LOGINปาร์ตี้ถูกจัดขึ้นในบาร์ของโรงแรม เป็นบาร์สไตล์โมเดิร์นลัคชูรี่ ตกแต่งอย่างเรียบหรูทันสมัย บรรยากาศไฮคลาสสมกับเป็นงานปาร์ตี้แบบส่วนตัว
เฮียคนนั้นควงพวกผู้หญิงสี่คนไปที่โซฟายาว มีผู้ชายทรงดีที่ต่อให้เห็นรายละเอียดบนหน้าไม่ชัดเจนเพราะแสงไฟค่อนข้างสลัวก็ยังรู้สึกได้ถึงรูปร่างหน้าตาอันหล่อเหลาที่ยากจะปฏิเสธ คำว่าหล่อยันเงาไม่เกินจริงเลย
“มาๆ เดี๋ยวเฮียแนะนำให้รู้จักกับน้องชายเฮีย นี่ริกกี้ ฮาน เรซ และก็...”
ฉันที่เดินผ่านมาทางนี้ได้ยินเสียงคุณเฮียตะโกนพูดกับสาวสวยสี่คนที่หนีบอยู่ในวงแขนทั้งสองข้าง หลังจากนั้นก็ไม่ได้ยินอะไรอีก แต่เห็นพวกผู้หญิงแยกตัวออกไปนั่งเอาอกเอาใจสองในสี่คนนั้น ส่วนอีกสองคนยังเกาะหนึบอยู่กับเฮีย แต่ไม่นานก็มีผู้หญิงอีกสองคนเข้าไปเติม นั่งขนาบข้างผู้ชายอีกสองคนที่เหลือ
“ว่าไงคนสวย”
ฉันกำลังมองหาเป้าหมายตามหน้าที่เอนเตอร์เทน ก็มีผู้ชายคนหนึ่งเข้ามาทัก มองจากบรรยากาศรอบตัวและการแต่งกายที่ไม่หรูหรา แค่เสื้อยืดลายสกรีนตัวอักษร ‘RED☀️SUN’ กับกางเกงยีนขาดเข่าข้างหนึ่ง ก็รู้ว่าเขาเป็นแค่หนึ่งในตัวประกอบของงาน แต่ฉันไม่รังเกียจสักนิด ส่งยิ้มหวานทักทายอย่างเป็นงาน
“สวัสดีค่ะ... สีผมสวยดีนะคะ”
“อ้อนี่น่ะเหรอ” เขาเอามือข้างที่ไม่ได้ถือกระป๋องเบียร์จับผมตัวเอง
ฉันเหลือบมองเส้นผมสีฟ้าอมเทาที่สะดุดสายตาก่อนอันดับแรก เป็นสีที่เข้ากับใบหน้าผอมเรียวของเขามาก ถึงที่แก้มจะมีรอยเปื้อนคล้ายคราบน้ำมันเครื่องและแต่งตัวมอซอเมื่อเทียบกับคนอื่นที่อยู่ในบาร์แต่กลับดูมีเสน่ห์อย่างเหลือเชื่อ แถมแววตาซุกซนนั่นยังช่วยให้บรรยากาศรอบตัวเขามีชีวิตชีวา คุยด้วยแล้วไม่รู้สึกอึดอัด
ถึงแม้ลุคของเขาจะเทียบคนบนโซฟาไม่ติดแต่องค์รวมก็ไม่ได้แย่เลย อ๊ะ! แล้วนี่ฉันจะเอาเขาไปเปรียบเทียบกับคนอื่นทำไมนะ
“ทำร้านไหนเหรอ สีเนียนมากเลย”
“อยากรู้เหรอ” เขายื่นหน้าเข้ามาใกล้ ปลายจมูกคมสันอีกนิดเดียวก็จะชนกับหน้าฉันอยู่แล้ว ฉันเอนตัวออกห่างอัตโนมัติ เป็นปฏิกิริยาของร่างกายน่ะ ไม่ได้ตื่นกลัว คาดว่าคนอื่นที่อยู่ในสถานการณ์นี้ก็คงทำแบบเดียวกัน
“อะอืม ถามเป็นข้อมูลน่ะ เผื่ออยากเปลี่ยนสีผม” ฉันแกล้งพูด รักษารอยยิ้มเอาไว้บนใบหน้าอย่างเป็นธรรมชาติที่สุด
