LOGINเสียงดังมาจากทางโซฟายาวที่มีเฮียร่างท้วมกับผู้ชายทรงดีนั่งกองกันอยู่ เล่นเอาแปลกใจเลยแฮะ ไม่คิดว่าเขาจะโดนเรียก แล้วทำไมสายตาที่มองมาทางนี้ถึงดูรุนแรงแปลกๆ โดยเฉพาะพวกผู้หญิง จำเป็นต้องจ้องกันตาคมบาดเลือดกันขนาดนั้นด้วยเหรอ หมอนี่ก็แค่เด็กที่มีกลิ่นน้ำมันเครื่องติดตัวธรรมดาๆ ไม่ใช่หรือไง
เขาที่ถูกเรียกว่า “แฮค” เปลี่ยนทิศทาง รั้งเอวฉันไปฝั่งโซฟาแต่ฉันไม่อยากไปนั่งเบียดกับคนอื่น
ทุกครั้งที่พวกผู้ชายจับกลุ่มล้อมวงหันหน้าเข้าหากันล้วนมีแต่เรื่องที่ผู้หญิงอย่างเราๆ ไม่อินตาม จะว่าเข้าไม่ถึงก็ไม่ใช่ เรียกว่าไม่น่าสนใจสำหรับผู้หญิงจะเหมาะกว่า แล้วฉันก็ไม่อยากนั่งฟังเรื่องพรรค์นั้นด้วยสิ
“อ๊ะ อย่าเพิ่ง” ฉันทิ้งน้ำหนักลงที่เท้า เกาะพื้นแน่น ยกมือขึ้นวางทาบไหล่เขาเบาๆ พร้อมกับยิ้มหวานบอกกับแฮค “นายไปก่อน ได้ค็อกเทลแล้วจะตามไป”
“หืม” ท่าทางเขาประหลาดใจน่าดูที่ฉันเห็นค็อกเทลสำคัญกว่า มือหนาคลายออกจากเอวฉันด้วยท่าทางเสียดาย
สัมผัสอบอุ่นที่เอวถูกแทนที่ด้วยความหวิวโหวงราวกับโดนป้ายยา ทั้งที่ไม่ควรรู้สึกแต่พอถูกปล่อยเป็นอิสระกลับเกิดอารมณ์โหยหาแปลกๆ ฉันรีบผลักอาการหวั่นไหวที่เกิดขึ้นภายในใจทิ้งอย่างรวดเร็ว เดินไปยังเคาน์เตอร์บาร์ตามลำพัง
ค็อกเทลแก้วแล้วแก้วเล่าถูกวางลงตรงหน้า ตอนแรกก็ไม่อะไรหรอก แต่หนุ่มรูปหล่อผมยาวสไตล์จอมมารในหนังจีนกำลังภายในเห็นว่าฉันเป็นคนเดียวในบรรดาสาว N ที่มานั่งเคาน์เตอร์บาร์ ในขณะที่คนอื่นๆ ไปเอาอกเอาใจลูกค้าตามมุมต่างๆ ของร้าน ก็เลยชักชวนให้ชิมเมนูค็อกเทลอย่างกระตือรือร้น เผื่อว่าฉันถูกใจจะได้ชวนเพื่อนมาเที่ยวในภายหลัง เข้าใจว่าเป็นการตลาดฉันก็เลยไม่ขัด แถมยังได้ดื่มฟรี โอกาสดีแบบนี้ใครจะปฏิเสธให้เสียของล่ะ
แรกๆ ก็ตั้งอกตั้งใจชิมอยู่หรอก วิเคราะห์ซะจริงจัง แต่หลังๆ ลิ้นเริ่มชา สายตาพร่าเบลอ พอรู้ตัวว่ากำลังเมาฉันก็ยกมือขึ้นห้ามคุณบาร์เทนเดอร์ ให้สัญญาณว่าไม่ไหวแล้ว
“พอแล้วค่ะ ดื่ม... ไม่ลงแล้ว” ฉันปัดค็อกเทลที่เพิ่งถูกวางลงตรงหน้ากลั้นลมขมๆ ที่รื้นขึ้นจุกคอลงไป ส่งสายตาขอร้องอีกฝ่ายให้หยุดชงสักที
“ไม่ไหวแล้วเหรอ งั้นก็แก้วสุดท้ายนะครับ” บาร์เทนเดอร์ยัดเยียดแก้วค็อกเทลใส่มือฉันแล้วจับมือฉันยกขึ้นดันเข้ามาใกล้ปาก คะยั้นคะยอให้ดื่ม แรกๆ เขาก็ดูเว้นระยะห่างดีอยู่หรอกแต่ทำไมตอนนี้ถึงได้น่ารำคาญอย่างนี้นะ
