LOGINปาร์ตี้ถูกจัดขึ้นในบาร์ของโรงแรม เป็นบาร์สไตล์โมเดิร์นลัคชูรี่ ตกแต่งอย่างเรียบหรูทันสมัย บรรยากาศไฮคลาสสมกับเป็นงานปาร์ตี้แบบส่วนตัว
เฮียคนนั้นควงพวกผู้หญิงสี่คนไปที่โซฟายาว มีผู้ชายทรงดีที่ต่อให้เห็นรายละเอียดบนหน้าไม่ชัดเจนเพราะแสงไฟค่อนข้างสลัวก็ยังรู้สึกได้ถึงรูปร่างหน้าตาอันหล่อเหลาที่ยากจะปฏิเสธ คำว่าหล่อยันเงาไม่เกินจริงเลย
“มาๆ เดี๋ยวเฮียแนะนำให้รู้จักกับน้องชายเฮีย นี่ริกกี้ ฮาน เรซ และก็...”
ฉันที่เดินผ่านมาทางนี้ได้ยินเสียงคุณเฮียตะโกนพูดกับสาวสวยสี่คนที่หนีบอยู่ในวงแขนทั้งสองข้าง หลังจากนั้นก็ไม่ได้ยินอะไรอีก แต่เห็นพวกผู้หญิงแยกตัวออกไปนั่งเอาอกเอาใจสองในสี่คนนั้น ส่วนอีกสองคนยังเกาะหนึบอยู่กับเฮีย แต่ไม่นานก็มีผู้หญิงอีกสองคนเข้าไปเติม นั่งขนาบข้างผู้ชายอีกสองคนที่เหลือ
“ว่าไงคนสวย”
ฉันกำลังมองหาเป้าหมายตามหน้าที่เอนเตอร์เทน ก็มีผู้ชายคนหนึ่งเข้ามาทัก มองจากบรรยากาศรอบตัวและการแต่งกายที่ไม่หรูหรา แค่เสื้อยืดลายสกรีนตัวอักษร ‘RED☀️SUN’ กับกางเกงยีนขาดเข่าข้างหนึ่ง ก็รู้ว่าเขาเป็นแค่หนึ่งในตัวประกอบของงาน แต่ฉันไม่รังเกียจสักนิด ส่งยิ้มหวานทักทายอย่างเป็นงาน
“สวัสดีค่ะ... สีผมสวยดีนะคะ”
“อ้อนี่น่ะเหรอ” เขาเอามือข้างที่ไม่ได้ถือกระป๋องเบียร์จับผมตัวเอง
ฉันเหลือบมองเส้นผมสีฟ้าอมเทาที่สะดุดสายตาก่อนอันดับแรก เป็นสีที่เข้ากับใบหน้าผอมเรียวของเขามาก ถึงที่แก้มจะมีรอยเปื้อนคล้ายคราบน้ำมันเครื่องและแต่งตัวมอซอเมื่อเทียบกับคนอื่นที่อยู่ในบาร์แต่กลับดูมีเสน่ห์อย่างเหลือเชื่อ แถมแววตาซุกซนนั่นยังช่วยให้บรรยากาศรอบตัวเขามีชีวิตชีวา คุยด้วยแล้วไม่รู้สึกอึดอัด
ถึงแม้ลุคของเขาจะเทียบคนบนโซฟาไม่ติดแต่องค์รวมก็ไม่ได้แย่เลย อ๊ะ! แล้วนี่ฉันจะเอาเขาไปเปรียบเทียบกับคนอื่นทำไมนะ
“ทำร้านไหนเหรอ สีเนียนมากเลย”
“อยากรู้เหรอ” เขายื่นหน้าเข้ามาใกล้ ปลายจมูกคมสันอีกนิดเดียวก็จะชนกับหน้าฉันอยู่แล้ว ฉันเอนตัวออกห่างอัตโนมัติ เป็นปฏิกิริยาของร่างกายน่ะ ไม่ได้ตื่นกลัว คาดว่าคนอื่นที่อยู่ในสถานการณ์นี้ก็คงทำแบบเดียวกัน