“ดื่มก่อนสิ แล้วจะบอก” เขายื่นกระป๋องเบียร์มาให้ ฉันเหลือบมอง แกล้งทำเป็นไม่ไว้ใจ ทั้งที่จริงๆ ก็รู้สึกแบบนั้นแหละ แต่เมื่อรักจะทำงานสุ่มเสี่ยงแบบนี้มันก็ต้องรู้จักมีลูกเล่นเพื่อการเอาตัวรอด
“ไม่ใส่อะไรหรอกน่า ไม่ต้องห่วง ที่นี่ห้ามใช้สารเสพติด”
เขาพูดเมื่อเห็นฉันมีสีหน้าลังเล น้ำเสียงที่อธิบายก็เต็มไปด้วยความล้อเล่นไม่จริงจัง แยกไม่ออกว่าพูดจริงหรือแค่พูดเพื่อหลอกให้ฉันสบายใจ
อืม… แต่โมเดลลิ่งของช่อฟ้าก็มาตรฐานสูงอยู่เหมือนกัน ทั้งลูกค้าและบรรดาสาวๆ ในโมเดลลิ่ง เชื่อไหมว่าก่อนรับงาน เจ๊แกถึงกับขอใบรับรองแพทย์เกี่ยวกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และการตั้งครรภ์จากทุกคน ซึ่งเป็นใบรับรองปลอมๆ ที่ให้หมอคลินิกเซ็นไม่ได้ด้วยนะ ต้องตรวจจริงเท่านั้น แล้วค่อยเอาใบเสร็จค่าตรวจร่างกายไปขอเงินคืนทีหลังกับโมเดลลิ่ง มันดีตรงนี้แหละ ทุกคนก็เลยให้ความร่วมมือเพราะต่างก็อยากได้ความชัวร์กันทั้งนั้น
ฉันทำงานกับช่อฟ้าสามสี่ครั้งแล้ว ปกติจะรับงานรีวิว พริตตี้บ้าง แต่หลังๆ ไปช่วยฟิตเนสก็จะสิงอยู่ที่ยิมเป็นส่วนใหญ่ แน่นอนว่ามีลูกค้าชวนไปต่อบ้างแต่ฉันปฏิเสธก็จบ ส่วนงานเอนเตอร์เทนนอกสถานที่แบบนี้เจ้าอื่นก็เคยรับ รอบแรกเป็นนักกีฬา รอบสองเป็นบอร์ดบริหารของบริษัทหนึ่ง รอบสามเป็นกรุ๊ปทัวร์ต่างชาติ… ซึ่งสองรอบแรกฉันยังใหม่ ก็เกือบจะโดนหิ้วขึ้นห้องแล้วเหมือนกัน โชคดีที่เอาตัวรอดมาได้อย่างหวุดหวิด รอบที่เป็นชาวต่างชาติสบายหน่อยแค่บริการบนโต๊ะอาหาร กินดื่มเสร็จก็แยกย้ายกันไป ส่วนใครจะแลกเบอร์ติดต่อกันภายหลังอันนี้ก็เป็นเรื่องส่วนตัวแล้ว
รอบที่ทำกับพี่ช่อฟ้า ครั้งหนึ่งเหมือนจะเป็นกองถ่ายหนังสักเรื่องมั้ง พวกผู้กำกับ คนที่ทำงานเบื้องหลัง ดื่มฉลองหลังปิดกอง แล้วก็อยากได้สาวๆ ไปเอนเตอร์เทน อันนี้มีเมคเลิฟกันสดๆ กลางห้องเลย พอคนหนึ่งเริ่ม คนที่เหลือก็ของขึ้นตามๆ กัน ส่วนฉัน… เหอะๆ ยัดอาหารใส่ปากแล้วอมเอาไว้ พอจะจูบก็ทำทีพะอืดพะอมอ้วกต่อหน้าผู้ชายที่เข้ามาคลอเคลีย แค่นั้นก็หมดอารมณ์จะทำกับฉันแล้วล่ะ
แน่นอนว่ารอบนั้นก็มีตรวจร่างกายก่อนรับงานแต่ไม่มีเอกสารยินยอมให้เซ็นเหมือนครั้งนี้ ซึ่งคิดไปมันก็แปลกนะ เพราะมันก็น่าจะเป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่า One Night Stand คงไม่มีใครมานั่งเรียกร้องหลังจากที่มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกันจากงานเอนเตอร์เทนนี่หรอก