“ไม่ค่ะ ไม่ไหวจริงๆ ลิ้นชาแล้ว” ฉันดันหน้าออกห่าง พลางพยายามดึงมือออกจากการจับกุมของบาร์เทนเดอร์ ยื้อยุดกันไปมาจนน้ำค็อกเทลกระฉอก แต่ไม่มีใครใส่ใจ
“นิดหนึ่งน่านะ” เขายังคงตื๊อ
“แต่… อ๊ะ”
ด้วยแรงที่มากกว่า เขาดันแก้วมาจ่อที่ปากฉัน บังคับกลายๆ ให้ดื่ม พอเจอแบบนั้นก็ตกประหม่ากอปรกับสติที่โดนบั่นทอนจากฤทธิ์แอลกอฮอล์ กว่าฉันจะนึกออกว่าต้องทำยังไงค็อกเทลก็ถูกกรอกใส่ปากแล้ว แต่มันกะทันหันและเกิดขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัวทำให้ค็อกเทลบางส่วนหกราดลงมาที่คอ เส้นความเย็นไหลลู่เป็นสายเข้าไปในร่องอก
ความรู้สึกเย็นเยียบมาพร้อมอาการเหนียวเหนอะ ฉันดันมือหนาออก เกิดความรู้สึกไม่พอใจแต่ก็ไม่กล้าโวยวายได้แต่แสร้งมองเขาด้วยสายตาเหน็ดเหนื่อยใจทั้งที่ความจริงอยากยกเก้าอี้ขึ้นมาทุ่มฟาดใส่หน้าเขาแรงๆ สักที เผื่อจะสะกดคำว่าเกรงใจเป็นขึ้นมาบ้าง
“เล่นอะไรเนี่ย เห็นไหมเลอะหมดเลย” ฉันบ่นด้วยโทนเสียงน่ารักแทนที่จะเป็นการเหวี่ยงวีน เพราะยังไงซะก็ยังอยู่ในเวลางาน สติจะขาดไม่ได้
“เอ้า โทษที มาเดี๋ยวเช็ดให้” เขายืดแขนออกไปดึงทิชชูที่กลางบาร์แล้วกลับมาจะเช็ดรอยเปื้อนให้เหมือนหวังดี แต่ประสงค์ร้าย ฉันมองด้วยสายตาหวาดระแวงแต่ก่อนที่มือข้างนั้นจะเอื้อมมาถึงก็โดนคว้าหมับกลางอากาศ
“….”
ทั้งฉันและคุณบาร์เทนเดอร์รูปหล่อต่างชะงักอึ้งด้วยกันทั้งคู่ พอมองตามข้อมือที่โดนจับไปก็ปะทะสายตาเข้ากับเจ้าของเรือนผมสีฟ้าละมุน แฮคไม่ใช่เหรอ? เขามาได้ยังไง เมื่อกี้ยังเห็นอยู่ที่โซฟาอยู่เลย
“เอาไว้เช็ดเป้ากางเกงมึงเหอะว่ะ”
“ชิ!” บาร์เทนเดอร์ทำเสียงไม่พอใจสลัดข้อมือออกจากการจับกุมของแฮค เบนสายตาเสียดายมาที่ฉัน “อุตส่าห์ชง”
เขาสบถอะไรสักอย่าง ฉันฟังไม่ถนัด แต่จากสีหน้าท่าทางบอกให้รู้ว่าไม่ใช่ความหมายที่ดีนัก
ทันทีที่บาร์เทนเดอร์หันหลังให้คล้ายคนถอดใจจากอะไรสักอย่าง นิ้วเรียวยาวก็ยื่นมาสางผมข้างใบหูฉันหนึ่งที
“คออ่อนนะเรา”
อุ้งมือหนานาบกับข้างแก้ม ฉันเผลอซบคลอเคลียกับฝ่ามือแฮคเบาๆ กะพริบตามองใบหน้าเรียวผอมของอีกฝ่ายแล้วยิ้มหวาน อยากพูดอะไรตอบโต้เขาบ้างแต่สมองกลับโหลดช้ากว่าปกติ