“อะอืม ถามเป็นข้อมูลน่ะ เผื่ออยากเปลี่ยนสีผม” ฉันแกล้งพูด รักษารอยยิ้มเอาไว้บนใบหน้าอย่างเป็นธรรมชาติที่สุด
“ดื่มก่อนสิ แล้วจะบอก” เขายื่นกระป๋องเบียร์มาให้ ฉันเหลือบมอง แกล้งทำเป็นไม่ไว้ใจ ทั้งที่จริงๆ ก็รู้สึกแบบนั้นแหละ แต่เมื่อรักจะทำงานสุ่มเสี่ยงแบบนี้มันก็ต้องรู้จักมีลูกเล่นเพื่อการเอาตัวรอด
“ไม่ใส่อะไรหรอกน่า ไม่ต้องห่วง ที่นี่ห้ามใช้สารเสพติด”
เขาพูดเมื่อเห็นฉันมีสีหน้าลังเล น้ำเสียงที่อธิบายก็เต็มไปด้วยความล้อเล่นไม่จริงจัง แยกไม่ออกว่าพูดจริงหรือแค่พูดเพื่อหลอกให้ฉันสบายใจ
อืม… แต่โมเดลลิ่งของช่อฟ้าก็มาตรฐานสูงอยู่เหมือนกัน ทั้งลูกค้าและบรรดาสาวๆ ในโมเดลลิ่ง เชื่อไหมว่าก่อนรับงาน เจ๊แกถึงกับขอใบรับรองแพทย์เกี่ยวกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และการตั้งครรภ์จากทุกคน ซึ่งเป็นใบรับรองปลอมๆ ที่ให้หมอคลินิกเซ็นไม่ได้ด้วยนะ ต้องตรวจจริงเท่านั้น แล้วค่อยเอาใบเสร็จค่าตรวจร่างกายไปขอเงินคืนทีหลังกับโมเดลลิ่ง มันดีตรงนี้แหละ ทุกคนก็เลยให้ความร่วมมือเพราะต่างก็อยากได้ความชัวร์กันทั้งนั้น
ฉันทำงานกับช่อฟ้าสามสี่ครั้งแล้ว ปกติจะรับงานรีวิว พริตตี้บ้าง แต่หลังๆ ไปช่วยฟิตเนสก็จะสิงอยู่ที่ยิมเป็นส่วนใหญ่ แน่นอนว่ามีลูกค้าชวนไปต่อบ้างแต่ฉันปฏิเสธก็จบ ส่วนงานเอนเตอร์เทนนอกสถานที่แบบนี้เจ้าอื่นก็เคยรับ รอบแรกเป็นนักกีฬา รอบสองเป็นบอร์ดบริหารของบริษัทหนึ่ง รอบสามเป็นกรุ๊ปทัวร์ต่างชาติ… ซึ่งสองรอบแรกฉันยังใหม่ ก็เกือบจะโดนหิ้วขึ้นห้องแล้วเหมือนกัน โชคดีที่เอาตัวรอดมาได้อย่างหวุดหวิด รอบที่เป็นชาวต่างชาติสบายหน่อยแค่บริการบนโต๊ะอาหาร กินดื่มเสร็จก็แยกย้ายกันไป ส่วนใครจะแลกเบอร์ติดต่อกันภายหลังอันนี้ก็เป็นเรื่องส่วนตัวแล้ว
รอบที่ทำกับพี่ช่อฟ้า ครั้งหนึ่งเหมือนจะเป็นกองถ่ายหนังสักเรื่องมั้ง พวกผู้กำกับ คนที่ทำงานเบื้องหลัง ดื่มฉลองหลังปิดกอง แล้วก็อยากได้สาวๆ ไปเอนเตอร์เทน อันนี้มีเมคเลิฟกันสดๆ กลางห้องเลย พอคนหนึ่งเริ่ม คนที่เหลือก็ของขึ้นตามๆ กัน ส่วนฉัน… เหอะๆ ยัดอาหารใส่ปากแล้วอมเอาไว้ พอจะจูบก็ทำทีพะอืดพะอมอ้วกต่อหน้าผู้ชายที่เข้ามาคลอเคลีย แค่นั้นก็หมดอารมณ์จะทำกับฉันแล้วล่ะ
แน่นอนว่ารอบนั้นก็มีตรวจร่างกายก่อนรับงานแต่ไม่มีเอกสารยินยอมให้เซ็นเหมือนครั้งนี้ ซึ่งคิดไปมันก็แปลกนะ เพราะมันก็น่าจะเป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่า One Night Stand คงไม่มีใครมานั่งเรียกร้องหลังจากที่มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกันจากงานเอนเตอร์เทนนี่หรอก
“หรือว่าไม่ชอบจะเปลี่ยนเป็นค็อกเทลแทน”
เสียงของคนตรงหน้าฉุดฉันออกจากความคิดในหัว กะพริบตามองอย่างรู้สึกสนใจ
“ก็ดีเหมือนกัน” ฉันพูดพลางหันหน้าไปมองทางบาร์ที่มีบาร์เทนเดอร์หน้าตาดียืนประจำอยู่หนึ่งคน ระหว่างนั้นเขาที่ยังไม่รู้แม้แต่ชื่อก็เข้ามาโอบเอวฉันเพื่อจะไปที่เคาน์เตอร์บาร์ ทว่าเดินได้ไม่กี่ก้าวก็มีเสียงตะโกนเรียกดังแทรกขึ้นมา
“เฮ้ยแฮค! มานี่หน่อยสิวะ”
ฉันจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่ากลับมาได้ยังไง รู้ตัวอีกทีก็ร้องไห้อยู่บนเตียงในหอพักตัวเอง หอพักที่ฉันไม่ได้กลับมานานจนฝุ่นเกาะ เต็มไปด้วยร่องรอยรกร้าง และถูกทอดทิ้งผ่านไปหนึ่งวัน... สองวัน... ความเสียใจยังไม่จางหาย แต่เพราะมีงานถ่ายแบบรออยู่ ฉันเลยต้องฉุดตัวเองขึ้นมา ยิ่งคิดว่าเป็นงานที่ทำให้ฉันกับแฮคมีปัญหากันก็ยิ่งรู้สึกหน่วงในอกและไม่อยากทำ ใจอยากยกเลิกด้วยซ้ำ แต่ก็ทำไม่ได้เพราะคำว่ารับผิดชอบมันค้ำคอฉันกล้ำกลืนเก็บกระเป๋ามาสนามบินตามนัด นอกจากมะนาวแล้วก็มีคนคุ้นหน้าอีกหลายคนแต่ไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว บางคนก็เป็นพริตตี้ นางแบบ แม้แต่ดาราก็มี... ฉันมองคนเหล่านั้นแล้วแปลกใจนิดหน่อย โมเดลลิ่งไม่ได้บอกไว้ว่ามีนางแบบกี่คน และถึงจะรู้ว่าไม่ได้มีแค่ฉันคนเดียว แต่ฉันก็ไม่คิดว่าจะมากันเยอะแบบนี้ แถมแต่ละคนเกรดพรีเมียมทั้งนั้น ขนาดฉันที่ว่าสวยแล้วพอมายืนเทียบกับคนอื่นนี่ถึงกับดอรปไปเลย ทุกคนงานดีหมด ฉันตะลึงไปเลยที่ถูกโมเดลลิ่งตามจีบอยู่หลายรอบเพื่อให้รับงานนี้ว่าแต่ถ่ายแบบชุดว่ายน้ำต้องใช้คนเยอะขนาดนี้เลยเหรอ ฉันกวาดตามองเพื่อนร่วมงานเงียบๆ เก็บความสงสัยเอาไว้ในใจจนกระทั่งถึงโรงแรมที่ภูเก็ตทีมงาน