“หรือว่าไม่ชอบจะเปลี่ยนเป็นค็อกเทลแทน”
เสียงของคนตรงหน้าฉุดฉันออกจากความคิดในหัว กะพริบตามองอย่างรู้สึกสนใจ
“ก็ดีเหมือนกัน” ฉันพูดพลางหันหน้าไปมองทางบาร์ที่มีบาร์เทนเดอร์หน้าตาดียืนประจำอยู่หนึ่งคน ระหว่างนั้นเขาที่ยังไม่รู้แม้แต่ชื่อก็เข้ามาโอบเอวฉันเพื่อจะไปที่เคาน์เตอร์บาร์ ทว่าเดินได้ไม่กี่ก้าวก็มีเสียงตะโกนเรียกดังแทรกขึ้นมา
“เฮ้ยแฮค! มานี่หน่อยสิวะ”
...เทียนเธอมองฉันแววตาตกใจเล็กน้อย ฉันเองก็ประหลาดใจไม่ต่างกัน เราทั้งคู่นิ่งเงียบเหมือนไม่รู้ว่าจะคุยอะไร แต่ช่วงเวลาสั้นๆ นี้ก็ถูกคนที่พุ่งตามมาด้านหลังทำลายลงอย่างรวดเร็ว“จูน! อย่าเพิ่ง...” เสียงของแฮคขาดไปกลางคันเมื่อมองตามสายตาฉันไปเจอกับเทียนที่กำลังยืนมองเราทั้งคู่อยู่“เอ่อ เทียนแค่มาเอาของที่รถ... แล้วก็กำลังจะไปแล้ว”เธอรีบเปิดประตู หยิบของ แล้วเดินกลับเข้าไปในลานซ่อมทันที“ถ้าจูนอยากกลับจริงๆ เดี๋ยวแฮคไปส่งนะครับ”เสียงแฮคอ่อนลงทันควัน ฉันขมวดคิ้ว ถามออกไปอย่างหงุดหงิด อารมณ์น้อยใจที่หายไปเนิ่นนานกลับมาทำงานแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย“แล้วเมื่อกี้เป็นอะไร พูดเหมือนไม่อยากให้กลับ แต่พอเจอเทียนก็เปลี่ยนใจขึ้นมาทันทีเลยนะ”“ไม่ อย่าเพิ่งเข้าใจผิดสิ ที่เมื่อกี้ไม่อยากให้กลับก็เพราะไม่อยากให้เครียด การที่เรามีอะไรกันในห้องนี้มันไม่ใช่เรื่องที่ผิดถึงขนาดต้องหลบหน้าใครขนาดนั้น นี่คือทั้งหมดที่แฮคคิด ส่วนที่เปลี่ยนใจหลังจากนั้นก็เพราะไม่อยากปล่อยให้จูนกลับไปคนเดียว เป็นห่วงน่ะ” แฮคทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ออกมา ราวกับจะบอกว่าถ้าฉันยังไม่เข้าใจอีกเขาจะลงไปคุกเข่าแล้วจริงๆฉันไม่เข้าใจจริงๆ นั
ภายในออฟฟิศ“อื้อ เดี๋ยวแฮค นี่จะทำอะไรน่ะ อย่าสิ อ๊า...”ฉันโวยวาย ทันทีที่เข้ามาในออฟฟิศยังไม่ทันจะแตะต้องกล่องเค้กด้วยซ้ำ แฮคก็รั้งฉันเข้าไปกอดรัดฟัดเหวี่ยงบนโซฟามือเขาเลื้อยคลำตามเนื้อตัว ดึงทึ้งชายเสื้อนักศึกษาฉันหลุดลุ่ยไปหมด มือหนาสอดเข้ามาล้วงในกระโปรง ขาอ่อนฉันร้อนวูบวาบ หนีบเข้าหากันอัตโนมัติ หัวใจเต้นไม่เป็นส่ำ สมองเริ่มไตร่ตรองสิ่งที่เขาพูดก่อนหน้านี้อย่างจริงจัง“นี่ อย่าบอกนะว่าตั้งใจทำแบบนี้แต่แรก”“หอมจัง” เขาไม่ตอบ แต่ซุกจมูกเข้าที่ต้นคอ สูดกลิ่นกายเข้าไปเต็มแรง ฉันสะท้านไปทั้งตัว มือที่ดันแผ่นอกแกร่งออกอ่อนยวบลงทันควัน“แฮค... เดี๋ยวมีคนเห็น” ฉันปรามเสียงสั่นไหว เริ่มจะมีอารมณ์ขึ้นมาเหมือนกัน แต่ก็ยังไม่สะดวกใจเท่าไหร่“ปริ๊นซ์มันดูต้นทางอยู่ไม่ต้องห่วง”“อื้อ~ แต่น่าอายออก ที่นี่มันห้องทำงานของทุกคนไม่ใช่เหรอ” ฉันเอ่ยอย่างรู้สึกผิดแฮคขยุ้มนิ้วกับเป้ากางเกงซับใน ฉันผวาเฮือก ร้องเสียงหวามออกมาคำหนึ่ง รีบรั้งข้อมือหนาเอาไว้ไม่ให้ขยับมากไปกว่านี้ แต่แฮคไม่ฟังเลย เขาไม่เพียงไม่หยุด มืออีกข้างขยำหน้าอกฉันไปด้วยพอฉันส่งเสียงห้ามมากๆ เข้าเขาก็กดฉันลงนอนราบกับโซฟาแล้วประก
วันต่อมาฉันคิดว่าตัวเองตื่นไวแล้ว แต่แฮคตื่นไวยิ่งกว่า ลืมตาขึ้นมาก็ไม่เห็นแฮคบนเตียงแต่ประตูที่เชื่อมกับห้องทำงานเปิดอยู่ พอเดินมาส่องดูก็เห็นแฮคนั่งหลังแข็งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์เมื่อคืนกว่าเราจะได้นอนก็เกือบตีสอง... แฮคนั่นแหละ คึกได้ทุกคืน ไม่รู้จักเบื่อเลย นี่ถ้าวันนี้ไม่มีเรียนนะ เขาต้องจัดฉันยันเช้าอีกแน่ๆฉันได้แต่ปลอบใจตัวเองว่าคงเป็นแค่ช่วงแรกๆ เขาอาจจะกำลังเห่ออยู่ อีกสักพักเดี๋ยวก็เพลาๆ ลงเอง แต่สักพักนี่ไม่รู้ว่านานแค่ไหนเหมือนกัน“ตื่นแล้วเหรอคะ” แฮคหันมามอง เอื้อมมือมาดึงฉันลงไปนั่งทับบนตัก“แฮค!~” ฉันผวาเรียกชื่อเขาทันทีที่รู้สึกถึงความตื่นตัวใต้กางเกงนอนหมับ...ริมฝีปากก้มลงขบยอดอกผ่านชุดนอน ฉันไม่มีเวลาตั้งตัวเลยด้วยซ้ำ ครางเสียงเล็กบางออกมา ผวาเกาะบ่าเขาแน่น “อย่าสิ เมื่อคืนทำไปเยอะแล้ว ไม่เหนื่อยหรือไง”“ไม่เลย กับจูนได้ตลอด”“บ้าแล้ว เกินไป”“เรื่องจริง จูนก็รู้นี่” แฮคไม่พูดเปล่า แต่ขยับของแข็งตรงตักถูไถไปมา เตือนให้ฉันรู้ว่าเขากำลังฮึกเหิมขนาดไหน“ใช้มือแทนได้มั้ย จูนจะรีบไปอาบน้ำ มีเรียนเช้า”“นิดเดียวไม่ได้เหรอคะ”แหนะ มีอ้อน“ไม่ได้ค่ะ” ฉันยิ้มเย็น ส่ายหน้าเบ
“อื้อ~ แฮคเดินดีๆ สิ จะจับทำไม”ฉันตีมือแฮคหลังเดินออกจากลิฟต์ อยู่ดีๆ เขาก็เลื้อยมือที่โอบอยู่ข้างเอวขึ้นมาบีบหน้าอก ซุกปากกับจมูกคมๆ ลงมาข้างลำคอ พ่นลมหายใจร้อนกรุ่นใส่ ทำให้ฉันใจคอไม่ดี“ตรงนี้ไม่มีกล้อง ไม่ต้องห่วง” เขากระซิบบอกเสียงแหบพร่า แล้วลวนลามฉันหนักข้อกว่าเดิม“หยุดก่อน รอให้ถึงห้องก่อน อ๊ะ แฮค อื้อ อย่าล้วงแบบนี้คอเสื้อมันจะยืด”“นิดเดียวเอง ไม่เป็นไรน่า”“พี่แฮค...”