“ไหวหรือเปล่า ถ้าไม่ไหวไปพักก่อน”
“ที่ไหน” ฉันถามเสียงยานเอื่อย เปลือกตารู้สึกหน่วง ขมับสองข้างกลับปวดหนึบ อาการแบบนี้น่าจะเมาจริงแล้วล่ะ
ฉันไม่ใช่คนคอแข็งอะไรมาก แต่ก็ไม่ได้คออ่อนขนาดแก้วสองแก้วจอด... ค็อกเทลที่บาร์เทนเดอร์ยื่นให้ถ้าให้เปรียบเทียบก็น่าจะเท่าๆ กับเหล้าหนึ่งแบน ไม่มึนก็ให้มันรู้ไป
“อยากเข้าห้องน้ำ” ฉันบอกกับคนตรงหน้า ลุกขึ้นยืนโงนเงน เสียหลักไปแวบหนึ่ง
“เดี๋ยวพาไป” เขาจับแขนฉันเอาไว้ อีกมือโอบประคองเอว
“ขอบคุณ” ฉันบอกตามมารยาท ไม่รังเกียจการถึงเนื้อถึงตัวเล็กๆ น้อยๆ นี่ ยอมให้เขาโอบเอวเดินไปทางห้องน้ำ ว่าแต่ห้องน้ำอยู่ทางนี้เหรอ... นึกว่าอยู่ข้างในร้านซะอีก
“เฮ้ยแฮค จะไปแล้วเหรอวะ” เสียงใครสักคนร้องถามก่อนถึงประตูทางออกบาร์ไม่กี่ก้าว
“เออ ไปละ ไว้เจอกัน”
“อย่าหนักนักล่ะ พรุ่งนี้มีงานนะโว้ย”
คนตะโกนกลับมาเหมือนเป็นเรื่องสำคัญแต่น้ำเสียงกลับไม่จริงจัง แฮคไม่พูดอะไรต่อ เขาแค่ยกมือขึ้นโบกทีสองทีตอบอีกฝ่ายที่อยู่ด้านหลัง ฉันไม่ได้สนใจบทสนทนาพวกนั้น แต่ก็อดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมองทางต้นเสียง
ไม่รู้ว่าใครที่โต้ตอบกับแฮคแต่ดันสัมผัสถึงสายตาอิจฉาของพวกผู้หญิงแทน พวกนั้นใช้สายตาราวกับว่าฉันฉกฉวยอะไรสักอย่างที่ทุกคนต่างอยากได้ไปอย่างงั้นล่ะ
“ไปเถอะ” แรงกระตุกเบาๆ ที่เอวกับเสียงเรียกทุ้มต่ำดึงความสนใจฉันกลับมา ถึงจะรู้สึกติดใจแต่คนข้างๆ ก็ไม่เปิดโอกาสให้ฉันได้คิดอะไรมาก หลังพ้นประตูออกมาฉันก็ลืมไปหมดแล้ว
ฉันจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่ากลับมาได้ยังไง รู้ตัวอีกทีก็ร้องไห้อยู่บนเตียงในหอพักตัวเอง หอพักที่ฉันไม่ได้กลับมานานจนฝุ่นเกาะ เต็มไปด้วยร่องรอยรกร้าง และถูกทอดทิ้งผ่านไปหนึ่งวัน... สองวัน... ความเสียใจยังไม่จางหาย แต่เพราะมีงานถ่ายแบบรออยู่ ฉันเลยต้องฉุดตัวเองขึ้นมา ยิ่งคิดว่าเป็นงานที่ทำให้ฉันกับแฮคมีปัญหากันก็ยิ่งรู้สึกหน่วงในอกและไม่อยากทำ ใจอยากยกเลิกด้วยซ้ำ แต่ก็ทำไม่ได้เพราะคำว่ารับผิดชอบมันค้ำคอฉันกล้ำกลืนเก็บกระเป๋ามาสนามบินตามนัด นอกจากมะนาวแล้วก็มีคนคุ้นหน้าอีกหลายคนแต่ไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว บางคนก็เป็นพริตตี้ นางแบบ แม้แต่ดาราก็มี... ฉันมองคนเหล่านั้นแล้วแปลกใจนิดหน่อย โมเดลลิ่งไม่ได้บอกไว้ว่ามีนางแบบกี่คน และถึงจะรู้ว่าไม่ได้มีแค่ฉันคนเดียว แต่ฉันก็ไม่คิดว่าจะมากันเยอะแบบนี้ แถมแต่ละคนเกรดพรีเมียมทั้งนั้น ขนาดฉันที่ว่าสวยแล้วพอมายืนเทียบกับคนอื่นนี่ถึงกับดอรปไปเลย ทุกคนงานดีหมด ฉันตะลึงไปเลยที่ถูกโมเดลลิ่งตามจีบอยู่หลายรอบเพื่อให้รับงานนี้ว่าแต่ถ่ายแบบชุดว่ายน้ำต้องใช้คนเยอะขนาดนี้เลยเหรอ ฉันกวาดตามองเพื่อนร่วมงานเงียบๆ เก็บความสงสัยเอาไว้ในใจจนกระทั่งถึงโรงแรมที่ภูเก็ตทีมงาน
แฮคเงียบงันทันทีที่ได้ยินเงื่อนไขของฉัน บรรยากาศหนักอึ้งตกลงรอบด้าน ฉันรู้สึกเหมือนโดนความเคร่งเครียดตรงหน้ากดทับขนาดหายใจยังลำบาก มองใบหน้าเฉยชาของแฮคนัยน์ตาสั่นไหว“เธอกำลังล้ำเส้น”เสียงเยือกเย็นดังออกมา ตอกย้ำความเจ็บปวดในหัวใจ แต่มาถึงขั้นนี้แล้วฉันถอยกลับไม่ได้“ฉันชอบนายแฮค ฉันรู้ว่าฉันไม่ควรล้ำเส้น... แต่ แต่ฉันพยายามแล้ว ฉันห้ามใจตัวเองไม่ได้จริงๆ”ฉันสารภาพความรู้สึกออกไปด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ มองใบหน้าเยือกเย็นของแฮคนัยน์ตาพร่ามัว“เธอก็แค่อ่อนไหวเพราะอยู่ใกล้ฉันมากเกินไป”แฮคพูดออกมาได้ใจร้ายมาก“ฉัน”“ถ้ายังอยากอยู่ต่อ ก็หยุดความรู้สึกบ้าๆ ของเธอซะ”“ไม่เอา ความรู้สึกมันหยุดง่ายๆ ได้ที่ไหน ทำไม ทำไมฉันจะชอบนายไม่ได้ ที่ผ่านมาเราก็เข้ากันได้ดีมาตลอดนี่ ทำไมเราไม่ยกเลิกสัญญาบ้าบอนั่นแล้วมาลองคบกันจริงๆ ดูล่ะ อาจจะเวิร์กก็ได้นะ”ฉันร้อนรน พรั่งพรูทุกอย่างในใจออกมา ทว่าสายตาแฮคที่จ้องมองมากลับยิ่งห่างเหิน แฮคอยู่ตรงหน้าฉันแท้ๆ แต่กลับรู้สึกว่าเขาห่างไกลออกไปจนเอื้อมไม่ถึง“มันไม่มีทางเวิร์กจูน”“รู้ได้ไงว่าไม่เวิร์ก ยังไม่ได้ลอง...”ยังพูดไม่จบแฮคก็สวนขึ้นมาซะก่อนราวกับทนฟังฉั
หลายวันต่อมาวันนี้อาจารย์งดสอน ฉันเลยถือโอกาสเอางานที่ค้างมานั่งเคลียร์ในห้องคอมฯ แฮคเพราะบางงานต้องใช้เครื่องพิมพ์เอกสารแน่นอนว่าฉันต้องขอเขาก่อน แอบลุ้นอยู่เหมือนกันว่าเขาจะยอมให้ใช้เครื่องมั้ย ถ้าไม่ยอมฉันก็จะออกไปทำข้างนอก แต่เขาดันใจกว้าง แถมยังลงมาซื้อกระดาษที่ร้านสะดวกซื้อใต้คอนโดเป็นเพื่อนฉันอีกความจริงร้านมีเดลิเวอรี่แต่ฉันอยากลงมาเลือกเอง