แฮคเงียบงันทันทีที่ได้ยินเงื่อนไขของฉัน บรรยากาศหนักอึ้งตกลงรอบด้าน ฉันรู้สึกเหมือนโดนความเคร่งเครียดตรงหน้ากดทับขนาดหายใจยังลำบาก มองใบหน้าเฉยชาของแฮคนัยน์ตาสั่นไหว“เธอกำลังล้ำเส้น”เสียงเยือกเย็นดังออกมา ตอกย้ำความเจ็บปวดในหัวใจ แต่มาถึงขั้นนี้แล้วฉันถอยกลับไม่ได้“ฉันชอบนายแฮค ฉันรู้ว่าฉันไม่ควรล้ำเส้น... แต่ แต่ฉันพยายามแล้ว ฉันห้ามใจตัวเองไม่ได้จริงๆ”ฉันสารภาพความรู้สึกออกไปด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ มองใบหน้าเยือกเย็นของแฮคนัยน์ตาพร่ามัว“เธอก็แค่อ่อนไหวเพราะอยู่ใกล้ฉันมากเกินไป”แฮคพูดออกมาได้ใจร้ายมาก“ฉัน”“ถ้ายังอยากอยู่ต่อ ก็หยุดความรู้สึกบ้าๆ ของเธอซะ”“ไม่เอา ความรู้สึกมันหยุดง่ายๆ ได้ที่ไหน ทำไม ทำไมฉันจะชอบนายไม่ได้ ที่ผ่านมาเราก็เข้ากันได้ดีมาตลอดนี่ ทำไมเราไม่ยกเลิกสัญญาบ้าบอนั่นแล้วมาลองคบกันจริงๆ ดูล่ะ อาจจะเวิร์กก็ได้นะ”ฉันร้อนรน พรั่งพรูทุกอย่างในใจออกมา ทว่าสายตาแฮคที่จ้องมองมากลับยิ่งห่างเหิน แฮคอยู่ตรงหน้าฉันแท้ๆ แต่กลับรู้สึกว่าเขาห่างไกลออกไปจนเอื้อมไม่ถึง“มันไม่มีทางเวิร์กจูน”“รู้ได้ไงว่าไม่เวิร์ก ยังไม่ได้ลอง...”ยังพูดไม่จบแฮคก็สวนขึ้นมาซะก่อนราวกับทนฟังฉั
หลายวันต่อมาวันนี้อาจารย์งดสอน ฉันเลยถือโอกาสเอางานที่ค้างมานั่งเคลียร์ในห้องคอมฯ แฮคเพราะบางงานต้องใช้เครื่องพิมพ์เอกสารแน่นอนว่าฉันต้องขอเขาก่อน แอบลุ้นอยู่เหมือนกันว่าเขาจะยอมให้ใช้เครื่องมั้ย ถ้าไม่ยอมฉันก็จะออกไปทำข้างนอก แต่เขาดันใจกว้าง แถมยังลงมาซื้อกระดาษที่ร้านสะดวกซื้อใต้คอนโดเป็นเพื่อนฉันอีกความจริงร้านมีเดลิเวอรี่แต่ฉันอยากลงมาเลือกเอง ไม่คิดว่าแฮคจะตามมาด้วย“ที่จริงฝากซื้อก็ได้นะ” ฉันมองของในมือเขาสองสามอย่าง แล้วรู้สึกว่าเขาไม่จำเป็นต้องเสียสละเวลาอันมีค่าลงมาเดินที่ร้านสะดวกซื้อกับฉันเห็นว่ากำลังเร่งทำงานเขียนโปรแกรมของบริษัทหนึ่งให้เสร็จก่อนวันไปเชียงราย