ฉันกับแฮคนัวเนียกันมาถึงหน้าประตูคอนโด ไม่ทันสังเกตว่ามีคนอยู่ จนกระทั่งเสียงเศร้าสร้อยดังขึ้น“กรีนมาทำอะไรที่นี่”แฮคไม่ได้ปล่อยมือจากเรือนร่างฉัน เงยหน้ามองกรีน กลิ่นอายเย็นชาแผ่ซ่านออกมาจากแฮค ฉันยังรู้สึกได้ แล้วกรีนจะขนาดไหนแค่คำถามเฉยเมยประโยคเดียวกรีนก็ตัวสั่น น้ำตาคลอแล้ว ฉันนึกว่าเธอจะเข้มแข็งกว่านี้ซะอีก หรือว่ามันสุดแล้วจริงๆ ถึงได้แสดงความอ่อนแอออกมาต่อหน้าคนที่ตัวเองชอบ“พี่แฮค กรีนเอามาคืน”เช็คสิบล้านยื่นออกมาพร้อมกับมือที่กำลังสั่น แฮคยังไม่พูดอะไรแต่ฉันสัมผัสได้ว่าเขากำลังอึดอัดลำบากใจ จะด้วยกลัวว่าฉันไม่สบายใจ หรือเขาใจอ่อนเพราะรู้สึกผูกพันกับกรีนก็ตาม แต่ฉันไม่คิดจะยืนให้สองคนนี้รำลึกควา
“ด... ดูว์”“หือ”ฉันกำลังนั่งเล่นสมาร์ตโฟนอยู่บนเก้าอี้ รอแฮคช่วยฮานปรับแต่งรถที่จะใช้แข่งในอีกไม่กี่วัน เด็กน้อยคนเดิมเดินเตาะแตะเข้ามากอดขาฉันแล้วเงยหน้ากลมๆ แก้มย้วยๆ ขึ้นเหมือนร้องขออะไรสักอย่าง“ดู?”ฉันมองสมาร์ตโฟนกับดวงตากลมแป๋วสลับกันไปมา เข้าใจว่าอยากได้...“เอ่อ...”ฉันลังเล จะให้ดูดีหรือเปล่า ลองลดแขนที่ถือสมาร์ตโฟนลงแล้วยื่นไปข้างหน้า เจ้าตัวเล็กเขย่งเท้าตอบสนองทันที“อยากดูเหรอ”“คับ...” เสียงเล็กๆ ขานตอบน่ารักมากจนฟังแล้วใจอ่อนย้วยไปหมด“ไปกวนพี่ทำไม” เพนนีวิ่งหน้าตื่นมาจากทางห้องน้ำ เธอกวาดตามองไปรอบๆ สีหน้าตึงเล็กน้อย “ริกกี้ไปไหนแล้ว บอกให้ช่วยดูภามไม่ใช่เหรอ”“เห็นเดินไปทางออฟฟิศน่ะ” ฉันชี้มือไปทางที่ริกกี้เดินหายไป จำได้ว่าหมอนั่นอุ้มน้องไปด้วย แต่ไหงเจ้าตัวเล็กถึงมาโผล่ที่ลานซ่อมได้อีกก็ไม่รู้“แล้วไม่เอาภามไปด้วย” เพนนีบ่นงึมงำฉันยิ้มแหย ฉันว่าฉันไม่พูดมากจะดีกว่า...“ภาม! เอ้ามาอยู่นี่เอง” ริกกี้เดินหน้าตื่นออกมาจากทางออฟฟิศนั่นไง... แสดงว่าเจ้าตัวเล็กแอบออกมาดีนะเดินมาทางนี้ ไม่เดินออกไปข้างนอก ไม่งั้นยุ่งแน่“หมายความว่ายังไง นี่นายใส่ใจหน่อยสิ ถ้าภามหายขึ้