ไม่คิดว่าแฮคจะตามมาด้วย“ที่จริงฝากซื้อก็ได้นะ” ฉันมองของในมือเขาสองสามอย่าง แล้วรู้สึกว่าเขาไม่จำเป็นต้องเสียสละเวลาอันมีค่าลงมาเดินที่ร้านสะดวกซื้อกับฉันเห็นว่ากำลังเร่งทำงานเขียนโปรแกรมของบริษัทหนึ่งให้เสร็จก่อนวันไปเชียงราย แล้วยังต้องวางแผนการแข่งรถรวมไปถึงรับผิดชอบงานปรับแต่งเครื่องยนต์ให้เหมาะกับสภาพถนนที่จะไปแข่งอีก ไม่กี่วันมานี้แฮคดูงานรัดตัวกระทั่งไม่เวลามากอดฉันแต่กลับกันเขาใช้เวลาอยู่คอนโดมากขึ้น แม้ส่วนใหญ่จะขลุกอยู่แต่ในห้องทำงานก็ตามนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่แฮคโดนงานรุม แต่ทุกครั้งเขามักจะลอยไปลอยมา ทำตัวผลุบๆ โผล่ๆ เหมือนผี อาทิตย์หนึ่งมาค้างคอนโดนับครั้งได้ หนักกว่านั้นคือบางคืนแค่แวะมาเอากันแล้วก็ไปทว่าระยะหลังมานี้เขาก
“เดี๋ยวแฮค”ฉันกดแก่นกายแข็งกร้าวใต้น้ำเอาไว้ ไม่ยอมให้เขาเข้าใกล้จุดอ่อนไหว“หืม” แฮคซุกซอกคอ พ่นลมหายใจร้อนกรุ่นใส่“ฉัน... ไม่อยากทำ” ความรู้สึกเศร้าเกาะกุมจิตใจ“ทำเสร็จเดี๋ยวโอนค่าตัวให้”ราวกับมีมีดปักลงกลางหัวใจ ฉันส่ายหน้า ไม่เกี่ยวกับเรื่องเงินแล้ว“ฉันไม่อยากได้เงิน”“อะไรอีก” ใบหน้าคมคายละจากต้นคอ จ้องมองฉัน สายตามีแววไม่สบอารมณ์นิดๆ แฝงอยู่“ฉัน...” ฉันหลุบตาลงจ้องระลอกผิวน้ำกระเพื่อมไหวรอบๆ ตัวขณะพยายามเค้นเสียงออกมาจากลำคอ“....”“ฉัน...” ไม่ได้อยากเป็นแค่แฟนจ้าง ความคิดในหัวแล่นไปไกล ทว่าน้ำเสียงกลับจุกตันอยู่แค่คอหอย เอ่ยสิ่งที่อยู่ข้างในใจไม่ออกสายตาดุดันของแฮคบีบคั้นเกินไป ทำให้ความกล้าของฉันที่อยากเผชิญหน้ากับความรู้สึกของตัวเองเหือดหายไปตอนนี้นอกจากจะเกลียดแฮคแล้ว ฉันยังเกลียดตัวเองที่ขี้ขลาด...ไม่กล้าทำตัวชัดเจนเพราะกลัวจะเสียสถานะตรงหน้าไป“ไม่มีอะไร แค่ไม่มีอารมณ์” ฉันส่ายหน้าราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผลักแฮคออกห่าง หันหน้าเข้าหาขอบสระกำลังจะปีนขึ้น แต่กลับถูกแฮครั้งเอวเอาไว้“แฮค...”แผ่นหลังฉันโดนดึงกลับไปแนบชิดกับลำตัวด้านหน้าของเขา ท่อนเนื้อแข็งกร้าวดุนดันก