แล้วยังต้องวางแผนการแข่งรถรวมไปถึงรับผิดชอบงานปรับแต่งเครื่องยนต์ให้เหมาะกับสภาพถนนที่จะไปแข่งอีก ไม่กี่วันมานี้แฮคดูงานรัดตัวกระทั่งไม่เวลามากอดฉันแต่กลับกันเขาใช้เวลาอยู่คอนโดมากขึ้น แม้ส่วนใหญ่จะขลุกอยู่แต่ในห้องทำงานก็ตามนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่แฮคโดนงานรุม แต่ทุกครั้งเขามักจะลอยไปลอยมา ทำตัวผลุบๆ โผล่ๆ เหมือนผี อาทิตย์หนึ่งมาค้างคอนโดนับครั้งได้ หนักกว่านั้นคือบางคืนแค่แวะมาเอากันแล้วก็ไปทว่าระยะหลังมานี้เขาก
“เดี๋ยวแฮค”ฉันกดแก่นกายแข็งกร้าวใต้น้ำเอาไว้ ไม่ยอมให้เขาเข้าใกล้จุดอ่อนไหว“หืม” แฮคซุกซอกคอ พ่นลมหายใจร้อนกรุ่นใส่“ฉัน... ไม่อยากทำ” ความรู้สึกเศร้าเกาะกุมจิตใจ“ทำเสร็จเดี๋ยวโอนค่าตัวให้”ราวกับมีมีดปักลงกลางหัวใจ ฉันส่ายหน้า ไม่เกี่ยวกับเรื่องเงินแล้ว“ฉันไม่อยากได้เงิน”“อะไรอีก” ใบหน้าคมคายละจากต้นคอ จ้องมองฉัน สายตามีแววไม่สบอารมณ์นิดๆ แฝงอยู่“ฉัน...” ฉันหลุบตาลงจ้องระลอกผิวน้ำกระเพื่อมไหวรอบๆ ตัวขณะพยายามเค้นเสียงออกมาจากลำคอ“....”“ฉัน...” ไม่ได้อยากเป็นแค่แฟนจ้าง ความคิดในหัวแล่นไปไกล ทว่าน้ำเสียงกลับจุกตันอยู่แค่คอหอย เอ่ยสิ่งที่อยู่ข้างในใจไม่ออกสายตาดุดันของแฮคบีบคั้นเกินไป ทำให้ความกล้าของฉันที่อยากเผชิญหน้ากับความรู้สึกของตัวเองเหือดหายไปตอนนี้นอกจากจะเกลียดแฮคแล้ว ฉันยังเกลียดตัวเองที่ขี้ขลาด...ไม่กล้าทำตัวชัดเจนเพราะกลัวจะเสียสถานะตรงหน้าไป“ไม่มีอะไร แค่ไม่มีอารมณ์” ฉันส่ายหน้าราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผลักแฮคออกห่าง หันหน้าเข้าหาขอบสระกำลังจะปีนขึ้น แต่กลับถูกแฮครั้งเอวเอาไว้“แฮค...”แผ่นหลังฉันโดนดึงกลับไปแนบชิดกับลำตัวด้านหน้าของเขา ท่อนเนื้อแข็งกร้าวดุนดันก
เสียงออดที่ประตูห้องช่วยคลี่คลายบรรยากาศคุกรุ่นระหว่างเราทั้งคู่ แฮคไม่เสียเวลา เขาลุกขึ้นเดินออกไปดู สักพักก็กลับมาพร้อมจานสเต๊กในมือ“....”