หลายวันต่อมาความสัมพันธ์ระหว่างฉันกับแฮคเริ่มเข้าร่องเข้ารอยมากขึ้น ถึงจะมีบางเรื่องที่ยังคลางแคลงใจและรู้สึกคาราคาซังไม่หาย แต่ฉันไม่รีบร้อน ค่อยๆ แก้และปรับตัวกันไป น่าจะเป็นทางที่ดีที่สุดสำหรับเราเรื่องที่พวกเรากลับมาคบกันไม่ได้ปิดบังหรือเก็บเป็นความลับแต่อย่างใด คนใกล้ตัวฉันรู้เรื่อง โดยเฉพาะยะหยาที่บึนปาก แล้วก็แกล้งเห่าบ๊อกๆ ใส่ฉันอีก ฉันก็ได้แต่ยิ้มแห้ง และบอกไปตรงๆ ว่าอยากลองเชื่อสัญชาตญาณตัวเองดูสักครั้ง“อืม ฉันไม่ว่าอะไรหรอก เห็นแกมีความสุขก็ยินดีด้วย แต่ว่ากุนนี่ยังไง วันก่อนบังเอิญเจอที่ร้านขายยา เห็นฉันเป็นเพื่อนแกมั้งโวยวายใส่ฉันใหญ่เลย คือนิสัยพาลมาก น่าจะโมโหที่โดนแกทิ้งนั่นแหละ”“หา? แกเจอกุนเหรอ” คำพูดของยะหยาทำฉันตกตะลึง ปกติมีอะไรเราจะแชตคุยกันตลอดแต่ว่าเรื่องนี้ยะหยากลับเพิ่งมาพูดก็เลยแปลกใจนิดหน่อย“อืม เมามาเลย มาซื้อยาแก้แฮงก์ที่ร้านยา”“เอ่อ วันไหน”“น่าจะวันนั้นแหละ วันที่หลังฝนตกน่ะ”ฉันเงียบไปสักพัก ก่อนถามต่อ “แล้วเกิดอะไรขึ้น”“ก็ไม่อะไรหรอก แค่โวยวายหาว่าฉันไม่ใช่เภสัชจะขายยาได้ยังไง วุ่นวายมาก ดีนะที่เพื่อนเขารีบลากตัวออกไปก่อน ไม่งั้นได้ต่อยกันไปแล้
แฮคลากนิ้วต่ำลงอีก เสียงฉ่ำแฉะมาพร้อมแรงกดล้ำเข้าลึก ฉันสะดุ้งวาบ ผนังถ้ำหนีบแน่น ราวกับจะจับผู้บุกรุกที่ล่วงเกินเข้ามาในพื้นที่ลับ เพียงแต่ผู้บุกรุกไม่ยอมอยู่เฉยให้จับ นิ้วยาวดึงชักเข้าชักออก ครูดผนังอ่อนเกิดอารมณ์เร่าร้อนเกาะกุมกายใจ ฉันเซไปข้างหน้า มือหนึ่งยันเตียงประคับประคองตัวเองอีกมือประกบเ
เพิ่งวางสายกุนไปหมาดๆ แฮคก็ทักมาถามว่าอยู่ไหน ฉันตอบไปตามตรงว่าอยู่ร้านกาแฟ แล้วก็สลับหน้าจอไปเล่นอย่างอื่น ไม่สนใจข้อความที่เด้งเข้ามาในไลน์ของแฮคอีก รู้ตัวอีกทีก็สามทุ่มกว่าเข้าไปแล้ว เวลาผ่านไปไวมากฉันกลับเข้ามาที่บ้านพักก็เกือบๆ สี่ทุ่ม ตั้งใจจะไปเอาน้ำที่ครัวเผื่อไว้ดื่มตอนดึก มีเสียงเหมือนใ
“....” ฉันกำลังใจลอยกับคำพูดเผด็จการของแฮค สะดุ้งวาบเพราะมือที่ล้วงเข้ามาจับหน้าอก “แฮค?” หัวใจฉันกระตุกไหว เงยหน้าขึ้นมองเจ้าของรอยยิ้มหวานที่ชวนขนลุก รีบร้อนดันตัวขึ้นจากอ้อมกอดอันตรายแต่แฮคก็ดึงรั้งฉันกลับไปกอดแนบอกอย่างไว“นี่กลางวันแสกๆ จะทำอะไร หยุดก่อน” ฉันตะโกนห้าม ช่วงล่างรู้สึกปวดหนึบแ
โชคดีที่วันนี้รถไม่ติด ออกจากคอนโดแฮคเกือบเที่ยง มาถึงที่นัดหมายก่อนบ่ายโมง เร็วกว่าที่นัดเอาไว้ครึ่งชั่วโมงแหนะสถานที่ถ่ายคือทุ่งกุหลาบนาเดียร์ตั้งอยู่นอกเมือง ที่นี่มีทั้งคาเฟ่ ร้านอาหาร จุดถ่ายรูปเช็กอินหลายจุด ระหว่างนั่งแท็กซี่ฉันคุยกับพี่ที่ดีลงานตลอดเวลา มาถึงพี่เจ้าของแบรนด์ต้อนรับอย่างดี







