าตาย เขาเทแชมเปญใส่ผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กที่พับไว้อย่างดีจนชุ่ม แล้วยื่นหน้าเข้ามาใกล้เธอ“มานี่... จะเช็ดรอยที่เธอรังเกียจออกให้”“ไม่ต้อง! ฉันทำเองได้” เฟิร์นจะ
บรรยากาศระหว่างทางเดินออกจากผับเต็มไปด้วยสายตาของผู้คนที่จับจ้องมายังชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ที่อุ้มหญิงสาวร่างเล็กไว้ในอ้อมแขน แต่คนที่ถูกอุ้มกลับไม่ได้รู้สึกโรแมนติกด้วยเลยสักนิด เฟิร์นพยายามข่มใจไม่ให้เต้นแรงไปกับจังหวะการก้าวเดินของเขาทว่า... ความรู้สึกบางอย่างมันห้ามยาก เมื่อใบหน้าของเธอซุกอยู่ที่ซอกคอแกร่ง กลิ่นน้ำหอมเฉพาะตัวที่ผสมกับกลิ่นบุรุษเพศของคีออสมันช่างยั่วยวนจนเผลอไผล จมูกรั้นๆ ของเธอเผลอขยับเข้าไปสูดดมความหอมนั้นเข้าปอดลึกๆ อย่างลืมตัว มือเรียวที่คล้องคอเขาอยู่ก็กระชับแน่นขึ้นโดยอัตโนมัติ“อืม...” คีออสครางรับในลำคอเบาๆ เมื่อรู้สึกถึงลมหายใจที่เป่ารดต้นคอเสียงนั้นดึงสติเฟิร์นให้กลับมา เธอลืมตาโพลง เบิกตากว้างเมื่อนึกขึ้นได้ว่าตัวเองกำลังทำบ้าอะไรอยู่ตายแล้ว เมื่อกี้ฉันทำอะไรลงไป ไปดมเขาทำไมภาพที่เขานั่งให้ผู้หญิงคนนั้นนัวเนีย ซุกไซ้ซอกคอเดียวกันนี้แวบเข้ามาในหัวทันที ความรู้สึกเคลิบเคลิ้มแปรเปลี่ยนเป็นความขยะแขยงขึ้นมาจับใจ“อื้อ!” เฟิร์นรีบผละหน้าออกมาจากซอกคอเขาแทบไม่ทัน เหมือนโดนของร้อนคีออสชะงักเท้า ก้มมองคนในอ้อมแขนด้วยสีหน้างุนงง “เป็นอะไร”“ปล่อยฉันลงเดี๋ยวนี้น
ความเงียบปกคลุมห้องวีไอพีอีกครั้งหลังจากที่ร่างสะบักสะบอมของซันถูกพาออกไป ใบเฟิร์นค่อยๆ ดึงสติที่แตกกระเจิงของตัวเองกลับมา เธอยกหลังมือขึ้นปาดน้ำตาที่ยังเปื้อนแก้มออกลวกๆ สูดหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกความเข้มแข็ง แม้ภายในใจจะยังสั่นไหวกับเหตุการณ์ระทึกขวัญเมื่อครู่เธอเหลือบตามองชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ที่ยืนตระหง่านอยู่ตรงหน้า... คีออส ผู้ชายที่เพิ่งจะสั่งกระทืบคนแล้วก็สั่งให้ส่งโรงพยาบาลในเวลาเดียวกัน อารมณ์ของเขาแปรปรวนอย่างที่ไม่อาจคาดเดา และเธอก็ไม่อยากจะเอาตัวเข้าไปเสี่ยงกับคนแบบนั้น“งั้น... ฉันกลับก่อนนะ”เฟิร์นพูดขึ้นทำลายความเงียบ น้ำเสียงยังคงสั่นเครือเล็กน้อยแต่พยายามบังคับให้ราบเรียบที่สุด เธอเบี่ยงตัวเตรียมจะเดินเลี่ยงเขาไปที่ประตู แต่ขาเจ้ากรรมก็หยุดชะงักเมื่อนึกขึ้นได้ถึงภาพบาดตาที่เห็นก่อนหน้านี้ที่เขากับผู้หญิงชุดแดงคนนั้นความน้อยใจแล่นปราดขึ้นมาจุกที่อกโดยไม่รู้ตัว เธอหันกลับมาพูดเสริมด้วยน้ำเสียงที่เจือความประชดประชัน“นายมากับแฟนนายไม่ใช่เหรอ? ป่านนี้คงรอนานแย่แล้ว... รีบกลับไปหาเธอเถอะ”พูดจบเธอก็รีบก้าวเท้าจะเดินหนีหมับ“เดี๋ยว...”มือหนาราวกับคีมเหล็กคว้าเข้าที่ท่อนแข