ฉันมองด้วยสายตาเรียบเฉย ไม่รู้สึกหิวสักนิด ยิ่งเจอคำพูดแฮคเข้าไปก็ยิ่งกินอะไรไม่ลง โชคดีที่มีไวน์ให้ย้อมใจ“ขึ้นมากินก่อน” แฮควางจานเอาไว้บนโต๊ะ แล้วหันมาเรียก ท่าทางไม่ได้ตระหนักสักนิดว่าทำใจฉันเจ็บฉันมองแก้วไวน์ในมือที่หมดแล้วเงียบๆ เคลื่อนตัวเข้าใกล้บันไดลงสระ ปีนขึ้นไปช้าๆ โดยที่มืออีกข้างยังถือแก้วไวน์เอาไว้ร่างในชุดว่ายน้ำทูพีชสีขาวม้าลายขึ้นจากขอบสระได้ครึ่งตัว ผ้าคลุมสีขาวก็กางเอาไว้รอแล้วหัวใจพลันกระตุกไหว“....” ฉันไล่สายตามองมือที่จับผ้าคลุมขึ้นไป สบประสานกับแววตาคมเข้มของแฮค นึกถึงคำพูดเย็นชาของเขาก่อนหน้านี้แล้วรวดร้าวอยู่ในอก แอบซ่อนสายตาเจ็บปวดเอาไว้ ก้าวขึ้นจากสระ หันหลังสอดแขนสวมเสื้อคลุมที่แฮคเตรียมไว้ให้ รวบสายรัดเอวอย่างไม่ใส่ใจมองจานสเต๊กบนโต๊ะด้วยสายตาเฉยเมย“ฉันไม่หิว นายกินเถอะ ฉันจะอาบน้ำแล้ว”“จูน เดี๋ยวก่อน...”แฮครวบแขนฉันเอาไว้ ไม่ยอมให้ผละไปง่ายๆ ฉันถอนหายใจหันกลับมามองแฮคด้วยสายตาเบื่อหน่าย“....”“รีบไปไหน กิน
นอกจากแวะไหว้พระขอพรแล้ว ฉันก็ขอให้แฮคพาไปจุดเช็กอินในบางแสนอีกหลายจุด แต่ด้วยข้อจำกัดเรื่องเวลาจึงไปได้แค่ไม่กี่ที่เท่านั้น“กินมั้ย” ฉันถือข้าวหลามกระบอกเล็กๆ ในมือ ข้างในเป็นข้าวเหนียวดำ เอาส้อมที่แถมมาด้วยจิ้มข้าวหลามออกมาแล้วยื่นไปใกล้ๆ ปากแฮคเขาเลิกคิ้วมองครู่หนึ่งก็อ้าปากงับของกินที่ฉันยื่นให้“เป็นไง อร่อยมั้ย”“อือ พอกินได้”“ไม่ชอบเหรอ” สีหน้าเฉยเมยของแฮคทำฉันหม่นหมองไปชั่วขณะ“เฉยๆ”“แล้วแฮคชอบกินอะไร”สรรพนามที่เรียกเขาเปลี่ยนไป ฉันไม่ได้เผลอ แค่จงใจ... จงใจให้ดูเหมือนว่ากำลังเผลอปกติเวลาอยู่ต่อหน้าคนอื่น เราจะเรียกกันด้วยชื่อเพื่อให้ดูเหมือนสนิทสนม แต่พออยู่กันสองคนจะเรียก ‘ฉัน’ กับ ‘นาย’ แม้จะไม่ได้พูดคุยตกลงกันจริงจัง แต่ก็เหมือนจะกลายเป็นข้อกำหนดที่ตายตัวระหว่างเราไปแล้ว“อะไรก็ได้ที่อร่อย” เขาตอบหลังจากทำหน้านึกอยู่พักหนึ่งแต่กลับระบุอาหารแบบเจาะจงไม่ได้“อืม...” ฉันลอบถอนหายใจเหนื่อยหน่าย สังเกตสีหน้าที่ยังคงปกติของแฮค ดูเหมือนเขาจะไม่ทันสังเกตเรื่องที่ฉันเรียกชื่อเขา... หรือเขาแค่แกล้งไม่สนใจกันแน่นะช่างเถอะ“แวะร้านตรงนั้นได้มั้ย” ฉันชี้ไปที่แผงขายเครื่องประดับเ