เสียงออดที่ประตูห้องช่วยคลี่คลายบรรยากาศคุกรุ่นระหว่างเราทั้งคู่ แฮคไม่เสียเวลา เขาลุกขึ้นเดินออกไปดู สักพักก็กลับมาพร้อมจานสเต๊กในมือ“....”ฉันมองด้วยสายตาเรียบเฉย ไม่รู้สึกหิวสักนิด ยิ่งเจอคำพูดแฮคเข้าไปก็ยิ่งกินอะไรไม่ลง โชคดีที่มีไวน์ให้ย้อมใจ“ขึ้นมากินก่อน” แฮควางจานเอาไว้บนโต๊ะ แล้วหันมาเรียก ท่าทางไม่ได้ตระหนักสักนิดว่าทำใจฉันเจ็บฉันมองแก้วไวน์ในมือที่หมดแล้วเงียบๆ เคลื่อนตัวเข้าใกล้บันไดลงสระ ปีนขึ้นไปช้าๆ โดยที่มืออีกข้างยังถือแก้วไวน์เอาไว้ร่างในชุดว่ายน้ำทูพีชสีขาวม้าลายขึ้นจากขอบสระได้ครึ่งตัว ผ้าคลุมสีขาวก็กางเอาไว้รอแล้วหัวใจพลันกระตุกไหว“....” ฉันไล่สายตามองมือที่จับผ้าคลุมขึ้นไป สบประสานกับแววตาคมเข้มของแฮค นึกถึงคำพูดเย็นชาของเขาก่อนหน้านี้แล้วรวดร้าวอยู่ในอก แอบซ่อนสายตาเจ็บปวดเอาไว้ ก้าวขึ้นจากสระ หันหลังสอดแขนสวมเสื้อคลุมที่แฮคเตรียมไว้ให้ รวบสายรัดเอวอย่างไม่ใส่ใจมองจานสเต๊กบนโต๊ะด้วยสายตาเฉยเมย“ฉันไม่หิว นายกินเถอะ ฉันจะอาบน้ำแล้ว”“จูน เดี๋ยวก่อน...”แฮครวบแขนฉันเอาไว้ ไม่ยอมให้ผละไปง่ายๆ ฉันถอนหายใจหันกลับมามองแฮคด้วยสายตาเบื่อหน่าย“....”“รีบไปไหน กิน
นอกจากแวะไหว้พระขอพรแล้ว ฉันก็ขอให้แฮคพาไปจุดเช็กอินในบางแสนอีกหลายจุด แต่ด้วยข้อจำกัดเรื่องเวลาจึงไปได้แค่ไม่กี่ที่เท่านั้น“กินมั้ย” ฉันถือข้าวหลามกระบอกเล็กๆ ในมือ ข้างในเป็นข้าวเหนียวดำ เอาส้อมที่แถมมาด้วยจิ้มข้าวหลามออกมาแล้วยื่นไปใกล้ๆ ปากแฮคเขาเลิกคิ้วมองครู่หนึ่งก็อ้าปากงับของกินที่ฉันยื่นให้“เป็นไง อร่อยมั้ย”“อือ พอกินได้”“ไม่ชอบเหรอ” สีหน้าเฉยเมยของแฮคทำฉันหม่นหมองไปชั่วขณะ“เฉยๆ”“แล้วแฮคชอบกินอะไร”สรรพนามที่เรียกเขาเปลี่ยนไป ฉันไม่ได้เผลอ แค่จงใจ... จงใจให้ดูเหมือนว่ากำลังเผลอปกติเวลาอยู่ต่อหน้าคนอื่น เราจะเรียกกันด้วยชื่อเพื่อให้ดูเหมือนสนิทสนม แต่พออยู่กันสองคนจะเรียก ‘ฉัน’ กับ ‘นาย’ แม้จะไม่ได้พูดคุยตกลงกันจริงจัง แต่ก็เหมือนจะกลายเป็นข้อกำหนดที่ตายตัวระหว่างเราไปแล้ว“อะไรก็ได้ที่อร่อย” เขาตอบหลังจากทำหน้านึกอยู่พักหนึ่งแต่กลับระบุอาหารแบบเจาะจงไม่ได้“อืม...” ฉันลอบถอนหายใจเหนื่อยหน่าย สังเกตสีหน้าที่ยังคงปกติของแฮค ดูเหมือนเขาจะไม่ทันสังเกตเรื่องที่ฉันเรียกชื่อเขา... หรือเขาแค่แกล้งไม่สนใจกันแน่นะช่างเถอะ“แวะร้านตรงนั้นได้มั้ย” ฉันชี้ไปที่แผงขายเครื่องประดับเ







